Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Flexible Debt Relief and Credit Behavior: Evidence from Loan-Level Data
Latest discussion Paper
Flexible Debt Relief and Credit Behavior: Evidence from Loan-Level Data
ผลของรูปแบบเงินอุดหนุนต่อการลดการเผา: หลักฐานจากการทดลองกับเกษตรกรไทย
Latest aBRIDGEd
ผลของรูปแบบเงินอุดหนุนต่อการลดการเผา: หลักฐานจากการทดลองกับเกษตรกรไทย
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
PIER Research Workshop ประจำปี 2569
Upcoming workshop
PIER Research Workshop ประจำปี 2569
The BIS Multisector Model: A Multi-Country Environment for Macroeconomic Analysis
Latest PIER Economics Seminar
The BIS Multisector Model: A Multi-Country Environment for Macroeconomic Analysis
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn
Institute for
Economic Research
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
Latest announcement
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/27134f40db2e6fe68bef59108dd814d8/41624/cover.jpg
4 June 2026
20261780531200000

ผลของรูปแบบเงินอุดหนุนต่อการลดการเผา: หลักฐานจากการทดลองกับเกษตรกรไทย

ผลของเงินอุดหนุนชั่วคราว ขึ้นอยู่กับรูปแบบมาตรการและสภาพคล่องของเกษตรกร
Nopparuj ChindasombatcharoenPhumsith Mahasuweerachai
ผลของรูปแบบเงินอุดหนุนต่อการลดการเผา: หลักฐานจากการทดลองกับเกษตรกรไทย
excerpt

การเผาตอซังหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวยังคงเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ แม้หน่วยงานรัฐจะส่งเสริมให้ใช้แนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เช่น การไถกลบตอซัง แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ จึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง งานวิจัยนี้จึงตั้งคำถามว่า เงินอุดหนุนชั่วคราวจะช่วยลดพฤติกรรมการเผาได้หรือไม่ และหากช่วยได้ รูปแบบใดจะเหมาะกับเกษตรกรแต่ละกลุ่มมากกว่ากัน จากการทดลอง lab-in-the-field กับเกษตรกรไทย ผู้วิจัยพบว่าเงินอุดหนุนชั่วคราว ทั้งในรูปแบบการอุดหนุนต้นทุนและการอุดหนุนรายได้ สามารถช่วยกระตุ้นการลดการเผาได้ ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวหลังมาตรการสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี ผลของมาตรการมีความแตกต่างในเกษตรกรแต่ละกลุ่ม ตามข้อจำกัดด้านการเงินและปัจจัยทางจิตวิทยา เช่น การให้ความสำคัญกับความสูญเสียมากกว่าผลได้ (loss aversion) ก็มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ งานศึกษานี้จึงเสนอบทเรียนสำคัญว่า หากรัฐต้องการออกแบบนโยบายเกษตรยั่งยืนให้บรรลุผลนั้น จำเป็นต้องคำนึงทั้งมิติด้านการเงินและพฤติกรรมของเกษตรกรควบคู่กัน ไม่ใช่มองเพียงจำนวนเงินอุดหนุนเท่านั้น

ความท้าทายในการแก้ปัญหาการเผาตอซังอย่างยั่งยืน

การเผาตอซังเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่แก้ไขได้ยาก เนื่องจากทางเลือกที่ยั่งยืนมักมีต้นทุนสูง และยังเป็นปัญหาสำคัญในภาคการเกษตร เนื่องจากก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมทั้งสร้างความเสียหายต่อคุณภาพดินในระยะยาว แม้จะมีทางเลือกอื่นในการจัดการตอซัง เช่น การไถกลบหรือการนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์ ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมและผลผลิตทางการเกษตรในอนาคต แต่ด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุนและแรงงาน เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงเลือกวิธีการเผาเนื่องจากความสะดวกและประหยัดกว่า โจทย์ของนโยบายจึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้เกษตรกรเข้าใจประโยชน์ของการหยุดเผา แต่คือทำอย่างไรให้เกษตรกรตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการจัดการวัสดุภายใต้ข้อจำกัดที่เผชิญอยู่ โดยเฉพาะในบริบทของเกษตรกรรายย่อยที่มีเงินทุนจำกัด รับความเสี่ยงได้น้อย และมีข้อจำกัดด้านพฤติกรรมที่ทำให้มองต้นทุนระยะสั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ (Chindasombatcharoen et al., 2024)

การทดลองเพื่อประเมินมาตรการอุดหนุนในการจัดการตอซัง

งานวิจัยนี้ทดลองกับชาวนาไทยเพื่อศึกษาว่า การอุดหนุนรูปแบบใดได้ผลมากกว่ากัน โดยใช้การทดลอง lab-in-the-field ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ทดลองที่ออกแบบกติกาอย่างเป็นระบบให้คล้ายสถานการณ์จริงของการทำเกษตร และไปดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายจริงในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคาม เพื่อให้บริบทของการตัดสินใจใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากที่สุด (Gneezy & Imas, 2017) ผู้วิจัยสร้างกิจกรรมจำลองที่ให้เกษตรกรต้องเลือกระหว่างการเผาตอซัง กับการจัดการตอซังอย่างยั่งยืน ภายใต้ต้นทุน รายได้ และความเสี่ยงที่ถูกออกแบบให้คล้ายกับการทำเกษตรจริง วิธีนี้ทำให้เห็นพฤติกรรมการตัดสินใจได้ชัดกว่าแบบสอบถาม เพราะผู้เข้าร่วมไม่ได้ตอบจากความเห็นเชิงนามธรรม แต่ต้องชั่งน้ำหนักต้นทุน ความเสี่ยง และผลประโยชน์ด้วยตนเองในแต่ละรอบของกิจกรรม

แนวคิดสำคัญของกิจกรรมนี้คือ การจำลองให้เห็นว่าในชีวิตจริง เกษตรกรไม่ได้ตัดสินใจโดยพิจารณาเพียงแค่วิธีที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงต้นทุน ความเสี่ยง และทรัพยากรที่มีอยู่ด้วย ดังนั้น การทดลองจึงออกแบบให้ผู้เข้าร่วมเผชิญทั้งข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และความไม่แน่นอนของผลตอบแทน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่

การออกแบบสถานการณ์การตัดสินใจของเกษตรกร

การทดลองจำลองการตัดสินใจจริงของเกษตรกรระหว่างการเผาตอซังกับการจัดการที่ยั่งยืน โดยในการทดลอง ผู้เข้าร่วมแต่ละคนต้องตัดสินใจทั้งหมด 10 รอบ โดยแต่ละรอบถูกออกแบบให้แทน 1 รอบการผลิตทางการเกษตร (ปลูก เก็บเกี่ยว ขายผลผลิต จัดการตอซัง) โดยเป็นการตัดสินใจซ้ำ ๆ ต่อเนื่องหลายฤดู ว่าในแต่ละรอบจะเลือกจัดการตอซังด้วยวิธีใด ระหว่าง การเผา (Crop Residue Burning: CRB) กับการจัดการอย่างยั่งยืนโดยการไถกลบตอซัง (Sustainable Residue Management: SRM) การออกแบบให้มีการตัดสินใจหลายรอบเช่นนี้ก็เพื่อให้เห็นทั้งการตัดสินใจในระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาวเมื่อแรงจูงใจจากนโยบายหายไป

กิจกรรมถูกออกแบบให้การเผาตอซังเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำกว่าและเสี่ยงน้อยกว่าในระยะสั้น ส่วนการจัดการตอซังอย่างยั่งยืนเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงกว่าในช่วงเริ่มต้น แต่ให้ผลตอบแทนมากขึ้นในระยะยาว กล่าวคือ การเผาตอซังมีต้นทุนการดำเนินการต่ำกว่าและให้กำไรได้ตั้งแต่ต้น ส่วนการจัดการตอซังอย่างยั่งยืนในช่วง 3 รอบแรกถูกกำหนดให้มีต้นทุนสูงกว่า และยังเผชิญความไม่แน่นอนในด้านต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่า จึงเป็นทางเลือกที่ดำเนินการยากกว่าในช่วงต้น อย่างไรก็ดี หากผู้เข้าร่วมเลือกไถกลบต่อเนื่องจนพ้น 3 รอบแรกไปแล้ว ตั้งแต่รอบที่ 4 เป็นต้นไป ต้นทุนจะลดลงและรายได้จะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนของวิธีนี้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การออกแบบเช่นนี้ต้องการสะท้อนเงื่อนไขที่เกษตรกรเผชิญจริง กล่าวคือ วิธีการผลิตที่ยั่งยืนมักไม่ได้คุ้มค่าทันทีในช่วงเริ่มต้น แต่ต้องผ่านช่วงที่มีต้นทุนสูงกว่าและมีความไม่แน่นอนมากกว่าก่อน จึงจะเริ่มเห็นประโยชน์ในระยะต่อมา และตรงนี้เองคือจุดสำคัญที่นโยบายอุดหนุนอาจมีบทบาทในการช่วยให้เกษตรกรข้ามผ่านช่วงเริ่มต้นดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ก่อนเริ่มการทดลอง ผู้เข้าร่วมได้รับทราบโครงสร้างต้นทุนและรายได้ของทางเลือกทั้งสองวิธีตลอดทั้ง 10 รอบ เพื่อให้สามารถประเมินผลตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวก่อนตัดสินใจในแต่ละรอบ

