Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Efficiency at a Cost: How a Fiscal Rule on Disbursement Timelines Shifted Public Investment Toward Repairs
Latest discussion Paper
Efficiency at a Cost: How a Fiscal Rule on Disbursement Timelines Shifted Public Investment Toward Repairs
ใครทำเงินบาทปั่นป่วน? มองค่าเงินไทยผ่านสายตานักลงทุน
Latest aBRIDGEd
ใครทำเงินบาทปั่นป่วน? มองค่าเงินไทยผ่านสายตานักลงทุน
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
BIS x PIER Policy Forum on “Economics of Life Insurance”
Latest policy forum
BIS x PIER Policy Forum on “Economics of Life Insurance”
ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
Latest PIER Research Brief
ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn
Institute for
Economic Research
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงต์ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “The Impact of the EU CBAM on Thai Exporting Firms: Analysis of Firm-level Data”
Latest announcement
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงต์ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “The Impact of the EU CBAM on Thai Exporting Firms: Analysis of Firm-level Data”
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/3fb0b4db8928efd9d7745b843c84d15e/41624/cover.jpg
27 February 2026
20261772150400000

ใครทำเงินบาทปั่นป่วน? มองค่าเงินไทยผ่านสายตานักลงทุน

เมื่อค่าเงินบาทวิ่งตามกระแสโลกมากกว่าเก่า เราจะปรับตัวอย่างไร
Chutchan LohawatcharagulKhemmakorn SrichanyanonthTosapol Apaitan
ใครทำเงินบาทปั่นป่วน? มองค่าเงินไทยผ่านสายตานักลงทุน
excerpt

บทความนี้วิเคราะห์พฤติกรรมของค่าเงินบาทภายใต้กรอบคิดของสินทรัพย์ทางการเงิน (asset pricing approach) เพื่อตอบคำถามว่าทำไมเงินบาทจึงผันผวนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผลการศึกษาชี้ว่าเงินบาทมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยดอลลาร์ (dollar factor) สูงขึ้นจนมีลักษณะเข้าใกล้สกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันบทบาทของทองคำที่่ในอดีตไม่เด่นชัดกลับเพิ่มขึ้นมาก จนทำให้เงินบาทแสดงพฤติกรรมคล้ายสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity currency) แม้ไทยจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกทองคำสุทธิ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลให้บทบาทของค่าเงินในการปรับสมดุลเศรษฐกิจลดลง และย้ำความจำเป็นของการเสริมสร้างระบบบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งในระดับผู้ประกอบการและเชิงนโยบายมหภาค

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามจังหวะของตลาดการเงินโลกมากขึ้น เช่น เวลามีข่าวว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจปรับขึ้น–ลง หรือในวันที่ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทก็ขยับแทบจะทันที และล่าสุด ทองคำ ซึ่งราคามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมาก็มักส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมค่าเงินบาทที่มีลักษณะเปลี่ยนไป

จากรูปที่ 1 จะเห็นได้ว่าความผันผวนของค่าเงินบาทหลังปี 2021 ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัย โดยในช่วงก่อนปี 2021 เงินบาทมักมีความผันผวนอยู่ในระดับใกล้เคียงบรรดาสกุลเงินภูมิภาค แต่หลังจากปี 2021 เงินบาทแทบจะมีความผันผวนมากที่สุดในสกุลเงินภูมิภาค และผันผวนมากขึ้นเทียบเท่าสกุลเงินประเทศพัฒนาแล้ว คำถามสำคัญคือ เราจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เงินบาทผันผวนและอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ในตลาดการเงินโลก มากขึ้นได้อย่างไร บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจพฤติกรรมของเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งนัยเชิงนโยบายในระยะข้างหน้า

รูปที่ 1: ความผันผวนของค่าเงินบาทเทียบสกุลเงินภูมิภาค
หมายเหตุ: (1) ความผันผวนคำนวณโดยวิธี Exponentially weighted moving average (EWMA) (2) ข้อมูลตั้งแต่ 4 ม.ค. 2012 ถึง 20 ก.พ. 2026 (3) สกุลเงินภูมิภาคได้แก่ CNY, IDR, INR, KRW, MYR, PHP และ สกุลเงินประเทศพัฒนาแล้วได้แก่ AUD, CAD, CHF, JPY, EUR, GBPที่มา: Bloomberg และคำนวณโดยผู้วิจัย

เราจะตีความค่าเงินจากมุมมองไหนได้บ้าง?

