Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
Latest discussion Paper
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
ค่าเงินกระทบการส่งออกอย่างไร? ในโลกที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินที่หลากหลาย
Latest aBRIDGEd
ค่าเงินกระทบการส่งออกอย่างไร? ในโลกที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินที่หลากหลาย
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
The Curse of a Strong Dollar
Latest PIER Research Exchange
The Curse of a Strong Dollar
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
Latest PIER Research Exchange
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn
Institute for
Economic Research
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”
Latest announcement
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/07b57ad127319edf123408b3c3435cb7/41624/cover.jpg
18 September 2026
20261789689600000

ค่าเงินกระทบการส่งออกอย่างไร? ในโลกที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินที่หลากหลาย

การจับชีพจรภาคส่งออกผ่านค่าเงินบาทเทียบสกุลดอลลาร์อย่างเดียวอาจไม่พอ
Jettawat PattararangrongKhemmakorn SrichanyanonthSvarin Yuenyong
ค่าเงินกระทบการส่งออกอย่างไร? ในโลกที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินที่หลากหลาย
excerpt

ช่องทางสำคัญหนึ่งที่อัตราแลกเปลี่ยนช่วยปรับสมดุลทางเศรษฐกิจคือผ่านกิจกรรมในภาคส่งออก โดยทฤษฎีดั้งเดิมมักมองว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินกระทบต่อปริมาณการส่งออกทันทีผ่านการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในมุมมองของผู้ซื้อ อย่างไรก็ดี ทฤษฎีดังกล่าวตั้งอยู่บนข้อสมมติหลักที่ว่าสินค้าถูกซื้อขายด้วยสกุลเงินประเทศส่งออก ขณะที่ในปัจจุบันพบว่าการซื้อขายระหว่างประเทศเกิดขึ้นในสกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก บทความนี้จึงพาผู้อ่านไปสำรวจข้อเท็จจริงในกรณีของไทยถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อราคาสินค้าส่งออก (exchange rate pass-through: ERPT) รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อปริมาณการส่งออก ผลการศึกษาชี้ว่า หากสินค้าถูกตั้งราคาในเงินบาท ผู้ซื้อจะเผชิญราคาเพิ่มขึ้นตามทฤษฎี ขณะที่หากสินค้าถูกตั้งราคาเป็นเงินดอลลาร์ ผู้ส่งออกจะปรับขึ้นราคาสินค้าราว 2%–4% เมื่อเงินบาทแข็งค่า 10% เทียบกับเงินดอลลาร์ ด้านปริมาณการส่งออกพบว่า ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ปริมาณส่งออกลดลง 1.9% เมื่อเวลาผ่านไปมากกว่า 1 ปี ถือว่าการส่งผ่านมีความล่าช้าและต่ำกว่างานศึกษาอื่น ผลการศึกษาสะท้อนว่าการประเมินบทบาทอัตราแลกเปลี่ยนในภาคส่งออกควรคำนึงถึงสกุลเงินที่ซื้อขายและอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันผู้ดำเนินนโยบายควรติดตามอัตราแลกเปลี่ยนหลายประเภท และที่มาของการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไป เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่า การส่งออกสินค้าไทยจะได้ประโยชน์จากความสามารถในการแข่งขันที่ปรับดีขึ้นจากราคาในรูปสกุลเงินต่างประเทศที่ถูกลงและตามมาด้วยปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ทว่าในความเป็นจริงความสัมพันธ์อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ราคาสินค้าส่งออกบางกลุ่มอาจเปลี่ยนแปลงตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเกือบทั้งหมด หรือบางกลุ่มอาจไม่ปรับเปลี่ยนเลย ดังนั้น คำถามสำคัญคือ อะไรเป็นตัวกำหนดการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคา และคำถามถัดมาคือ ปริมาณการส่งออกจะตอบสนองต่อราคาที่เปลี่ยนไปอย่างไร

การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปที่ราคาทางทฤษฎี

บทความนี้ได้สรุปกรอบแนวคิดผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อการส่งออกผ่านราคาสินค้าออกเป็นสองส่วน ได้แก่

1. การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปที่ราคาขึ้นอยู่กับสกุลเงินที่ใช้ตั้งราคา (invoicing currency)

การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้า (exchange rate pass-through: ERPT) ยิ่งมีขนาดใหญ่ ยิ่งกระทบราคาที่ผู้ซื้อเผชิญและกระทบต่อความต้องการซื้อสินค้าได้มากขึ้น ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยที่กำหนดความต่างของ ERPT คือ สกุลเงินที่ผู้ขายใช้ในการตั้งราคา (invoicing currency) งานศึกษานี้จึงวิเคราะห์โดยแบ่งรูปแบบการใช้ invoicing currency ออกเป็น 3 กลุ่ม ภายใต้ข้อสมมติราคาสินค้าไม่เปลี่ยนแปลงในระยะสั้น (สรุปในตารางที่ 1) ได้แก่

  1. Producer Currency Pricing (PCP) คือการตั้งราคาโดยใช้สกุลเงินประเทศผู้ส่งออก (เงินบาทในกรณีของไทย) ซึ่งมักเป็นข้อสมมติหลักในทางทฤษฎีที่ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในสายตาของผู้ซื้ออย่างสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นโดยตั้งราคาเป็นบาทที่ 100 บาท หรือประมาณ 500 เยน หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น 10% เทียบกับเงินเยน (จาก 1 บาทแลกได้ 5 เยน เป็น 1 บาทแลกได้ 5.5 เยน) ราคาข้าว 100 บาทนั้น จะคิดเป็น 550 เยน และแพงขึ้นทันที 10% ในสายตาคนญี่ปุ่น ทำให้ผู้นำเข้าญี่ปุ่นหันไปเลือกซื้อจากประเทศอื่น หรือสินค้าที่ผลิตในประเทศแทน กลไกนี้เรียกว่า expenditure-switching effect (Obstfeld & Rogoff, 1995)

  2. Local Currency Pricing (LCP) คือการตั้งราคาโดยใช้สกุลเงินประเทศปลายทางที่เป็นคู่ค้า ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนไม่ส่งผ่านไปยังราคาในสายตาผู้ซื้อ เช่น ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นเป็นเงินเยน เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเยน คนญี่ปุ่นยังรับรู้ราคาเท่าเดิมจึงไม่เกิด expenditure-switching effect (Betts & Devereux, 2000; Devereux & Engel, 2002) อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยจะมีอัตรากำไรลดลงหลังแปลงรายได้มาเป็นเงินบาท (ในตัวอย่างข้างต้น จากที่ข้าว 500 เยนเคยแลกได้ 100 บาท จะเหลือเพียง 90.91 บาท) ผลกระทบนี้เรียกว่า valuation effect (Nookhwun et al., 2025)

  3. Dominant Currency Pricing (DCP) งานศึกษาในระยะหลังพบว่า การค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ตั้งราคาในรูปสกุลเงินหลักไม่กี่สกุล โดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD หรือเงินดอลลาร์นับจากนี้) ที่พบมากในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยด้วย (Gopinath & Itskhoki, 2022; Boz et al., 2022; Chaeng-lum et al., 2026; Apaitan et al., 2024) ทำให้ภายใต้ DCP มีอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องสองส่วนด้วยกัน คือ

    • เงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินคู้ค้า (FC/USD) เมื่อสกุลคู่ค้าอ่อนค่า ราคาสินค้าไทยจะแพงขึ้นทันทีในสายตาคู่ค้า เกิด expenditure-switching effect คล้ายกับกรณีของ PCP
    • เงินบาทเทียบเงินดอลลาร์ (USD/THB) เมื่อเงินบาทอ่อนค่า ผู้ส่งออกไทยจะรับรู้รายได้เป็นเงินบาทมากขึ้นส่งผลให้อัตรากำไรสูงขึ้น เกิดเป็น valuation effect คล้ายกับกรณีของ LCP
ตารางที่ 1: การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปที่ราคาสินค้าภายใต้ข้อสมมติ sticky price แบ่งตามสกุลเงินที่ใช้ในการตั้งราคา
Invoicing currency regimesRelevant exchange ratesExchange rate pass-throughExpenditure-switching effectValuation effect
Producer
Currency Pricing (PCP)
FC/THBComplete✓✗
Local
Currency Pricing (LCP)
FC/THBZero✗✓
Dominant
Currency Pricing (DCP)
FC/USD and USD/THBComplete or Zero✓ (FC/USD)✓ (USD/THB)

2. การปรับราคาและผลต่อปริมาณส่งออกสินค้า

เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ส่งออกสามารถเลือกที่จะส่งผ่านหรือไม่ส่งผ่านผลของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้าได้ โดยขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การปรับราคา ในทางทฤษฎี กลยุทธ์การปรับราคาสินค้าเพื่อตอบสนองต่ออัตราแลกเปลี่ยนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่องทางหลัก (Berman et al., 2012; Amiti et al., 2014) ได้แก่

  1. การปรับราคาผ่านช่องทางต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost channel) หมายถึง การปรับราคาตามต้นทุนการผลิตสินค้า เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อต้นทุนการนำเข้า เช่น ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ผู้ส่งออกจะเผชิญต้นทุนมากขึ้นทำให้อาจเลือกผลักต้นทุนผ่านการปรับเพิ่มราคาสินค้า
  2. การปรับราคาผ่านช่องทางการกำหนดราคา (markup หรือ pricing-to-market channel) หมายถึง เลือกที่จะปรับอัตรากำไร (markup) เพื่อไม่ให้ผลของอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังผู้ซื้อทั้งหมดจนกระทบส่วนแบ่งตลาด (pricing-to-market) เช่น ในกรณีที่ราคาสินค้าตั้งเป็น DCP และเงินสกุลคู่ค้าอ่อนค่าเทียบสกุลดอลลาร์ ผู้ซื้อรับรู้ราคาสินค้าที่แพงขึ้น เช่นนั้นผู้ส่งออกจะเลือกปรับลดราคาสินค้าผ่านการลด markup เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด หรือ เมื่อเงินบาทอ่อนค่าเทียบสกุลดอลลาร์ ผู้ส่งออกจะปรับลดราคาสินค้าโดยลด markup ที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้จากการแปลงรายได้เป็นเงินบาท เพื่อเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ1 ทั้งนี้ การปรับ markup ขึ้นอยู่กับลักษณะของบริษัทและสินค้า เช่น ขนาดบริษัท อำนาจตลาด ไปจนถึงความยืดหยุ่นของอุปสงค์

สำหรับผลต่อปริมาณส่งออกสินค้า งานศึกษาเชิงประจักษ์ในอดีตพบว่า ปริมาณการค้าระหว่างประเทศตอบสนองต่ออัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าที่ทฤษฎีคาดการณ์ไว้ (Fontagné et al., 2018) และอัตราแลกเปลี่ยนกระทบปริมาณส่งออกในระยะกลางถึงยาวแทนที่จะปรับตัวทันที เนื่องจากคำสั่งซื้อไม่สามารถตอบสนองต่อราคาได้ทันที ทั้งจากความสัมพันธ์ทางการค้าระยะยาว ต้นทุนการเปลี่ยนคู่ค้า และข้อจำกัดของสัญญาซื้อขาย เป็นต้น (sticky quantities; Fitzgerald et al., 2025) ด้วยเหตุนี้ งานศึกษาจึงพิจารณาทั้งกลไกด้านราคาและการปรับตัวของปริมาณการส่งออกสินค้า เพื่อประเมินผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อการส่งออกไทย

การส่งออกสินค้าไทยจากข้อมูลใบขนของกรมศุลกากร

งานศึกษานี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลการส่งออกสินค้าไทยในระดับใบขนของกรมศุลกากรรายไตรมาสตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2025 ที่จำแนกสินค้าตามรหัสพิกัดศุลกากร (Harmonized System code: HS code) ในระดับ 11 หลัก2 โดยแบ่งการตั้งราคาออกเป็น 3 กลุ่ม ตามตารางที่ 1 ได้แก่ PCP สำหรับรายการที่ตั้งราคาเป็นเงินบาท LCP สำหรับรายการที่ตั้งราคาเป็นสกุลเดียวกับสกุลคู่ค้า และ DCP สำหรับรายการที่ตั้งราคาเป็นสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ทั้ง PCP และ LCP ซึ่งการศึกษานี้จะหมายถึงสกุลดอลลาร์ที่คู่ค้าไม่ใช่สหรัฐฯ3 และงานศึกษานี้แทนราคาสินค้าส่งออกด้วยมูลค่าสินค้าต่อหน่วย (unit values) โดยคำนวนจากมูลค่าในรูปสกุลคู่ค้าหารด้วยปริมาณการส่งออกของแต่ละรายการ

จากข้อมูลการส่งออกไทยสามารถแบ่งกลุ่มสินค้าส่งออกหลักได้เป็น 15 กลุ่มตาม HS code ที่ระดับ 2 หลัก โดยกลุ่มสินค้าที่ไทยมีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ (electronics) ที่ 13% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ กลุ่มยานพาหนะ (transportation) ที่ 11% เครื่องใช้ไฟฟ้า (electrical appliances) ที่ 11% เครื่องจักรและอุปกรณ์ (machinery and equipment) ที่ 10% และอาหาร (foodstuffs) ที่ 8%

จากข้อมูลของไทยพบว่า ในจำนวนสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่ไม่ใช่สหรัฐฯ (ประมาณ 85% ของมูลค่าส่งออก) ผู้ส่งออกตั้งราคาเป็นดอลลาร์ (ตั้งราคาแบบ DCP) สูงถึง 74% โดยการส่งออกสินค้าทั้งหมดในปี 2025 มีสัดส่วนของ DCP สูงถึง 58% (รูปที่ 1A) ขณะที่การตั้งราคาเป็น LCP มีสัดส่วนอยู่ที่ 15% สำหรับการตั้งราคาเป็นเงินบาทหรือ PCP มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่ผ่านมา จากจากสัดส่วนเดิมที่ 16% ในปี 2009 มาอยู่ที่ 23% ในปี 2025