ตารางที่ 1: ต้นทุนและรายได้ของ 2 วิธีการจัดการ
วิธีการรอบต้นทุนรายได้
กรณีปกติกรณีเสี่ยงกรณีปกติกรณีเสี่ยง
เผา (CRB)ทุกรอบ75-8564 (25%)
ไถกลบ (SRM)3 รอบแรก90100 (40%)8564 (25%)
รอบที่ 4 หรือมากกว่า85-9572 (25%)

การกำหนดระดับเงินตั้งต้นเพื่อสะท้อนข้อจำกัดทางการเงิน

การกำหนดเงินตั้งต้นที่แตกต่างกันช่วยจำลองข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เกษตรกรเผชิญในการตัดสินใจเลือกวิธีจัดการตอซัง ซึ่งจุดที่น่าสนใจคือ การใช้วิธีจำลองข้อจำกัดด้านงบประมาณผ่านเงินตั้งต้น (endowment) ในกิจกรรม กล่าวคือ กลุ่มที่ไม่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ (Non-constrained: NC) ได้รับเงินเริ่มต้น 200 บาท ขณะที่กลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ (Budget Constrained: BC) ได้รับเงินเริ่มต้นเพียง 85 บาท เท่านั้น การตั้งค่าเช่นนี้ทำให้ผู้วิจัยสามารถควบคุมเงื่อนไขได้ชัด เพื่อศึกษาความแตกต่างของการตัดสินใจที่เกิดจากระดับสภาพคล่องที่ต่างกัน ผลที่ตามมาคือ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มงบประมาณจำกัดจะรู้สึกถึงต้นทุนในระยะแรกของ SRM สูงกว่ามาก เพราะแม้คาดหวังว่าจะได้กำไรสูงในอนาคต แต่ในระยะสั้นต้องเผชิญภาวะเงินติดลบ ขณะที่กลุ่มที่มีเงินตั้งต้นมากกว่าไม่เจอข้อจำกัดเช่นนี้ ทำให้งานวิจัยสามารถตอบคำถามได้ว่า นโยบายแบบเดียวกันอาจให้ผลต่างกันเมื่อผู้รับนโยบายมีเงินตั้งต้นต่างกัน

รูปแบบมาตรการอุดหนุนที่ใช้เปรียบเทียบ

การทดลองใช้มาตรการอุดหนุนสองรูปแบบเพื่อเปรียบเทียบผลต่อการตัดสินใจจัดการตอซังของเกษตรกร ได้แก่

  1. อุดหนุนด้านต้นทุน โดยลดต้นทุนของ SRM ลง 20 บาท ใน 3 รอบแรก ทำให้ต้นทุนของ SRM ลดจาก 90 บาท เหลือ 70 บาท ในกรณีปกติ และจาก 100 บาท เหลือ 80 บาท ในกรณีเสี่ยง
  2. อุดหนุนด้านรายได้ โดยเพิ่มรายได้ของ SRM ขึ้น 20 บาท ใน 3 รอบแรก ทำให้รายได้จาก 85 บาท เพิ่มเป็น 105 บาท ในกรณีปกติ และจาก 64 บาท เป็น 84 บาท ในกรณีเสี่ยง

