ธุรกิจไทยบนเส้นทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: ความพร้อมและบทบาทของ Transition Finance

excerpt
เมื่อมาตรฐานด้านคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการค้าและการลงทุน การปรับตัวสู่การผลิตคาร์บอนต่ำกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่มภาคอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงและลดการปล่อยได้ยาก (hard-to-abate sectors) และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น (energy-intensive sectors) ซึ่งต้องลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และสินทรัพย์เดิม บทความนี้วิเคราะห์ว่าธุรกิจกลุ่มดังกล่าวมีลักษณะและความพร้อมทางการเงินอย่างไร พร้อมประเมินเงินลงทุนและเงินทุนภายนอกที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน โดยอาศัยกรอบแนวคิดและบทเรียนด้าน transition finance จากต่างประเทศประกอบการวิเคราะห์ บทความนี้ชี้ว่า แม้ธุรกิจกลุ่มเปลี่ยนผ่านจะมีขนาดใหญ่และดำเนินกิจการมายาวนานกว่าโดยเฉลี่ย แต่ไม่ได้มีสภาพคล่องหรือความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าธุรกิจทั่วไปอย่างชัดเจน เงินลงทุนรวมเพื่อรองรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในช่วงประมาณ 26,287–134,476 ล้านบาท โดยมีความต้องการเงินทุนจากภายนอกในช่วง 13,144–107,581 ล้านบาท ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า การช่วยให้ธุรกิจไทยปรับตัวได้จริงจำเป็นต้องมีทั้งเส้นทางการลดคาร์บอนรายสาขาที่ชัดเจน การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี และเงินทุนสนับสนุนที่เหมาะกับความพร้อมและข้อจำกัดของธุรกิจแต่ละกลุ่ม
เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังกลายเป็นกติกาใหม่ที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ กลุ่ม hard-to-abate sectors และกลุ่ม energy-intensive sectors จึงถูกจับตามองมากขึ้น ซึ่งในปี 2022 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 28.35 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นราว 70% ของการปล่อยจากภาคกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และประมาณ 7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ อุตสาหกรรมเหล่านี้ลดการปล่อยได้ยาก เพราะกระบวนการผลิตต้องใช้ความร้อนสูง ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก หรือปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาเคมีโดยตรง
กลุ่ม hard-to-abate ครอบคลุมเหล็กและเหล็กกล้า ซึ่งต้องใช้ความร้อนสูงและถ่านหินในการถลุงแร่ และปูนซีเมนต์ซึ่งปล่อยคาร์บอนจากการเผาหินปูนเพื่อผลิตปูนเม็ด และ อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี เช่น การกลั่นน้ำมันและการผลิตพลาสติก และกลุ่ม energy-intensive sectors เช่น อุตสาหกรรมแก้ว เซรามิก ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนคาร์บอนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยรูปที่ 1 แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากอุตสาหกรรมซีเมนต์ เหล็ก/เหล็กกล้า ปูนขาว แก้ว และเคมีภัณฑ์ (ข้อมูล ณ ปี 2022) (Department of Climate Change and Environment, 2024)
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล่านี้ของไทยพร้อมแค่ไหนที่จะปรับเปลี่ยน โดยลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และสินทรัพย์เดิมให้สอดรับกับกติกาใหม่ และต้องใช้เงินทุนมากเพียงใดเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน
บทความนี้ชวนหาคำตอบใน 3 ประเด็นหลักคือ ธุรกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมแค่ไหน มีความต้องการเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (transition finance) มากน้อยเพียงใด และควรออกแบบ transition finance อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้
