คลื่นมาตรการอุตสาหกรรมโลก: นัยและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการค้าไทย

ในช่วงที่ผ่านมา คำว่า “สงครามการค้า” มักถูกอธิบายผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของการแข่งขันผ่าน มาตรการอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ภาษี เช่น เงินอุดหนุน ข้อกำหนดด้านการผลิตในประเทศ และมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างการผลิตและการค้าระหว่างประเทศในระยะยาวมากกว่าภาษีแบบเดิม หลักฐานเชิงประจักษ์สะท้อนว่า จำนวนมาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังปี 2019 จากเฉลี่ยประมาณ 1,100 มาตรการต่อปี เป็นเกือบ 1,900 มาตรการต่อปีในช่วง 2022–2024 โดยสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็นราว 60% ของมาตรการทั้งหมด
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออก แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงกติกาโลก งานศึกษาพบว่า มาตรการอุตสาหกรรมทั่วโลกครอบคลุมมูลค่าการส่งออกของไทยประมาณ 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 67.5% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2025 ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าสูง โดยกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ยานยนต์ แผงวงจรรวม อุปกรณ์สื่อสาร และเคมีภัณฑ์พื้นฐาน
หากพิจารณาเชิงรายตลาด สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ อยู่ในกลุ่มสินค้าเดียวกันกับสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนหรือคุ้มครองภายใต้มาตรการอุตสาหกรรมของประเทศนั้น ขณะที่การส่งออกไปจีนอีกประมาณ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เผชิญความเสี่ยงลักษณะเดียวกัน
ลักษณะสำคัญของมาตรการอุตสาหกรรมยุคใหม่คือการใช้เงินอุดหนุนในระยะยาวมากกว่า 1 ปี และมีการใช้แบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” โดย 70–80% ของมาตรการอุดหนุนใหม่ถูกประกาศภายใน 12 เดือนหลังประเทศอื่นเริ่มอุดหนุนสินค้าเดียวกัน รวมทั้งยังมีเป้าหมายของมาตรการที่เปลี่ยนจากการรักษาสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขความล้มเหลวของตลาด ไปสู่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยในปี 2025มาตรการที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของจีนและสหรัฐฯ มีสัดส่วนถึง 44% และ 63% ตามลำดับ
ความเสี่ยงต่อไทยสะท้อนผ่านตัวชี้วัดเชิงมหภาคหลายประการ อาทิ
- ไทยขาดดุลการค้าสินค้าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022
- ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 6.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2025 และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 27.7% ต่อปีตั้งแต่ปี 2020
- ดัชนีราคาผู้บริโภคหดตัว –0.14% สะท้อนแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำ
- ดัชนีราคาผู้ผลิตในปี 2025 หดตัว –2.3% และอยู่ในแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก
แนวโน้มเหล่านี้ชี้ว่า มาตรการอุตสาหกรรมของประเทศมหาอำนาจได้ส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยอย่างมาก
ในโลกที่การแข่งขันเกิดขึ้นผ่านนโยบายรัฐ ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ
ประการแรก การพัฒนาฐานข้อมูลเชิงลึกด้านมาตรการทางการค้าจะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและทันต่อสถานการณ์
ประการที่สอง การใช้เครื่องมือปกป้องและตอบโต้ทางการค้าภายใต้กรอบ WTO ควรถูกนำมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีการนำเข้าสินค้าที่ได้รับการอุดหนุน
ประการที่สาม ไทยควรยกระดับความลึกของความตกลงการค้าเสรี เนื่องจากหลักฐานชี้ว่า ความตกลงเชิงลึกสามารถเพิ่มการค้าสินค้าได้ประมาณ 25% และบริการประมาณ 30% ในระยะยาว
ประการสุดท้าย ไทยควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการกำหนดกติกาการค้าโลก โดยเฉพาะในประเด็นใหม่ เช่น เงินอุดหนุน ความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน และการค้าดิจิทัล
เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันเชิงนโยบายอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวมากกว่ามาตรการภาษีแบบดั้งเดิม สำหรับประเทศที่พึ่งพาการค้าอย่างไทย จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับเชิงนโยบายไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ








