เมื่อเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนเร็วกว่าเครื่องชี้: MPI กำลังตามภาคการผลิตไม่ทันหรือไม่?

excerpt
บทความนี้แสดงถึงข้อจำกัดของเครื่องชี้ MPI ที่ไม่สามารถสะท้อนภาพกิจกรรมการผลิตของไทยภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนจากความสัมพันธ์ระหว่าง MPI และเครื่องชี้อื่น ๆ ที่เคลื่อนไหวแตกต่างกันมากขึ้นในระยะหลัง โดยความคลาดเคลื่อน (measurement gap) ของ MPI เกิดจาก 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ความครอบคลุมของการเก็บข้อมูล (coverage) การวัดผลผลิตที่ไม่สะท้อนการพัฒนาด้านคุณภาพ (quality) และโครงสร้างน้ำหนักดัชนีที่ไม่สะท้อนอุตสาหกรรมใหม่ (weight) ดังนั้น การปรับปรุงดัชนี MPI ให้ครอบคลุมและทันสมัย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินภาวะเศรษฐกิจ การกำหนดนโยบาย และการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญและมีสัดส่วนราวหนึ่งในสี่ของเศรษฐกิจไทย และเป็นฐานสำคัญของการส่งออก การติดตามภาคอุตสาหกรรมจึงมีความสำคัญต่อทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุน โดยตัวชี้วัดที่สะท้อนกิจกรรมในภาคดังกล่าวคือ “GDP ภาคการผลิตอุตสาหกรรม1” แต่ตัวชี้วัดดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านความถี่ของข้อมูลที่เผยแพร่เป็นรายไตรมาสและรายปี ทำให้ในทางปฏิบัติหน่วยงานต่าง ๆ มักใช้เครื่องชี้รายเดือนอย่าง “ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index: MPI)2” มาเป็นตัวสะท้อนกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรม
ในอดีต MPI สะท้อนการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยได้เป็นอย่างดี และมักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับ GDP ภาคการผลิตอุตสาหกรรม รวมถึงการส่งออกสินค้า อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทั้งจากการเข้ามาของอุตสาหกรรมใหม่ ห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนขึ้น และการลงทุนจากต่างประเทศในสาขาที่ใช้เทคโนโลยีสูง ทำให้การส่งออกที่ขยายตัวดี อาจไม่ได้สัมพันธ์กับการผลิตในประเทศได้มากเหมือนเดิม สะท้อนผ่าน MPI ที่ในระยะหลังตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา เคลื่อนไหวแตกต่างจากการส่งออกมากขึ้นและมีทิศทางการเติบโตตรงข้ามกัน (ตารางที่ 1) หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง MPI และ GDP ภาคการผลิตอุตสาหกรรมก็เริ่มอ่อนลง (รูปที่ 1)
| %YoY | เครื่องชี้ MPI | GDP ภาคอุตสาหกรรม | มูลค่าการส่งออก สินค้าภาคอุตสาหกรรม |
|---|---|---|---|
| 2564-66 | 1.5% | 1.4% | 9.8% |
| 2567 | -0.5% | -0.3% | 3.9% |
| 2568 | -0.4% | 0.4% | 12.8% |
| 2569H1 | -0.4% | 0.5% | 21.4% |
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามตามมาว่า ภาคการผลิตของไทยกำลังอ่อนแอลง หรือเครื่องมือที่เราใช้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่าง MPI กำลังตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไม่ทัน ผู้เขียนได้พิจารณาสมมติฐานที่ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง MPI และการส่งออกสินค้าเคลื่อนไหวแตกต่างกันมากขึ้นใน 4 ประเด็น ได้แก่
- ความแตกต่างของลักษณะข้อมูล โดยการส่งออกวัดเป็นมูลค่า ขณะที่ MPI วัดในรูปปริมาณ จึงไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันได้
- การส่งออกอาจเกิดจากการระบายสินค้าคงคลัง ทำให้ไม่จำเป็นต้องเห็นการผลิตเพิ่มขึ้น
- บทบาทที่เพิ่มขึ้นของผู้ค้า (trader) และการสวมสิทธิ (transshipment) ทำให้การผลิตไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นตามการส่งออก และ
- อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้แม้ว่าการส่งออกขยายตัว แต่การผลิตรวมในประเทศมีทิศทางไม่ไปด้วยกันได้
ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างการส่งออกและเครื่องชี้ MPI ในภาคผนวก พบว่าทั้ง 4 ประเด็นข้างต้น มีส่วนอธิบายความแตกต่างได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายช่องว่างความแตกต่างที่เกิดขึ้นทั้งหมด3 ข้อค้นพบนี้บ่งชี้ว่า MPI ในปัจจุบันมีข้อจำกัดในการสะท้อนกิจกรรมภาคการผลิต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังเช่นช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ในระยะหลัง โครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากฐานการผลิตสินค้าเดิมไปสู่สินค้าใหม่ ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนจาก contribution to growth ของการส่งออกที่ขับเคลื่อนจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน (รูปที่ 2) สอดคล้องกับภาพการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ขับเคลื่อนโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นหลัก ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ การผลิตอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และยานยนต์ (รูปที่ 3) สะท้อนว่า supply capacity ใหม่ของไทยกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น
แนวโน้มข้างต้น ทำให้ MPI เผชิญความท้าทาย measurement gap ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
Coverage: ความครอบคลุมของสินค้าใหม่และโรงงานใหม่ไม่ครบถ้วน ระยะหลังสินค้าหลายชนิด มีบทบาททางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ชิ้นส่วนสำหรับ ดาต้าเซ็นเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม สินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI และ EV ความท้าทายด้าน coverage ของ MPI จึงเกิดขึ้นได้ใน 2 มิติ คือ
a. Coverage ด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ สินค้าบางประเภทยังไม่ถูกจัดเก็บใน MPI เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคม และ คอมพิวเตอร์ ซึ่งในระยะหลังเห็นมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (รูปที่ 4) และ b. Coverage ด้านโรงงานหรือกลุ่มตัวอย่างใหม่ แม้บางผลิตภัณฑ์จะอยู่ในขอบเขตการจัดเก็บ MPI แล้ว แต่หากมีโรงงานใหม่เปิดเพิ่มขึ้นมากในระยะหลัง เนื่องจากมีการลงทุนใหม่ ๆ จาก BOI เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โรงงานเหล่านี้อาจยังไม่ถูกจัดเก็บในกลุ่มตัวอย่างของ MPI โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า สะท้อนในมูลค่าการส่งออกและมูลค่ายอดขายหน้าโรงงานเพื่อการส่งออกที่ฉีกจากกันมากขึ้นตั้งแต่ปี 2565 (รูปที่ 5)
- Quality: การวัดเชิงปริมาณไม่สะท้อนคุณภาพหรือความสามารถที่เพิ่มขึ้นของสินค้าเทคโนโลยี ทำให้แม้ว่าจะเห็นข้อมูลการผลิตที่เป็นจำนวนชิ้นลดลงหรือทรงตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าการเติบโตของการผลิตในอุตสาหกรรมนี้จะต้องต่ำตาม เช่น HDD ที่มีประสิทธิภาพต่อหน่วยสูงขึ้น ทั้งการเพิ่มความจุในการจัดเก็บและความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูล การนับการผลิตใน MPI ที่นับจำนวนชิ้นเป็นหลักจะทำให้การเติบโตที่แท้จริงของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถูกประเมินต่ำกว่ากว่าเป็นจริง ดังเห็นได้จากยอดขาย HDD ในเชิงมูลค่าและจำนวนชิ้นต่างกันมากขึ้น (รูปที่ 6)
- Weight: เศรษฐกิจเปลี่ยน แต่โครงสร้างน้ำหนักยังสะท้อนอดีต โดยทั่วไปการจัดทำดัชนีจำเป็นต้องกำหนดน้ำหนัก ดัชนี MPI ซึ่งวัดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณผลผลิตอุตสาหกรรมก็เช่นกัน เมื่อต้องการรวมสินค้าหรืออุตสาหกรรมจำนวนมากให้เป็นดัชนีเดียว ต้องใช้ “น้ำหนัก” เพื่อบอกว่าสินค้าแต่ละกลุ่มมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมมากน้อยเพียงใด ปัจจุบัน MPI ถูกจัดทำโดยใช้น้ำหนักจากโครงสร้างมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมในปีฐาน 2564 ดังนั้น ความท้าทายคือ หากตั้งแต่ปี 2565 อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เติบโตช้ามีสัดส่วนสูง ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็วมีสัดส่วนต่ำเกินไป MPI จะสะท้อนภาพเศรษฐกิจช้ากว่าความเป็นจริง ซึ่งปัญหาดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของ การจัดทำสถิติในโลกที่โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
