กำแพงล่องหน: บทบาทของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ในการค้ายุคใหม่

การค้าโลกในยุคปัจจุบันมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเมื่อ 10–20 ปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ แม้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยทั่วโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วนการค้าโลกทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 50–60% ของ GDP มานานนับทศวรรษ (รูปที่ 1)
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เครื่องยนต์การค้าโลกเดินช้าลง คือการเกิดขึ้นของของ "กำแพงล่องหน" หรือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องตลาดภายในประเทศและควบคุมการนำเข้า
ในการค้าระหว่างประเทศ นอกจากภาษีศุลกากรแล้ว รัฐบาลยังมีเครื่องมืออีกจำนวนหนึ่งที่สามารถใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าที่ผลิตในประเทศ โดยมาตรการเหล่านี้มักถูกเรียกรวม ว่า "มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี" (NTB) ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การกำหนดโควตาการนำเข้า การทำให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า การใช้ระบบใบอนุญาตนำเข้าที่ไม่เป็นอัตโนมัติ (non-automatic licensing) มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping) รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรฐานสินค้า โดยในระยะหลัง หลายประเทศมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดมาตรฐานสินค้ามากขึ้น ได้แก่
- มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (sanitary and phytosanitary measures: SPS) เช่น การห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์จากประเทศที่ใช้ฮอร์โมนในการเร่งการเจริญเติบโต การกำหนดปริมาณสารตกค้าง (MRLs) หรือขั้นตอนการกักกันพืช/สัตว์ที่เข้มงวดที่ใช้เวลานาน
- อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (technical barriers to trade: TBT) เช่น ข้อกำหนดด้านฉลาก บรรจุภัณฑ์ มาตรฐานอุตสาหกรรม (เช่น มอก. ของไทย หรือ CE ของสหภาพยุโรป) รวมถึง มาตรการที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความยั่งยืน เช่น มาตรการ CBAM หรือ EUDR ของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า (embedded emissions) หรือพิสูจน์แหล่งที่มาของที่สินค้าเพื่อยืนยันว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการบุกรุกป่า
แม้ว่ามาตรการเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลที่แท้จริงเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม แต่ในหลายกรณี มาตรการเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อจำกัดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วยเช่นกัน และมีแนวโน้มถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (รูปที่ 2)
NTB ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ล้วนมีผลในการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกสินค้า ทั้งจากความล่าช้าในการผ่านพิธีการศุลกากรที่อาจทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพ การต้องปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หรือกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศผู้นำเข้า หรือแม้แต่การถูกปฏิเสธการเข้าถึงตลาดหากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้
บทบาทที่เพิ่มขึ้นของ NTB ทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งในด้านการเข้าถึงตลาดต่างประเทศของผู้ส่งออก และการออกแบบมาตรการทางการค้าเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ภายในประเทศ:
- การเข้าถึงตลาดต่างประเทศของผู้ส่งออก ผู้ส่งออกไทยกำลังเผชิญกับ NTB เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวกับประเด็นด้านความยั่งยืน เช่น มาตรการ CBAM หรือ EUDR ของสหภาพยุโรป ซึ่งการจัดทำและพิสูจน์ข้อมูลต่าง ๆ เป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยที่มีขนาดเล็ก ภาครัฐจึงสามารถมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ระบบการทวนสอบ และมาตรฐานการรายงาน เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกไทยสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การคุ้มครองประโยชน์ภายในประเทศ หลายประเทศพยายามกดดันให้ไทยปรับลดหรือปรับปรุง NTB ภายในประเทศให้มีความโปร่งใสมากขึ้นดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการมาตรการ NTB ภายในประเทศอย่างรอบคอบ โดยเร่งยกระดับระบบ National Single Window (NSW) หรือระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบจุดเดียว เพื่อการนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และระหว่างประเทศ ระบบ NSW ช่วยลดขั้นตอนและภาระต้นทุนของผู้นำเข้าและผู้ส่งออก รวมทั้งลดความไม่โปร่งใสของกระบวนการกำกับดูแลที่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกดดันทางการค้า นอกจากนี้ ยังควรเสริมสร้างการประสานงานกับหน่วยงานที่กำกับดูแลมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้มีเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในโลกที่ภาษีศุลกากรไม่ใช่เครื่องมือหลักของการกีดกันทางการค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการส่งเสริมความโปร่งใส จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุนทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย และสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในเวทีการค้าโลก เพื่อให้ไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป








