Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Efficiency at a Cost: How a Fiscal Rule on Disbursement Timelines Shifted Public Investment Toward Repairs
Latest discussion Paper
Efficiency at a Cost: How a Fiscal Rule on Disbursement Timelines Shifted Public Investment Toward Repairs
ซ่อมแซม หรือ สร้างใหม่: กฎการคลังกับโครงสร้างการลงทุนภาครัฐไทย
Latest aBRIDGEd
ซ่อมแซม หรือ สร้างใหม่: กฎการคลังกับโครงสร้างการลงทุนภาครัฐไทย
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
BIS x PIER Policy Forum on “Economics of Life Insurance”
Latest policy forum
BIS x PIER Policy Forum on “Economics of Life Insurance”
ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
Latest PIER Research Brief
ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn
Institute for
Economic Research
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ประกาศรับสมัครทุนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2569 ประเภททั่วไป (รอบที่ 1)
Latest announcement
ประกาศรับสมัครทุนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2569 ประเภททั่วไป (รอบที่ 1)
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/85d6117b0d2dddbe72a4a85956fe7d1a/41624/cover.jpg
6 March 2026
20261772755200000

ซ่อมแซม หรือ สร้างใหม่: กฎการคลังกับโครงสร้างการลงทุนภาครัฐไทย

รัฐไทยลงทุนซ่อมแซมมากน้อยเพียงใด และกฎการเบิกจ่ายส่งผลต่อส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกโครงการของรัฐหรือไม่
Athiphat MuthitacharoenPhatarakorn ThongsathitTapanat Paiboonsin
ซ่อมแซม หรือ สร้างใหม่: กฎการคลังกับโครงสร้างการลงทุนภาครัฐไทย
excerpt

บทความนี้วิเคราะห์ภูมิทัศน์โครงการลงทุนภาครัฐของไทยในมิติซ่อมแซม หรือ สร้างใหม่ และศึกษาผลของกฎการคลังปี 2564 ซึ่งกำหนดการเบิกจ่ายงบลงทุนไว้ไม่เกินหนึ่งปีงบประมาณถัดไป แทนกฎเดิมที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาสูงสุดตายตัว เพื่อประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้เปลี่ยนแรงจูงใจของหน่วยงานรัฐหรือไม่ และมีนัยต่อองค์ประกอบของการลงทุนภาครัฐในภาพรวมอย่างไร

การพิจารณานโยบายหรือการอภิปรายเรื่องงบลงทุนภาครัฐของไทยมักมุ่งไปที่ “ขนาด” ของงบประมาณ หรือ “ความเร็ว” ในการเบิกจ่าย แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ รัฐกำลังลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด ซึ่งโครงสร้างของการลงทุนนี้สามารถส่งผลสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลิตภาพของประเทศ

การวิเคราะห์ประเภทของสินทรัพย์สามารถทำได้หลายมิติ ตั้งแต่ลักษณะทางกายภาพ เช่น การสร้างอาคาร ถนน หรือการจัดซื้อครุภัณฑ์ ไปจนถึงบทบาทหน้าที่ของสินทรัพย์ เช่น การขนส่ง การเกษตร การป้องกันน้ำท่วม หรือการศึกษา

หากพิจารณาเฉพาะงบลงทุนด้านการก่อสร้าง ซึ่งคิดเป็น 87% ของงบลงทุนทั้งหมดในปีงบประมาณ 2566 หนึ่งในมิติที่สำคัญคือ บทบาทของโครงการต่อการสะสมทุน (capital formation) กล่าวคือ โครงการนั้นเป็นการสร้างสินทรัพย์ใหม่ (new construction) หรือเป็นการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินทรัพย์เดิม (repair and maintenance) ความแตกต่างระหว่างการ “สร้างใหม่” และการ “ซ่อมแซม” นี้ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดเชิงเทคนิค หากแต่มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการใช้จ่าย คุณภาพของสินทรัพย์สาธารณะในระยะยาว และความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ

บทความนี้สรุปงานวิจัยของ Muthitacharoen et al. (2026) ซึ่งศึกษาว่า รัฐไทยลงทุนในโครงการประเภทซ่อมแซมมากน้อยเพียงใด และการเปลี่ยนกฎการคลังด้านการเบิกจ่ายงบลงทุนส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกประเภทโครงการลงทุนของรัฐหรือไม่ งานวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโครงการลงทุนภาครัฐกว่า 360,000 รายการระหว่างปีงบประมาณ 2561–2566 โดยใช้วิธี seeded Latent Dirichlet Allocation (LDA) เพื่อจำแนกประเภทโครงการ และ difference-in-differences (DID) เพื่อประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงกฎการคลังต่อโครงสร้างการลงทุน

วิธีการอ่าน “ชื่อโครงการ” ให้เป็นข้อมูล

หัวใจสำคัญของการศึกษานี้คือ การทำความเข้าใจโครงสร้างการลงทุนภาครัฐของไทย ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 มีมูลค่าสูงถึง 4.3% ของ GDP โดยทั่วไปการลงทุนภาครัฐสามารถจำแนกออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ งานก่อสร้าง (construction) ซึ่งในปี 2566 ครองสัดส่วนสูงถึง 87% และการจัดซื้อครุภัณฑ์ (equipment purchase) อีก 13% แม้ว่าระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Government Fiscal Management Information System: GFMIS) จะมีการบันทึกข้อมูลโครงการลงทุนอย่างเป็นระบบ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือขาดการจำแนกประเภทของสินทรัพย์ที่ชัดเจน คณะผู้วิจัยจึงประยุกต์ใช้เทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (natural language processing) เพื่อจัดประเภทโครงการจากข้อความชื่อโครงการ (text classification) และประเมินความน่าจะเป็นที่โครงการเป็นการซ่อมแซม (repair probability)

ตารางที่ 1: ตัวอย่างชื่อโครงการ
ชื่อโครงการ
ปรับปรุงประสิทธิภาพสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ระบบเอฟ.เอ็ม ขนาดกำลังส่ง 1 กิโลวัตต์
ซ่อมแซมหลังคาอาคารโรงเก็บแก๊ส สอต.ประจวบคีรีขันธ์
ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียนอาคารประกอบและสิ่งก่อสร้างอื่น โรงเรียนบ้านโคกเสี่ยว ตำบลคูขาด อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา
เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ที่ 6 เทศบาลตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ความยาว 517 เมตร
สร้างอาคารศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีสารสนเทศ กองกรรมวิธีข้อมูล ศลภ.คปอ. แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร
ที่มา: Muthitacharoen et al. (2026)

โครงการลงทุนของไทยมีการบันทึกลักษณะของโครงการในเชิงอธิบายในชื่อโครงการอย่างละเอียด (ตารางที่ 1) อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการจำแนกโครงการที่มีลักษณะซ่อมแซมบำรุง วิธีการดั้งเดิม เช่น การค้นหาคำสำคัญ (keyword search) มีข้อจำกัดอย่างมาก เนื่องจากภาษาราชการไทยมีความคลุมเครือสูง เช่น คำว่า “ปรับปรุง” อาจหมายถึงการซ่อมแซมเล็กน้อยหรือการขยายโครงสร้างเดิมที่ซับซ้อนก็ได้ คณะผู้วิจัยจึงเลือกใช้วิธี Seeded Latent Dirichlet Allocation (Seeded LDA) ซึ่งมีข้อเด่นดังนี้

  1. การวิเคราะห์เชิงบริบท (context-aware) โมเดลไม่ได้พิจารณาเพียงคำโดด ๆ แต่ศึกษาความสัมพันธ์และบริบทของคำที่ปรากฏร่วมกัน (word co-occurrence) ทำให้สามารถตีความความหมายที่แท้จริงของโครงการได้แม่นยำกว่าการใช้ keyword เพียงอย่างเดียว
  2. แนวทางแบบกึ่งมีผู้สอน (semi-supervised) คณะผู้วิจัยกำหนด “คำหลัก” (seed words) เช่น ซ่อมแซม บำรุงรักษา ปรับปรุง ฟื้นฟู เพื่อนำทางโมเดลในเบื้องต้น จากนั้นโมเดลจะเรียนรู้คำศัพท์อื่น ๆ ที่ปรากฏร่วมกันในกลุ่มโครงการซ่อมแซมโดยอัตโนมัติ
  3. การวัดผลเชิงความน่าจะเป็น (probabilistic measure) ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่เพียงการจัดกลุ่มแบบ 0 หรือ 1 แต่จะเป็นค่าความน่าจะเป็นระหว่าง 0 ถึง 1 ซึ่งสะท้อนถึงระดับความเข้มข้นของการเป็นโครงการซ่อมแซม ช่วยให้สามารถวิเคราะห์เชิงลึกได้ดีขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างเชิงเนื้อหาระหว่างโครงการซ่อมแซมและโครงการก่อสร้างใหม่ ตารางที่ 2 แสดงคำที่พบบ่อยที่สุด 10 อันดับแรกในหัวข้อซ่อมแซม/บำรุงรักษา เปรียบเทียบกับหัวข้อพื้นฐาน ซึ่งสะท้อนโครงการประเภทอื่นโดยรวม