การทำความเข้าใจค่าเงินสามารถทำได้หลายมิติ เช่น การพิจารณาค่าเงินผ่านทฤษฎีความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (purchasing power parity: PPP) ที่ตั้งอยู่บนแนวคิดว่าหากสินค้าชนิดเดียวกันในประเทศต่าง ๆ ถูกแปลงราคาให้อยู่ในสกุลเงินเดียวกันแล้ว ราคาควรจะใกล้เคียงกันในระยะยาว ตัวอย่างดัชนีที่ใช้สื่อสารแนวคิด PPP ได้เข้าใจง่ายที่สุดคือ Big Mac Index ซึ่งจัดทำโดย The Economist มาตั้งแต่ปี 1986 ดัชนีนี้ใช้ราคาแฮมเบอร์เกอร์ Big Mac ในแต่ละประเทศเป็นตัวแทนตะกร้าสินค้าอย่างง่าย เพื่อเปรียบเทียบว่าค่าเงินประเทศนั้นมีค่ามากหรือน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสกุลเงินอื่นในโลก

อีกแนวทางหนึ่งคือการวิเคราะห์ค่าเงินผ่านปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น ผลิตภาพการผลิต ดุลบัญชีเดินสะพัด หรืออัตราเงินเฟ้อ เพราะเมื่อปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจแข็งแรง มักสะท้อนเป็นค่าเงินที่มีแนวโน้มแข็งค่าตามไปด้วย ไม่ว่าจะมาจากความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น รายได้จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น หรือเสถียรภาพด้านราคาในประเทศ

อย่างไรก็ดี งานศึกษาเช่น Meese & Rogoff (1983) พบว่าตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคและค่าเงินมีความเชื่อมโยงกันในระดับต่ำ โดยปัจจัยมหภาคมักมีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ค่าเงินผันผวนอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน แนวทางเหล่านี้จึงเหมาะกับการอธิบายระดับค่าเงินในระยะยาวมากกว่าความผันผวนในระยะสั้น อย่างไรก็ดี เพื่อให้สามารถอธิบายความผันผวนระยะสั้นถึงกลางของค่าเงินได้ดียิ่งขึ้น แนวทางการวิเคราะห์ค่าเงินในฐานะสินทรัพย์ทางการเงิน (asset pricing approach) จึงเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลังและเป็นแนวทางที่บทความนี้ใช้วิเคราะห์ปัจจัยกำหนดค่าเงินต่อไป

ค่าเงินในมิติสินทรัพย์ทางการเงิน

การวิเคราะห์ค่าเงินในมิติสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าค่าเงินควรอยู่ที่ระดับใดตามปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ แต่มองว่าหากนักลงทุนผู้เป็นเจ้าของเงินต้องเผชิญกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จะต้องการ "ผลตอบแทนเพิ่มเติม" เพื่อชดเชยความเสี่ยงดังกล่าวอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อนักลงทุนประเมินว่าความเสี่ยงของโลกเพิ่มขึ้น เช่น จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ โดยรู้ว่าความเสี่ยงนั้นมีความสำคัญต่อค่าเงินที่ต้องการถือ ค่าเงินนั้นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าวในการถือเงินสกุลนั้น หลักการนี้คล้ายกับการประเมินผลตอบแทนของหุ้นผ่านแบบจำลอง Fama-French (Fama & French, 1993) ที่มองว่าปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัยสามารถอธิบายความผันผวนของผลตอบแทนหุ้นได้ แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลง

งานวิจัยจำนวนมาก ที่วิเคราะห์ค่าเงินในมิติของสินทรัพย์ทางการเงินพบว่า ความผันผวนของค่าเงินทั่วโลกมักขับเคลื่อนด้วย “ปัจจัยเสี่ยงร่วม” (common risk factors) เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเศรษฐกิจเฉพาะประเทศมากมายเพื่ออธิบายพฤติกรรมของค่าเงินทั้งหมด ตัวอย่างเช่น Lustig et al. (2011) ชี้ว่ามีเพียงสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยดอลลาร์ และปัจจัยการทำ carry trade1 ก็สามารถอธิบายความแตกต่างของผลตอบแทนค่าเงินระหว่างประเทศต่าง ๆ ได้เป็นส่วนใหญ่ ต่อมา VERDELHAN (2017) ยังพบว่าปัจจัยเหล่านี้สามารถอธิบายความผันผวนของค่าเงินรายสกุลได้ตั้งแต่ 18% ถึง 80% ขึ้นอยู่กับประเทศ ขณะที่ Krohn & Maguina (2024) แสดงให้เห็นเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ ซึ่งค่าเงินมักผันผวนตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

งานศึกษานี้จึงประยุกต์แนวทางดังกล่าว โดยสมมติให้มีการจัดพอร์ตลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผลตอบแทนจะสะท้อนเพียงปัจจัยเสี่ยงร่วมที่กระทบสกุลเงินทุกสกุลเท่านั้น ซึ่งปัจจัยที่จะสร้างขึ้นเพื่อการวิเคราะห์ได้แก่ ปัจจัยดอลลาร์ (dollar factor) ปัจจัยการทำ carry trade (carry factor) และปัจจัยทองคำ (gold factor) โดยวิธีการสร้างและการตีความแต่ละปัจจัยมีดังนี้ (รายละเอียดเพิ่มเติมในภาคผนวก)