การปรับปรุงข้อมูล MPI ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางสถิติเพียงเท่านั้น แต่หากเครื่องชี้ไม่สามารถสะท้อนกิจกรรมการผลิตในบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันได้อย่างครบถ้วนย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
ในมิติการดำเนินนโยบายภาครัฐ ข้อมูลที่ครบถ้วนและทันการณ์ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถประเมินสถานการณ์ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย และเลือกใช้มาตรการต่าง ๆ ได้สอดคล้องกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจอาจใช้ MPI เป็นเครื่องชี้ประกอบการประเมินภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมเพื่อสนับสนุนการวางแผนการผลิตและการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ
นอกจากนี้ ในบริบทการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) และกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นจริงภายในประเทศมากขึ้น การที่เครื่องชี้ไม่สามารถสะท้อนกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นจริง และถูกนำไปพิจารณาร่วมกับเครื่องชี้อื่น เช่น การส่งออก และการนำเข้า อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และนำไปสู่ความเสี่ยงในการประเมินประเด็นด้านการสวมสิทธิ (transshipment) ดังนั้น การปรับปรุง MPI จะช่วยให้การวิเคราะห์ฐานการผลิตของประเทศได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น และเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการพิจารณาดำเนินมาตรการทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต
ข้อจำกัดของดัชนี MPI ที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่ภาครัฐตระหนักและให้ความสำคัญในการปรับปรุงข้อมูลโดยเห็นตรงกันว่าการมีข้อมูลที่สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุม และทันการณ์มากขึ้น เป็นรากฐานสำคัญของการกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้องและตรงจุด จึงได้มีการจัดตั้งคณะทำงานปรับปรุงข้อมูลเศรษฐกิจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมทั้งคณะทำงานจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องอีก 11 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันปรับปรุงและยกระดับคุณภาพของเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศจำนวน 12 เครื่องชี้
ในบรรดาเครื่องชี้ต่าง ๆ ดัชนี MPI เป็นเครื่องชี้ที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในกรณีที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านการสวมสิทธิ (transshipment) และมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น โดย MPI เป็นหนึ่งในข้อมูลประกอบการพิจารณาที่อาจส่งผลต่อการประเมินความสามารถในการแข่งขันและสถานะทางการค้าของไทยในสายตาสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางการพัฒนาเครื่องชี้ MPI ที่อยู่ระหว่างดำเนินงานประกอบด้วย การขยาย coverage ของผลิตภัณฑ์และโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ การพัฒนาแนวทาง quality adjustment สำหรับสินค้าที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การปรับโครงสร้างน้ำหนัก (weight) ให้สะท้อนเศรษฐกิจปัจจุบันมากขึ้น ตลอดจนการเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลภาคการผลิตของไทย
โดยสรุป การที่เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าเครื่องมือที่ใช้วัด การยกระดับข้อมูล MPI จึงเป็นมากกว่าการปรับปรุงสถิติภาคอุตสาหกรรม เพราะจะช่วยให้ไทยสามารถมองเห็นกิจกรรมการผลิตที่แท้จริงได้ชัดเจนขึ้น เข้าใจตำแหน่งของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลกได้ดีขึ้น และเพื่อเตรียมพร้อมต่อความท้าทายทางการค้าและการแข่งขันในอนาคตที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