เมื่อเจาะในรายกลุ่มสินค้าในรูป 1B จะพบว่า กลุ่มสินค้าที่ตั้งราคาเป็น DCP ในสัดส่วนสูงกว่า 80% ของมูลค่าการส่งออกกลุ่มนั้น ๆ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากแร่ (mineral products) และพลาสติก (plastics) ขณะที่บางกลุ่มสินค้ามีสัดส่วนการใช้ DCP ไม่สูงมาก เช่น กลุ่มยานพาหนะ มีสัดส่วน DCP น้อยกว่า 50% และมี PCP สูงสุดถึง 37% หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ามีสัดส่วนการใช้ DCP อยู่เพียง 54% และมีการตั้งราคาในรูป LCP ถึง 30% หรือสินค้าเครื่องแต่งกาย (footwear and headgear) มีสัดส่วนการใช้ LCP สูงสุดอยู่ที่ 43%

รูปที่ 1: สัดส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยตาม invoicing currency
หมายเหตุ: DCP (USD) หมายถึงการตั้งราคาในรูปแบบ dominant currency pricing โดยใช้สกุลดอลลาร์และส่งออกไปยังคู่ค้าที่ไม่ใช้สหรัฐฯ ขณะที่ DCP (Non-USD) หมายถึง DCP สกุลเงินอื่นนอกเหนือจากสกุลดอลลาร์ของทุกคู่ค้า ในรูป 1B เป็นสัดส่วนที่คำนวณจากมูลค่าปี 2009 ถึง 2025 และค่าใน ( ) แสดง % สัดส่วนมูลค่าการส่งออกของกลุ่มสินค้าต่อการส่งออกทั้งหมดที่มา: ข้อมูลใบขนของกรมศุลกากร คำนวณโดยผู้เขียน

การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปที่ราคาไม่สมบูรณ์ และแตกต่างตามกลุ่มสินค้า

รูปที่ 2 แสดงการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้า (ERPT) ในภาพรวม โดยแกนตั้งแสดงอัตราการส่งผ่านผลกระทบไปยังราคาที่ผู้ซื้อรับรู้ (0 คือไม่มีผลกระทบ ไปจนถึง 1 คือส่งผ่านผลกระทบโดยสมบูรณ์) ขณะที่แกนนอนแสดงระยะเวลาหลังจากอัตราแลกเปลี่ยนเกิดการเปลี่ยนแปลง จากรูปพบว่า ERPT มีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 85% กล่าวคือ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบสกุลคู้ค้า (FC/THB) 10% ราคาสินค้าในมุมมองผู้ซื้อจะแพงขึ้นทันที 8.5% ถือว่า ERPT ส่งผ่านในลักษณะที่รวดเร็ว และไม่สมบูรณ์ เนื่องจากการส่งผ่านเกิดขึ้นทันทีและขนาดคงที่ตลอด 8 ไตรมาส แต่ราคาเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน โดยผลการศึกษาสอดคล้องกับกรณีต่างประเทศ (Campa & Goldberg, 2005; Burstein & Gopinath, 2014; Amiti et al., 2014; Gopinath et al., 2020; De Gregorio et al., 2024) และ ERPT ของราคาสินค้านำเข้าไทย (Apaitan et al., 2024)

กลุ่มสินค้ามีขนาดของ ERPT ที่แตกต่างกัน ดังแสดงในรูปที่ 3 โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับสกุลเงินที่ใช้ในการตั้งราคา อาทิ สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์จากแร่มีการส่งผ่านสูงสุดประมาณ 1 และพบว่ามีสัดส่วนการใช้ LCP ต่ำที่สุดเพียง 4% ของมูลค่าการส่งออกในกลุ่มสินค้านั้นทั้งหมด ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และ เครื่องจักรและอุปกรณ์มีการส่งผ่านที่ต่ำกว่าอยู่ที่ราว 0.8 และพบว่ามีสัดส่วนการใช้ LCP ที่ค่อนข้างสูงกว่ากลุ่มสินค้าอื่น ๆ สอดคล้องกับตารางที่ 1 ที่ประเมินว่าการตั้งราคาในรูป LCP จะพบการส่งผ่านราคาที่ต่ำ

รูปที่ 2: การส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้าส่งออกโดยรวม
หมายเหตุ: เส้นทึบแสดงขนาดการส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลคู่ค้าต่อ 1 บาท (FC/THB) ไปยังราคาส่งออกสินค้าโดยเป็นผลเฉลี่ยสะสมที่ผ่านไป h ไตรมาส และเส้นประแสดง 95% confidence bands (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน technical appendix) ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน
รูปที่ 3: การส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนและสัดส่วนการใช้ invoicing currency ตามกลุ่มสินค้า
หมายเหตุ: แกนตั้งแสดงขนาดการส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลคู่ค้าต่อ 1 บาท (FC/THB) ไปยังราคาส่งออกสินค้าในระยะสั้น (1ไตรมาส) โดยกรอบบนและล่างแสดง 95% confidence bands แกนนอนแสดงสัดส่วนมูลค่าส่งออกที่ตั้งราคาในสกุลคู่ค้า (LCP) เทียบมูลค่าส่งออกตามกลุ่มสินค้า (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน technical appendix)ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน

ความแตกต่างของการส่งผ่านไปที่ราคาขึ้นอยู่กับ invoicing currency

หากจำแนกผลการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาตามประเภทของ invoicing currency ผลลัพธ์ในรูปที่ 4 สอดคล้องกับทฤษฎีในตารางที่ 1 โดยพบว่าสินค้าส่งออกที่ตั้งราคาเป็น PCP และเป็น DCP มี ERPT ขนาดใหญ่กว่าเทียบกับกรณีที่ตั้งราคาเป็น LCP

ในกรณี PCP (รูปที่ 4A) พบว่าขนาดของ ERPT อยู่ใกล้เคียง 1 ทั้งในระยะสั้น (1 ไตรมาส) และระยะปานกลาง (8 ไตรมาส) สอดคล้องกับทฤษฎี complete passthrough ตามตารางที่ 1 กล่าวคือ เมื่อเงินบาทแข็งค่าเทียบสกุลคู่ค้า 10% ราคาสินค้าที่คู่ค้าต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นทันทีในอัตราเดียวกันที่ 10% และคงที่ตลอดช่วงเวลา เกิด expenditure-switching effect โดยแทบไม่มีการปรับลดราคาเลย ในทางตรงข้าม กรณี LCP (รูปที่ 4B) พบว่าขนาดของ ERPT อยู่ที่ 0.21 ในระยะสั้น ก่อนทยอยปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 0.40 ในระยะปานกลาง ซึ่งต่ำกว่ากรณี PCP และเกิด valuation effect กระทบอัตรากำไรของผู้ส่งออก ซึ่งขนาดของ ERPT ที่ทยอยเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป สะท้อนการทยอยปรับราคาของผู้ส่งออกเพื่อชดเชยอัตรากำไรที่ถูกกระทบจากการแปลงรายได้เป็นเงินบาทที่ลดลง โดยแลกกับ expenditure-switching effect ที่จะตามมา