  • ปัจจัยดอลลาร์ (dollar factor) วัดผลตอบแทนเฉลี่ยของการถือสกุลเงินต่างประเทศเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งช่วยหักล้างปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ เช่น เหตุการณ์การเมืองหรือเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเฉพาะสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง ทำให้เหลือเฉพาะแรงขับเคลื่อนร่วมที่ส่งผลต่อสกุลเงินทั่วโลก คล้ายกับดัชนีตลาดหุ้นที่สะท้อนภาพรวมมากกว่าความผันผวนของหุ้นรายตัว ปัจจัยนี้จึงใช้บ่งชี้ภาวะความเสี่ยงโลกและทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้อย่างดี โดยค่าที่เป็นบวกหมายถึงดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ในสภาวะที่ความเสี่ยงโลกลดลงหรือคาดการณ์นโยบายการเงินสหรัฐฯ ผ่อนคลายขึ้น ขณะที่ค่าที่เป็นลบมักเกิดในช่วงวิกฤตเมื่อมีแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้สกุลเงินอื่นอ่อนค่าพร้อมกัน ทั้งนี้ สกุลเงินที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความอ่อนไหว (beta) ต่อปัจจัยดอลลาร์สูงจะผันผวนตามสภาวะโลกมากกว่าสกุลเงินที่มี beta ต่ำ

  • ปัจจัยการทำ carry trade (carry factor) วัดจากส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างพอร์ตสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 5 สกุล กับพอร์ตสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 5 สกุล สะท้อนผลตอบแทนจากกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้ยืมสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง การจัดพอร์ตแบบ long–short ลักษณะนี้ช่วยตัดผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกสกุลเงิน เช่น ความเคลื่อนไหวของดอลลาร์ ทำให้มองเห็นเฉพาะ “ค่าตอบแทนส่วนเพิ่ม” ที่ตลาดต้องการแลกกับการถือสกุลเงินที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ในช่วงตลาดสงบ กลยุทธ์ carry trade มักสร้างผลตอบแทนที่ดี ทำให้ค่า carry factor เป็นบวก แต่เมื่อเกิดความไม่แน่นอนหรือวิกฤต สกุลเงินดอกเบี้ยสูงมักถูกเทขายและอ่อนค่ารุนแรง ในขณะที่สกุลเงินดอกเบี้ยต่ำอย่างเยน (JPY) หรือฟรังก์สวิส (CHF) มักแข็งค่า ส่งผลให้ carry factor ติดลบอย่างเด่นชัด ดังนั้น สกุลเงินที่มีค่า beta สูงต่อปัจจัยนี้มักผันผวนแรงตามวัฏจักรความเสี่ยงของตลาด ทั้งในช่วงที่ตลาดเป็นบวกและช่วงที่เกิดความตึงเครียด

  • ปัจจัยทองคำ (gold factor) ต้องใช้วิธีสร้างที่ซับซ้อนกว่าการดูราคาทองคำโดยตรง เพราะราคาทองมักขยับตามปัจจัยอื่น เช่น ดอลลาร์ที่อ่อนค่าหรือบรรยากาศหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในตลาดโลก ทำให้แยกผลของ “ทองคำจริง ๆ” ออกจากผลของดอลลาร์หรือความเสี่ยงโลกได้ยาก เพื่อสกัดผลเหล่านี้ งานศึกษาจึงเริ่มจากการปรับราคาทองคำให้ไม่รวมผลของดอลลาร์และภาวะเสี่ยงก่อน จากนั้นจึงจัดสกุลเงินเป็นพอร์ตตามระดับความอ่อนไหวต่อราคาทองคำที่เหลืออยู่ แล้วสร้างปัจจัยทองคำจากผลต่างระหว่างพอร์ตที่อ่อนไหวสูงสุด 5 สกุล และพอร์ตที่อ่อนไหวต่ำสุด 5 สกุล ปัจจัยที่ได้จึงสะท้อนผลกระทบของทองคำในมิติที่แท้จริง เช่น ความต้องการซื้อขายทองในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์หรือเพื่อเก็งกำไร ประเทศที่มีค่า beta สูงต่อปัจจัยนี้มักเป็นประเทศที่เชื่อมโยงกับตลาดทองคำมาก เช่น ผู้ส่งออกทองคำสุทธิอย่างออสเตรเลียและแอฟริกาใต้ รวมถึงประเทศที่มีการซื้อขายทองคำภายในประเทศสูงอย่างไทย

เมื่อได้ปัจจัยความเสี่ยงโลกแล้ว งานศึกษาจึงนำปัจจัยเหล่านี้เข้าสมการถดถอยเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของค่าเงินบาท โดยเฉพาะ “สัมประสิทธิ์ความอ่อนไหว (beta)” ซึ่งบ่งบอกว่าค่าเงินบาทถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเสี่ยงแต่ละตัวมากเพียงใด รวมถึงสำรวจว่าความอ่อนไหวเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาที่ศึกษา

ทำไมค่าเงินบาทผันผวนมากขึ้นหลังโควิด?