ตารางที่ 2: คำที่พบบ่อยที่สุด 10 อันดับแรก ในห้วข้อซ่อมแซม/บำรุงรักษาและหัวข้อพื้นฐาน
Repair/Maintenance topicBackground topic
ปรับปรุงก่อสร้าง
บำรุงอาคาร
ซ่อมแซมโรงเรียน
น้ำน้ำ
ซ่อมสำนักงาน
ผิววัด
รักษาเขื่อน
ลอกทางหลวง
ถนนทาง
คลองแบบ
ที่มา: Muthitacharoen et al. (2026)

หัวข้อซ่อมแซมมีลักษณะเด่นจากคำที่เน้นการกระทำโดยตรง (action-oriented terms) เช่น ปรับปรุง บำรุง ซ่อมแซม และ ลอก ซึ่งสะท้อนกิจกรรมบำรุงรักษาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังปรากฏคำที่เชื่อมโยงกับงานโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะส่วน เช่น ผิว ถนน และ คลอง สะท้อนว่าแบบจำลองสามารถเรียนรู้ความเชื่อมโยงระหว่างงานซ่อมแซมกับการปรับปรุงพื้นผิวหรือโครงสร้างย่อยของระบบโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเป็นระบบ

ในทางตรงกันข้าม หัวข้อพื้นฐานมีแนวโน้มประกอบด้วยคำที่มีลักษณะกว้างและมักเกี่ยวข้องกับการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น ก่อสร้างอาคาร โรงเรียน และ สำนักงาน ซึ่งสะท้อนการจัดตั้งหรือสร้างสินทรัพย์ถาวรใหม่ การเปรียบเทียบดังกล่าวชี้ว่าแนวทางการจำแนกโครงการซ่อมแซมนี้ สามารถแยกความแตกต่างเชิงแนวคิดระหว่างงานซ่อมแซมกับการก่อสร้างใหม่ได้ในระดับที่สอดคล้องกับกรอบการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์

ข้อมูลเชิงประจักษ์จากภูมิทัศน์โครงการซ่อมแซมของรัฐไทย

1. รัฐไทยมีโครงการซ่อมแซมมากน้อยเพียงไร

คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญคือ งบประมาณก่อสร้างของภาครัฐได้รับการจัดสรรไปสู่กิจกรรมซ่อมแซมมากน้อยเพียงใด การจำแนกประเภทโครงการในงานวิจัยนี้มีลักษณะเป็นความน่าจะเป็น (probabilistic classification) ซึ่งคณะผู้วิจัยได้สร้างเกณฑ์ที่สามารถตีความได้ชัดเจน โดยกำหนดให้การลงทุนซ่อมแซมหมายถึงโครงการก่อสร้างที่มีค่าความน่าจะเป็นในการเป็นโครงการซ่อมแซมมากกว่า 0.5 กล่าวคือ หากประเมินแล้วพบว่าโครงการนั้นมีโอกาสเกินครึ่งที่จะเป็นงานซ่อมแซม โครงการนั้นจะถูกจัดอยู่ในประเภท “การลงทุนเพื่อการซ่อมแซม”

ผลการศึกษาพบว่า ในปีงบประมาณ 2566 ซึ่งเป็นปีหลังการเปลี่ยนเกณฑ์การเบิกจ่ายงบลงทุน การลงทุนซ่อมแซมปีนี้สัดส่วนสูงถึง 46% ของงบลงทุนก่อสร้างทั้งหมด (รูปที่ 1) อย่างไรก็ตาม การจำแนกด้วยเกณฑ์ค่าตัด (threshold-based classification) แบบนี้มีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ เนื่องจากบางโครงการอาจมีองค์ประกอบทั้งการซ่อมแซมและการก่อสร้างใหม่ผสมกัน และโครงการที่มีค่าความน่าจะเป็นใกล้จุดตัดอาจสะท้อนความไม่แน่นอนของการจำแนก มากกว่าจะสะท้อนเจตนาของโครงการอย่างชัดเจน

รูปที่ 1: สัดส่วนการลงทุนก่อสร้างที่จัดเป็นโครงการซ่อมแซม (2566)
หมายเหตุ: 1) แสดงสัดส่วนการลงทุนก่อสร้างที่จำแนกเป็นโครงการซ่อมแซมโดยใช้การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่างบประมาณ (budget-weighted shares of repair probability) 2) การลงทุนเพื่อการซ่อมแซมนิยามจากโครงการลงทุนที่มีค่าความน่าจะเป็นการซ่อมแซม > 0.5

2. โครงการลงทุนแต่ละประเภทมีการซ่อมแซมมากน้อยแค่ไหน

คณะผู้วิจัยยังพบว่า ความน่าจะเป็นที่โครงการลงทุนจะมีลักษณะเป็นการซ่อมแซม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามประเภทของสินทรัพย์ (asset function) หรือวัตถุประสงค์เชิงหน้าที่ของการลงทุน

ในปีงบประมาณ 2566 การลงทุนในหมวดเกษตรและทรัพยากรน้ำ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 15.5% ของงบก่อสร้างภาครัฐทั้งหมด มีความน่าจะเป็นการซ่อมแซมเฉลี่ยสูงสุดที่ 87.5% (รูปที่ 2) สะท้อนว่าการลงทุนในหมวดนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการบำรุงรักษา ฟื้นฟู หรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ระบบชลประทาน คลอง หรือฝายน้ำ ซึ่งมีวงจรการดูแลรักษาต่อเนื่องตามอายุการใช้งาน

ขณะที่หมวดถนนและการขนส่ง ซึ่งมีสัดส่วนงบประมาณก่อสร้างสูงที่สุด (35.6% ของงบก่อสร้างทั้งหมด) มีค่าความน่าจะเป็นการซ่อมแซมเฉลี่ยอยู่ที่ 62.8% สะท้อนว่าการลงทุนด้านคมนาคมของรัฐไทยมีองค์ประกอบของการซ่อมแซมและบำรุงรักษาโครงข่ายเดิมในสัดส่วนสูงเช่นกัน ตรงกันข้าม หมวดสาธารณสุขและการศึกษามีค่าความน่าจะเป็นราว 24% บ่งชี้ว่าโครงการในกลุ่มบริการสาธารณะมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางการสร้างสินทรัพย์ใหม่มากกว่า

รูปที่ 2: ความน่าจะเป็นที่โครงการจะเป็นการซ่อมแซมแบ่งตามวัตถุประสงค์เชิงหน้าที่ของการลงทุน (2566)
หมายเหตุ: % ในวงเล็บแสดงสัดส่วนของงบก่อสร้างทั้งหมด ที่มา: Muthitacharoen et al. (2026)

3) การลงทุนเพื่อการซ่อมแซมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร

คำถามที่สำคัญคือ สัดส่วนของการลงทุนเพื่อการซ่อมแซมมีพัฒนาการอย่างไร คณะผู้วิจัยพบว่าสัดส่วนงบประมาณก่อสร้างที่จัดเป็นโครงการซ่อมแซม (นิยามจากความน่าจะเป็นการซ่อมแซม > 0.5) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเพิ่มจาก 38% ในช่วงปี 2561–2563 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะปรับเกณฑ์การเบิกจ่าย เป็น 47% ในช่วงปี 2564–2566 (รูปที่ 3)

รูปที่ 3: สัดส่วนของการลงทุนซ่อมแซมคิดเป็น % ของงบประมาณการก่อสร้างทั้งหมด (2561–2563 vs. 2564–2566)
หมายเหตุ: 1) แสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนการลงทุนซ่อมแซมระหว่างช่วงปี 2561–2563 และปี 2564–2566 2) การลงทุนเพื่อการซ่อมแซมนิยามจากโครงการลงทุนที่มีค่าความน่าจะเป็นการซ่อมแซม > 0.5ที่มา: Muthitacharoen et al. (2026)

ทั้งนี้ ข้อค้นพบในขั้นนี้เป็นหลักฐานเชิงพรรณนา (descriptive evidence) ซึ่งยังไม่สามารถตีความเชิงสาเหตุได้โดยตรง การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนการซ่อมแซมอาจสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งสภาวะเศรษฐกิจ วงจรการเสื่อมสภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการเชิงพื้นที่ หรือการปรับเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านการคลัง ดังนั้น ในส่วนถัดไป คณะผู้วิจัยจึงทำการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงกฎการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2564 เพื่อพิจารณาว่ากฎดังกล่าวมีบทบาทต่อแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของโครงการซ่อมแซมหรือไม่

กฎการคลังและแรงจูงใจเลือกประเภทโครงการลงทุนของหน่วยงานรัฐ

กฎการคลังที่กำหนดกรอบระยะเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณ (disbursement timeline) ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการบริหารงบประมาณภาครัฐไทย ภายใต้กฎหมายเดิมตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 หน่วยงานสามารถทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขอเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปีได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาสูงสุดที่ตายตัว1 กล่าวคือ การเบิกจ่ายที่ไม่ทันภายในปีงบประมาณสามารถขยายออกไปได้ตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดปัญหาเงินค้างท่อ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ได้ปรับเปลี่ยนกรอบดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมาตรา 43 กำหนดว่าหากหน่วยงานเบิกจ่ายไม่ทันภายในปีงบประมาณ จะสามารถขยายเวลาได้ไม่เกินหนึ่งปีงบประมาณถัดไปเท่านั้น กฎใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 เป็นต้นมา

ถึงแม้ว่าการปรับเปลี่ยนกฎการคลังดังกล่าวจะจะทำไปด้วยเจตนาที่ดี แต่การกำหนดกรอบเวลาอย่างเข้มงวดขึ้นสามารถเปลี่ยนแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกประเภทโครงการลงทุนของหน่วยงานรัฐ หากโครงการมีความซับซ้อนสูง ใช้ระยะเวลาดำเนินการยาวนาน หรือมีความเสี่ยงที่จะไม่แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด หน่วยงานย่อมเผชิญความเสี่ยงด้านการเบิกจ่ายและการยกเลิกงบประมาณที่เหลือ (การพับงบประมาณ) ในภายหลัง ส่งผลให้หน่วยงานอาจมีแรงจูงใจที่จะเลือกโครงการที่ดำเนินการได้รวดเร็วและมีความไม่แน่นอนต่ำกว่า เช่น โครงการซ่อมแซมและบำรุงรักษา แทนโครงการก่อสร้างใหม่ที่มีความซับซ้อนสูงกว่า

เพื่อทดสอบสมมติฐานดังกล่าว งานวิจัยได้ใช้การเปลี่ยนกฎการคลังที่เริ่มมีผลในปี 2564 นี้เป็นจุดเปรียบเทียบก่อน/หลัง และประเมินผลกระทบด้วยวิธี difference-in-differences (DID) โดยพิจารณาว่าหน่วยงานที่พึ่งพาโครงการก่อสร้างมาก มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปต่างจากหน่วยงานอื่นหรือไม่ ซึ่งผู้วิจัยวัดระดับการพึ่งพาโครงการก่อสร้างจากสัดส่วนงบก่อสร้างต่อวงเงินลงทุนทั้งหมดในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงกฎ เหตุผลคือ หน่วยงานที่มีสัดส่วนโครงการก่อสร้างสูงมีแนวโน้มที่จะเผชิญแรงกดดันมากกว่าเมื่อมีข้อจำกัดด้านเวลา เพราะโครงการก่อสร้างมักใช้เวลานานและมีความเสี่ยงเบิกจ่ายไม่ทัน จึงอาจหันไปเลือกโครงการที่ดำเนินการได้รวดเร็วกว่า เช่น โครงการซ่อมแซม

ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงกฎการเบิกจ่ายนี้ส่งผลต่อองค์ประกอบของการลงทุนภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยหลังการเปลี่ยนกฎ หน่วยงานที่พึ่งพาโครงการก่อสร้างสูงได้เพิ่มสัดส่วนงบประมาณในโครงการซ่อมแซมอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การปรับตัวลักษณะนี้เห็นได้ชัดในหน่วยงานขนาดใหญ่ ซึ่งมักมีโครงการจำนวนมากและมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานสูงกว่า ในขณะเดียวกัน งานวิจัยพบว่ากฎการเบิกจ่ายใหม่นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความรวดเร็วในการเบิกจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

ผลการศึกษาโดยรวมสะท้อนถึงการ trade-off เชิงนโยบายอย่างชัดเจน กล่าวคือ กฎเกณฑ์ที่กำหนดกรอบเวลาอย่างเข้มงวด สามารถยกระดับประสิทธิภาพการเบิกจ่ายได้ แต่ในขณะเดียวกันกฎดังกล่าวก็อาจสร้างผลข้างเคียง ผ่านการปรับเปลี่ยนแรงจูงใจของหน่วยงานให้เลือกโครงการที่มีความซับซ้อนต่ำและดำเนินการได้รวดเร็วกว่า เช่น โครงการซ่อมแซม มากกว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือซับซ้อน ซึ่งอาจมีนัยต่อคุณภาพและศักยภาพของการลงทุนภาครัฐในระยะยาว

