Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Beyond Mincer: Revisiting the Returns to Education in Thailand
Latest discussion Paper
Beyond Mincer: Revisiting the Returns to Education in Thailand
EU Deforestation Regulation (EUDR): กำแพงหรือโอกาสของอุตสาหกรรมยางพาราไทย
Latest aBRIDGEd
EU Deforestation Regulation (EUDR): กำแพงหรือโอกาสของอุตสาหกรรมยางพาราไทย
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
BOT Symposium 2026: From Informality to Opportunity
Upcoming conference
BOT Symposium 2026: From Informality to Opportunity
The Fiscal Foundations of Safe Assets
Latest PIER Economics Seminar
The Fiscal Foundations of Safe Assets
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn
Institute for
Economic Research
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”
Latest announcement
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/5ead78700da4c7a1f5393ed6987c3362/41624/cover.jpg
5 November 2026
20261793836800000

EU Deforestation Regulation (EUDR): กำแพงหรือโอกาสของอุตสาหกรรมยางพาราไทย

EUDR อาจกลายเป็นแต้มต่อของยางพาราไทย หากไทยสามารถขยายความพร้อมให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน
Pimolpun SorikulNichamol PanyavachirokulSuppanida Rattanaburee
EU Deforestation Regulation (EUDR): กำแพงหรือโอกาสของอุตสาหกรรมยางพาราไทย
excerpt

ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ซึ่งมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมยางพาราไทยที่เชื่อมโยงกับตลาด EU ผ่านห่วงโซ่อุปทานหลายประเทศ บทความนี้ประเมินขนาดการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของไทยที่อยู่ในขอบข่าย EUDR ทั้งทางตรงและทางอ้อม วิเคราะห์ความพร้อมของไทยเทียบกับคู่แข่ง และเสนอแนวทางขยายความพร้อมให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ผลการศึกษาพบว่า การส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ EUDR มีมูลค่าราว 77,000 ล้านบาท หรือ 12% ของการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมด คิดเป็นผลผลิตยางไม่ต่ำกว่า 700,000 ตันต่อปี ขณะที่ความต้องการยางที่สอดคล้องกับ EUDR ทั้งทางตรงและทางอ้อมมีราว 3 ล้านตันต่อปี นับเป็นโอกาสสำคัญของไทย ซึ่งมีศักยภาพการผลิต มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ และอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม ความพร้อมยังกระจุกตัวในผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ SMEs และเกษตรกรรายย่อยยังขาดเงินทุน ข้อมูล และแรงจูงใจ จึงควรเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลางให้ใช้ได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน สนับสนุนเงินทุนลดต้นทุนการปรับตัว และสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกร เพื่อให้โอกาสจากกติกาใหม่กระจายไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม

note

บทความนี้กลั่นกรองและปรับปรุงเนื้อหาจากงานศึกษาเรื่อง "ผลกระทบของกฎระเบียบ EU Deforestation Regulation (EUDR) ต่ออุตสาหกรรมยางพาราไทย"

ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นกติกาสำคัญของการค้าโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า ในช่วงปี 2533–2563 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าไปกว่า 420 ล้านเฮกตาร์ โดยเกือบ 90% ของการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อนเกิดจากการขยายพื้นที่เกษตร และกว่า 39% เชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรป (EU) ในฐานะผู้บริโภคและผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลก จึงได้ประกาศใช้ EU Deforestation Regulation (EUDR) เนื่องจาก European Commission ประเมินว่า หากไม่มีมาตรการที่เข้มงวด การบริโภคสินค้า 7 กลุ่ม1 ของ EU ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน วัว ไม้ กาแฟ โกโก้ และถั่วเหลือง อาจส่งผลให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่าไม้ในประเทศที่ส่งออกสินค้าเหล่านี้มากถึง 248,000 เฮกตาร์ต่อปีภายในปี 2573 หรือคิดเป็น 0.006% ของพื้นที่ป่าโลกทั้งหมด2

ภายใต้ EUDR สหภาพยุโรปกำหนดให้สินค้าเกษตร 7 กลุ่มข้างต้นรวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าดังกล่าวต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่เชื่อมโยงกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม (deforestation-free) และผ่านการผลิตที่ถูกต้องตามกฎหมายก่อนเข้าสู่ตลาด EU ส่งผลให้ผู้ผลิตและ ผู้ส่งออกจำเป็นต้องมีข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ระดับพิกัดแปลงสวนของแหล่งวัตถุดิบ แยกสายการผลิตสินค้า EUDR ออกจากสินค้าทั่วไป รวมถึงจัดเตรียมข้อมูลเอกสารประเมินความเสี่ยง (due diligence) ที่รับรองว่าสินค้ามาจากพื้นที่ที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และผลิตถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ฝั่งต้นน้ำ เกษตรกรมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร เอกสารสิทธิที่ดิน และลงนามยินยอมเปิดเผยข้อมูลเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของผลผลิต ซึ่งหากผู้ส่งออกไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว ก็จะเผชิญกับบทลงโทษที่รุนแรง อาทิ ค่าปรับไม่น้อยกว่า 4% ของรายได้ต่อปีของผู้ประกอบการ การยึดทรัพย์ การห้ามไม่ให้เข้าร่วมการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐใน EU เป็นเวลาสูงสุด 12 เดือน และการถอดถอนสินค้าออกจากตลาด EU ในกรณีที่มีการกระทำความผิดซํ้า ซึ่งบทลงโทษเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ EU ในการผลักดันให้เกิดการค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ในด้านการบังคับใช้ เดิมทีทางสหภาพยุโรปได้กำหนดให้ EUDR มีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 แต่ได้ประกาศเลื่อนการบังคับใช้เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวมากขึ้น โดยครั้งแรกประกาศเลื่อนออกไปอีก 1 ปี เป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ก่อนที่จะมีการเลื่อนวันบังคับใช้มาตรการอีกครั้ง เป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ และวันที่ 30 มิถุนายน 2570 สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

บทความนี้ชวนหาคำตอบสำหรับคำถามว่า EUDR จะกระทบการส่งออกสินค้าเกษตรโดยเฉพาะยางพาราจากไทยมากน้อยเพียงใด และประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความพร้อมที่มีอยู่ให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันได้หรือไม่

ความสำคัญของตลาด EU ต่ออุตสาหกรรมยางพาราไทย

ยางพาราเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจาก EUDR มากที่สุดสำหรับประเทศไทย แม้ไทยจะมีการส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้ EUDR เพียง 8% ของมูลค่าการส่งออกไป EU ทั้งหมด แต่กว่า 92% กระจุกตัวในสินค้ากลุ่มยางพารา (รูปที่ 1) สะท้อนว่ายางพาราเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก EUDR มากที่สุดของไทย และผลกระทบดังกล่าวถูกส่งผ่านไปตลอดห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เกษตรกรกว่า 1.67 ล้านคน ผู้ผลิตกว่า 1,062 บริษัท และแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเกือบ 190,000 คน

รูปที่ 1: สัดส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าที่อยู่ในขอบข่ายของ EUDR จากประเทศไทยไป EU
สัดส่วนการส่งออกไทยไป EUสัดส่วน EUDR product ไทยไป EUNon EUDR Products8%EUDR Products92%Rubber Productsอื่น ๆ 8%
สัดส่วนการส่งออกไทยไป EUNon EUDR Products8%EUDR Products92% Rubber Productsอื่น ๆ 8%สัดส่วน EUDR product ไทยไป EU
ที่มา: Leenoi & Sowcharoensook (2023) คำนวณโดย ธปท.

การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดจาก EUDR

การส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของไทยได้รับผลกระทบจาก EUDR ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยผลกระทบทางตรงเกิดจากการส่งออกไปยังตลาด EU โดยตรง ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมเกิดผ่านห่วงโซ่อุปทานในประเทศคู่ค้าที่นำยางของไทยไปผลิตสินค้าและส่งออกไปยัง EU

ในด้านผลกระทบทางตรง ไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปยัง EU คิดเป็นมูลค่ากว่า 63,290 ล้านบาทต่อปี หรือราว 9% ของมูลค่าการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมด3 นอกจากนี้ หากพิจารณาเฉพาะยางแปรรูปขั้นกลาง ไทยนับได้ว่ามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้จัดหาวัตถุดิบให้แก่อุตสาหกรรมยางของ EUเป็นแหล่งนำเข้ายางพาราอันดับ 2 ของ EU รองจากโกตดิวัวร์ (รูปที่ 2) ทำให้สินค้ากลุ่มนี้ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR โดยตรง

รูปที่ 2: แหล่งนำเข้ายางแปรรูปขั้นกลาง 5 อันดับแรกของ EU
ที่มา: สัดส่วนปริมาณการนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์ยาง ปี 2567 จาก UN Comtrade Database คำนวณโดย ธปท.

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของ EUDR ไม่ได้หยุดอยู่ที่การส่งออกไป EU โดยตรง แต่ยังส่งผ่านห่วงโซ่อุปทานไปยังตลาดอื่นด้วย โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นทั้งตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และเป็นแหล่งนำเข้ายางล้ออันดับ 1 ของ EU (รูปที่ 3) ชี้ให้เห็นว่ายางแปรรูปขั้นกลางที่ไทยส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ มีแนวโน้มต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด EUDR เช่นกัน โดยมูลค่าส่งออกที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากช่องทางดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 14,360 ล้านบาท4 ดังนั้น หากไทยไม่สามารถปรับตัวตามกฎ EUDR ได้ทัน ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อมูลค่าการส่งออกอาจรวมกันไม่ต่ำกว่า 77,000 ล้านบาท หรือราว 12% ของมูลค่าการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมดของไทย และคาดว่าจะกระทบผลผลิตยางพาราที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้ไม่ต่ำกว่า 700,000 ตันต่อปี หรือไม่ต่ำกว่า 14% ของผลผลิตยางพาราไทย5

รูปที่ 3: แหล่งนำเข้ายางล้อ 5 อันดับแรกของ EU
แหล่งนำเข้ายางล้อของ EU
สัดส่วนการนำเข้ายางแปรรูปขั้นกลางจากไทย
ไทยแหล่งอื่น
China
36%
37%
India
11%
23%
Turkey
9%
26%
South Korea
8%
38%
Thailand
7%
แหล่งนำเข้ายางล้อของ EU
China
36%
India
11%
Turkey
9%
South Korea
8%
Thailand
7%
สัดส่วนการนำเข้ายางแปรรูปขั้นกลางจากไทย
ไทยแหล่งอื่น
China
37%
India
23%
Turkey
26%
South Korea
38%
ที่มา: สัดส่วนปริมาณการนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์ยางปี 2567 จาก UN Comtrade Database คำนวณโดย ธปท.

EUDR ไม่ใช่แค่ข้อจำกัด แต่คือโอกาสทางการค้าใหม่ของยางพาราไทย

แม้ EUDR จะสร้างความเสี่ยงต่อการส่งออกยางพาราของไทย แต่ในอีกแง่หนึ่ง EUDR ก็ถือเป็น “ใบเบิกทาง” สู่โอกาสใหม่สำหรับอุตสาหกรรมยางพาราไทย เพราะเมื่อพิจารณาความต้องการยางพาราในตลาด EU ทั้งทางตรงและทางอ้อม คาดว่า EU มีความต้องการใช้วัตถุดิบยาง EUDR สูงถึงราว 3 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 20% ของปริมาณการใช้ยางทั่วโลก6 สะท้อนว่า EUDR ไม่ได้เป็นเพียงกติกาใหม่ที่เพิ่มต้นทุนการปรับตัว แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรักษาตลาดเดิม ขยายโอกาสทางการค้า และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในระยะยาว

ในบรรดาประเทศผู้ผลิตยางพาราทั่วโลก ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่มีการปรับตัวให้เป็นไปตามกฎระเบียบ EUDR และเป็นประเทศแรกที่มีการซื้อขายยาง EUDR อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เนื่องจากสามารถระบุพิกัดของแปลงสวนยาง ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า และมีการแยกสายการผลิตออกจากยางทั่วไปอย่างชัดเจน ทำให้ได้ประโยชน์จากค่าพรีเมียมที่สูงกว่าราคายางทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงกลางปี 2567 ที่ปริมาณผลผลิตยาง EUDR ทั่วโลกยังมีน้อย ทำให้ค่าพรีเมียมที่เกษตรกรได้รับสูงถึง 10 บาท/กก. ก่อนจะทยอยลดลงหลังจากประกาศเลื่อนการบังคับใช้ EUDR ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 (รูปที่ 4)

รูปที่ 4: ปริมาณการซื้อขายและราคายาง EUDR ในตลาดกลางของการยางแห่งประเทศไทย
ที่มา: การยางแห่งประเทศไทย คำนวณโดย ธปท.หมายเหตุ: การซื้อขายผ่านตลาดกลางยางพาราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการซื้อขายยางพาราทั้งหมด เนื่องจากยังมีการซื้อขายที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนโดยตรง ข้อมูลดังกล่าวจึงสามารถใช้เป็นตัวแทน (proxy) ในการวิเคราะห์ได้ แต่ไม่สามารถสะท้อนภาพของตลาดทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์

ประเทศไทยมีแต้มต่อเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญ ได้แก่ โกตดิวัวร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ใน 3 มิติหลัก คือ

  1. ปริมาณผลผลิตยาง EUDR ซึ่งคาดว่าไทยมีพื้นที่ศักยภาพในการผลิตยาง EUDR สูงถึง 2.2 ล้านตัน7 หรือราว 46% ของผลผลิตยางไทยทั้งหมด ขณะที่โกตดิวัวร์คาดว่ามีปริมาณผลผลิตยาง EUDR เพียง 1 ล้านตัน8 ส่วนคู่แข่งรายอื่น ๆ ยังมีผลผลิตยาง EUDR ไม่มาก อาทิ อินโดนีเซียที่เป็นสวนยางรายย่อยทำให้รวบรวมผลผลิตยาก และเวียดนามที่ผลผลิตบางส่วนมาจากประเทศอื่น ทำให้ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ยาก
  2. ความพร้อมของภาครัฐและเอกชน ซึ่งไทยมีความพร้อมและตื่นตัวมากกว่าประเทศอื่น ๆ ทั้งในฝั่งของภาครัฐที่จัดทำระบบการซื้อขายยาง EUDR ผ่านตลาดกลางยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และปัจจุบันได้พัฒนาฐานข้อมูลกลาง EUDR ของประเทศ (National EUDR Single Window) เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบพิกัดแปลงผลผลิตและเตรียมข้อมูล Due Diligence ของผู้ประกอบการ9 ในภาคเอกชน ผู้ประกอบการรายใหญ่ส่วนใหญ่ได้มีการลงทุนทำระบบข้อมูลและแยกสายการผลิตแล้ว
  3. การที่ EU ให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ (low risk country) ทำให้ EU จะสุ่มตรวจสินค้าเพียง 1% ของจำนวนรายการนำเข้าจากไทย และมีภาระการทำเอกสารประเมินความเสี่ยง (Due Diligence) ที่น้อยกว่าประเทศคู่แข่ง10 ส่งผลให้กระบวนการส่งออกมีความคล่องตัว ลดระยะเวลาและต้นทุนด้านเอกสารของผู้ส่งออกไทย ขณะที่คู่แข่งหลักอย่างโกตติวัวร์ แม้จะมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งที่ใกล้ EU แต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงปานกลาง (Standard Risk Country) ทำให้ต้องเผชิญต้นทุนด้านเอกสารที่สูงกว่าจากอัตราสุ่มตรวจสินค้าที่ 3% ซึ่งสูงกว่าไทย และต้องจัดเตรียมเอกสาร Due Diligence ที่มากกว่าไทย

