ค่าเงินกระทบการส่งออกอย่างไร? ในโลกที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินที่หลากหลาย

excerpt
ช่องทางสำคัญหนึ่งที่อัตราแลกเปลี่ยนช่วยปรับสมดุลทางเศรษฐกิจคือผ่านกิจกรรมในภาคส่งออก โดยทฤษฎีดั้งเดิมมักมองว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินกระทบต่อปริมาณการส่งออกทันทีผ่านการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในมุมมองของผู้ซื้อ อย่างไรก็ดี ทฤษฎีดังกล่าวตั้งอยู่บนข้อสมมติหลักที่ว่าสินค้าถูกซื้อขายด้วยสกุลเงินประเทศส่งออก ขณะที่ในปัจจุบันพบว่าการซื้อขายระหว่างประเทศเกิดขึ้นในสกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก บทความนี้จึงพาผู้อ่านไปสำรวจข้อเท็จจริงในกรณีของไทยถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อราคาสินค้าส่งออก (exchange rate pass-through: ERPT) รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อปริมาณการส่งออก ผลการศึกษาชี้ว่า หากสินค้าถูกตั้งราคาในเงินบาท ผู้ซื้อจะเผชิญราคาเพิ่มขึ้นตามทฤษฎี ขณะที่หากสินค้าถูกตั้งราคาเป็นเงินดอลลาร์ ผู้ส่งออกจะปรับขึ้นราคาสินค้าราว 2%–4% เมื่อเงินบาทแข็งค่า 10% เทียบกับเงินดอลลาร์ ด้านปริมาณการส่งออกพบว่า ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น 10% จะทำให้ปริมาณส่งออกลดลง 1.9% เมื่อเวลาผ่านไปมากกว่า 1 ปี ถือว่าการส่งผ่านมีความล่าช้าและต่ำกว่างานศึกษาอื่น ผลการศึกษาสะท้อนว่าการประเมินบทบาทอัตราแลกเปลี่ยนในภาคส่งออกควรคำนึงถึงสกุลเงินที่ซื้อขายและอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันผู้ดำเนินนโยบายควรติดตามอัตราแลกเปลี่ยนหลายประเภท และที่มาของการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไป เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่า การส่งออกสินค้าไทยจะได้ประโยชน์จากความสามารถในการแข่งขันที่ปรับดีขึ้นจากราคาในรูปสกุลเงินต่างประเทศที่ถูกลงและตามมาด้วยปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ทว่าในความเป็นจริงความสัมพันธ์อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ราคาสินค้าส่งออกบางกลุ่มอาจเปลี่ยนแปลงตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเกือบทั้งหมด หรือบางกลุ่มอาจไม่ปรับเปลี่ยนเลย ดังนั้น คำถามสำคัญคือ อะไรเป็นตัวกำหนดการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคา และคำถามถัดมาคือ ปริมาณการส่งออกจะตอบสนองต่อราคาที่เปลี่ยนไปอย่างไร
บทความนี้ได้สรุปกรอบแนวคิดผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อการส่งออกผ่านราคาสินค้าออกเป็นสองส่วน ได้แก่
การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้า (exchange rate pass-through: ERPT) ยิ่งมีขนาดใหญ่ ยิ่งกระทบราคาที่ผู้ซื้อเผชิญและกระทบต่อความต้องการซื้อสินค้าได้มากขึ้น ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยที่กำหนดความต่างของ ERPT คือ สกุลเงินที่ผู้ขายใช้ในการตั้งราคา (invoicing currency) งานศึกษานี้จึงวิเคราะห์โดยแบ่งรูปแบบการใช้ invoicing currency ออกเป็น 3 กลุ่ม ภายใต้ข้อสมมติราคาสินค้าไม่เปลี่ยนแปลงในระยะสั้น (สรุปในตารางที่ 1) ได้แก่
Producer Currency Pricing (PCP) คือการตั้งราคาโดยใช้สกุลเงินประเทศผู้ส่งออก (เงินบาทในกรณีของไทย) ซึ่งมักเป็นข้อสมมติหลักในทางทฤษฎีที่ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในสายตาของผู้ซื้ออย่างสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นโดยตั้งราคาเป็นบาทที่ 100 บาท หรือประมาณ 500 เยน หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น 10% เทียบกับเงินเยน (จาก 1 บาทแลกได้ 5 เยน เป็น 1 บาทแลกได้ 5.5 เยน) ราคาข้าว 100 บาทนั้น จะคิดเป็น 550 เยน และแพงขึ้นทันที 10% ในสายตาคนญี่ปุ่น ทำให้ผู้นำเข้าญี่ปุ่นหันไปเลือกซื้อจากประเทศอื่น หรือสินค้าที่ผลิตในประเทศแทน กลไกนี้เรียกว่า expenditure-switching effect (Obstfeld & Rogoff, 1995)
Local Currency Pricing (LCP) คือการตั้งราคาโดยใช้สกุลเงินประเทศปลายทางที่เป็นคู่ค้า ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนไม่ส่งผ่านไปยังราคาในสายตาผู้ซื้อ เช่น ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นเป็นเงินเยน เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเยน คนญี่ปุ่นยังรับรู้ราคาเท่าเดิมจึงไม่เกิด expenditure-switching effect (Betts & Devereux, 2000; Devereux & Engel, 2002) อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยจะมีอัตรากำไรลดลงหลังแปลงรายได้มาเป็นเงินบาท (ในตัวอย่างข้างต้น จากที่ข้าว 500 เยนเคยแลกได้ 100 บาท จะเหลือเพียง 90.91 บาท) ผลกระทบนี้เรียกว่า valuation effect (Nookhwun et al., 2025)
Dominant Currency Pricing (DCP) งานศึกษาในระยะหลังพบว่า การค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ตั้งราคาในรูปสกุลเงินหลักไม่กี่สกุล โดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD หรือเงินดอลลาร์นับจากนี้) ที่พบมากในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยด้วย (Gopinath & Itskhoki, 2022; Boz et al., 2022; Chaeng-lum et al., 2026; Apaitan et al., 2024) ทำให้ภายใต้ DCP มีอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องสองส่วนด้วยกัน คือ
- เงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินคู้ค้า (FC/USD) เมื่อสกุลคู่ค้าอ่อนค่า ราคาสินค้าไทยจะแพงขึ้นทันทีในสายตาคู่ค้า เกิด expenditure-switching effect คล้ายกับกรณีของ PCP
- เงินบาทเทียบเงินดอลลาร์ (USD/THB) เมื่อเงินบาทอ่อนค่า ผู้ส่งออกไทยจะรับรู้รายได้เป็นเงินบาทมากขึ้นส่งผลให้อัตรากำไรสูงขึ้น เกิดเป็น valuation effect คล้ายกับกรณีของ LCP
| Invoicing currency regimes | Relevant exchange rates | Exchange rate pass-through | Expenditure-switching effect | Valuation effect |
|---|---|---|---|---|
| Producer Currency Pricing (PCP) | FC/THB | Complete | ✓ | ✗ |
| Local Currency Pricing (LCP) | FC/THB | Zero | ✗ | ✓ |
| Dominant Currency Pricing (DCP) | FC/USD and USD/THB | Complete or Zero | ✓ (FC/USD) | ✓ (USD/THB) |
เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ส่งออกสามารถเลือกที่จะส่งผ่านหรือไม่ส่งผ่านผลของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้าได้ โดยขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การปรับราคา ในทางทฤษฎี กลยุทธ์การปรับราคาสินค้าเพื่อตอบสนองต่ออัตราแลกเปลี่ยนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่องทางหลัก (Berman et al., 2012; Amiti et al., 2014) ได้แก่
- การปรับราคาผ่านช่องทางต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost channel) หมายถึง การปรับราคาตามต้นทุนการผลิตสินค้า เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อต้นทุนการนำเข้า เช่น ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ผู้ส่งออกจะเผชิญต้นทุนมากขึ้นทำให้อาจเลือกผลักต้นทุนผ่านการปรับเพิ่มราคาสินค้า
- การปรับราคาผ่านช่องทางการกำหนดราคา (markup หรือ pricing-to-market channel) หมายถึง เลือกที่จะปรับอัตรากำไร (markup) เพื่อไม่ให้ผลของอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังผู้ซื้อทั้งหมดจนกระทบส่วนแบ่งตลาด (pricing-to-market) เช่น ในกรณีที่ราคาสินค้าตั้งเป็น DCP และเงินสกุลคู่ค้าอ่อนค่าเทียบสกุลดอลลาร์ ผู้ซื้อรับรู้ราคาสินค้าที่แพงขึ้น เช่นนั้นผู้ส่งออกจะเลือกปรับลดราคาสินค้าผ่านการลด markup เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด หรือ เมื่อเงินบาทอ่อนค่าเทียบสกุลดอลลาร์ ผู้ส่งออกจะปรับลดราคาสินค้าโดยลด markup ที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้จากการแปลงรายได้เป็นเงินบาท เพื่อเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ1 ทั้งนี้ การปรับ markup ขึ้นอยู่กับลักษณะของบริษัทและสินค้า เช่น ขนาดบริษัท อำนาจตลาด ไปจนถึงความยืดหยุ่นของอุปสงค์
สำหรับผลต่อปริมาณส่งออกสินค้า งานศึกษาเชิงประจักษ์ในอดีตพบว่า ปริมาณการค้าระหว่างประเทศตอบสนองต่ออัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าที่ทฤษฎีคาดการณ์ไว้ (Fontagné et al., 2018) และอัตราแลกเปลี่ยนกระทบปริมาณส่งออกในระยะกลางถึงยาวแทนที่จะปรับตัวทันที เนื่องจากคำสั่งซื้อไม่สามารถตอบสนองต่อราคาได้ทันที ทั้งจากความสัมพันธ์ทางการค้าระยะยาว ต้นทุนการเปลี่ยนคู่ค้า และข้อจำกัดของสัญญาซื้อขาย เป็นต้น (sticky quantities; Fitzgerald et al., 2025) ด้วยเหตุนี้ งานศึกษาจึงพิจารณาทั้งกลไกด้านราคาและการปรับตัวของปริมาณการส่งออกสินค้า เพื่อประเมินผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อการส่งออกไทย
งานศึกษานี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลการส่งออกสินค้าไทยในระดับใบขนของกรมศุลกากรรายไตรมาสตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2025 ที่จำแนกสินค้าตามรหัสพิกัดศุลกากร (Harmonized System code: HS code) ในระดับ 11 หลัก2 โดยแบ่งการตั้งราคาออกเป็น 3 กลุ่ม ตามตารางที่ 1 ได้แก่ PCP สำหรับรายการที่ตั้งราคาเป็นเงินบาท LCP สำหรับรายการที่ตั้งราคาเป็นสกุลเดียวกับสกุลคู่ค้า และ DCP สำหรับรายการที่ตั้งราคาเป็นสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ทั้ง PCP และ LCP ซึ่งการศึกษานี้จะหมายถึงสกุลดอลลาร์ที่คู่ค้าไม่ใช่สหรัฐฯ3 และงานศึกษานี้แทนราคาสินค้าส่งออกด้วยมูลค่าสินค้าต่อหน่วย (unit values) โดยคำนวนจากมูลค่าในรูปสกุลคู่ค้าหารด้วยปริมาณการส่งออกของแต่ละรายการ
จากข้อมูลการส่งออกไทยสามารถแบ่งกลุ่มสินค้าส่งออกหลักได้เป็น 15 กลุ่มตาม HS code ที่ระดับ 2 หลัก โดยกลุ่มสินค้าที่ไทยมีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ (electronics) ที่ 13% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ กลุ่มยานพาหนะ (transportation) ที่ 11% เครื่องใช้ไฟฟ้า (electrical appliances) ที่ 11% เครื่องจักรและอุปกรณ์ (machinery and equipment) ที่ 10% และอาหาร (foodstuffs) ที่ 8%
จากข้อมูลของไทยพบว่า ในจำนวนสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่ไม่ใช่สหรัฐฯ (ประมาณ 85% ของมูลค่าส่งออก) ผู้ส่งออกตั้งราคาเป็นดอลลาร์ (ตั้งราคาแบบ DCP) สูงถึง 74% โดยการส่งออกสินค้าทั้งหมดในปี 2025 มีสัดส่วนของ DCP สูงถึง 58% (รูปที่ 1A) ขณะที่การตั้งราคาเป็น LCP มีสัดส่วนอยู่ที่ 15% สำหรับการตั้งราคาเป็นเงินบาทหรือ PCP มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่ผ่านมา จากจากสัดส่วนเดิมที่ 16% ในปี 2009 มาอยู่ที่ 23% ในปี 2025
เมื่อเจาะในรายกลุ่มสินค้าในรูป 1B จะพบว่า กลุ่มสินค้าที่ตั้งราคาเป็น DCP ในสัดส่วนสูงกว่า 80% ของมูลค่าการส่งออกกลุ่มนั้น ๆ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากแร่ (mineral products) และพลาสติก (plastics) ขณะที่บางกลุ่มสินค้ามีสัดส่วนการใช้ DCP ไม่สูงมาก เช่น กลุ่มยานพาหนะ มีสัดส่วน DCP น้อยกว่า 50% และมี PCP สูงสุดถึง 37% หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ามีสัดส่วนการใช้ DCP อยู่เพียง 54% และมีการตั้งราคาในรูป LCP ถึง 30% หรือสินค้าเครื่องแต่งกาย (footwear and headgear) มีสัดส่วนการใช้ LCP สูงสุดอยู่ที่ 43%
รูปที่ 2 แสดงการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาสินค้า (ERPT) ในภาพรวม โดยแกนตั้งแสดงอัตราการส่งผ่านผลกระทบไปยังราคาที่ผู้ซื้อรับรู้ (0 คือไม่มีผลกระทบ ไปจนถึง 1 คือส่งผ่านผลกระทบโดยสมบูรณ์) ขณะที่แกนนอนแสดงระยะเวลาหลังจากอัตราแลกเปลี่ยนเกิดการเปลี่ยนแปลง จากรูปพบว่า ERPT มีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 85% กล่าวคือ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบสกุลคู้ค้า (FC/THB) 10% ราคาสินค้าในมุมมองผู้ซื้อจะแพงขึ้นทันที 8.5% ถือว่า ERPT ส่งผ่านในลักษณะที่รวดเร็ว และไม่สมบูรณ์ เนื่องจากการส่งผ่านเกิดขึ้นทันทีและขนาดคงที่ตลอด 8 ไตรมาส แต่ราคาเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน โดยผลการศึกษาสอดคล้องกับกรณีต่างประเทศ (Campa & Goldberg, 2005; Burstein & Gopinath, 2014; Amiti et al., 2014; Gopinath et al., 2020; De Gregorio et al., 2024) และ ERPT ของราคาสินค้านำเข้าไทย (Apaitan et al., 2024)
กลุ่มสินค้ามีขนาดของ ERPT ที่แตกต่างกัน ดังแสดงในรูปที่ 3 โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับสกุลเงินที่ใช้ในการตั้งราคา อาทิ สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์จากแร่มีการส่งผ่านสูงสุดประมาณ 1 และพบว่ามีสัดส่วนการใช้ LCP ต่ำที่สุดเพียง 4% ของมูลค่าการส่งออกในกลุ่มสินค้านั้นทั้งหมด ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และ เครื่องจักรและอุปกรณ์มีการส่งผ่านที่ต่ำกว่าอยู่ที่ราว 0.8 และพบว่ามีสัดส่วนการใช้ LCP ที่ค่อนข้างสูงกว่ากลุ่มสินค้าอื่น ๆ สอดคล้องกับตารางที่ 1 ที่ประเมินว่าการตั้งราคาในรูป LCP จะพบการส่งผ่านราคาที่ต่ำ
หากจำแนกผลการส่งผ่านของอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาตามประเภทของ invoicing currency ผลลัพธ์ในรูปที่ 4 สอดคล้องกับทฤษฎีในตารางที่ 1 โดยพบว่าสินค้าส่งออกที่ตั้งราคาเป็น PCP และเป็น DCP มี ERPT ขนาดใหญ่กว่าเทียบกับกรณีที่ตั้งราคาเป็น LCP
ในกรณี PCP (รูปที่ 4A) พบว่าขนาดของ ERPT อยู่ใกล้เคียง 1 ทั้งในระยะสั้น (1 ไตรมาส) และระยะปานกลาง (8 ไตรมาส) สอดคล้องกับทฤษฎี complete passthrough ตามตารางที่ 1 กล่าวคือ เมื่อเงินบาทแข็งค่าเทียบสกุลคู่ค้า 10% ราคาสินค้าที่คู่ค้าต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นทันทีในอัตราเดียวกันที่ 10% และคงที่ตลอดช่วงเวลา เกิด expenditure-switching effect โดยแทบไม่มีการปรับลดราคาเลย ในทางตรงข้าม กรณี LCP (รูปที่ 4B) พบว่าขนาดของ ERPT อยู่ที่ 0.21 ในระยะสั้น ก่อนทยอยปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 0.40 ในระยะปานกลาง ซึ่งต่ำกว่ากรณี PCP และเกิด valuation effect กระทบอัตรากำไรของผู้ส่งออก ซึ่งขนาดของ ERPT ที่ทยอยเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป สะท้อนการทยอยปรับราคาของผู้ส่งออกเพื่อชดเชยอัตรากำไรที่ถูกกระทบจากการแปลงรายได้เป็นเงินบาทที่ลดลง โดยแลกกับ expenditure-switching effect ที่จะตามมา
สำหรับ ERPT ในกรณี DCP จะมีอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องด้วยกันอยู่สองคู่ คือ ค่าเงินประเทศคู่ค้าต่อดอลลาร์ (FC/USD) และค่าเงินดอลลาร์ต่อบาท (USD/THB) โดยผลในรูป 34C แสดงลักษณะของ ERPT ที่คล้ายกรณี PCP และ LCP สอดคล้องกับตารางที่ 1 โดย ERPT ต่ออัตราแลกเปลี่ยนคู่ FC/USD (DCP-FC) มีขนาดอยู่ที่ 0.95 และทรงตัวใกล้เคียงเดิมในระยะปานกลาง คล้ายกับกรณี PCP ที่สะท้อนว่า แม้เงินสกุลคู่ค้าเทียบดอลลาร์ปรับอ่อนค่า ผู้ส่งออกไทยแทบไม่ปรับลดราคารูปดอลลาร์เพื่อบรรเทาผลของ expenditure-switching effect จากราคาของผู้ซื้อที่สูงขึ้น ขณะที่ ERPT ต่ออัตราแลกเปลี่ยนคู่ USD/THB (DCP-THB) มีขนาดอยู่ที่ 0.21 ในระยะสั้น และปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.44 ในระยะปานกลาง คล้ายกับกรณี LCP ที่สะท้อนว่าผู้ส่งออกไทยจะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ เพื่อลดทอนผลกระทบจาก valuation effect หากเงินบาทเทียบดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น
นอกจากความต่างของสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายแล้ว ขนาด ERPT ของผู้ส่งออกยังขึ้นกับความเข้มข้นของการนำเข้าวัตถุดิบ (import intensity)4 ซึ่งสะท้อนการปรับราคาผ่านช่องทางต้นทุน (marginal cost channel) เช่น หากผู้ส่งออกมี import intensity สูง ความจำเป็นในการปรับขึ้นราคาเมื่อเงินบาทแข็งค่าจะมีน้อยลง เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลงช่วยลดทอนผลกระทบในฝั่งรายได้ (natural hedging)
ในรูปที่ 5 พบว่า import intensity ที่สูง จะทำให้ ERPT ต่ำลงเมื่อผ่านไปสองไตรมาสเทียบกับกรณีไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบ เนื่องจากผู้ส่งออกอาจไม่สามารถปรับราคาทันทีในไตรมาสแรก ขณะเดียวกัน ในระยะปานกลาง ERPT จะต่ำลงอีกในกรณี LCP และ DCP-THB ขณะที่ไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจนในกรณี PCP และ DCP-FC โดยผลของ import intensity ที่ต่างกัน คาดว่าเกิดจากช่องทางที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่ต่างกัน (valuation vs expenditure switching effect) โดยในกรณีแรก เมื่อเงินบาทแข็งค่า อัตรากำไรของผู้ส่งออกจะได้รับผลกระทบผ่าน valuation effect แต่ถ้ามีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูง (natural hedging) ผู้ส่งออกอาจเลือกปรับราคาขึ้นในขนาดที่น้อยลง (ERPT ลดลง) ในกรณีที่สอง เมื่อเงินบาทแข็งค่า ผู้ซื้อเผชิญราคาที่สูงขึ้นทันที เกิด expenditure-switching effect ซึ่งการไม่พบความต่างของการปรับราคาอาจสะท้อนว่า ผู้ส่งออกอาจให้น้ำหนักน้อยกับการลดทอนผลของราคาผ่าน natural hedge หรืออาจเป็นไปได้ว่าผู้ส่งออกเผชิญข้อจำกัดในการปรับราคา
นอกจากนี้ การปรับราคาสินค้าสามารถอธิบายด้วยช่องทางการกำหนดราคา (markup) โดยอาจขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองแบบ ได้แก่ สินค้าที่ลักษณะคล้ายคลึงกัน (homogeneous) ซึ่งมีการซื้อขายในตลาดที่เป็นทางการหรือมีราคาอ้างอิงในตลาดโลก กับสินค้าที่ลักษณะแตกต่างกัน (differentiated) สินค้า homogeneous โดยทั่วไปมักจะมีอัตรากำไรต่ำและอ่อนไหวต่อราคามากกว่าสินค้า differentiated ดังนั้น เมื่อผู้ส่งออกกลัวว่าอัตรากำไรจะถูกกระทบหรือส่วนแบ่งตลาดจะหายไป สินค้า homogeneous จะถูกปรับราคามากกว่าสินค้า differentiated
ขนาด ERPT ของสินค้า homogeneous จะต่ำหรือสูงกว่าสินค้า differentiated ขึ้นกับว่าอัตราแลกเปลี่ยนกระทบผู้ส่งออกผ่านช่องทางใดเป็นหลัก ในรูปที่ 5 พบว่า (1) กรณี LCP และ DCP-THB เมื่อเงินบาทแข็งค่า จะกระทบต่ออัตรากำไรเป็นหลัก ทำให้สินค้า homogeneous ที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า ต้องทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า (2) กรณี DCP-FC เมื่อสกุลคู้ค่าอ่อนค่าหรือสกุลดอลลาร์แข็งค่า จะกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดเป็นหลัก ทำให้สินค้า homogeneous ที่อ่อนไหวต่อราคามากกว่า จะทยอยปรับราคาลดลงมากกว่าสินค้า differentiated อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่พบความต่างในการปรับราคากรณี PCP
ปริมาณการส่งออกสินค้าจะตอบสนองต่อราคาที่เปลี่ยนแปลงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ERPT) มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความอ่อนไหวของปริมาณการส่งออกต่อราคาที่เปลี่ยนไป (export quantity elasticity) งานศึกษานี้จึงนำ ERPT ที่ประเมินในข้างต้น มาวิเคราะห์การตอบสนองของปริมาณการส่งออก ในรูป 6A พบว่าปริมาณการส่งออกสินค้าโดยรวมมีการตอบสนองต่อราคาที่ล่าช้า โดยใช้เวลา 1 ปีหลังอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังราคา เมื่อราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 10% จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าลดลง 1.5–1.9% หลังจากเวลาผ่านไป 1 ปี
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาแยกตามลักษณะสินค้าในรูปที่ 6B จะพบว่า ปริมาณการส่งออกสินค้า homogeneous อ่อนไหวต่อราคาและตอบสนองมากกว่าสินค้า differentiated โดยราคาสินค้าที่เปลี่ยนแปลง 10% จากอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้า homogeneous ตอบสนองในขนาดประมาณ 2% เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 2 ไตรมาส ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 4% เมื่อเวลาผ่านไป 5 ไตรมาส ขณะที่ สินค้า differentiated จะตอบสนองต่อราคาที่น้อยกว่าอยู่ที่ 1.2–1.7% เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี
ทั้งนี้ การตอบสนองที่ล่าช้าสอดคล้องกับงานศึกษาในอดีตที่กล่าวถึงข้อจำกัดของการเปลี่ยนแปลงปริมาณการสั่งซื้อสินค้าในระยะสั้น อาทิ งานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ sticky quantities (Fitzgerald et al., 2025) และทฤษฎี J-curve (Magee, 1973) ในแง่ปริมาณการส่งออก ผลที่ได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับงานศึกษาของ Amiti et al. (2022) ที่ใช้ข้อมูลเบลเยียม แต่สอดคล้องกับงานศึกษาของญี่ปุ่นที่การตอบสนองของปริมาณการส่งออกในระดับต่ำที่ 2% เมื่อราคาเปลี่ยนไป 10% (Ito et al., 2025)
และสอดคล้องกับงานศึกษาของไทยในอดีตที่ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีค่าเงินที่แท้จริงกับปริมาณการส่งออกปรับลดลงและไม่พบความสัมพันธ์ในช่วงหลัง (Bank of Thailand, 2018) โดยทั้งสองอธิบายว่า ปริมาณการค้าจะตอบสนองต่อราคาไม่มาก ส่วนหนึ่งมาจากห่วงโซ่การผลิตโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น รวมถึง Fitzgerald et al. (2025) ยังพบว่า อัตราแลกเปลี่ยนมีความไม่แน่นอนสูงและคาดการณ์ยาก ทำให้ผู้นำเข้ามีข้อจำกัดในการปรับการลงทุนและคำสั่งซื้อตามราคาที่เปลี่ยนไป
ผลการศึกษาชี้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนส่งผ่านไปยังราคาสินค้าส่งออกไทยโดยทันทีแต่มีลักษณะไม่สมบูรณ์ ขณะที่การส่งผ่านไปยังปริมาณการส่งออกมีความล่าช้า โดยในมิติการส่งผ่านด้านราคาพบว่าขนาดการส่งผ่านขึ้นกับสกุลเงินที่ใช้ซื้อขาย (invoicing currency) เป็นสำคัญ และพบว่าผู้ส่งออกปรับราคาสินค้าผ่านช่องทางที่แตกต่างกัน เช่น ผู้ส่งออกที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงสามารถบรรเทาผลของเงินบาทที่แข็งค่าด้วยการปรับราคาน้อยกว่าที่ควรจะเป็นตามต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลง (marginal cost) ขณะที่ผู้ส่งออกเลือกปรับราคาสินค้า homogeneous มากกว่าสินค้า differentiated ผ่านช่องทางการกำหนดราคา (markup) สำหรับมิติปริมาณการส่งออก พบว่าการตอบสนองใช้เวลากว่า 1 ปี หลังราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงจากอัตราแลกเปลี่ยน ยกเว้นสินค้า homogeneous ที่จะอ่อนไหวต่อราคาและตอบสนองได้รวดเร็วกว่าสินค้า differentiated
ในโลกที่การค้าระหว่างประเทศซื้อขายด้วยเงินสกุลดอลลาร์ (DCP) อาจกล่าวได้ว่าผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อภาคส่งออกมีลักษณะแตกต่างไปจากความเชื่อเดิมที่มักสมมติว่าการซื้อขายเกิดขึ้นในเงินสกุลผู้ส่งออก (PCP) จึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายบายดังนี้
การประเมินผลจากอัตราแลกเปลี่ยนควรคำนึงถึงสกุลเงินที่ใช้ซื้อขายและลักษณะของสินค้าเพื่อให้ได้ขนาดและระยะเวลาของผลกระทบที่แม่นยำขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายและเพื่อให้การดำเนินนโยบายตรงจุดมากขึ้น
ภายใต้การส่งออกที่ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์อย่างแพร่หลาย อัตราแลกเปลี่ยนที่ผู้ดำเนินนโยบายใช้ติดตามควรครอบคลุมหลายประเภท เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์หรือเทียบสกุลคู่ค้า อัตราแลกเปลี่ยนสกุลคู่ค้าเทียบเงินดอลลาร์ หรือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบสกุลคู่แข่ง โดยผู้ดำเนินนโยบายไม่ควรติดตามอัตราแลกเปลี่ยนชนิดใดเพียงชนิดเดียว เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนแต่ละประเภทส่งผลต่อภาคส่งออกในมิติที่ต่างกัน ขณะเดียวกันควรติดตามที่มาของการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ที่ขับเคลื่อนค่าเงินแต่ละชนิด ซึ่งจะมีนัยต่อภาคส่งออกแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น เงินบาทแข็งค่าจากปัจจัยภายในประเทศ ส่งผลให้เงินบาทเทียบดอลลาร์เปลี่ยนแปลง ขณะที่เงินสกุลคู่ค้าเทียบดอลลาร์คงที่ ภายใต้ DCP และสมมติให้เงินสกุลคู่แข่งไม่เปลี่ยนแปลง จะได้ว่าในระยะสั้น ผู้ส่งออกเผชิญผลลบจากการแปลงมูลค่า (valuation effect) ขณะที่ไม่ได้ผลบวกจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในมุมผู้ซื้อ (expenditure switching effect) แตกต่างจากกรณีที่เงินบาทแข็งค่าด้วยปัจจัยโลกซึ่งจะกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนหลายประเภทและมีนัยต่อภาคส่งออกแตกต่างออกไป