สำหรับ ERPT ในกรณี DCP จะมีอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องด้วยกันอยู่สองคู่ คือ ค่าเงินประเทศคู่ค้าต่อดอลลาร์ (FC/USD) และค่าเงินดอลลาร์ต่อบาท (USD/THB) โดยผลในรูป 34C แสดงลักษณะของ ERPT ที่คล้ายกรณี PCP และ LCP สอดคล้องกับตารางที่ 1 โดย ERPT ต่ออัตราแลกเปลี่ยนคู่ FC/USD (DCP-FC) มีขนาดอยู่ที่ 0.95 และทรงตัวใกล้เคียงเดิมในระยะปานกลาง คล้ายกับกรณี PCP ที่สะท้อนว่า แม้เงินสกุลคู่ค้าเทียบดอลลาร์ปรับอ่อนค่า ผู้ส่งออกไทยแทบไม่ปรับลดราคารูปดอลลาร์เพื่อบรรเทาผลของ expenditure-switching effect จากราคาของผู้ซื้อที่สูงขึ้น ขณะที่ ERPT ต่ออัตราแลกเปลี่ยนคู่ USD/THB (DCP-THB) มีขนาดอยู่ที่ 0.21 ในระยะสั้น และปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.44 ในระยะปานกลาง คล้ายกับกรณี LCP ที่สะท้อนว่าผู้ส่งออกไทยจะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ เพื่อลดทอนผลกระทบจาก valuation effect หากเงินบาทเทียบดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น

รูปที่ 4: การส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้าส่งออกตาม invoicing currency
หมายเหตุ: เส้นทึบแสดงขนาดการส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาส่งออกสินค้าโดยเป็นผลเฉลี่ยสะสมที่ผ่านไป h ไตรมาส และเส้นประแสดง 95% confidence bands โดยเส้นแดง คือ การส่งผ่านของค่าเงินประเทศปลายทางต่อ 1 บาท (FC/THB) เส้นสีน้ำเงิน คือ การส่งผ่านของค่าเงินประเทศปลายทางต่อ 1 USD (FC/USD) เส้นสีดำ คือ การส่งผ่านของค่าเงิน USD ต่อ 1 บาท (USD/THB) (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน technical appendix)ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน

ขนาดการส่งผ่านลดลงตามการนำเข้าวัตุดิบที่สูงขึ้น

นอกจากความต่างของสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายแล้ว ขนาด ERPT ของผู้ส่งออกยังขึ้นกับความเข้มข้นของการนำเข้าวัตถุดิบ (import intensity)4 ซึ่งสะท้อนการปรับราคาผ่านช่องทางต้นทุน (marginal cost channel) เช่น หากผู้ส่งออกมี import intensity สูง ความจำเป็นในการปรับขึ้นราคาเมื่อเงินบาทแข็งค่าจะมีน้อยลง เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลงช่วยลดทอนผลกระทบในฝั่งรายได้ (natural hedging)

ในรูปที่ 5 พบว่า import intensity ที่สูง จะทำให้ ERPT ต่ำลงเมื่อผ่านไปสองไตรมาสเทียบกับกรณีไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบ เนื่องจากผู้ส่งออกอาจไม่สามารถปรับราคาทันทีในไตรมาสแรก ขณะเดียวกัน ในระยะปานกลาง ERPT จะต่ำลงอีกในกรณี LCP และ DCP-THB ขณะที่ไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจนในกรณี PCP และ DCP-FC โดยผลของ import intensity ที่ต่างกัน คาดว่าเกิดจากช่องทางที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่ต่างกัน (valuation vs expenditure switching effect) โดยในกรณีแรก เมื่อเงินบาทแข็งค่า อัตรากำไรของผู้ส่งออกจะได้รับผลกระทบผ่าน valuation effect แต่ถ้ามีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูง (natural hedging) ผู้ส่งออกอาจเลือกปรับราคาขึ้นในขนาดที่น้อยลง (ERPT ลดลง) ในกรณีที่สอง เมื่อเงินบาทแข็งค่า ผู้ซื้อเผชิญราคาที่สูงขึ้นทันที เกิด expenditure-switching effect ซึ่งการไม่พบความต่างของการปรับราคาอาจสะท้อนว่า ผู้ส่งออกอาจให้น้ำหนักน้อยกับการลดทอนผลของราคาผ่าน natural hedge หรืออาจเป็นไปได้ว่าผู้ส่งออกเผชิญข้อจำกัดในการปรับราคา

รูปที่ 5: การเปลี่ยนแปลงของการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้าส่งออกตามปัจจัยที่กำหนดการปรับราคาของผู้ส่งออก
หมายเหตุ: ค่าที่แสดงในกราฟแท่งเป็นค่าสัมประสิทธิ์ของ interaction term ที่สะท้อนผลต่างของ exchange rate pass-through ไปยังราคาส่งออกเทียบกรณีฐาน แบ่งตามช่วงเวลาเทียบเท่าเวลาผ่านไป 1 ไตรมาส, 2 ไตรมาส และ 8 ไตรมาส โดย *, , * หมายถึงการมีนัยสำคัญเชิงสถิติที่ระดับ 10% 5% และ 1% ตามลำดับ ที่ปรับค่า standard error ด้วยวิธีแบบ Driscoll–Kraay แล้ว (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน technical appendix)ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน

สินค้าที่ลักษณะคล้ายคลึงกันจะถูกปรับราคามากกว่าสินค้าที่ลักษณะแตกต่างกัน

นอกจากนี้ การปรับราคาสินค้าสามารถอธิบายด้วยช่องทางการกำหนดราคา (markup) โดยอาจขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองแบบ ได้แก่ สินค้าที่ลักษณะคล้ายคลึงกัน (homogeneous) ซึ่งมีการซื้อขายในตลาดที่เป็นทางการหรือมีราคาอ้างอิงในตลาดโลก กับสินค้าที่ลักษณะแตกต่างกัน (differentiated) สินค้า homogeneous โดยทั่วไปมักจะมีอัตรากำไรต่ำและอ่อนไหวต่อราคามากกว่าสินค้า differentiated ดังนั้น เมื่อผู้ส่งออกกลัวว่าอัตรากำไรจะถูกกระทบหรือส่วนแบ่งตลาดจะหายไป สินค้า homogeneous จะถูกปรับราคามากกว่าสินค้า differentiated

ขนาด ERPT ของสินค้า homogeneous จะต่ำหรือสูงกว่าสินค้า differentiated ขึ้นกับว่าอัตราแลกเปลี่ยนกระทบผู้ส่งออกผ่านช่องทางใดเป็นหลัก ในรูปที่ 5 พบว่า (1) กรณี LCP และ DCP-THB เมื่อเงินบาทแข็งค่า จะกระทบต่ออัตรากำไรเป็นหลัก ทำให้สินค้า homogeneous ที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า ต้องทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า (2) กรณี DCP-FC เมื่อสกุลคู้ค่าอ่อนค่าหรือสกุลดอลลาร์แข็งค่า จะกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดเป็นหลัก ทำให้สินค้า homogeneous ที่อ่อนไหวต่อราคามากกว่า จะทยอยปรับราคาลดลงมากกว่าสินค้า differentiated อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่พบความต่างในการปรับราคากรณี PCP