รูปที่ 2 (บน) แสดงการเปลี่ยนแปลงของค่า beta ของเงินบาทต่อปัจจัยโลกทั้งสามจาก rolling regression ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา โดยพบประเด็นสำคัญคือค่า beta ต่อปัจจัยดอลลาร์ (เส้นสีน้ำเงิน) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 0.4 ในปี 2022 เป็น 1.0 ในปี 2024 การเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวนี้สะท้อนว่า อิทธิพลของปัจจัยดอลลาร์ต่อค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึงสองเท่า หรือกล่าวอีกแบบคือเงินบาท “ไวต่อสภาวะโลก” มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่น่าสนใจคือ ค่า beta ต่อปัจจัยทองคำ (เส้นสีทอง) ก็ปรับสูงขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แสดงว่าบาทไม่ได้ตอบสนองต่อดอลลาร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงกระเพื่อมจากความเคลื่อนไหวของทองคำมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองและดอลลาร์เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่หนุนกัน ทำให้ผลต่อค่าเงินบาทยิ่งทวีความรุนแรง

ขณะที่ค่า beta ต่อปัจจัย carry trade เปลี่ยนจากระดับใกล้ศูนย์ในช่วงโควิดมาเป็นค่าติดลบมากขึ้นหลังโควิด แสดงว่าเมื่อผลตอบแทนของกลยุทธ์ carry trade อ่อนลงซึ่งมักเกิดในภาวะตลาดมีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนของเงินบาทกลับเคลื่อนไหวสวนทางและมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อภาวะตลาดสงบและ carry trade ให้ผลตอบแทนดี เงินบาทกลับแข็งค่าน้อยลงหรืออ่อนค่ามากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่าเงินบาทเริ่มแสดงพฤติกรรมบางส่วนที่คล้ายกับสกุลเงินที่นักลงทุนเข้าหาในยามความไม่แน่นอน แม้จะไม่ใช่ safe haven โดยตรง แต่ในเชิงผลตอบแทนเงินบาทปรับตัวตามวัฏจักรความเสี่ยงของตลาดโลกชัดเจนกว่าที่เคย

อีกข้อสังเกตสำคัญคือค่า R-squared จากสมการถดถอย2 (รูปที่ 2-ล่าง) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเทียบกับช่วงโควิด ซึ่งหมายความว่าปัจจัยโลกทั้งสามสามารถอธิบายความผันผวนของค่าเงินบาทได้มากขึ้นกว่าที่เคย ในอดีต ค่าเงินบาทอาจเคยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเฉพาะของไทยในสัดส่วนที่สูงกว่า แต่หลังโควิด ความผันผวนของเงินบาทกลับถูกกำหนดโดยแรงขับเคลื่อนจากตลาดโลกเป็นหลัก สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเงินบาทสู่สกุลเงินที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรการเงินโลกอย่างชัดเจน

รูปที่ 2: rolling regression ของปัจจัยความเสี่ยงโลก (window = 52 สัปดาห์)
หมายเหตุ: Regression ถูกคำนวณจากข้อมูลรายสัปดาห์ที่มา: Bloomberg และคำนวณโดยผู้วิจัย

รูปที่ 3 ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าค่าเงินต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจโลกตอบสนองต่อปัจจัยดอลลาร์ก่อนและหลังโควิดแตกต่างกันอย่างไร โดยพล็อตแสดงความอ่อนไหวต่อปัจจัยดอลลาร์บนแกนนอนควบคู่กับสัดส่วนความผันผวนที่ปัจจัยนี้อธิบายได้บนแกนตั้ง จะเห็นได้ว่ามีสกุลเงินสองกลุ่มการกระจายตัวออกจากกัน โดยสกุลเงินภูมิภาค (สีเขียว) มักอยู่ในบริเวณที่มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยดอลลาร์ต่ำ ขณะที่สกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้ว (สีส้ม) อยู่ค่อนไปทางด้านขวาบน ซึ่งสะท้อนทั้งความอ่อนไหวต่อปัจจัยดอลลาร์ที่สูงกว่าและสัดส่วนความผันผวนที่ปัจจัยนี้สามารถอธิบายได้มากกว่า และหากสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินบาทระหว่างสองช่วงเวลานี้ จะเห็นได้ว่าตำแหน่งของค่าเงินบาทขยับเข้าใกล้กลุ่มสกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าพฤติกรรมของเงินบาทเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวแบบสกุลเงินภูมิภาคไปสู่รูปแบบที่สอดคล้องกับสกุลเงินระบบหลักมากขึ้นหลังโควิด