ในทางคณิตศาสตร์ เงินอุดหนุน 2 แบบนี้มีมูลค่าเท่ากัน แต่ในทางพฤติกรรมและสภาพคล่อง ผลของมันอาจมีความแตกต่าง เพราะการลดต้นทุนช่วยลดภาระเงินที่ต้องจ่ายก่อนทันที ขณะที่การเพิ่มรายได้จะช่วยเกษตรกรเมื่อถึงเวลารับเงินแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ ในการทดลอง ผู้เข้าร่วมต้องจ่ายต้นทุนของทางเลือกในแต่ละรอบก่อน แล้วจึงได้รับรายได้จากการขายผลผลิตภายหลังเมื่อสิ้นรอบ ดังนั้น ถ้าผู้เข้าร่วมมีเงินไม่พอจ่ายต้นทุนตั้งแต่ต้น การอุดหนุนด้านรายได้ก็อาจไม่ได้ช่วยเท่ากับการลดต้นทุนล่วงหน้า นี่คือเหตุผลสำคัญที่การออกแบบการทดลองต้องแยกสองมาตรการนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน

การทดลองแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 100 คน รวมทั้งหมด 600 คน โดยมีทั้งกลุ่มควบคุม (ไม่ได้รับเงินอุดหนุน) และกลุ่มที่เข้าร่วมมาตรการ ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนเฉพาะใน 3 รอบแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ SRM ยังมีต้นทุนสูงและยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจน การทำเช่นนี้เพื่อทดสอบว่า เงินอุดหนุนชั่วคราวจะช่วยให้เกษตรกรเริ่มต้นเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่ และเมื่อมาตรการหมดแล้ว พฤติกรรมใหม่นั้นจะคงอยู่หรือไม่

ตารางที่ 2: การแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วม 6 กลุ่ม
รายการControl (BC)Control (NC)Treatment 1
Cost (BC)
Treatment 2
Cost (NC)
Treatment 3
Income (BC)
Treatment 4
Income (NC)
รูปแบบการอุดหนุน--อุดหนุนต้นทุนอุดหนุนต้นทุนอุดหนุนรายได้อุดหนุนรายได้
ข้อจำกัดด้านงบประมาณของเกษตรกรมีไม่มีมีไม่มีมีไม่มี
ผู้เข้าร่วม (คน)100100100100100100

ผลการทดลอง

ผลของเงินอุดหนุนชั่วคราวต่อพฤติกรรมการเผาตอซัง

ผลการทดลองพบว่า เงินอุดหนุนชั่วคราวช่วยลดการเผาได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยงานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลการตัดสินใจของเกษตรกรจำนวน 600 คนตลอด 10 รอบการทดลอง ด้วยแบบจำลอง random-effects probit regression เพื่อประเมินผลของมาตรการอุดหนุนแต่ละรูปแบบต่อความน่าจะเป็นที่เกษตรกรจะเลือกจัดการตอซังอย่างยั่งยืน แทนการเผาตอซัง พร้อมทั้งควบคุมปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจ เช่น ลักษณะส่วนบุคคล ความเสี่ยงที่เผชิญในรอบก่อนหน้า และลักษณะการทำเกษตรของครัวเรือน เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังแยกวิเคราะห์ผลในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งใช้วิธี Difference-in-Differences เพื่อวิเคราะห์ว่า หลังจากมาตรการให้เงินอุดหนุนสิ้นสุดลง เกษตรกรในแต่ละกลุ่มมีแนวโน้มกลับไปเลือกเผาตอซังแตกต่างกันอย่างไร โดยผลการวิเคราะห์เชิงประจักษ์โดยละเอียดสามารถดูได้ใน Discussion Paper ฉบับเต็ม เรื่อง “Nudging sustainable farming: Experimental evidence on the role of budget constraints and agricultural subsidy formats” (Chindasombatcharoen & Mahasuweerachai, 2026)

ผลจากการทดลองพบว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนด้านต้นทุนหรือด้านรายได้ ต่างก็ช่วยลดโอกาสที่เกษตรกรจะเลือกเผาตอซังได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ดังที่แสดงในรูปที่ 1 กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มาตรการอุดหนุนชั่วคราวสามารถจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง

รูปที่ 1: สัดส่วน observation จากผู้เข้าร่วมการทดลองที่เลือกการเผา

สัดส่วน observation จากผู้เข้าร่วมการทดลองที่เลือกการเผา

ประเด็นที่สำคัญคือ ผลของมาตรการไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่ยังมีเงินอุดหนุนเท่านั้น แต่ยังพบว่าหลังจากเงินอุดหนุนสิ้นสุดลง เกษตรกรบางส่วนยังคงเลือกวิธีจัดการตอซังอย่างยั่งยืนต่อไป (รูปที่ 2) สะท้อนว่าเงินอุดหนุนชั่วคราวอาจช่วยพาเกษตรกรข้ามผ่านช่วงเริ่มต้นที่มีต้นทุนสูงและมีความไม่แน่นอนมาก ไปจนถึงจุดที่มองเห็นประโยชน์ของทางเลือกใหม่ได้ชัดขึ้น