ปริมาณการส่งออกสินค้าไม่ตอบสนองต่อราคาที่เปลี่ยนไปทันที

ปริมาณการส่งออกสินค้าจะตอบสนองต่อราคาที่เปลี่ยนแปลงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ERPT) มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความอ่อนไหวของปริมาณการส่งออกต่อราคาที่เปลี่ยนไป (export quantity elasticity) งานศึกษานี้จึงนำ ERPT ที่ประเมินในข้างต้น มาวิเคราะห์การตอบสนองของปริมาณการส่งออก ในรูป 6A พบว่าปริมาณการส่งออกสินค้าโดยรวมมีการตอบสนองต่อราคาที่ล่าช้า โดยใช้เวลา 1 ปีหลังอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังราคา เมื่อราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 10% จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าลดลง 1.5–1.9% หลังจากเวลาผ่านไป 1 ปี

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาแยกตามลักษณะสินค้าในรูปที่ 6B จะพบว่า ปริมาณการส่งออกสินค้า homogeneous อ่อนไหวต่อราคาและตอบสนองมากกว่าสินค้า differentiated โดยราคาสินค้าที่เปลี่ยนแปลง 10% จากอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้า homogeneous ตอบสนองในขนาดประมาณ 2% เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 2 ไตรมาส ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 4% เมื่อเวลาผ่านไป 5 ไตรมาส ขณะที่ สินค้า differentiated จะตอบสนองต่อราคาที่น้อยกว่าอยู่ที่ 1.2–1.7% เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี

ทั้งนี้ การตอบสนองที่ล่าช้าสอดคล้องกับงานศึกษาในอดีตที่กล่าวถึงข้อจำกัดของการเปลี่ยนแปลงปริมาณการสั่งซื้อสินค้าในระยะสั้น อาทิ งานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ sticky quantities (Fitzgerald et al., 2025) และทฤษฎี J-curve (Magee, 1973) ในแง่ปริมาณการส่งออก ผลที่ได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับงานศึกษาของ Amiti et al. (2022) ที่ใช้ข้อมูลเบลเยียม แต่สอดคล้องกับงานศึกษาของญี่ปุ่นที่การตอบสนองของปริมาณการส่งออกในระดับต่ำที่ 2% เมื่อราคาเปลี่ยนไป 10% (Ito et al., 2025)

และสอดคล้องกับงานศึกษาของไทยในอดีตที่ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีค่าเงินที่แท้จริงกับปริมาณการส่งออกปรับลดลงและไม่พบความสัมพันธ์ในช่วงหลัง (Bank of Thailand, 2018) โดยทั้งสองอธิบายว่า ปริมาณการค้าจะตอบสนองต่อราคาไม่มาก ส่วนหนึ่งมาจากห่วงโซ่การผลิตโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น รวมถึง Fitzgerald et al. (2025) ยังพบว่า อัตราแลกเปลี่ยนมีความไม่แน่นอนสูงและคาดการณ์ยาก ทำให้ผู้นำเข้ามีข้อจำกัดในการปรับการลงทุนและคำสั่งซื้อตามราคาที่เปลี่ยนไป

รูปที่ 6: การตอบสนองของปริมาณการส่งออกสินค้าจากการส่งผ่านราคาที่มาจากอัตราแลกเปลี่ยน
หมายเหตุ: เส้นทึบแสดงผลรวมของขนาดการตอบสนองของปริมาณการส่งออกสินค้าจากราคาที่เปลี่ยนไปโดยเป็นผลเฉลี่ยสะสมที่ผ่านไป h ไตรมาส (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน technical appendix)ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน

ข้อสรุปและนัยเชิงนโยบาย

ผลการศึกษาชี้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังราคาสินค้าส่งออกไทยโดยทันทีแต่มีลักษณะไม่สมบูรณ์ ขณะที่การส่งผ่านไปยังปริมาณการส่งออกมีความล่าช้า โดยในมิติการส่งผ่านด้านราคาพบว่าขนาดการส่งผ่านขึ้นกับสกุลเงินที่ใช้ซื้อขาย (invoicing currency) เป็นสำคัญ และพบว่าผู้ส่งออกปรับราคาสินค้าผ่านช่องทางที่แตกต่างกัน เช่น ผู้ส่งออกที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงสามารถบรรเทาผลของเงินบาทที่แข็งค่าด้วยการปรับราคาน้อยกว่าที่ควรจะเป็นตามต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลง (marginal cost) ขณะที่ผู้ส่งออกเลือกปรับราคาสินค้า homogeneous มากกว่าสินค้า differentiated ผ่านช่องทางการกำหนดราคา (markup) สำหรับมิติปริมาณการส่งออก พบว่าการตอบสนองใช้เวลากว่า 1 ปี หลังราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงจากอัตราแลกเปลี่ยน ยกเว้นสินค้า homogeneous ที่จะอ่อนไหวต่อราคาและตอบสนองได้รวดเร็วกว่าสินค้า differentiated

ในโลกที่การค้าระหว่างประเทศซื้อขายด้วยเงินสกุลดอลลาร์ (DCP) อาจกล่าวได้ว่าผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อภาคส่งออกมีลักษณะแตกต่างไปจากความเชื่อเดิมที่มักสมมติว่าการซื้อขายเกิดขึ้นในเงินสกุลผู้ส่งออก (PCP) จึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายบายดังนี้

  1. การประเมินผลจากอัตราแลกเปลี่ยนควรคำนึงถึงสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายและลักษณะของสินค้าเพื่อให้ได้ขนาดและระยะเวลาของผลกระทบที่แม่นยำขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายและเพื่อให้การดำเนินนโยบายตรงจุดมากขึ้น

  2. ภายใต้การส่งออกที่ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์อย่างแพร่หลาย อัตราแลกเปลี่ยนที่ผู้ดำเนินนโยบายใช้ติดตามควรครอบคลุมหลายประเภท เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์หรือเทียบสกุลคู่ค้า อัตราแลกเปลี่ยนสกุลคู่ค้าเทียบเงินดอลลาร์ หรือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบสกุลคู่แข่ง โดยผู้ดำเนินนโยบายไม่ควรติดตามอัตราแลกเปลี่ยนชนิดใดเพียงชนิดเดียว เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนแต่ละประเภทส่งผลต่อภาคส่งออกในมิติที่ต่างกัน ขณะเดียวกันควรติดตามที่มาของการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ที่ขับเคลื่อนค่าเงินแต่ละชนิด ซึ่งจะมีนัยต่อภาคส่งออกแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น เงินบาทแข็งค่าจากปัจจัยภายในประเทศ ส่งผลให้เงินบาทเทียบดอลลาร์เปลี่ยนแปลง ขณะที่เงินสกุลคู่ค้าเทียบดอลลาร์คงที่ ภายใต้ DCP และสมมติให้เงินสกุลคู่แข่งไม่เปลี่ยนแปลง จะได้ว่าในระยะสั้น ผู้ส่งออกเผชิญผลลบจากการแปลงมูลค่า (valuation effect) ขณะที่ไม่ได้ผลบวกจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในมุมผู้ซื้อ (expenditure switching effect) แตกต่างจากกรณีที่เงินบาทแข็งค่าด้วยปัจจัยโลกซึ่งจะกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนหลายประเภทและมีนัยต่อภาคส่งออกแตกต่างออกไป