บทสรุป

การประเมินการลงทุนภาครัฐไม่ควรพิจารณาเพียงขนาดของงบประมาณหรืออัตราการเบิกจ่าย หากแต่ควรให้ความสำคัญกับ “โครงสร้างของการลงทุน” ควบคู่กันไป งานวิจัยนี้ชี้ว่า การลงทุนภาครัฐเพื่อการซ่อมแซมคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 46% ของงบลงทุนก่อสร้างทั้งหมดในปี 2566 โดยมีสัดส่วนสูงเป็นพิเศษในหมวดเกษตรและทรัพยากรน้ำ และหมวดการขนส่ง อีกทั้งสัดส่วนของการลงทุนเพื่อการซ่อมแซมนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากมีการปรับเกณฑ์การเบิกจ่ายงบลงทุนให้ไม่เกินหนึ่งปีงบประมาณถัดไป โดยเพิ่มจาก 38% ในช่วงปี 2561–2563 เป็น 47% ในช่วงปี 2564–2566

ข้อค้นพบสำคัญคือ กฎการคลังที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพเชิงกระบวนการ เช่น การเร่งรัดการเบิกจ่ายหรือการลดเงินค้างท่อ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงผ่านการเปลี่ยนแรงจูงใจของหน่วยงานในการเลือกประเภทโครงการ จากโครงการที่เพิ่มสินทรัพย์ใหม่ซึ่งมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน ไปสู่โครงการที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม งานวิจัยมิได้สรุปว่าการลงทุนซ่อมแซมมีคุณภาพด้อยกว่าการก่อสร้างใหม่ หากแต่ชี้ให้เห็นมิติที่มักถูกมองข้ามในการออกแบบกฎการคลัง นั่นคือ อิทธิพลของกฎเกณฑ์ต่อพฤติกรรมเชิงกลยุทธ์ของหน่วยงานผู้ดำเนินการ และผลกระทบต่อองค์ประกอบของการลงทุนภาครัฐในภาพรวม

ในเชิงนโยบาย ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นที่ภาครัฐควรพัฒนาระบบจำแนกประเภทโครงการลงทุนที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับลักษณะเชิงเศรษฐศาสตร์ของโครงการมากยิ่งขึ้น ทั้งในขั้นการจัดสรรงบประมาณ การกำกับติดตาม และการประเมินผล การมีระบบจำแนกประเภทที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของการบิดเบือนจากกฎการคลัง แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพการลงทุนภาครัฐ และสนับสนุนความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง

Muthitacharoen, A., Thongsathit, P., & Paiboonsin, T. (2026). Efficiency at a Cost: How a Fiscal Rule on Disbursement Timelines Shifted Public Investment Toward Repairs (Discussion Paper No. 246). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

  1. มาตรา 27 พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ 2502 ระบุว่า การขอเบิกเงินจากคลังตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณใด ให้กระทำได้แต่เฉพาะภายในปีงบประมาณนั้น เว้นแต่ (1) เป็นงบประมาณรายจ่ายข้ามปี หรือ (2) เป็นงบประมาณรายจ่ายที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ หรือที่ได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีให้เบิกเหลื่อมปี และได้มีการกันเงินไว้ตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลัง ในกรณี (2) ให้ขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังต่อไปได้อีกไม่เกินหกเดือนปฏิทินของปีงบประมาณถัดไป เว้นแต่มีความจำเป็นต้องขอเบิกเงินจากคลังภายหลังเวลาดังกล่าว ก็ให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นกรณี ๆ ไป↩
Athiphat Muthitacharoen
Athiphat Muthitacharoen
Chulalongkorn University
Phatarakorn Thongsathit
Phatarakorn Thongsathit
Bank of Thailand
Tapanat Paiboonsin
Tapanat Paiboonsin
Bank of Thailand
Topics: Public Economics
Tags: public investmentfiscal rules reformseeded lda
The views expressed in this workshop do not necessarily reflect the views of the Puey Ungphakorn Institute for Economic Research or the Bank of Thailand.

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research

273 Samsen Rd, Phra Nakhon, Bangkok 10200

Phone: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

Terms of Service | Personal Data Privacy Policy

Copyright © 2026 by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

Content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license.

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

Get PIER email updates

Facebook
YouTube
Email