อย่างไรก็ดี ผลในระยะยาวมีขนาดเล็กกว่าผลในระยะสั้น แสดงว่ามีเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งที่หันกลับไปเผาเมื่อมาตรการสิ้นสุดลง ดังนั้น นโยบายลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นคำตอบแบบเบ็ดเสร็จ (one-size-fits-all) แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องออกแบบอย่างระมัดระวังเพื่อเพิ่มโอกาสให้พฤติกรรมใหม่คงอยู่ต่อได้

รูปที่ 2: จำนวนผู้ที่เลือก CRB ในแต่ละรอบของกิจกรรม แบ่งตามกลุ่มการทดลอง

จำนวนผู้ที่เลือก CRB ในแต่ละรอบของกิจกรรม แบ่งตามกลุ่มการทดลอง

ประสิทธิผลของมาตรการอุดหนุนภายใต้ข้อจำกัดด้านการเงิน

สำหรับเกษตรกรที่มีข้อจำกัดด้านการเงิน มาตรการอุดหนุนด้านต้นทุนได้ผลมากกว่ามาตรการอุดหนุนด้านรายได้ ซึ่งหนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดของงานวิจัยคือ แม้เงินอุดหนุนทุกประเภทจะมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 1% แต่รูปแบบของเงินอุดหนุนให้ผลต่อพฤติกรรมของเกษตรกรแตกต่างกัน (รูปที่ 3) โดยเฉพาะเมื่อเกษตรกรมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ (BC) กลุ่มที่มีสภาพคล่องจำกัดตอบสนองต่อเงินอุดหนุนด้านต้นทุนมากกว่าเงินอุดหนุนด้านรายได้ เพราะการลดต้นทุนล่วงหน้าช่วยลดข้อจำกัดในด้านค่าใช้จ่ายเริ่มต้นได้โดยตรง ขณะที่การจ่ายเงินเพิ่มภายหลัง แม้มูลค่าเท่ากัน แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาที่เกษตรกรต้องหาเงินมาจ่ายต้นทุนก่อน ในทางกลับกัน สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความแตกต่างระหว่างเงินอุดหนุนสองรูปแบบไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า การออกแบบมาตรการไม่ควรตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเกษตรกรทุกคนตอบสนองต่อแรงจูงใจในแบบเดียวกัน หากกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยหรือครัวเรือนที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ มาตรการอุดหนุนด้านต้นทุนอาจมีประสิทธิภาพมากกว่ามาตรการอุดหนุนด้านรายได้ แม้จำนวนเงินที่รัฐใช้จะเท่ากันก็ตาม

รูปที่ 3: ผลการวิเคราะห์ตามแบบจำลอง (ใช้กลุ่ม control–BC เป็นกลุ่มอ้างอิงในการประมาณค่าสัมประสิทธิ์)

ผลการวิเคราะห์ตามแบบจำลอง (ใช้กลุ่ม control–BC เป็นกลุ่มอ้างอิงในการประมาณค่าสัมประสิทธิ์)

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังสิ้นสุดมาตรการอุดหนุน

เมื่อนโยบายสิ้นสุด การรับรู้ความสูญเสียอาจทำให้เกษตรกรกลับไปใช้วิธีเดิม แม้เงินอุดหนุนด้านต้นทุนจะมีประสิทธิผลสูงในกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ (BC) ในช่วงแรก แต่เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง กลุ่มนี้กลับมีแนวโน้มกลับไปเลือกเผาตอซังมากกว่ากลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุนด้านรายได้ โดยผลจากแบบจำลอง Difference-in-Differences (รูปที่ 4) แสดงให้เห็นว่า interaction term มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 1% และมีค่าเป็นลบ สะท้อนว่าภายหลังช่วงรอบที่ 4 มาตรการอุดหนุนด้านรายได้ให้ผลดีกว่ามาตรการอุดหนุนด้านต้นทุน