บทความนี้ประมาณการจำนวนและลักษณะของธุรกิจที่เผชิญแรงกดดันให้ปรับตัวโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (transition sectors) พร้อมทั้งวิเคราะห์ความพร้อมของธุรกิจเหล่านี้ โดยคาดว่าธุรกิจใน transition sectors จำนวนมากจะเป็นธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงหรือใช้พลังงานเข้มข้น ซึ่งมีแนวโน้มต้องปรับตัวรองรับมาตรการภายในประเทศที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนผ่าน เช่น ภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมาตรการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ต้นทุนของกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงเพิ่มขึ้น เครื่องมือเหล่านี้ทำให้กิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงมีต้นทุนเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงหรือใช้พลังงานเข้มข้นต้องเร่งปรับตัว บทความนี้ใช้ข้อมูลงบการเงิน Corporate Profile and Financial Statement (CPFS) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อประเมินจำนวน ลักษณะและความพร้อมของธุรกิจไทยที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวในการเปลี่ยนผ่านภายใต้แรงกดดันจากนโยบายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เพื่อประเมินขอบเขตของธุรกิจในกลุ่ม transition sectors บทความนี้แบ่งธุรกิจในกลุ่ม transition sectors ออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่
- ธุรกิจในกลุ่ม hard-to-abate sectors
- ธุรกิจในกลุ่ม energy-intensive sectors
จากฐานข้อมูล CPFS พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคาดว่าจะเผชิญแรงกดดันภายในประเทศให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 2,110 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรม hard-to-abate 1,590 บริษัท (3.1% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด) และบริษัทในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น 520 บริษัท (1% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด)
หากพิจารณาลักษณะของธุรกิจในกลุ่ม transition sectors จากรูปที่ 2.1 จะเห็นว่ามีบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางอยู่ที่ประมาณ 60–70% ซึ่งสะท้อนว่าแม้อุตสาหกรรมนี้มักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติยังมีธุรกิจขนาดเล็กและกลางจำนวนมากที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตและได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านการเปลี่ยนผ่านเช่นกัน
หากพิจารณาในแง่ของอายุของธุรกิจ พบว่าธุรกิจในกลุ่ม transition sectors ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ดำเนินกิจการมานาน โดยธุรกิจอายุมากกว่า 20 ปีมีสัดส่วนสูง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้นที่มีธุรกิจที่ดำเนินกิจการมานานสูงถึง 60% (รูปที่ 2.2) ดังนั้น โจทย์หนึ่งที่มีความท้าทายคือการช่วยให้ incumbent firms ที่ดำเนินกิจการมานานสามารถลงทุนเพื่อปรับกระบวนการผลิต เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับทิศทางคาร์บอนต่ำได้
ในด้านข้อจำกัดทางการเงิน แม้ธุรกิจบางส่วนในกลุ่ม transition sectors จะมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดี แต่ยังมีธุรกิจอีกจำนวนมากที่อาจไม่สามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน หรือการยกระดับมาตรฐานการผลิตได้ด้วยตนเอง หากไม่มีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านต้นทุนเงินทุน ความเสี่ยง และหลักประกัน
จากการเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจใน transition sectors กับธุรกิจนอก transition sectors (รูปที่ 3) พบว่าธุรกิจใน transition sectors มีแนวโน้มเป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่กว่าโดยเฉลี่ย (รูปที่ 3.1) ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างของอุตสาหกรรม hard-to-abate และกลุ่ม energy intensive ซึ่งมักต้องใช้เงินลงทุนสูง มีโรงงานและเครื่องจักรขนาดใหญ่ และมีต้นทุนคงที่ในการผลิตสูง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์แร่อโลหะ