  3. ภาครัฐควรส่งเสริมการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX hedging) เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของเงินบาทเทียบดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าส่งออกให้แข่งขันได้ในตลาดโลกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของเงินบาทเทียบสกุลคู่ค้าคู่แข่ง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรมีข้อจำกัดในการเลือกใช้สกุลเงินในการซื้อขาย โดยควรมีความยืดหยุุ่นในการเลือกให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ผู้ส่งออกบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อภาคส่งออกสินค้า โดยยังมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่สามารถอธิบายการเคลื่อนไหวของการส่งออกได้เช่นกัน อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าที่สะท้อนความต้องการสินค้าไทย หรือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ทั้งการเข้ามาของผู้ส่งออกรายใหม่ การหาตลาดและสินค้าส่งออกใหม่ การพัฒนาคุณภาพสินค้า การบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนนโยบายของภาครัฐที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเติบโตของภาคส่งออกไทยในอนาคต

Technical appendix

งานศึกษานี้ประมาณค่าพลวัตของการส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับแต่ละช่วงเวลา (horizon: h = 1, 2, .., 8 ไตรมาส) โดยใช้การเปลี่ยนแปลงของค่าในไตรมาสปัจจุบันเทียบกับค่าใน h ไตรมาสที่แล้ว (ΔhXt≡Xt−Xt−h)(\Delta_h X_t \equiv X_t - X_{t-h})(Δh​Xt​≡Xt​−Xt−h​) ผ่านจำลอง panel regression with fixed effects ตามการศึกษาของ Amiti et al. (2022) โดยใช้ตัวแปรควบคุมตามงานศึกษาในอดีต (Apaitan et al., 2024; De Gregorio et al., 2024) และการศึกษานี้ขจัด standard error bias โดยใช้การปรับด้วยวิธีแบบ Driscoll–Kraay

การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคา (รูปที่ 2)

การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาโดยรวมในรูปที่ 2 ที่ไม่แยกตาม invoicing currency เป็นดังนี้

ΔhPID,t∗=βhΔhFC/THBj,t+θhΔhXj,t+αID+δt+εID,t(1)\Delta_h P^{*}_{ID,t} =\beta_h\Delta_h FC/THB_{j,t}+\theta_h \Delta_h X_{j,t}+\alpha_{ID}+\delta_t+\varepsilon_{ID,t} \quad \text{(1)}Δh​PID,t∗​=βh​Δh​FC/THBj,t​+θh​Δh​Xj,t​+αID​+δt​+εID,t​(1)

ΔhPID,t∗\Delta_h P^{*}_{ID,t}Δh​PID,t∗​ คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาส่งออกในรูปสกุลเงินประเทศปลายทางแต่ละรายการ (ID)(ID)(ID) ณ ไตรมาส ttt เทียบกับ hhh ไตรมาสก่อนหน้า โดย (ID)(ID)(ID) แสดงว่าแตกต่างในแต่ละบริษัท fff สินค้า iii ประเทศปลายทาง jjj และ invoicing currency ccc

ΔhFC/THBj,t\Delta_h FC/THB_{j,t}Δh​FC/THBj,t​ คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินประเทศปลายทางเทียบต่อ 1 บาท ณ ไตรมาส ttt เทียบกับ hhh ไตรมาสก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นหมายถึงเงินบาทแข็งค่าเทียบสกุลเงินประเทศปลายทาง

ΔhXj,t\Delta_h X_{j,t}Δh​Xj,t​ คือ เวกเตอร์ของการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้ผลิตและ GDP ของประเทศคู่ค้าในแต่ละไตรมาสเทียบกับ hhh ไตรมาสก่อนหน้า เพื่อควบคุมปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตของผู้นำเข้าและด้านอุปสงค์จากต่างประเทศที่จะมีผลต่อสินค้าส่งออกไทย ตามลำดับ

αID\alpha_{ID}αID​ และ δt\delta_tδt​ คือ ตัวแปร fixed effects ในระดับราย IDIDID และรายไตรมาส ที่ควบคุมลักษณะเฉพาะที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลาแต่แตกต่างกันในแต่ละรายการ และควบคุมปัจจัยด้านมหภาคในแต่ละช่วงเวลาที่ส่งผลกระทบต่อทุกรายการ ตามลำดับ

βh\beta_hβh​ คือ ขนาดของการส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาส่งออกสินค้าโดยเป็นผลโดยเฉลี่ยของ hhh ไตรมาส

การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาแบ่งตาม invoicing currency (รูปที่ 4)

การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาแบ่งตาม invoicing currency ในรูปที่ 4 คำนวนจากสมการที่ (1) โดยแบ่งสัมประสิทธิ์จากตัวแปร dummy ตาม PCP LCP และ DCP ดังนี้

ΔhPID,t∗=  β1,h ΔhFC/THBj,t×LCPID+β2,h ΔhFC/THBj,t×PCPID+β3,h ΔhFC/USDj,t×DCPID+β4,h ΔhUSD/THBj,t×DCPID+θhΔhXj,t+αID+δt+εID,t(2)\begin{aligned} \Delta_h P^{*}_{ID,t} = \;& \beta_{1,h}\,\Delta_h FC/THB_{j,t}\times LCP_{ID} \\ &+ \beta_{2,h}\,\Delta_h FC/THB_{j,t}\times PCP_{ID} \\ &+ \beta_{3,h}\,\Delta_h FC/USD_{j,t}\times DCP_{ID} \\ &+ \beta_{4,h}\,\Delta_h USD/THB_{j,t}\times DCP_{ID} \\ &+ \theta_h \Delta_h X_{j,t} + \alpha_{ID} + \delta_t + \varepsilon_{ID,t} \quad \text{(2)} \end{aligned}Δh​PID,t∗​=​β1,h​Δh​FC/THBj,t​×LCPID​+β2,h​Δh​FC/THBj,t​×PCPID​+β3,h​Δh​FC/USDj,t​×DCPID​+β4,h​Δh​USD/THBj,t​×DCPID​+θh​Δh​Xj,t​+αID​+δt​+εID,t​(2)​

ΔhFC/THBj,t\Delta_h FC/THB_{j,t}Δh​FC/THBj,t​ คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินประเทศปลายทางเทียบต่อ 1 USD ณ ไตรมาส ttt เทียบกับ hhh ไตรมาสก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นหมายถึงเงิน USD แข็งค่าเทียบสกุลเงินประเทศปลายทาง