สมมติฐานที่อธิบายความแตกต่างระหว่างเครื่องชี้ MPI และการส่งออกสินค้ามี 4 ประเด็น ได้แก่ ด้านความแตกต่างของลักษณะข้อมูล การใช้สินค้าคงคลังสำหรับส่งออกแทนการผลิตใหม่ บทบาทของผู้ค้าที่มากขึ้นในโลกสมัยใหม่ และความแตกต่างของอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ มีดังนี้
สมมติฐานที่ 1: เครื่องชี้การส่งออกเป็นมูลค่า ในขณะที่เครื่องชี้ MPI วัดปริมาณผลผลิต
การส่งออกที่ขยายตัวสูงอาจเป็นผลจากราคาที่เพิ่มขึ้น แต่ด้านปริมาณอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ราคาของสินค้าบางชนิดปรับเพิ่มขึ้นมากในปีนี้ เช่น ราคาหน่วยความจำเพิ่มขึ้น 75% ภายใน 1 เดือน เมื่อเทียบเดือน ม.ค. 2569 กับ ธ.ค. 2568
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบ MPI กับปริมาณการส่งออก (Quantity Index) พบว่าช่องว่างยังคงมีอยู่มาก กล่าวคือ แม้ตัดผลของราคาออกไปแล้ว การผลิตก็ยังเติบโตต่ำกว่าปริมาณการส่งออก (รูปที่ 7) สะท้อนว่าความแตกต่างระหว่างการส่งออกและเครื่องชี้ MPI ไม่ได้เป็นผลมาจากปัจจัยราคา
สมมติฐานที่ 2: การส่งออกที่ดีอาจเกิดจากการเอาสินค้าคงคลังที่มีอยู่เดิมมาส่งออก จึงไม่จำเป็นต้องเห็นการผลิตใหม่
ข้อมูลดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลังของสินค้าอุตสาหกรรมพบว่ายังไม่ได้ลดลงในระดับที่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก จึงมีโอกาสน้อยที่การระบายสินค้าคงคลังจะเป็นปัจจัยหลักที่จะอธิบายความแตกต่างระหว่างการส่งออกและการผลิตได้ ตรงกันข้าม ตั้งแต่ปี 2568 ดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเมื่อพิจารณาสัดส่วนสินค้าคงคลังต่อยอดขายจากโรงงาน (Inventory-to-Shipment ratio: I/S ratio) พบว่ายังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นมากในระยะหลัง สะท้อนว่าการส่งออกที่ดีไม่ได้มาจากการระบายสินค้าคงคลังเป็นหลัก (รูปที่ 8 และ รูปที่ 9)
สมมติฐานที่ 3: บทบาทของผู้ค้า (trader) และการสวมสิทธิ (transshipment) ในกิจกรรมเศรษฐกิจมีเพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น บริษัทจำนวนมากทำหน้าที่เป็นผู้ค้ามากกว่าผู้ผลิต ในบางกรณี สินค้าที่ถูกนำเข้ามาแปรรูปหรือประกอบเพิ่มเติมเล็กน้อยก่อนส่งออก แม้จะมีมูลค่าเพิ่มต่ำ แต่ควรสะท้อนผ่านเครื่องชี้ MPI และอีกประเภทคือ trader ที่ดำเนินการเพียงนำเข้าสินค้ามาเพื่อส่งออกโดยไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าของโลก ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับ transshipment อย่างไรก็ดี งานศึกษาของ ธปท. เรื่อง “การส่งออกไทยในสมรภูมิ trade war: วิเคราะห์ผลกระทบจากภาษี transshipment ความเสี่ยงใหม่ของผู้ส่งออกไทย” พบว่าปรากฎการณ์ดังกล่าวมีอยู่จริง แต่คิดเป็นเพียง 0.8–4.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย (รูปที่ 10) ดังนั้น บทบาทของ transshipment จึงสามารถช่วยอธิบายได้เพียงบางส่วนว่าทำไมการส่งออกจึงเติบโตเร็วกว่าการผลิต แต่ไม่น่าใช่ปัจจัยหลักของความแตกต่างระหว่าง MPI และการส่งออกสินค้า
สมมติฐานที่ 4: การส่งออกดี แต่การบริโภคในประเทศอ่อนแอ ส่งผลให้การผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศลดลง
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเครื่องชี้การบริโภคสินค้าในประเทศที่หักการบริโภคจากสินค้านำเข้าออกแล้ว พบว่ายังมีทิศทางขยายตัวได้ต่อเนื่อง และเริ่มสวนทางกับดัชนี MPI ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา (รูปที่ 11) ปัจจัยด้านอุปสงค์ในประเทศจึงไม่น่าจะอธิบายการอ่อนแรงของภาคการผลิต
- จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)↩
- จัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ด้วยการสำรวจข้อมูลการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศ จำนวนโรงงานที่จัดทำดัชนีฯ ครอบคลุมมูลค่าเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 65% ของภาคอุตสาหกรรมไทย และถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าเพิ่มที่อ้างอิงจากสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ↩
- รายละเอียดเพิ่มเติมในภาคผนวก↩