งานวิจัยตีความปรากฏการณ์นี้ผ่านแนวคิดเรื่องการให้ความสำคัญกับความสูญเสียมากกว่าผลได้ กล่าวคือ ผู้คนมักรับรู้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันเป็นความสูญเสียที่หนักกว่าผลประโยชน์ในมูลค่าใกล้เคียงกัน ในกรณีนี้ เมื่อเงินอุดหนุนด้านต้นทุนถูกถอนออกในรอบที่ 4 เกษตรกรจะรับรู้ว่าต้นทุนของการจัดการตอซังเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งอาจทำให้กลับไปใช้วิธีเดิมที่ต้นทุนต่ำกว่า ขณะที่กลุ่มเงินอุดหนุนด้านรายได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปกว่า จึงมีแรงจูงใจให้กลับไปเผาน้อยกว่า

ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า นโยบายสาธารณะไม่ได้มีเพียงผลเชิงปริมาณอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อวิธีการรับรู้การเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย มาตรการที่มีมูลค่าเท่ากันอาจสร้างผลในระยะยาวต่างกัน หากมาตรการหนึ่งสร้างการรับรู้ในแง่ความสูญเสีย ในขณะที่อีกมาตรการสร้างการรับรู้ในแง่ผลได้

รูปที่ 4: ผลการวิเคราะห์ตามแบบจำลอง Difference-in-Differences (ใช้กลุ่ม cost subsidy-BC เป็นกลุ่มอ้างอิงในการประมาณค่าสัมประสิทธิ์)

ผลการวิเคราะห์ตามแบบจำลอง Difference-in-Differences (ใช้กลุ่ม cost subsidy-BC เป็นกลุ่มอ้างอิงในการประมาณค่าสัมประสิทธิ์)

ทำไมนโยบายแบบเดียวกันจึงได้ผลไม่เท่ากันในเกษตรกรแต่ละกลุ่ม

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การทดลองให้เงินอุดหนุนชั่วคราวสามารถช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรตัดสินใจเปลี่ยนจากการเผาตอซังไปสู่การจัดการตอซังอย่างยั่งยืนได้ ทว่าประสิทธิผลของมาตรการไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ามาตรการนั้นช่วยลดข้อจำกัดใดของเกษตรกรด้วย สำหรับกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือสภาพคล่อง การอุดหนุนที่ช่วยลดต้นทุนล่วงหน้ามีประสิทธิผลสูงกว่าการจ่ายผลตอบแทนภายหลัง เพราะโจทย์สำคัญของคนกลุ่มนี้ไม่ใช่เพียงว่าทางเลือกใหม่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ แต่คือพวกเขามีความสามารถจะเริ่มต้นเลือกทางเลือกนั้นได้หรือไม่ งานวิจัยจึงเสนอหลักคิดสำคัญว่า การออกแบบนโยบายเกษตรยั่งยืนไม่ควรมองเกษตรกรเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างด้านฐานะทางการเงินและความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละครัวเรือน เพราะแรงจูงใจแบบเดียวกันอาจให้ผลต่างกันมากเมื่อผู้รับนโยบายเผชิญข้อจำกัดไม่เหมือนกัน

ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยยังเสนอว่า การตัดสินใจของเกษตรกรไม่ได้อธิบายได้ด้วยฐานคิดต้นทุนและผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดยปัจจัยทางพฤติกรรมด้วย โดยเฉพาะในช่วงหลังสิ้นสุดมาตรการอุดหนุน กลุ่มที่เคยได้รับการสนับสนุนต้นทุนมีแนวโน้มกลับไปเลือกเผาตอซังมากกว่ากลุ่มที่เคยได้รับการอุดหนุนด้านรายได้ ซึ่งสะท้อนแนวคิดการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย (loss aversion) (Jin et al., 2020) หรือการที่ผู้คนให้ความสำคัญกับความสูญเสียมากกว่าผลได้ในมูลค่าใกล้เคียงกัน กล่าวคือ เมื่อเงินอุดหนุนด้านต้นทุนถูกยกเลิก เกษตรกรอาจรู้สึกว่าการใช้วิธีการที่ยั่งยืนมีต้นทุนสูงขึ้นทันที และมองสิ่งนี้เป็นความสูญเสียที่ชัดเจน จึงหันกลับไปใช้วิธีเดิมที่ต้นทุนต่ำกว่า ข้อค้นพบนี้นำไปสู่หลักคิดเชิงนโยบายที่สำคัญว่า หากรัฐต้องการให้การเปลี่ยนพฤติกรรมคงอยู่ในระยะยาว มาตรการอุดหนุนควรถูกออกแบบโดยคำนึงถึงทั้งข้อจำกัดทางการเงินในระยะต้นและวิธีที่เกษตรกรรับรู้การเปลี่ยนแปลงของแรงจูงใจเมื่อมาตรการสิ้นสุดลงในระยะยาว ไม่เช่นนั้น นโยบายที่ได้ผลดีในช่วงแรกอาจไม่สามารถรักษาผลลัพธ์ไว้ได้