ΔhUSD/THBj,t\Delta_h USD/THB_{j,t}Δh​USD/THBj,t​ คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนของ USD ต่อ 1 บาท ณ ไตรมาส ttt เทียบกับ hhh ไตรมาสก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นหมายถึงเงินบาทแข็งค่าเทียบ USD

LCPID,PCPID,DCPIDLCP_{ID}, PCP_{ID}, DCP_{ID}LCPID​,PCPID​,DCPID​ คือ ตัวแปร dummy ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 หากรายการนั้นตั้งราคาเป็น LCP PCP และ DCP ตามนิยามในบทความหลัก ตามลำดับ

การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนตาม import intensity ขนาดของบริษัท และประเภทสินค้า (รูปที่ 5)

รูปที่ 5 แบ่งการส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนตาม import intensity ขนาดของบริษัท และประเภทสินค้าเพิ่มเติมจากสมการที่ (2) ดังนี้

ΔhPID,t∗=  [β1,h+ϕ1,hIMPf+λ1,hlog⁡Lf+σ1,hHomoi] ΔhFC/THBj,t×PCPID+[β2,h+ϕ2,hIMPf+λ2,hlog⁡Lf+σ2,hHomoi] ΔhFC/THBj,t×LCPID+[β3,h+ϕ3,hIMPf+λ3,hlog⁡Lf+σ3,hHomoi] ΔhFC/USDj,t×DCPID+[β4,h+ϕ4,hIMPf+λ4,hlog⁡Lf+σ4,hHomoi] ΔhUSD/THBj,t×DCPID+θhΔhXj,t+αID+δt+εID,t(3)\begin{aligned} \Delta_h P^{*}_{ID,t} = \;& [\beta_{1,h} + \phi_{1,h} IMP_f + \lambda_{1,h} \log L_f + \sigma_{1,h} Homo_i]\,\Delta_h FC/THB_{j,t} \times PCP_{ID} \\ &+ [\beta_{2,h} + \phi_{2,h} IMP_f + \lambda_{2,h} \log L_f + \sigma_{2,h} Homo_i]\,\Delta_h FC/THB_{j,t} \times LCP_{ID} \\ &+ [\beta_{3,h} + \phi_{3,h} IMP_f + \lambda_{3,h} \log L_f + \sigma_{3,h} Homo_i]\,\Delta_h FC/USD_{j,t} \times DCP_{ID} \\ &+ [\beta_{4,h} + \phi_{4,h} IMP_f + \lambda_{4,h} \log L_f + \sigma_{4,h} Homo_i]\,\Delta_h USD/THB_{j,t} \times DCP_{ID} \\ &+ \theta_h \Delta_h X_{j,t} + \alpha_{ID} + \delta_t + \varepsilon_{ID,t} \quad \text{(3)} \end{aligned}Δh​PID,t∗​=​[β1,h​+ϕ1,h​IMPf​+λ1,h​logLf​+σ1,h​Homoi​]Δh​FC/THBj,t​×PCPID​+[β2,h​+ϕ2,h​IMPf​+λ2,h​logLf​+σ2,h​Homoi​]Δh​FC/THBj,t​×LCPID​+[β3,h​+ϕ3,h​IMPf​+λ3,h​logLf​+σ3,h​Homoi​]Δh​FC/USDj,t​×DCPID​+[β4,h​+ϕ4,h​IMPf​+λ4,h​logLf​+σ4,h​Homoi​]Δh​USD/THBj,t​×DCPID​+θh​Δh​Xj,t​+αID​+δt​+εID,t​(3)​

IMPfIMP_fIMPf​ คือ ค่าเฉลี่ย import intensity ของผู้ส่งออก โดยคำนวนจากค่าเฉลี่ยของสัดส่วนการนำเข้าปัจจัยการผลิตที่ตั้งราคาเป็นสกุลเงินต่างประเทศต่อต้นทุนทั้งหมดของบริษัท

log⁡Lf\log L_flogLf​ คือ ขนาดของบริษัทที่คำนวนจากค่า log ของค่าเฉลี่ยของจำนวนแรงงานในแต่ละผู้ส่งออก

HomoiHomo_iHomoi​ คือ ตัวแปร dummy ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 ก็ต่อเมื่อสินค้าส่งออกจัดอยู่ในประเภทสินค้า homogeneous แบ่งตาม Rauch classification (Rauch, 1999)

การตอบสนองของปริมาณการส่งออกต่อราคาที่เปลี่ยนไป (รูปที่ 6)

การตอบสนองของปริมาณการส่งออกต่อราคาที่เปลี่ยนไปในรูปที่ 6 คำนวนผ่านแบบจำลอง two-stage least squares โดยสมการที่ (3) เป็นสมการ 1st stage จากนั้นจึงใช้การเปลี่ยนแปลงราคาที่ประมาณค่าได้มาคำนวนในสมการ 2nd stage ดังนี้

ΔhQID,t=ρhΔhPID,t∗+γIndind,j,t+ff,i+εID,t(4)\Delta_h Q_{ID,t} = \rho_h \Delta_h P^{*}_{ID,t} + \gamma \text{Ind}_{ind,j,t} + f_{f,i} + \varepsilon_{ID,t} \quad \text{(4)}Δh​QID,t​=ρh​Δh​PID,t∗​+γIndind,j,t​+ff,i​+εID,t​(4)

ΔhQID,t\Delta_h Q_{ID,t}Δh​QID,t​ คือ เปลี่ยนแปลงของปริมาณส่งออกสินค้าแต่ละรายการ (ID)(ID)(ID) ณ ไตรมาส ttt เทียบกับ hhh ไตรมาสก่อนหน้า

ทั้งนี้ สมการ 1st stage และ 2nd stage ได้เปลี่ยน fixed effects จากเดิมในสมการที่ (3) มาเป็น γIndind,j,t\gamma \text{Ind}_{ind,j,t}γIndind,j,t​ และ ff,if_{f,i}ff,i​ ที่คือ fixed effects ในระดับอุตสาหกรรม indindind × ประเทศปลายทาง jjj × ไตรมาส ttt และ ระดับผู้บริษัท fff × สินค้า iii ตามลำดับ ซึ่งช่วยควบคุมตัวแปรรบกวนระดับมหภาคทั้งหมดที่อาจกระทบต่อปริมาณการส่งออกสินค้าและอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น ρh\rho_hρh​ จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงเปรียบเทียบของปริมาณการส่งออกที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาในระดับสินค้าและบริษัท ผลในรูป 6B คำนวนโดยใช้การแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ชุด ระหว่างสินค้า homogeneous และ differentiated