จากศักยภาพและความพร้อมของไทยที่ได้เล่าไปข้างต้น จึงกล่าวได้ว่า EUDR ส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมยางพารา ทั้งในระยะสั้นจากค่าพรีเมียมที่สูงกว่าราคายางทั่วไป และในระยะยาวจากโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายตลาดส่งออกของไทย ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาด mass ที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงโดยเฉพาะตลาดส่งออกยางแปรรูปขั้นกลางในเอเชีย11 และแม้ว่าตลาดปัจจุบันจะมีผลผลิตยาง EUDR จากประเทศคู่แข่งออกสู่ตลาดมากขึ้นกว่าช่วงแรก ๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยางพาราไทยยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่คู่ค้าให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจมาโดยตลอด

ความท้าทายสำหรับการส่งออกยางพาราของไทยในระยะถัดไป

โจทย์สำคัญในระยะถัดไปคือการกระจายผลประโยชน์ที่ได้รับจาก EUDR ไปยังทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานให้ทั่วถึงมากขึ้น ในฝั่งของผู้ประกอบการ ปัจจุบันผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมีความพร้อมด้านเงินทุนและบุคลากรเพียงพอที่จะลงทุนในระบบจัดการข้อมูลและการปรับสายการผลิต ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ยังไม่มีแรงจูงใจในการปรับตัว เนื่องจากมีเงินทุนที่จำกัดไม่เพียงพอในการลงทุนพัฒนาระบบข้อมูลด้วยตนเอง ปรับกระบวนการผลิต หรือจ้างพนักงานลงพื้นที่ตรวจสอบสวนยาง ส่วนในฝั่งของเกษตรกรต้นน้ำ แม้จะมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตยาง EUDR สูงถึง 10.9 ล้านไร่ หรือกว่า 2.2 ล้านตัน (ตารางที่ 1) แต่เกษตรกรบางส่วนยังขาดความเข้าใจหรือมีความกังวลเรื่องการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัทผู้รับซื้อ และยังไม่เห็นภาพความคุ้มค่าในการทำยาง EUDR แม้จะได้ประโยชน์จากค่าพรีเมียมของยาง EUDR ก็ตาม นอกจากนี้ ข้อมูลการผลิตยาง EUDR ในปัจจุบันยังไม่ได้ถูกรวบรวมไว้ที่เดียว ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาความซ้ำซ้อนของข้อมูล ดังนั้น ในระยะข้างหน้า การมีระบบฐานข้อมูลกลางที่น่าเชื่อถือจึงเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตยาง EUDR ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตารางที่ 1: พื้นที่ปลูกยางพาราของไทย แยกตามสถานะ
ประเภทพื้นที่ปลูกยางพื้นที่ปลูก
(ล้านไร่)
ปริมาณยาง
(ล้านตัน)
จำนวนเกษตรกร
พื้นที่ปลูกยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.
และมีเอกสารสิทธิ
(สามารถทำ EUDR ได้)
10.9
(46%)
2.2
(46%)
0.94
(56%)
พื้นที่ปลูกยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.4.81.00.3
พื้นที่ปลูกยางที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน8.11.60.4
รวมพื้นที่ปลูกยางทั้งหมด23.84.81.7
ที่มา: ข้อมูลพื้นที่สวนยางและจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ณ 1 ก.ค. 69 / ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางทั้งหมดจาก สศก. ปี 67 / ข้อมูลจำนวนผู้ปลูกยางจากสำมะโนการเกษตร ปี 66 / ข้อมูลปริมาณยาง คำนวณโดยผู้เขียน ใช้ผลผลิตต่อไร่ (yield) ปี 67 จาก สศก.

