สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
aBRIDGEd

พลวัตเงินเฟ้อภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์

ในโลกที่มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น…ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเงินเฟ้อ

บทความนี้ต้องการศึกษาว่า ผลกระทบของกระแสโลกาภิวัฒน์มีบทบาทมากน้อยเพียงใดในการกำหนดทิศทางเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ โดยพัฒนาวิธีทางเศรษฐมิติที่สามารถวัดผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ผ่านช่องว่างการผลิตโลก ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ช่องว่างการผลิตโลกมีความสำคัญในการอธิบายพลวัตเงินเฟ้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีการเปิดตัวทางการค้าสูง ดังนั้น ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่ทวีสูงขึ้น ธนาคารกลางจึงควรคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ในโลกให้มากขึ้นในการที่จะกำหนดนโยบายการเงินให้มีประสิทธิภาพ

นับตั้งแต่ปี 2000 เงินเฟ้อในประเทศต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ ประการแรกคือเงินเฟ้อในหลายประเทศได้อยู่ในระดับต่ำและผันผวนน้อยลง ดังแสดงในภาพที่ 1  เงินเฟ้อไทยก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ค่าเฉลี่ยของเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ระดับ 4.5  เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 1985-2000 และได้ลดลงเหลือ 2.5 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 2000 มาจนถึงปัจจุบัน ประการที่สองคือ ปัจจัยทางด้านอุปสงค์ภายในประเทศหรือปัจจัยทางวัฏจักรธุรกิจ (Business Cycle) ไม่ได้ส่งผลกระทบกับอัตราเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ มากหากเทียบกับในช่วงก่อนหน้า

การที่เงินเฟ้อในหลายๆ ประเทศเหล่านี้มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกัน สอดคล้องกับงานศึกษาหลายชิ้นที่พบว่าในช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น งานศึกษาของ Wang and Wen (2015) ที่พบว่าค่าเฉลี่ยของความสัมพันธ์ทางสถิติของเงินเฟ้อทั่วไปในกลุ่มประเทศ G7 สูงถึง 62 เปอร์เซ็นต์ ในทำนองเดียวกัน Cicarelli and Mojon (2007) ได้ชี้ให้เห็นว่าค่าเฉลี่ยของเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศ OECD สามารถอธิบายความผันผวนของเงินเฟ้อในประเทศเหล่านี้ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันของภาวะเงินเฟ้อในแต่ละประเทศรวมทั้งไทย จึงไม่น่าจะขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินและปัจจัยภายในประเทศเท่านั้น แต่อาจขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกประเทศที่สะท้อน “กระแสโลกาภิวัฒน์”

บทความนี้มีความต้องการวิเคราะห์ผลกระทบของกระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีต่อเงินเฟ้อโดยการวิเคราะห์บทบาทของช่องว่างการผลิตโลกต่อทิศทางของเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ช่องทางในการส่งผ่านของกระแสโลกาภิวัฒน์ต่อเงินเฟ้อ รวมทั้งพิจารณาว่าผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศนั้นขึ้นอยู่กับระดับการเปิดทางการค้าหรือไม่ ซึ่งการทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ธนาคารกลางสามารถกำหนดนโยบายการเงินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ภาพที่ 1 อัตราและค่าความผันผวนของเงินเฟ้อทั่วไป

abpic2015_004_01aabpic2015_004_01b

หมายเหตุ: ค่าความผันผวนในรูปด้านขวาคำนวณมาจากค่าเคลื่อนที่ 5 ปีของ Standard Deviation
ที่มา: IMF International Financial Statistics, คำนวณโดยผู้เขียน

การวัดผลกระทบของกระแสโลกาภิวัฒน์ต่อเงินเฟ้อ

โลกาภิวัฒน์เป็นปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงกันของโลกมากขึ้นทั้งในแง่การผลิต การค้า และการเคลื่อนย้ายแรงงานและเงินทุน ในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา กระแสโลกาภิวัฒน์ได้ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังเกิดใหม่ เช่นประเทศจีน ได้ก้าวเข้ามาในเวทีการค้าโลก โดยหากพิจารณาจากข้อมูลทางการค้าซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงกันของโลก ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 ปี ของอัตราการขยายตัวของการค้าโลกจะสูงกว่าอัตราการขยายตัวของผลผลิตโลกถึง 2.4 เท่าในปี 2000 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าในช่วงอื่นๆ