รัฐไม่ควรถามแค่ว่า “จะอุดหนุนเท่าไร” แต่ต้องถามว่า “จะอุดหนุนอย่างไร”

กล่าวโดยสรุป ข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้เสนอว่า หากรัฐต้องการผลักดันเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากขึ้น คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบมาตรการให้เหมาะกับข้อจำกัดของเกษตรกรแต่ละกลุ่มด้วย

สำหรับเกษตรกรที่เผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง การใช้มาตรการอุดหนุนต้นทุนอาจมีความจำเป็นเพื่อเปิดโอกาสในการทดลองแนวทางใหม่ อย่างไรก็ตาม ก็ควรตระหนักว่าการสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนอาจนำไปสู่ภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และส่งผลต่อการตัดสินใจจากพฤติกรรม loss aversion ดังนั้น จึงควรพิจารณากลไกที่ช่วยบรรเทาข้อจำกัดเหล่านี้ เช่น การทยอยถอนมาตรการอุดหนุน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นยิ่งขึ้น

ข้อจำกัดของงานศึกษาและโจทย์สำหรับงานวิจัยต่อไป

แม้งานทดลองนี้ให้ข้อค้นพบที่มีประโยชน์ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น การทดลองไม่ครอบคลุมความซับซ้อนของการทำเกษตรจริงได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาและภาระแรงงานที่ต้องใช้ในการจัดการตอซังอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมอาจได้รับอิทธิพลจากการรู้ว่าตนเองกำลังอยู่ในการทดลองด้วย ดังนั้น งานวิจัยในอนาคตควรต่อยอดด้วยการทดลองภาคสนามตามเงื่อนไขและพื้นที่จริง เพื่อดูว่าผลที่พบจากการทดลองจะคงอยู่มากน้อยเพียงใดเมื่อเผชิญข้อจำกัดของโลกจริงอย่างเต็มรูปแบบ

เอกสารอ้างอิง

Chindasombatcharoen, N., & Mahasuweerachai, P. (2026). Nudging Sustainable Farming: Experimental Evidence on the Role of Budget Constraints and Agricultural Subsidy Formats (Discussion Paper No. 247). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
Chindasombatcharoen, N., Tsolakis, N., Kumar, M., & O’Sullivan, E. (2024). Navigating psychological barriers in agricultural innovation adoption: A multi-stakeholder perspective. Journal of Cleaner Production, 475, 143695.
Gneezy, U., & Imas, A. (2017). Lab in the Field: Measuring Preferences in the Wild. In A. V. Banerjee & E. Duflo (Eds.), Handbook of Field Experiments (Vol. 1, pp. 439–464). North-Holland.
Jin, J., Xuhong, T., Wan, X., He, R., Kuang, F., & Ning, J. (2020). Farmers’ risk aversion, loss aversion and climate change adaptation strategies in Wushen Banner, China. Journal of Environmental Planning and Management, 63(14), 2593–2606.
Nopparuj Chindasombatcharoen
Nopparuj Chindasombatcharoen
Thailand Development Research Institute
Phumsith Mahasuweerachai
Phumsith Mahasuweerachai
Khon Kaen University
Topics: Agricultural and Natural Resource EconomicsBehavioral Economics
Tags: sustainable agriculturecrop residue burningfield experiment
The views expressed in this workshop do not necessarily reflect the views of the Puey Ungphakorn Institute for Economic Research or the Bank of Thailand.

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research

273 Samsen Rd, Phra Nakhon, Bangkok 10200

Phone: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

Terms of Service | Personal Data Privacy Policy

Copyright © 2026 by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

Content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license.

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

Get PIER email updates

Facebook
YouTube
Email