บทส่งท้าย

การที่ EU บังคับใช้ EUDR ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เอื้อให้ประเทศไทยได้ทบทวนกระบวนการทำงาน และวางระบบตรวจสอบย้อนกลับให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และได้มาตรฐานสากล ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นช่วงเวลาทองในการวางรากฐานเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรรายย่อย ให้สามารถก้าวข้ามกำแพงต้นทุนและปรับตัวกับ EUDR ได้ โดยมีแนวทางดังนี้

  1. ภาครัฐ: มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการใช้งานระบบฐานข้อมูลกลาง EUDR ของไทย ซึ่งปัจจุบันระบบฐานข้อมูลกลางดำเนินการจนพร้อมใช้งานจริงในภาคธุรกิจแล้ว และอาจพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มความสะดวกและความน่าเชื่อถือมากขึ้น อาทิ การจัดทำระบบบันทึกข้อมูลตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำ และการรวบรวมข้อมูลผลผลิต EUDR ของทั้งประเทศ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ควรเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ EUDR ให้กับเกษตรกรและจุดรับซื้อยางต่าง ๆ อาทิ วิธีการจัดแยกยาง EUDR กับยางทั่วไป ความปลอดภัยของการเปิดเผยข้อมูลให้กับผู้ซื้อ รวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับตัวทำ EUDR เพื่อจูงใจให้เกษตรกรหันมาทำยาง EUDR มากขึ้น
  2. ภาคการเงิน: สนับสนุนเงินทุนเพื่อการปรับตัวของ SMEs สถาบันการเงินสามารถเข้ามามีบทบาทสนับสนุนผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม (green loan) หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยให้ SMEs มีเงินทุนในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาระบบข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับ
  3. อุตสาหกรรมยาง: ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว ผู้ประกอบการบางส่วนอาจมองว่าผลตอบแทนจากค่าพรีเมียมในปัจจุบันยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุนปรับตัว แต่แท้จริงแล้ว

การปรับตัวสู่มาตรฐาน EUDR เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยให้ไทยขยับออกจากตลาด mass ที่แข่งขันสูงและราคาถูก ไปสู่ตลาดที่มีความต้องการสินค้าที่ยั่งยืนและราคาสูงขึ้นได้ นอกจากนี้ การมีข้อมูลพิกัดแปลงที่แม่นยำและตรวจสอบได้ จะช่วยเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการยกระดับสู่มาตรฐานความยั่งยืนอื่น ๆ เช่น มาตรฐาน Forest Stewardship Council (FSC) และการขอรับรอง carbon credit

EUDR ถือเป็นสัญญาณเตือนว่ากติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ในวันที่ความยั่งยืนกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเข้าถึงตลาด ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับอาจมีความสำคัญไม่ต่างจากคุณภาพหรือราคาของสินค้า การขยายเวลาบังคับใช้ของ EUDR จึงเป็นโอกาสในการปิดจุดอ่อนและผลักดันการเปลี่ยนผ่านให้ทั่วถึงทั้งอุตสาหกรรม เพราะเมื่อกติกาใหม่เริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนจะสามารถรักษาตลาดและความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับอุตสาหกรรมยางพาราไทย EUDR จึงอาจไม่ใช่เพียง "โอกาส" ที่จะสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่เป็นหนึ่งใน "ทางรอด" ที่จะกำหนดว่าไทยจะสามารถรักษาบทบาทในห่วงโซ่อุปทานยางของโลกที่มีความยั่งยืนมากขึ้นได้หรือไม่ โดยการเปลี่ยนผ่านนี้ต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพรอบด้าน ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ (yield) และการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า (value added) ให้กับผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ยางพาราไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง

Leenoi, P., & Sowcharoensook, C. (2023). EUDR เมื่อสินค้าที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องปราศจากการทำลายป่า. Krungsri Research.