ในการวิเคราะห์ผลกระทบของกระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีต่อเงินเฟ้อ งานศึกษาเชิงประจักษ์มักวัดผลกระทบเหล่านี้ผ่านตัวแปรช่องว่างการผลิตโลก (Global Output Gap) ซึ่งคือส่วนต่างของผลผลิตโลกที่แท้จริง กับผลผลิตศักยภาพของโลก ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตที่แท้จริงขยายตัวสูงขึ้นอาจมาจากการขยายตัวที่รวดเร็วของอุปสงค์ในประเทศกำลังพัฒนาที่สืบเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์ ส่วนปัจจัยที่สามารถเพิ่มผลผลิตศักยภาพของโลก ได้แก่ การเพิ่มของอุปทานทางด้านแรงงานจากประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศจีนและอินเดีย หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศต่างๆ จากการแลกเปลี่ยนหรือถ่ายเทเทคโนโลยีที่มีอัตราเร่งสูงขึ้น เป็นต้น ตามหลักทฤษฏีแล้ว เงินเฟ้อควรมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับช่องว่างการผลิตโลก กล่าวคือ เมื่อผลผลิตของโลกอยู่ต่ำกว่าศักยภาพ การใช้ทรัพยากรยังเป็นไปอย่างไม่เต็มที่ ดังนั้นความยืดหยุ่น หรือ slack ที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกจะจำกัดแรงกดดันต่อราคาสินค้าภายในประเทศ

แม้ว่าแนวความคิดเกี่ยวกับการวัดผลของกระแสโลกาภิวัฒน์ผ่านช่องว่างการผลิตโลกจะเป็นที่ยอมรับระดับหนึ่ง แต่ผลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับบทบาทของช่องว่างการผลิตโลกต่อเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจน และยังเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอยู่ เช่นในงานศึกษาของ IMF (2006, 2013) Borio and Filardo (2007) และ Ihrig et al. (2010) เป็นต้น ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้ผลเชิงประจักษ์ในแต่ละงานศึกษานั้นไม่สอดคล้องกันเป็นเพราะการวัดค่าของตัวแปรช่องว่างการผลิตโลกมีความแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน  ในส่วนแรกเกี่ยวกับการคำนวณผลผลิตที่แท้จริงของโลกว่าควรประกอบด้วยประเทศอะไรบ้าง และแต่ละประเทศควรมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดในค่ารวม ในงานศึกษาที่ผ่านมา ประเทศที่นำมาศึกษามักเป็นเพียงประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งการวัดความสำคัญของแต่ละประเทศในผลผลิตรวมของโลกก็แตกต่างกันไปในแต่ละงานศึกษา โดยอาจขึ้นอยู่กับสัดส่วนผลผลิตที่แท้จริง หรือสัดส่วนการนำเข้าและส่งออกสินค้า เป็นต้น

ในส่วนที่สอง วิธีการวัดตัวแปรผลผลิตศักยภาพซึ่งเป็นตัวแปรที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรง (Latent Variable) มีได้หลากหลายเช่นกัน ในงานศึกษาที่ผ่านมา นักวิจัยมักใช้เครื่องมือ HP-Filter ซึ่งเป็นวิธีการทางสถิติ มาใช้ในการประมาณค่าหรือ “สกัด” ความเคลื่อนไหวของผลผลิตศักยภาพออกมาจากผลผลิตที่แท้จริง แต่วิธีการนี้มีข้อจำกัดตรงที่ว่า ค่าผลผลิตศักยภาพที่ประมาณได้จะขึ้นอยู่กับข้อสมมติฐานที่จำกัดให้ผลผลิตศักยภาพมีความเคลื่อนไหวที่ผันผวนน้อย (Smoothness Assumption) นอกจากนี้ วิธีการนี้ยังให้ผลที่ค่อนข้างคลาดเคลื่อนโดยเฉพาะค่าตอนต้นและค่าตอนท้ายของค่าที่วัดได้ (End-Point Problem)

ภาพที่ 2 การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อและช่องว่างการผลิตโลก

abpic2015_004_02

หมายเหตุ: ลูกศรแสดงทิศทางการเปลี่ยนแปลงจากช่วงปี 1990Q1-2013Q4 ไปยังช่วงปี 2000Q1-2013Q4