เอกสารอ้างอิง

Amiti, M., Itskhoki, O., & Konings, J. (2014). Importers, Exporters, and Exchange Rate Disconnect. American Economic Review, 104(7), 1942–1978.
Amiti, M., Itskhoki, O., & Konings, J. (2022). Dominant currencies: How firms choose currency invoicing and why it matters. The Quarterly Journal of Economics, 137(3), 1435–1493.
Apaitan, T., Manopimoke, P., Nookhwun, N., & Pattararangrong, J. (2024). Heterogeneity in exchange rate pass-through to import prices in Thailand: Evidence from micro data. Journal of International Money and Finance, 149, 103196.
Bank of Thailand. (2018). Monetary Policy Report, June 2018 [Monetary Policy Report]. Bank of Thailand.
Berman, N., Martin, P., & Mayer, T. (2012). How do Different Exporters React to Exchange Rate Changes? The Quarterly Journal of Economics, 127(1), 437–492.
Betts, C., & Devereux, M. B. (2000). Exchange rate dynamics in a model of pricing-to-market. Journal of International Economics, 50(1), 215–244.
Boz, E., Casas, C., Georgiadis, G., Gopinath, G., Le Mezo, H., Mehl, A., & Nguyen, T. (2022). Patterns of invoicing currency in global trade: New evidence. Journal of International Economics, 136, 103604.
Burstein, A., & Gopinath, G. (2014). Chapter 7 - International Prices and Exchange Rates. In G. Gopinath, E. Helpman, & K. Rogoff (Eds.), Handbook of International Economics (Vol. 4, pp. 391–451). Elsevier.
Campa, J. M., & Goldberg, L. S. (2005). Exchange Rate Pass-Through into Import Prices. The Review of Economics and Statistics, 87(4), 679–690.
Chaeng-lum, M., Nookhwun, N., & Pattararangrong, J. (2026). US Dollar Dominance and the Role of Local Currency Settlement Framework: Evidence from Thai Exports. Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
De Gregorio, J., García, P., Luttini, E., & Rojas, M. (2024). From dominant to producer currency pricing: Dynamics of Chilean exports. Journal of International Economics, 149, 103934.
Devereux, M. B., & Engel, C. (2002). Exchange rate pass-through, exchange rate volatility, and exchange rate disconnect. Journal of Monetary Economics, 49(5), 913–940.
Fitzgerald, D., Yedid-Levi, Y., & Haller, S. (2025). Can Sticky Quantities Explain Export Insensitivity to Exchange Rates? D. Fitzgerald et al. IMF Economic Review, 73(1), 20–44.
Fontagné, L., Martin, P., & Orefice, G. (2018). The international elasticity puzzle is worse than you think. Journal of International Economics, 115, 115–129.
Gopinath, G., Boz, E., Casas, C., Díez, F. J., Gourinchas, P.-O., & Plagborg-Møller, M. (2020). Dominant Currency Paradigm. American Economic Review, 110(3), 677–719.
Gopinath, G., & Itskhoki, O. (2022). Chapter 2 - Dominant Currency Paradigm: a review. In G. Gopinath, E. Helpman, & K. Rogoff (Eds.), Handbook of International Economics: International Macroeconomics, Volume 6 (Vol. 6, pp. 45–90). Elsevier.
Ito, K., Jinji, N., Matsuura, T., & Yoshimoto, U. (2025). Firms in Global Value Chains and Their Responses to Exchange Rate Changes (Discussion Paper No. DP2025-009). Institute for Economic Studies, Keio University.
Magee, S. P. (1973). Currency Contracts, Pass-Through, and Devaluation. Brookings Papers on Economic Activity, 4(1), 303–325.
McLeay, M., & Tenreyro, S. (2026). Dollar Dominance and the Transmission of Monetary Policy. The Quarterly Journal of Economics, 141(1), 605–666.
Nookhwun, N., Pattararangrong, J., & Rungcharoenkitkul, P. (2025). Exchange rate effects on firm performance: a NICER approach. Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
Obstfeld, M., & Rogoff, K. (1995). Exchange rate dynamics redux. Journal of Political Economy, 103(3), 624–660.
Rauch, J. E. (1999). Networks versus markets in international trade. Journal of International Economics, 48(1), 7–35.

  1. McLeay & Tenreyro (2026) ได้เสนอว่า สินค้าที่ตั้งราคาเป็น DCP ในช่วงที่ค่าเงินอ่อนค่า ผู้ส่งออกอาจปรับราคาผ่าน markup โดยนำอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นมาปรับลดราคาสินค้าลงเพื่อเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อโดยเฉพาะสินค้าที่อ่อนไหวต่อราคาและอยู่ในตลาดที่การแข่งขันสูง โดยคาดว่าผลสุทธิคือมูลค่าการส่งออกจะเพิ่มสูงขึ้นจากปริมาณสินค้าที่เพิ่ม มากกว่าอัตรากำไรต่อหน่วยที่ลดลง↩
  2. กลุ่มตัวอย่างในงานศึกษานี้เป็นข้อมูลการส่งออกสินค้าไทยในระดับใบขนของกรมศุลกากร ที่นับเฉพาะผู้ส่งออกในภาคธุรกิจที่ส่งออกสินค้าเป็นเวลาหนึ่งแล้ว โดยไม่รวมธุรกรรมทองคำ ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ไปจนถึงค่าผิดปกติ ซึ่งเลือกเฉพาะประเทศคู่ค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไม่น้อยกว่า 0.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างครอบคลุมประมาณ 64% ของมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมของไทย ซึ่งคิดเป็นรายการส่งออกทั้งสิ้นกว่า 3,871,748 รายการ จากผู้ส่งออก 13,969 บริษัท และสินค้ารวม 9,533 ประเภท จำแนกสินค้าตาม HS code ในระดับ 11 หลัก ส่งออกไปยัง 30 ประเทศปลายทาง ที่มีระบุ invoicing currency 29 สกุล↩
  3. เท่ากับว่าหากไทยส่งออกไปสหรัฐแล้วตั้งราคาเป็นสกุลดอลลาร์จะอยู่ในรูปแบบของ LCP โดยการส่งออกไทยมีการใช้ DCP ในสกุลเงินอื่นนอกจากสกุลดอลลาร์ (DCP (Non-USD) ในสัดส่วนน้อยประมาณ 4% ของมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด ซึ่งสกุลเงินที่เป็นที่นิยม 3 สกุล ได้แก่ เยน ยูโร และ สิงคโปร์ดอลลาร์ ตามลำดับ↩
  4. Import intensity คำนวนได้จากสัดส่วนมูลค่านำเข้าที่ตั้งราคาเป็นสกุลเงินต่างประเทศต่อค่าใช้จ่ายรวมของบริษัท↩
Jettawat Pattararangrong
Jettawat Pattararangrong
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Khemmakorn Srichanyanonth
Khemmakorn Srichanyanonth
Bank of Thailand
Svarin Yuenyong
Svarin Yuenyong
Bank of Thailand
Topics: International FinanceInternational TradeMacroeconomics
Tags: exchange rate pass-throughinvoicing currencythai exports
The views expressed in this workshop do not necessarily reflect the views of the Puey Ungphakorn Institute for Economic Research or the Bank of Thailand.

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research

273 Samsen Rd, Phra Nakhon, Bangkok 10200

Phone: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

Terms of Service | Personal Data Privacy Policy

Copyright © 2026 by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

Content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license.

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

Get PIER email updates

Facebook
YouTube
Email