ภาครัฐควรส่งเสริมการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX hedging) เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของเงินบาทเทียบดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าส่งออกให้แข่งขันได้ในตลาดโลกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของเงินบาทเทียบสกุลคู่ค้าคู่แข่ง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรมีข้อจำกัดในการเลือกใช้สกุลเงินในการซื้อขาย โดยควรมีความยืดหยุุ่นในการเลือกให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ผู้ส่งออกบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อภาคส่งออกสินค้า โดยยังมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่สามารถอธิบายการเคลื่อนไหวของการส่งออกได้เช่นกัน อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าที่สะท้อนความต้องการสินค้าไทย หรือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ทั้งการเข้ามาของผู้ส่งออกรายใหม่ การหาตลาดและสินค้าส่งออกใหม่ การพัฒนาคุณภาพสินค้า การบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนนโยบายของภาครัฐที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเติบโตของภาคส่งออกไทยในอนาคต
งานศึกษานี้ประมาณค่าพลวัตของการส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับแต่ละช่วงเวลา (horizon: h = 1, 2, .., 8 ไตรมาส) โดยใช้การเปลี่ยนแปลงของค่าในไตรมาสปัจจุบันเทียบกับค่าใน h ไตรมาสที่แล้ว ผ่านจำลอง panel regression with fixed effects ตามการศึกษาของ Amiti et al. (2022) โดยใช้ตัวแปรควบคุมตามงานศึกษาในอดีต (Apaitan et al., 2024; De Gregorio et al., 2024) และการศึกษานี้ขจัด standard error bias โดยใช้การปรับด้วยวิธีแบบ Driscoll–Kraay
การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาโดยรวมในรูปที่ 2 ที่ไม่แยกตาม invoicing currency เป็นดังนี้
คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาส่งออกในรูปสกุลเงินประเทศปลายทางแต่ละรายการ ณ ไตรมาส เทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า โดย แสดงว่าแตกต่างในแต่ละบริษัท สินค้า ประเทศปลายทาง และ invoicing currency
คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินประเทศปลายทางเทียบต่อ 1 บาท ณ ไตรมาส เทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นหมายถึงเงินบาทแข็งค่าเทียบสกุลเงินประเทศปลายทาง
คือ เวกเตอร์ของการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้ผลิตและ GDP ของประเทศคู่ค้าในแต่ละไตรมาสเทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า เพื่อควบคุมปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตของผู้นำเข้าและด้านอุปสงค์จากต่างประเทศที่จะมีผลต่อสินค้าส่งออกไทย ตามลำดับ
และ คือ ตัวแปร fixed effects ในระดับราย และรายไตรมาส ที่ควบคุมลักษณะเฉพาะที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลาแต่แตกต่างกันในแต่ละรายการ และควบคุมปัจจัยด้านมหภาคในแต่ละช่วงเวลาที่ส่งผลกระทบต่อทุกรายการ ตามลำดับ
คือ ขนาดของการส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาส่งออกสินค้าโดยเป็นผลโดยเฉลี่ยของ ไตรมาส
การส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนไปยังราคาแบ่งตาม invoicing currency ในรูปที่ 4 คำนวนจากสมการที่ (1) โดยแบ่งสัมประสิทธิ์จากตัวแปร dummy ตาม PCP LCP และ DCP ดังนี้
คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินประเทศปลายทางเทียบต่อ 1 USD ณ ไตรมาส เทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นหมายถึงเงิน USD แข็งค่าเทียบสกุลเงินประเทศปลายทาง
คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนของ USD ต่อ 1 บาท ณ ไตรมาส เทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า โดยการเพิ่มขึ้นหมายถึงเงินบาทแข็งค่าเทียบ USD
คือ ตัวแปร dummy ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 หากรายการนั้นตั้งราคาเป็น LCP PCP และ DCP ตามนิยามในบทความหลัก ตามลำดับ
รูปที่ 5 แบ่งการส่งผ่านอัตราแลกเปลี่ยนตาม import intensity ขนาดของบริษัท และประเภทสินค้าเพิ่มเติมจากสมการที่ (2) ดังนี้
คือ ค่าเฉลี่ย import intensity ของผู้ส่งออก โดยคำนวนจากค่าเฉลี่ยของสัดส่วนการนำเข้าปัจจัยการผลิตที่ตั้งราคาเป็นสกุลเงินต่างประเทศต่อต้นทุนทั้งหมดของบริษัท
คือ ขนาดของบริษัทที่คำนวนจากค่า log ของค่าเฉลี่ยของจำนวนแรงงานในแต่ละผู้ส่งออก
คือ ตัวแปร dummy ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 ก็ต่อเมื่อสินค้าส่งออกจัดอยู่ในประเภทสินค้า homogeneous แบ่งตาม Rauch classification (Rauch, 1999)
การตอบสนองของปริมาณการส่งออกต่อราคาที่เปลี่ยนไปในรูปที่ 6 คำนวนผ่านแบบจำลอง two-stage least squares โดยสมการที่ (3) เป็นสมการ 1st stage จากนั้นจึงใช้การเปลี่ยนแปลงราคาที่ประมาณค่าได้มาคำนวนในสมการ 2nd stage ดังนี้
คือ เปลี่ยนแปลงของปริมาณส่งออกสินค้าแต่ละรายการ ณ ไตรมาส เทียบกับ ไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ สมการ 1st stage และ 2nd stage ได้เปลี่ยน fixed effects จากเดิมในสมการที่ (3) มาเป็น และ ที่คือ fixed effects ในระดับอุตสาหกรรม × ประเทศปลายทาง × ไตรมาส และ ระดับผู้บริษัท × สินค้า ตามลำดับ ซึ่งช่วยควบคุมตัวแปรรบกวนระดับมหภาคทั้งหมดที่อาจกระทบต่อปริมาณการส่งออกสินค้าและอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงเปรียบเทียบของปริมาณการส่งออกที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาในระดับสินค้าและบริษัท ผลในรูป 6B คำนวนโดยใช้การแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ชุด ระหว่างสินค้า homogeneous และ differentiated
เอกสารอ้างอิง
- McLeay & Tenreyro (2026) ได้เสนอว่า สินค้าที่ตั้งราคาเป็น DCP ในช่วงที่ค่าเงินอ่อนค่า ผู้ส่งออกอาจปรับราคาผ่าน markup โดยนำอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นมาปรับลดราคาสินค้าลงเพื่อเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อโดยเฉพาะสินค้าที่อ่อนไหวต่อราคาและอยู่ในตลาดที่การแข่งขันสูง โดยคาดว่าผลสุทธิคือมูลค่าการส่งออกจะเพิ่มสูงขึ้นจากปริมาณสินค้าที่เพิ่ม มากกว่าอัตรากำไรต่อหน่วยที่ลดลง↩
- กลุ่มตัวอย่างในงานศึกษานี้เป็นข้อมูลการส่งออกสินค้าไทยในระดับใบขนของกรมศุลกากร ที่นับเฉพาะผู้ส่งออกในภาคธุรกิจที่ส่งออกสินค้าเป็นเวลาหนึ่งแล้ว โดยไม่รวมธุรกรรมทองคำ ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ไปจนถึงค่าผิดปกติ ซึ่งเลือกเฉพาะประเทศคู่ค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไม่น้อยกว่า 0.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างครอบคลุมประมาณ 64% ของมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมของไทย ซึ่งคิดเป็นรายการส่งออกทั้งสิ้นกว่า 3,871,748 รายการ จากผู้ส่งออก 13,969 บริษัท และสินค้ารวม 9,533 ประเภท จำแนกสินค้าตาม HS code ในระดับ 11 หลัก ส่งออกไปยัง 30 ประเทศปลายทาง ที่มีระบุ invoicing currency 29 สกุล↩
- เท่ากับว่าหากไทยส่งออกไปสหรัฐแล้วตั้งราคาเป็นสกุลดอลลาร์จะอยู่ในรูปแบบของ LCP โดยการส่งออกไทยมีการใช้ DCP ในสกุลเงินอื่นนอกจากสกุลดอลลาร์ (DCP (Non-USD) ในสัดส่วนน้อยประมาณ 4% ของมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด ซึ่งสกุลเงินที่เป็นที่นิยม 3 สกุล ได้แก่ เยน ยูโร และ สิงคโปร์ดอลลาร์ ตามลำดับ↩
- Import intensity คำนวนได้จากสัดส่วนมูลค่านำเข้าที่ตั้งราคาเป็นสกุลเงินต่างประเทศต่อค่าใช้จ่ายรวมของบริษัท↩