รูปที่ 3: ความอ่อนไหวของค่าเงินต่อ dollar factor (แกนนอน) และ R-squared ที่มาจาก dollar factor (แกนตั้ง) เทียบช่วงก่อนและหลังวิกฤติโควิด
หมายเหตุ: แกนแนวนอน (x-axis) แสดง factor loadings ของแต่ละประเทศต่อปัจจัยดอลลาร์ (dollar factor) และ แกนแนวตั้ง (y-axis) แสดง contribution ต่อ R2 จากตัวแปรของ dollar factorที่มา: Bloomberg และคำนวณโดยผู้วิจัย

พัฒนาการของค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวคล้ายสกุลเงินประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากกรอบคิดดั้งเดิมที่มองค่าเงินในฐานะ “ตัวสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจ” ไปสู่การมองแบบ สินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งราคาถูกกำหนดโดยความเสี่ยงร่วมระดับโลก (global risk factors) มากขึ้น ภายใต้กรอบเดิม เช่น PPP หรือปัจจัยดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินควรสะท้อนผลิตภาพ เงินเฟ้อ หรือสถานะต่างประเทศของไทย แต่ผลการศึกษากลับชี้ว่าโครงสร้างการเคลื่อนไหวของเงินบาทปัจจุบันตอบสนองต่อ sentiment โลกและ global financial cycle แบบเดียวกับสกุลเงินประเทศพัฒนาแล้ว จน “ปัจจัยไทย” มีบทบาทลดลงในการอธิบายความผันผวนระยะสั้นถึงกลาง และภายใต้โลกที่มีความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบัน การคาดเดาทิศทางค่าเงินบาททำได้ยากขึ้นและยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน

แล้วทองคำเป็นตัวการทำให้เงินบาทปั่นป่วนหรือไม่?

นอกจากปัจจัยดอลลาร์แล้ว ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า บทบาทของทองคำต่อค่าเงินบาทเพิ่มสูงขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงหลังโควิด ซึ่งกลายเป็นช่องทางเพิ่มเติมที่เสริมความผันผวนของค่าเงินบาท โดยเฉพาะในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนค่าพร้อมกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้แรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทจากทั้งสองปัจจัยทับซ้อนกันและเด่นชัดยิ่งขึ้น โดยทั่วไป สกุลเงินที่มี beta ต่อปัจจัยทองคำสูงและเป็นบวก มักเป็นสกุลเงินของประเทศที่ส่งออกทองคำสุทธิหรือมีทรัพยากรทองคำมาก เพราะราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นหมายถึงรายได้จากการส่งออกที่สูงขึ้นและสะท้อนเป็นค่าเงินที่แข็งค่าตาม ดังเช่นประเทศที่แสดงในตารางที่ 1 แต่กรณีของประเทศไทยกลับน่าประหลาดใจ เพราะแม้ไทยจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกทองคำสุทธิ แต่ค่าเงินบาทกลับมี beta ต่อปัจจัยทองคำเป็นบวกและปรับเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลังโควิด ปรากฏการณ์นี้สะท้อนปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการ

ตารางที่ 1: ค่า beta ต่อ ปัจจัยทองคำและดุลการค้าทองคำ
ประเทศค่า beta ต่อ ปัจจัยทองคำดุลการค้าทองคำ
(ล้าน USD) (+ gold exporter)
South Africa0.387,052
Chile0.271,433
Switzerland0.1911,162
Japan0.1617,349
Thailand0.10-6,800
ที่มา: International Trade Centre และคำนวณโดยผู้วิจัย ข้อมูลดุลการค้าทองคำ ณ ปี 2024

ประการแรก แม้ไทยนำเข้าทองคำสุทธิแต่ปริมาณการซื้อขายมีสัดส่วนสูง โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำออนไลน์ในรูปเงินบาท โดยในปี 2025 ที่ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นมาก พบว่าปริมาณการซื้อขายทองคำในไทยสูงใกล้เคียงกับตลาดหุ้น3 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากในระยะหลัง การซื้อขายทองคำในปริมาณมากก่อให้เกิดธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวเนื่องตามมาตามรูป 4 ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีลูกค้ามาขายทองคำกับร้านทองด้วยเงินบาท ร้านทองต้องนำทองไปขายกับคู่ค้าทองคำในต่างประเทศ และร้านทองจำเป็นต้องนำเงินดอลลาร์ที่ได้มาแลกเป็นเงินบาทเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้า จึงเกิดธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ตามมาและสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

รูปที่ 4: กลไกธุรกรรมทองคำที่กระทบค่าเงินบาท

กลไกธุรกรรมทองคำที่กระทบค่าเงินบาท

ประการที่สอง ครัวเรือนไทยมีพฤติกรรมการถือทองคำเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งหมายความว่าเมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น อาจมีแรงจูงใจในการขายทองเพื่อทำกำไร (profit-taking) ขณะที่เมื่อราคาปรับลดลง อาจมีแรงจูงใจในการซื้อเพื่อเก็งกำไร ดังนั้น ด้วยตัวอย่างธุรกรรมเงินต่างตราประเทศที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายทองคำข้างต้น จึงมักพบว่าเมื่อราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น เงินบาทมีแรงกดดันด้านแข็งค่าจากการขายเงินดอลลาร์ของร้านทอง ขณะที่เมื่อราคาทองคำปรับลดลง เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า อย่างไรก็ดี พฤติกรรมการซื้อขายทองคำของคนไทยอาจเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เช่น ในช่วงที่ราคาทองคำปรับสูงขึ้นทำสถิติใหม่ อาจเห็นการเร่งสะสมทองเช่นกัน และอาจส่งผลต่อค่าเงินในทางตรงกันข้ามในบางจังหวะ

ปัจจัยเหล่านี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมค่าเงินบาทมีความอ่อนไหวต่อราคาทองคำ แม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกทองคำสุทธิก็ตาม โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาทองคำผันผวนรุนแรงจากหลายปัจจัย ซึ่งหมายความว่าปริมาณธุรกรรมและมูลค่าของกระแสเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับทองคำก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แรงกดดันต่อค่าเงินบาทจากช่องทางนี้จึงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับการอ่อนค่าของดอลลาร์ ทำให้แรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทจากทั้งสองช่องทางซ้อนทับกัน

ข้อสรุปและนัยเชิงนโยบาย

งานศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าค่าเงินบาทมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด จากสกุลเงินที่เคยถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยภายในประเทศและมีพฤติกรรมคล้ายสกุลเงินอื่นในภูมิภาค กลับกลายเป็นสกุลเงินที่ตอบสนองต่อปัจจัยโลกโดยเฉพาะปัจจัยดอลลาร์มากขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกับสกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ ทองคำยังมีบทบาทเพิ่มเติมในการเพิ่มความผันผวนของค่าเงินบาท แม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกทองคำสุทธิก็ตาม

สาเหตุที่ค่าเงินบาทมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยโลกมากขึ้นนั้นยังเป็นคำถามที่เปิดกว้าง ปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ทำให้เงินทุนระหว่างประเทศไหลเข้าออกได้สะดวกขึ้น (Rey, 2018)การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (Huang et al., 2025) รวมถึงบทบาทของกระแสเงินทุนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการค้าสินค้าและบริการ (Asian Consultative Council of the Bank for International Settlements, 2020) ทั้งนี้ การทำความเข้าใจสาเหตุเชิงลึกของการเปลี่ยนแปลงนี้ยังเป็นหัวข้อที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม

ผลการศึกษามีนัยเชิงนโยบายหลายประการ ประการแรก การที่ค่าเงินบาทถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยโลกมากขึ้น ส่งผลให้ความสามารถของค่าเงินบาทในการทำหน้าที่เป็น shock absorber ของเศรษฐกิจในประเทศลดลง เพราะค่าเงินไม่ได้ปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อภาวะในประเทศ แต่กลับสะท้อนแรงกระเพื่อมจากตลาดโลกเป็นหลัก ไทยอาจต้องมองหาเครื่องมือเชิงนโยบายอื่นเข้ามาทำหน้าที่ชดเชยบทบาทของค่าเงิน

ประการที่สอง หากมองเงินบาทในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีความท้าทายในการกำหนดราคาหรือคาดการณ์ผลตอบแทนโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งผู้ประกอบการและผู้ดำเนินนโยบายควรปรับแนวคิดจากความพยายามในการ “กำหนด” หรือ “ทำนาย” ค่าเงินไปสู่ “การจัดการความเสี่ยง” ค่าเงินมากขึ้น โดยผู้ประกอบการอาจไม่สามารถตั้งแผนธุรกิจด้วยสมมติฐานว่าเงินบาทจะนิ่งแบบในอดีตได้อีกต่อไป ขณะที่ฝั่งผู้ดำเนินนโยบายควรมีมาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินมากขึ้น

ประการที่สาม ความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะหลังถูกกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยทองคำ โดยแม้ไทยเป็นผู้นำเข้าทองคำสุทธิ แต่พบว่าเงินบาทมีการตอบสนองต่อปัจจัยทองคำคล้ายผู้ส่งออกทองคำสุทธิ สะท้อนแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานซึ่งอาจเกิดจากแรงซื้อขายที่มากเกินกว่าระดับปกติ ดังนั้นการเพิ่มแรงเสียดทาน (friction) ในธุรกรรมเหล่านี้ จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากทองคำ โดยที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธปท. ได้เริ่มกำกับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดวงเงินซื้อขายทองคำสกุลบาทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการขอให้รายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำ ระยะข้างหน้า ยังต้องจับตามองว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถช่วยลดแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานได้มากน้อยเพียงใด

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านของค่าเงินบาทไปสู่ค่าเงินที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยโลกและมีพฤติกรรมแบบสินทรัพย์ทางการเงินมากขึ้น ได้ชี้ชัดว่ากรอบคิดเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป ไทยจำเป็นต้องยกระดับเครื่องมือรองรับความผันผวนและสร้างระบบบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจยืนหยัดได้ท่ามกลางคลื่นความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่