บทความนี้ ได้นำวิธีการประมาณค่าแบบจำลองของ Manopimoke (2014) มาใช้เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของกระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีต่อเงินเฟ้อ ทั้งนี้แบบจำลองในการศึกษาถูกพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงปัญหาทั้งสองเกี่ยวกับการวัดค่าของตัวแปรช่องว่างการผลิตโลก ในการจัดการกับปัญหาแรกผู้วิจัยได้ขยายจำนวนประเทศที่ใช้ในการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มประเทศ G7 และกลุ่มประเทศ EMEAP[1]  ซึ่งประกอบด้วยประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น ค่าประมาณของช่องว่างการผลิตโลกที่ได้มาโดยวิธีนี้จะแตกต่างกับงานศึกษาส่วนใหญ่เพราะจะสะท้อนถึงระดับการใช้ทรัพยากรในประเทศกำลังเกิดใหม่ด้วย ซึ่งน่าจะมีความสำคัญไม่น้อยในการวิเคราะห์ผลกระทบของกระแสโลกาภิวัฒน์ต่อเงินเฟ้อ

สำหรับปัญหาที่สอง งานวิจัยของ Manopimoke (2014) ได้เสนอวิธีใหม่เพื่อวัดค่าตัวแปรช่องว่างการผลิตโลกโดยการพัฒนาแบบจำลอง Unobserved Components Model ที่อิงกับทฤษฎีเงินเฟ้อ Open Economy New Keynesian Phillips Curve ข้อได้เปรียบของแบบจำลองนี้คือความสามารถในการประมาณค่าหรือสกัดค่าของตัวแปรที่วัดไม่ได้โดยตรงออกมาจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ตามหลักทฤษฎี ดังนั้น ช่องว่างการผลิตโลกที่ประมาณค่ามาได้จากวิธีการนี้จึงไม่ใช่เพียงค่าที่วัดได้ทางสถิติที่ใช้กันอยู่ในงานศึกษาที่ผ่านมา แต่เป็นค่าประมาณของช่องว่างการผลิตโลกที่มีความสอดคล้องกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์

เพื่อศึกษาว่าผลกระทบของโลกาภิวัฒน์มีผลต่อเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ หรือไม่ และความเชื่อมโยงกันของโลกที่เพิ่มขึ้นหลังปี 2000 จะมีผลอย่างไรต่อเงินเฟ้อในแต่ละประเทศ บทความนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงปี  1990-2013 และช่วงปี 2000-2013 ข้อมูลที่ใช้ในงานศึกษาเป็นข้อมูลของตัวแปรที่วัดค่าได้ในแต่ละประเทศ คือข้อมูลรายไตรมาสของเงินเฟ้อทั่วไป และผลผลิตที่ปรับความแตกต่างของค่าเงินและอำนาจซื้อแล้ว (PPP-Adjusted GDP)

จากผลศึกษาเชิงประจักษ์พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อและช่องว่างการผลิตโลกนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันตามหลักทฤษฎี และยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของเงินเฟ้อในเกือบทุกประเทศ นอกจากนี้หากพิจารณาจากทิศทางของลูกศรในภาพที่ 2 ซึ่งสะท้อนค่าสัมประสิทธิ์ของช่องว่างการผลิตโลกต่อเงินเฟ้อที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงปี 1990-2013 ไปยังช่วงปี 2000-2013 จะเห็นได้ว่าบทบาทของช่องว่างการผลิตโลกนั้นได้เพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างมากในช่วงหลัง โดยเฉพาะในประเทศเกาหลี มาเลเซีย และ สิงคโปร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กระแสโลกาภิวัฒน์ได้เร่งตัวสูงขึ้น ดังนั้น กระแสโลกาภิวัฒน์ในช่วงปี 2000 น่าจะเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อในประเทศต่างๆ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

ช่องทางการส่งผ่านของกระแสโลกาภิวัฒน์ต่อเงินเฟ้อ

ตามหลักทฤษฏี กระแสโลกาภิวัฒน์อาจส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อได้ผ่านหลายๆ ช่องทาง ในบทความนี้ผู้เขียนได้แยกวิเคราะห์ช่องทางเหล่านี้เป็น 2 ประเภท คือ ช่องทางตรง และ ช่องทางอ้อม สำหรับช่องทางตรง การที่ประเทศกำลังเกิดใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดการค้าโลกมากขึ้น ราคาสินค้านำเข้าทั่วโลกอาจลดลง เนื่องด้วยประเทศเหล่านี้มีราคาและต้นทุนผลิตสินค้าที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม กระแสโลกาภิวัฒน์ที่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อผ่านช่องทางสินค้านำเข้านี้อาจไม่ทำให้เงินเฟ้อต่ำลงเสมอไป เพราะโลกาภิวัฒน์อาจมีส่วนทำให้อุปสงค์ต่อสินค้าโภคภัณฑ์โลกจากประเทศที่กำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้เงินเฟ้อโลกสูงขึ้น ทั้งนี้ การที่ประเทศต่างๆ มีสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น (Trade Intensity) ประกอบกับมีความเชื่อมโยงที่สูงขึ้นจากการอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศเหล่านี้ยังสามารถแพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อในประเทศต่างๆ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