ธุรกิจใน transition sectors มีแนวโน้มดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า (รูปที่ 3.2) อายุธุรกิจที่มากขึ้นอาจสะท้อนทั้งข้อได้เปรียบและข้อจำกัด ในด้านหนึ่ง ธุรกิจที่ดำเนินงานมานานมักมีฐานลูกค้า ประสบการณ์ และความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินที่มั่นคงกว่า แต่อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจเหล่านี้อาจมีเครื่องจักรและกระบวนการผลิตเดิมที่ใช้งานมานาน หรือมี legacy assets ที่ผูกกับเทคโนโลยีคาร์บอนสูง ดังนั้น ธุรกิจที่มีอายุมากอาจเผชิญต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสูงกว่าธุรกิจใหม่ เนื่องจากต้องปรับปรุงหรือทดแทนสินทรัพย์เดิมก่อนหมดอายุการใช้งาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของ stranded assets และทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความซับซ้อนมากขึ้น
ในแง่ฐานะทางการเงิน ธุรกิจใน transition sectors ไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่าธุรกิจทั่วไปอย่างชัดเจน ทั้งในด้านสภาพคล่องซึ่งวัดจากอัตราส่วนเงินสดต่อสินทรัพย์รวม หรือ Cash-to-Assets Ratio และความสามารถในการทำกำไรซึ่งวัดจากอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ Return on Assets: ROA (รูปที่ 3.3 และ 3.4) ซึ่งสะท้อนว่าแม้ธุรกิจกลุ่มดังกล่าวจะมีขนาดและประสบการณ์มากกว่า แต่การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านอาจยังเผชิญข้อจำกัดด้านกระแสเงินสดและความสามารถในการรองรับภาระลงทุนเพิ่มเติม ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงการลดคาร์บอนจำนวนมากต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้าสูง ขณะที่ผลประหยัดจากพลังงานหรือรายได้เพิ่มเติมอาจเกิดขึ้นภายหลัง หากธุรกิจต้องใช้เงินสดจำนวนมากในการดำเนินงานหรือรักษาสภาพคล่อง การลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านอาจถูกเลื่อนออกไป แม้โครงการจะมีความคุ้มค่าในระยะยาวก็ตาม
เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลความต้องการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านของแต่ละกิจการโดยตรง งานศึกษานี้จึงใช้วิธีประมาณการแบบ top-down ที่เชื่อมข้อมูลระดับสาขาเข้ากับข้อมูลงบการเงินระดับกิจการ ภายใต้หลายสถานการณ์การเปลี่ยนผ่าน (scenario-based sector-to-firm allocation approach) ซึ่งวิธีการศึกษานี้เหมาะกับกรณีที่ยังไม่มีข้อมูลแผนลงทุนลดคาร์บอนรายบริษัทครบถ้วน โดยเริ่มจากการประเมินการปล่อยและต้นทุนการลดการปล่อยในระดับสาขา แล้วกระจายความต้องการลงทุนลงมายังแต่ละบริษัทตามขนาดและโครงสร้างสินทรัพย์ของบริษัท หลังจากนั้น จึงทำการประมาณการเงินลงทุนรวม (investment needs) ที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตซึ่งนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอก (external financing needs) ซึ่งเป็นส่วนที่คาดว่าธุรกิจไม่สามารถรองรับได้ด้วยเงินทุนภายใน
การประมาณการความต้องการเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านในบทความนี้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลักดังนี้
การระบุกลุ่มธุรกิจใน transition sectors โดยการศึกษาครอบคลุมธุรกิจใน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม hard-to-abate sectors เช่น ปูนซีเมนต์และปูนขาว เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี และกลุ่ม energy-intensive sectors เช่น เยื่อและกระดาษ แก้ว เซรามิก และอุตสาหกรรมการผลิตอื่นที่มีการใช้พลังงานสูง การเลือกอุตสาหกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับงานศึกษาของ IEA (2020) ซึ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมหนักลดการปล่อยได้ยาก เพราะต้องใช้ความร้อนสูง มีการปล่อยจากกระบวนการผลิตโดยตรง และต้องพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ เช่น ไฮโดรเจน เทคโนโลยี carbon capture, utilization and storage (CCUS) ฯลฯ
การประมาณการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกิจการ1 เนื่องจากไม่มีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกบริษัทโดยตรง ทีมวิจัยจึงเริ่มจากข้อมูลการปล่อยในระดับสาขาโดยใช้ข้อมูลจาก Department of Climate Change and Environment (2024) แล้วจัดสรรมายังแต่ละกิจการตามสัดส่วนรายได้และสินทรัพย์ถาวรโดยใช้ข้อมูลงบการเงินของบริษัทจากฐานข้อมูล CPFS ของกระทรวงพาณิชย์ โดยรายได้ใช้เป็นตัวแทนของขนาดกิจการ (firm size) เนื่องจากสะท้อนขนาดของการดำเนินธุรกิจและระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของบริษัท ขณะที่สินทรัพย์ถาวรช่วยสะท้อนความเข้มข้นด้านทุนและขนาดของฐานเครื่องจักรที่อาจต้องปรับเปลี่ยน2