Technical appendix

  1. สกุลเงินที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย 26 สกุลดังนี้: 'THB', 'EUR', 'JPY', 'GBP', 'AUD', 'NZD', 'CAD', 'CHF', 'SEK', 'NOK', 'PHP', 'IDR', 'SGD', 'KRW', 'MYR', 'CNY', 'BRL', 'MXN', 'CLP', 'COP', 'PLN', 'HUF', 'CZK', 'RON', 'ZAR', 'INR' โดยใช้มูลค่าหนึ่งหน่วยของเงินสกุลนั้นเทียบเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น 1 บาทเท่ากับ 0.03 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น และแปลงด้วยลอการิทึม (logarithm)

  2. Dollar factor สร้างขึ้นจากค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนของค่าเงินไม่รวมค่าเงินที่กำลังศึกษาตามสมการนี้

    Dollart=1N∑Δsi,t\text{Dollar}_{t} = \frac{1}{N} \sum\Delta s_{i,t}Dollart​=N1​∑Δsi,t​

    โดย Δsi,t=si,t−si,t−1\Delta s_{i,t} = s_{i,t} - s_{i,t-1}Δsi,t​=si,t​−si,t−1​ คือการเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์ของสกุลเงิน ค่าบวกหมายถึงเงินสกุลนั้นแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ

  3. Carry factor สร้างขึ้นจากการจัดพอร์ตการลงทุนโดยการ long ค่าเงินที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุด 5 สกุล และ short ค่าเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุด 5 สกุล ตามสมการนี้ Carryt=1NH∑i∈HΔst−1NL∑i∈LΔst\text{Carry}_{t} = \frac{1}{N_H} \sum_{i \in H} \Delta s_{t}- \frac{1}{N_L} \sum_{i \in L} \Delta s_{t}Carryt​=NH​1​∑i∈H​Δst​−NL​1​∑i∈L​Δst​ สกุลเงินในแต่ละพอร์ต ณ เวลา t{t}t เลือกจากการจัดอันดับ one-month forward discount ใน t−1{t-1}t−1 ซึ่งใช้ proxy แทนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย โดย carry factor ถูกคำนวณจากผลตอบแทนระหว่าง long portfolio และ short portfolio

  4. Gold factor มีวิธีการคำนวณ 3 ขั้นตอนดังนี้:

    1. ประมาณการค่า β\betaβ ของสกุลเงินต่าง ๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำโดยควบคุมปัจจัยดอลลาร์และความเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ตามสมการด้านล่าง

      Δsi,t=αi,t+βi,tΔXAUt+ωi,tCarryt+θi,tDollart+γtVIXt+εi,t\Delta s_{i,t} = \alpha_{i,t} + \beta_{i,t} \Delta XAU_{t} + \omega_{i,t} \text{Carry}_{t} + \theta_{i,t} \text{Dollar}_{t} + \gamma_{t} \text{VIX}_{t} + \varepsilon_{i,t}Δsi,t​=αi,t​+βi,t​ΔXAUt​+ωi,t​Carryt​+θi,t​Dollart​+γt​VIXt​+εi,t​

    2. จัดพอร์ตการลงทุนโดยเลือกสกุลเงินที่มีค่า β\betaβ มากสุด 5 สกุลใน long portfolio และ สกุลเงินที่มีค่า β\betaβ น้อยสุด 5 สกุลใน short portfolio

    3. Gold factor คำนวณจากส่วนต่างผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนดังนี้

      Goldt=1NH∑i∈(high beta)Δst−1NL∑i∈(low beta)Δst\text{Gold}_{t} = \frac{1}{N_H} \sum_{i \in \text{(high beta)}} \Delta s_{t} - \frac{1}{N_L} \sum_{i \in \text{(low beta)}} \Delta s_{t}Goldt​=NH​1​∑i∈(high beta)​Δst​−NL​1​∑i∈(low beta)​Δst​

  5. วิธีการคำนวณ R-squared contribution ของแต่ละปัจจัย เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงมีความสัมพันธ์กัน การแยก R-squared ที่มาจากแต่ละปัจจัยไม่สามารถทำได้เพียงการคำนวณ R-squared ส่วนเพิ่มจากใส่ปัจจัยนั้นโดยตรง เนื่องจากลำดับการใส่ตัวแปรอาจมีผลต่อการคำนวณ งานศึกษานี้จึงใช้วิธี Shapley value decomposition ซึ่งคำนวณ R-squared ส่วนเพิ่มของแต่ละปัจจัยโดยพิจารณาทุกลำดับที่เป็นไปได้ (permutations) สำหรับปัจจัย kkk R-squared contribution คำนวณจาก