สำหรับช่องทางอ้อม ความเชื่อมโยงกันของประเทศต่างๆ อาจมีส่วนทำให้เงินเฟ้อโลกต่ำ เพราะการเปิดการค้าเสรีย่อมกระตุ้นการแข่งขัน ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตลดราคาสินค้าตนเองเพื่อรักษาส่วนแบ่งของตลาด นอกจากนี้ การที่ตลาดมีการเปิดเสรีมากขึ้น อาจเป็นแรงจูงใจให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี การแบ่งงานกันทำตามความถนัด (Specialization) หรือการย้ายฐานการผลิตเพื่อแสวงหาปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่า

เพื่อแยกแยะระหว่างช่องทางตรงกับช่องทางอ้อม บทความนี้ได้นำข้อมูลของตัวแปรที่อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อในช่องทางตรง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ราคาน้ำมันโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก และอัตราแลกเปลี่ยน มาไว้อยู่ในแบบจำลองเงินเฟ้อ หากการเพิ่มตัวแปรเหล่านี้ทำให้บทบาทของช่องว่างการผลิตโลกต่อเงินเฟ้อหมดความสำคัญลงไป นั่นหมายความว่า ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ต่อเงินเฟ้อมีความสำคัญผ่านช่องทางตรงของสินค้านำเข้าเท่านั้น ในทางกลับกัน หากการเพิ่มตัวแปรเหล่านี้เข้าไปในแบบจำลองไม่ได้บั่นทอนบทบาทของตัวแปรช่องว่างการผลิตโลก นั่นหมายความว่า ความสำคัญของโลกาภิวัฒน์ต่อเงินเฟ้อ น่าจะมาจากผลทางอ้อมของกระแสโลกาภิวัฒน์มากกว่า ผ่านการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเนื่องมาจากการถ่ายเทแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เป็นต้น

จากผลการศึกษา ผู้วิจัยพบว่าผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อในช่องทางตรงมีบทบาทน้อยมากในการอธิบายพลวัตเงินเฟ้อทั้งในช่วง 1990-2013 และ 2000-2013 และการเพิ่มตัวแปรเหล่านี้เข้าไปในแบบจำลองก็ไม่ได้มีส่วนไปลดบทบาทของตัวแปรช่องว่างการผลิตโลกแต่อย่างใด ซึ่งเป็นผลที่บ่งชี้ว่า ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อเงินเฟ้อนั้นมาจากช่องทางอ้อมเป็นหลัก

การที่ผลกระทบทางตรงของโลกาภิวัฒน์ไม่ค่อยมีความสำคัญต่อเงินเฟ้อ อาจสะท้อนความหนืดของผู้ประกอบการในการปรับราคาสินค้าตนเองเมื่อต้นทุนเปลี่ยนเพื่อรักษาส่วนแบ่งของตลาด นอกจากนี้ การที่บทความนี้พบว่าเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ไม่ได้ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนมากนัก เป็นผลที่สอดคล้องกับงานศึกษาอื่นๆ เช่น งานวิจัยของ Takhatamanova (2010) ที่พบว่าการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนในหลายประเทศนั้นได้ลดลงไปอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจสะท้อนว่าประเทศเหล่านี้ได้มีการกำหนดราคาสินค้าที่ทำการส่งออกจากประเทศผู้ผลิตไปยังประเทศปลายทางในสกุลเงินของประเทศปลายทาง (Local Currency Pricing) ซึ่งทำให้ราคาของสินค้านำเข้าในสกุลเงินของประเทศปลายทางไม่ได้ถูกผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนมากนัก

บทบาทของโลกาภิวัฒน์กับการเปิดทางการค้า

จากผลการศึกษาในช่วงก่อนหน้า บทบาทของโลกาภิวัฒน์ที่วัดผ่านตัวแปรช่องว่างการผลิตโลกมีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของเงินเฟ้อเป็นอย่างสูง หากแต่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งความแตกต่างนี้อาจขึ้นอยู่ได้กับหลายๆ ปัจจัย เช่น ระดับการพัฒนาของประเทศ ประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือระดับการเปิดทาง

ภาพที่ 3 บทบาทของช่องว่างการผลิตโลกกับระดับเปิดประเทศ
abpic2015_004_03aabpic2015_004_03b

ที่มา: World Bank World Development Indicators, คำนวณโดยผู้เขียน

หากพิจารณาจากภาพที่ 2 อีกครั้ง จะเห็นได้ว่าขนาดของความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อและช่องว่างการผลิตโลกในหลายๆ ประเทศนั้นได้เพิ่มสูงขึ้นหลังปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกันทางการค้ามากขึ้น ดังนั้น ขนาดของผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัฒน์ต่อเงินเฟ้อในแต่ละประเทศนั้นจึงน่าจะขึ้นอยู่กับระดับการเปิดทางด้านการค้า (Degree of Openness) ซึ่งคำนวณได้จากสัดส่วนของการค้าต่อผลผลิต (Trade to GDP)

ภาพที่ 3 แสดงให้เห็นว่า บทบาทของช่องว่างการผลิตโลกที่มีต่อเงินเฟ้อมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสัดส่วนของการค้าต่อผลผลิตของแต่ละประเทศทั้งในช่วงปี 1990-2013 และ 2000-2013 นอกจากนี้ ความสามารถของระดับการเปิดทางการค้าในการอธิบายบทบาทของช่องว่างการผลิตโลกต่อเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลังปี 2000 สะท้อนผ่าน Regression line ที่ชันขึ้นและค่า R-squared[2] ที่สูงกว่า

ข้อสรุป

                  กระแสโลกาภิวัฒน์ที่เร่งตัวมากขึ้นในช่วงปี 2000 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ขึ้นอยู่กับช่องว่างการผลิตโลกมากขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกมีลักษณะที่คล้ายคลึงและเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น การดำเนินนโยบายการเงินในโลกที่เชื่อมโยงจึงมีความท้าทาย และจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของโลกาภิวัฒน์ต่อเงินเฟ้อให้ดียิ่งขึ้น เพราะจะช่วยในการตอบโจทย์สำคัญๆ เชิงนโยบายการเงิน เช่น หากเงินเฟ้อในประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกประเทศมากขึ้น  กระแสโลกาภิวัฒน์จะลดประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงินภายในประเทศหรือไม่ และบทบาทของธนาคารกลางเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายการเงินที่เหมาะสมในโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นนั้นควรจะเป็นอย่างไร

เอกสารอ้างอิง

Borio, Claudio, and Andrew Filardo. 2007. “Globalisation and Inflation: New Cross-Country Evidence on the Global Determinants of Domestic Inflation.” BIS Working Paper No. 227.

Ciccarelli, Matteo and Benoit Mojon. 2010. “Global inflation.” The Review of Economics and Statistics 92(3), 524-535.

Ihrig, Jane, Steven B. Kamin, Deborah Lindner and Jaime Marquez. 2010. “Some Simple Tests of the Globalization and Inflation Hypothesis.” International Finance Vol. 13(3), 343-375.

International Monetary Fund. 2006. “How Has Globalization Affected Inflation?” World Economic Outlook, April, 97-134.

International Monetary Fund. 2013 “The Dog that Didn’t Bark: Has Inflation Been Muzzled or Was It Just Sleeping?” World Economic Outlook, April, 1-18.

Manopimoke, Pym. 2014. “International Inflation Dynamics and the New Keynesian Phillips Curve: The Role of the Global Output Gap.” Bank of Thailand Discussion Paper 07/2014.

Takhtamanova, Yelena F. 2010. “Understanding Changes in Exchange Rate Pass-Through.” Journal of Macroeconomics 32(4), 1118-1130.

Wang, Pengfei, and Yi Wen. 2006. “Inflation Dynamics: A Cross-Country Investigation.” Federal Reserve Bank of St. Louis Working Paper 2005-076D.

ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

[1] กลุ่มประเทศ EMEAP ประกอบด้วย ออสเตรเลีย อืนโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย นิวซีแลนด็ ฟิลลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไทย

[2] หากค่า R-squared ใกล้ 1 มากเท่าไหร่ แสดงว่าเส้นตัวแทนข้อมูล (Regression line) จะเหมาะสมหรือเที่ยงตรงกับข้อมูลมากขึ้นเท่านั้น

READS: 103282