- การแปลงปริมาณการปล่อยเป็นความต้องการเงินลงทุนรวมที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต จากนั้นจึงประเมินเงินลงทุนที่ต้องใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาทั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและต้นทุนของเทคโนโลยีในแต่ละสาขา และต้นทุนดังกล่าวควรอิงจาก sectoral decarbonization pathways หรือข้อมูลต้นทุนเทคโนโลยีของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การเปลี่ยนเชื้อเพลิง การใช้ไฟฟ้าแทนความร้อนจากฟอสซิล การใช้วัตถุดิบคาร์บอนต่ำ และ CCUS
สำหรับบทความนี้ การประมาณการแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ ฉากทัศน์ต่ำ ปานกลาง และสูง (ตารางที่ 1) เพื่อสะท้อนระดับความเร็วและความเข้มข้นของการเปลี่ยนผ่านที่แตกต่างกัน โดยภายใต้ฉากทัศน์ต่ำ ธุรกิจลงทุนในมาตรการที่พร้อมใช้ ต้นทุนไม่สูง และดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ในฉากทัศน์ปานกลาง ธุรกิจลงทุนตามเส้นทางลดคาร์บอนที่มีความเป็นไปได้และใช้เป็นกรณีฐาน และฉากทัศน์สูง ธุรกิจเร่งลดการปล่อย เปลี่ยนเทคโนโลยีหลัก หรือทดแทนสินทรัพย์เดิมก่อนสิ้นอายุการใช้งาน
นอกจากนี้ เนื่องจากประเทศไทยยังมีข้อมูลต้นทุนการลดคาร์บอนรายสาขาที่จำกัด การศึกษานี้จึงใช้วิธี benefit transfer หรือ cost transfer โดยนำข้อมูลต้นทุนจากการศึกษาในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย มาปรับให้สอดคล้องกับบริบทของไทย3 เช่น ความแตกต่างด้านระดับราคา ต้นทุนการลงทุน และโครงสร้างอุตสาหกรรม ก่อนนำไปใช้ประมาณการภายใต้สถานการณ์ต่ำ ปานกลาง และสูง
- การประมาณการความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอก ในขั้นตอนนี้ ได้แยกความต้องการเงินลงทุนทั้งหมดออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เงินลงทุนรวมที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต (investment needs) และความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอก (external financing needs) เนื่องจากการศึกษานี้ไม่มีข้อมูลสัดส่วนเงินทุนภายในที่แต่ละกิจการสามารถนำมาใช้ลงทุนได้โดยตรง จึงกำหนดสัดส่วนการพึ่งพาเงินทุนภายนอกเป็นสมมติฐานกลางร่วมกันสำหรับทุกกิจการ และทำ sensitivity analysis โดยใช้ค่าต่ำ กลาง และสูง เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนของความสามารถในการระดมทุนภายในของภาคธุรกิจ ดังนั้น ตัวเลขความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน จึงควรตีความเป็นช่วงประมาณการภายใต้สมมติฐานต่าง ๆ ไม่ใช่จำนวนเงินที่ธุรกิจแต่ละรายต้องกู้ยืมจริง
| ฉากทัศน์ | ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จาก Transition Sectors (ล้านตัน CO₂/ปี) | เป้าหมายการลด ก๊าซเรือนกระจก | จำนวนปี | ค่า Ramp Factor | ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ Transition Sectors ลดได้สะสม (MtCO₂) | ค่า Uplift Factor[^4] |
|---|---|---|---|---|---|---|
| ต่ำ | 32 | 30% | 6 | 0.50 | 29.07 | 1.0 |
| กลาง | 37 | 35% | 6 | 0.50 | 38.74 | 1.5 |
| สูง | 42 | 40% | 6 | 0.50 | 50.04 | 2.5 |
เงินลงทุนที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตของไทยอยู่ในระดับ มีนัยสำคัญ และเพิ่มขึ้นมากตามความเข้มข้นของสมมติฐานการเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้
- ภายใต้ฉากทัศน์ต่ำที่การเปลี่ยนผ่านเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เงินลงทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 26,287 ล้านบาท และความต้องการเงินทุนภายนอกอยู่ที่ประมาณ 13,144 ล้านบาท
- ภายใต้ฉากทัศน์แบบปานกลาง ซึ่งธุรกิจดำเนินการตามเส้นทางลดคาร์บอนที่มีความเป็นไปได้ในช่วงเวลาที่ศึกษา เงินลงทุนรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 57,514 ล้านบาท และความต้องการเงินทุนภายนอกอยู่ที่ 37,384 ล้านบาท