  1. สามารถดูรายละเอียดสินค้าและพิกัดศุลกากร (harmonized code) ของสินค้าภายใต้กฎระเบียบ EUDR ได้จาก Annex1 ของ Regulation (EU) 2023/1115 of the European Parliament and of the Council of 31 May 2566↩
  2. การประเมินพื้นที่ป่าที่คาดว่าจะถูกทำลายจาก EU เทียบกับข้อมูลพื้นที่ป่าโลกปี 2568 จาก Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO)↩
  3. มูลค่าการส่งออกปี 2567 จากกรมศุลกากร↩
  4. ประมาณการจากมูลค่าการส่งออกยางแท่ง ยางแผ่น ยางคอมพาวนด์ และน้ำยางข้น ไปยังประเทศคู่ค้าหลักที่เป็นแหล่งผลิตยางล้อและถุงมือยางธรรมชาติสำคัญให้ EU ในปี 2567 ได้แก่ จีน อินเดีย ตุรกี เกาหลีใต้ (แหล่งผลิตยางล้อ) และมาเลเซีย (แหล่งผลิตถุงมือยางธรรมชาติ) โดยคำนวณตามสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกไปยัง EU ของแต่ละประเทศ คำนวณโดยผู้เขียน↩
  5. แปลงผลิตภัณฑ์ยางที่ส่งออกไป EU ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้อยู่ในรูปของปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต คำนวณโดยผู้เขียน↩
  6. คำนวณจากปริมาณการนำเข้ายางแปรรูปขั้นกลางและขั้นปลายของ EU ในปี 2567 โดยได้แปลงผลิตภัณฑ์เหล่านี้กลับไปเป็นปริมาณวัตถุดิบยางพาราที่ใช้ในการผลิต คำนวณโดยผู้เขียน เพื่อให้เห็นถึงปริมาณยางพาราที่จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์ EUDR↩
  7. ประเมินจากพื้นที่ปลูกยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และมีเอกสารสิทธิถูกต้อง↩
  8. ข้อมูลจากการสอบถามผู้ประกอบการยางพารา↩
  9. ผู้ประกอบการสามารถเข้าใช้งานฐานข้อมูลกลาง EUDR ของประเทศ ได้ที่ EUDRThai.com↩
  10. EU กำหนดระดับความเสี่ยงเป็น 3 ระดับ ซึ่งแตกต่างกันที่อัตราการสุ่มตรวจสอบสินค้า และขั้นตอนการทำ due diligence โดย low risk countries จะสุ่มตรวจเพียง 1% และทำ simplified due diligence แค่ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล ขณะที่ standard risk countries สุ่มตรวจ 3% และ High risk countries สุ่มตรวจ 9% โดยต้องทำ full due diligence ทั้งคู่↩
  11. ตัวอย่างเช่น ตลาดจีนที่ไทยส่งออกยางแปรรูปขั้นกลางไปสูงถึง 53% (คำนวนจากปริมาณการส่งออกยางพาราแปรรูปขั้นกลางปี 2567 โดยใช้ข้อมูลจากกรมศุลกากร)↩
Pimolpun Sorikul
Pimolpun Sorikul
Bank of Thailand
Nichamol Panyavachirokul
Nichamol Panyavachirokul
Bank of Thailand
Suppanida Rattanaburee
Suppanida Rattanaburee
Bank of Thailand
Topics: International TradeEnvironmental and Ecological Economics
Tags: eu deforestation regulation (eudr)deforestation-free productsgreen transitionrubberexport
The views expressed in this workshop do not necessarily reflect the views of the Puey Ungphakorn Institute for Economic Research or the Bank of Thailand.

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research

273 Samsen Rd, Phra Nakhon, Bangkok 10200

Phone: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

Terms of Service | Personal Data Privacy Policy

Copyright © 2026 by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

Content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license.

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

Get PIER email updates

Facebook
YouTube
Email