    Rk2=1K!∑π∈Π[R2(Skπ∪{k})−R2(Skπ)]R_k^2 = \frac{1}{K!} \sum\limits_{\pi \in \Pi} \Big[ R^2(S_k^{\pi} \cup \{k\}) - R^2(S_k^{\pi}) \Big]Rk2​=K!1​π∈Π∑​[R2(Skπ​∪{k})−R2(Skπ​)]

    โดย Π\PiΠ คือเซตของทุกลำดับที่เป็นไปได้ของปัจจัยทั้งหมด KKKตัว, SkπS_k^{\pi}Skπ​ คือเซตของปัจจัยที่อยู่ก่อนปัจจัย kkk ในลำดับ π\piπ และ R2(S)R^2(S)R2(S) คือ R-squared ของแบบจำลองที่มีเฉพาะปัจจัยในเซต SSS กล่าวคือ สำหรับแต่ละลำดับ เราวัดว่าการเพิ่มปัจจัย kkk เข้าไปทำให้ R-squared เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ (marginal contribution) แล้วเฉลี่ยข้ามทุกลำดับ

เอกสารอ้างอิง

Asian Consultative Council of the Bank for International Settlements. (2020). Capital flows, exchange rates and policy frameworks in emerging Asia. BIS.
Fama, E. F., & French, K. R. (1993). Common risk factors in the returns on stocks and bonds. Journal of Financial Economics, 33, 3–56.
Huang, W., Krohn, I., & Sushko, V. (2025). Global FX markets when hedging takes centre stage. BIS Quarterly Review, Bank for International Settlements.
Krohn, I., & Maguina, M. Y. (2024). Foreign exchange risk premiums and global currency factors. Bank of Canada Staff Analytical Note.
Lustig, H., Roussanov, N., & Verdelhan, A. (2011). Common Risk Factors in Currency Markets. Review of Financial Studies, 24, 3731–3777.
Meese, R. A., & Rogoff, K. (1983). Empirical Exchange Rate Models of the Seventies. Journal of International Economics, 14, 3–24.
Rey, H. (2018). Dilemma not Trilemma: The Global Financial Cycle and Monetary Policy Independence. National Bureau of Economic Research Working Paper Series.
VERDELHAN, A. (2017). The Share of Systematic Variation in Bilateral Exchange Rates. The Journal of Finance, 73(1), 375–418.

  1. Carry trade คือกลยุทธ์การลงทุนที่ทำกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ โดยกู้ยืมหรือขายสินทรัพย์ในสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำ (funding currency) แล้วนำเงินไปลงทุนในสกุลเงินที่มีผลตอบแทนสูงกว่า (target currency) เช่น การกู้ยืมเงินเยน (JPY) มาซื้อดอลลาร์ สหรัฐฯ (USD) เพื่อรับส่วนต่างดอกเบี้ยที่สูงกว่า↩
  2. ค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R-squared; RH2) ซึ่งสะท้อนว่าปัจจัยโลกทั้งสามสามารถอธิบายความผันผวนของค่าเงินนั้นได้มากน้อยเพียงใด อ้างอิงตามแนวทางของ VERDELHAN (2017) ที่แสดงว่า ส่วนที่แบบจำลองอธิบายได้ (R2) จากปัจจัยเสี่ยงที่สกัดด้วยวิธีการจัดพอร์ตสกุลเงินจำนวนมาก สะท้อนแรงขับเคลื่อนที่มาจากปัจจัยโลก ขณะที่ส่วนที่อธิบายไม่ได้ (1 - R2) คือส่วนที่มาจากปัจจัยเฉพาะของประเทศนั้น ๆ เช่น การเมืองภายใน นโยบายเศรษฐกิจเฉพาะประเทศ หรือเหตุการณ์ที่กระทบเพียงประเทศเดียว โดยหากค่า R2 สูง หมายความว่าค่าเงินนั้นถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยโลกเป็นหลัก↩
  3. ในปี 2025 มูลค่าการซื้อขายรายวันเฉลี่ยของทองคำอยู่ที่ 76,398 ล้านบาท ขณะที่ของหุ้นอยู่ที่ 41,335 ล้านบาท (ข้อมูล ธปท.)↩
Chutchan Lohawatcharagul
Chutchan Lohawatcharagul
Bank of Thailand
Khemmakorn Srichanyanonth
Khemmakorn Srichanyanonth
Bank of Thailand
Tosapol Apaitan
Tosapol Apaitan
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Topics: International FinanceFinancial Market and Asset PricingMonetary Economics
Tags: thai bahtexchange rate volatilityglobal financial factors
The views expressed in this workshop do not necessarily reflect the views of the Puey Ungphakorn Institute for Economic Research or the Bank of Thailand.

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research

273 Samsen Rd, Phra Nakhon, Bangkok 10200

Phone: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

Terms of Service | Personal Data Privacy Policy

Copyright © 2026 by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

Content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license.

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

Get PIER email updates

Facebook
YouTube
Email