- ฉากทัศน์สูง ที่ธุรกิจต้องเร่งและยกระดับการเปลี่ยนผ่านอย่างเข้มข้นหรือฉากทัศน์สูง ความต้องการลงทุนรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 134,476 ล้านบาท และความต้องการเงินทุนภายนอกสูงกว่า 107,581 ล้านบาท
ความแตกต่างระหว่างแต่ละฉากทัศน์สะท้อนว่าขนาดเงินลงทุนรวมและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกขึ้นอยู่กับทั้งความเร็วและความเข้มข้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระดับการลงทุนในเทคโนโลยี และต้นทุนของการปรับเปลี่ยนสินทรัพย์เดิม เงินลงทุนรวมที่จำเป็นและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกจะยิ่งสูง ในกรณีที่ธุรกิจต้องเร่งลงทุนเพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและเข้มข้น
เงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกมีความอ่อนไหวต่อความเร็วในการเปลี่ยนผ่านหรือการลดก๊าซเรือนกระจก จากการทำ sensitivity analysis โดยปรับค่า ramp factor ซึ่งสะท้อนความเร็วในการเปลี่ยนผ่านหรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พบว่ากระทบทั้งเงินลงทุนรวมและเงินทุนจากภายนอกที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน โดยหากค่า ramp factor ต่ำซึ่งสะท้อนกรณีการเปลี่ยนผ่านช้า ธุรกิจเริ่มลงทุนช้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลงทุนได้จำกัด หรือมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกทยอยเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เงินลงทุนรวมอยู่ในช่วง 15,772–80,685 ล้านบาท และในกรณีที่ค่า ramp factor สูงซึ่งสะท้อนสถานการณ์ที่การเปลี่ยนผ่านเร็วเกิดขึ้นรวดเร็ว ธุรกิจเร่งลงทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเร็วขึ้น ทำให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมมากขึ้นในช่วงเวลาที่ศึกษา พบว่าเงินลงทุนรวมอยู่ในช่วง 36,802–188,266 ล้านบาท และเงินทุนจากภายนอกที่ต้องการอยู่ในช่วง 18,401–150,613 ล้านบาท (รูปที่ 4)
ธุรกิจใน transition sectors มีความต้องการเงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกแตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์พบว่าอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และปูนขาว รวมถึงเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี เงินลงทุนรวมที่จำเป็นสูงที่สุด (รูปที่ 5) สาเหตุสำคัญคือ อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องพึ่งพาเตาเผา กระบวนการให้ความร้อน และสินทรัพย์ขนาดใหญ่ การลดคาร์บอนจึงมักต้องลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิง การเปลี่ยนเชื้อเพลิง การนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ และการปรับปรุงเครื่องจักรเดิม
เงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกมีความแตกต่างกันมากในระดับกิจการ รูปที่ 6 แสดงการกระจายตัวของเงินลงทุนรวมเพื่อการเปลี่ยนผ่านและการกระจายตัวของความต้องการเงินทุนจากภายนอกเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน จากรูปที่ 6 พบว่ากิจการใน transition sectors ส่วนใหญ่เงินลงทุนรวมที่จำเป็นและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกต่อรายไม่สูงนัก แต่มีบางกิจการที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจการที่มีฐานสินทรัพย์และขนาดการผลิตสูง สะท้อนว่าเงินลงทุนที่จำเป็นในการเปลี่ยนผ่านหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกระจุกตัวในกิจการบางส่วน ขณะที่กิจการจำนวนมากอาจต้องการเครื่องมือทางการเงินขนาดเล็กกว่า แต่เข้าถึงได้ง่ายและเหมาะกับข้อจำกัดของตนเอง
ในภาพรวม ธุรกิจไทยมีความต้องการ transition finance ในระดับสูงพอสมควร โดยเฉพาะเพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำของธุรกิจใน transition sectors ซึ่งในบทความนี้ ประกอบด้วย hard-to-abate sectors และอุตสาหกรรม energy intensive ดังนั้น โจทย์สำคัญของไทยไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณเงินทุน แต่คือการเชื่อมเป้าหมายลดคาร์บอน เทคโนโลยีที่ต้องใช้ และความพร้อมทางการเงินของแต่ละธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อให้เงินทุนไปถึงโครงการที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงและไม่สะดุด
ก้าวต่อไปของประเทศไทย: ควรออกแบบ transition finance อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้
ผลการศึกษาข้างต้นสะท้อนว่า ความท้าทายของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การระดมเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบ transition finance ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการและข้อจำกัดของธุรกิจที่แตกต่างกัน เพื่อให้เงินทุนสามารถไหลไปสู่การลงทุนที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง
เงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการเปลี่ยนผ่านและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกก็แตกต่างกันมาก ทั้งระหว่างอุตสาหกรรมและระหว่างกิจการ แม้ธุรกิจในกลุ่ม hard-to-abate sectors และอุตสาหกรรม energy intensive จะมีขนาดใหญ่และดำเนินกิจการมายาวนานกว่าโดยเฉลี่ย แต่ผลการศึกษาพบว่าไม่ได้มีสภาพคล่องหรือความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าธุรกิจทั่วไปอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ปูนขาว เคมีภัณฑ์ และปิโตรเคมีมีความต้องการเงินลงทุนรวมที่จำเป็นสูง ขณะที่กิจการจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีความต้องการเงินลงทุนรวมที่จำเป็นไม่สูงมากนัก แต่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดังนั้น การออกแบบ transition finance จึงไม่ควรเป็นมาตรการแบบ one-size-fits-all แต่ควรสอดคล้องกับระดับความพร้อม ความเสี่ยง และความต้องการลงทุนของธุรกิจแต่ละกลุ่ม
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการทยอยปรับตัวให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งยังพึ่งพาภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ การออกแบบ transition finance จึงควรยึดแนวคิด less disruptive transition ที่สนับสนุนให้ธุรกิจค่อย ๆ ปรับตัวจากกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (brown) ไปสู่กิจกรรมที่ปล่อยน้อยลง (less brown) และพัฒนาไปสู่กิจกรรมสีเขียว (green) ในระยะยาว โดยไม่สร้างผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการจ้างงานอย่างรุนแรง
ภายใต้แนวทางดังกล่าว การออกแบบ transition finance ของไทยควรประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 5 ด้าน (OECD, 2022)
ประการแรก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (financial products) ควรมีความหลากหลายและเหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจแต่ละกลุ่ม มากกว่าการใช้เครื่องมือทางการเงินรูปแบบเดียวสำหรับทุกกิจการ ธุรกิจที่มีแผนการเปลี่ยนผ่านชัดเจนอาจเหมาะกับสินเชื่อหรือพันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ธุรกิจที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนหรือมีโครงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอาจต้องอาศัยกลไกแบ่งปันความเสี่ยงหรือแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำควบคู่กัน ประเทศไทยได้เริ่มผลักดันการระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงการ Financing the Transition (FTT) ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งสนับสนุนสินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปัจจุบันมีวงเงินสินเชื่อสะสมกว่า 1.63 แสนล้านบาท สะท้อนว่าการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านเริ่มเกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจไทยแล้ว
ประการที่สอง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐานและข้อมูล (taxonomy, data and disclosure) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยลดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจของทั้งผู้กู้และผู้ให้ทุน ประเทศไทยได้พัฒนา Thailand Taxonomy เพื่อใช้เป็นภาษากลางในการจำแนกระดับการเปลี่ยนผ่านของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งขยายความครอบคลุมไปยังภาคเศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 90% ของประเทศแล้ว อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปยังจำเป็นต้องพัฒนา sectoral pathways และส่งเสริมให้ธุรกิจจัดทำ transition plans ที่มีเป้าหมายและแผนการลงทุนที่ชัดเจน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลและระบบการรับรองข้อมูล เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประการที่สาม การสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม (incentives) มีความสำคัญไม่แพ้การจัดหาเงินทุน เนื่องจากการลงทุนเพื่อการลดคาร์บอนมักต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้าสูง ขณะที่ผลตอบแทนจะทยอยเกิดขึ้นในระยะยาว ภาครัฐจึงควรมีบทบาทในการลดต้นทุนและแบ่งปันความเสี่ยงของการลงทุน ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ กลไกค้ำประกัน การสนับสนุนเงินลงทุนบางส่วน รวมถึงการพัฒนากลไกราคาคาร์บอนและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการเงินเร่งลงทุนในการเปลี่ยนผ่าน
ประการที่สี่ การยกระดับการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ จะช่วยให้ระบบการเงินสามารถสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้การจัดสรรเงินทุนสะท้อนทั้งความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านได้ดียิ่งขึ้น
ประการสุดท้าย การพัฒนาศักยภาพของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (capacity building) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศของ transition finance ทำงานได้จริง ทั้งภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และบุคลากรที่สามารถประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาแก่ SMEs ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านข้อมูลและทรัพยากรในการวางแผนการเปลี่ยนผ่าน
ความท้าทายในระยะต่อไปอาจไม่ใช่การสร้างเครื่องมือใหม่เพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้เครื่องมือที่มีอยู่สามารถนำไปใช้ได้จริงในวงกว้าง โดยเฉพาะการเชื่อมโยง Thailand Taxonomy เข้ากับการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ การพัฒนาเส้นทางการลดคาร์บอนรายสาขา และการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เงินทุนสามารถไหลไปสู่โครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ transition finance จึงไม่ควรวัดจากมูลค่าสินเชื่อหรือพันธบัตรที่ออกได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากความสามารถของระบบนิเวศทั้งหมดในการทำให้ธุรกิจที่จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสามารถเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
- ในการประมาณการ มีการใช้สมมติฐานที่สำคัญดังนี้ (1) เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กำหนดให้ทุกสาขาลดการปล่อยลง 35% จากระดับฐาน ภายในช่วงเวลาที่ศึกษา สมมติฐานนี้ใช้เป็นกรณีฐานร่วมกันเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบความต้องการลงทุนระหว่างสาขาได้อย่างสอดคล้องกัน แม้ในทางปฏิบัติศักยภาพและต้นทุนการลดการปล่อยของแต่ละอุตสาหกรรมอาจแตกต่างกัน (2) ระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน กำหนดระยะเวลาการลงทุนและลดการปล่อยไว้ที่ 6 ปี เพื่อสะท้อนช่วงเวลาระยะใกล้ถึงปานกลางที่ธุรกิจต้องทยอยปรับปรุงเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และสินทรัพย์เดิม (3) รูปแบบการทยอยลดการปล่อย ใช้ ramp factor เท่ากับ 0.50 ซึ่งหมายความว่า การลดการปล่อยไม่ได้เกิดขึ้นเต็มจำนวนตั้งแต่ปีแรก แต่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตลอดช่วงเวลา โดยสมมติให้เส้นทางการลดการปล่อยเพิ่มขึ้นแบบเส้นตรงจากระดับเริ่มต้นไปสู่เป้าหมายในปีสุดท้าย ดังนั้น ปริมาณการลดการปล่อยเฉลี่ยในช่วง 6 ปีจึงเท่ากับประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายสูงสุด↩
- การประมาณการโดยใช้วิธีนี้ค่าที่ได้เป็น estimated emissions allocation ไม่ใช่ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงของแต่ละกิจการ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดของการศึกษา↩
- ตัวเลขต้นทุนที่ใช้เป็นค่าประมาณที่ถ่ายโอนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ของอินเดียและอินโดนีเซีย และปรับให้เหมาะสมกับบริบทไทย จึงควรตีความเป็นช่วงประมาณการของความต้องการลงทุน มากกว่าต้นทุนจริงของแต่ละกิจการ↩









