Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
Latest discussion Paper
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
จัดสรรรันทด: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย
Latest aBRIDGEd
จัดสรรรันทด: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยี
Latest PIER Economics Seminar
อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยี
PIER Research Workshop ประจำปี 2569
Latest workshop
PIER Research Workshop ประจำปี 2569
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn
Institute for
Economic Research
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
คุณเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง บรรยายในหัวข้อ “Trade Diversion, Supply-Chain Reconfiguration, and Rerouting During the U.S.–China Trade War”
Latest announcement
คุณเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง บรรยายในหัวข้อ “Trade Diversion, Supply-Chain Reconfiguration, and Rerouting During the U.S.–China Trade War”
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/fee5ef12aaa13bc3839ebeade3a8099d/e9a79/cover.png
21 August 2026
20261787270400000

จัดสรรรันทด: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย

ทุนของเศรษฐกิจไทยอาจกำลังอยู่ผิดที่
Thosapon TonghuiThanapoom NisamaneewongNisakorn KultidawatTosapol Apaitan
จัดสรรรันทด: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย
excerpt

บทความนี้ใช้ข้อมูลงบการเงินระดับนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ปี 1999–2024 ร่วมกับข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่สถาบันการเงินรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามว่าทุนในระบบไหลไปอยู่กับกิจการแบบใด และพบร่องรอยของ capital misallocation ที่ชัดเจนและสะสมรุนแรงขึ้น อาทิ ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ของทั้งระบบที่ลดลง ทิศทางการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างกิจการที่สวนทางกับระดับประสิทธิภาพ ช่องว่างด้านประสิทธิภาพระหว่างกิจการที่ถ่างออกต่อเนื่อง รวมทั้งพฤติกรรมในภาคการเงินที่อาจมีส่วนทำให้ปัญหาดำรงอยู่ คำถามสำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงอาจไม่ใช่ว่าเรามีทุนเพียงพอหรือไม่ แต่เป็นว่าทุนที่มีอยู่ไปอยู่ที่ที่เหมาะสมหรือไม่

เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอลงต่อเนื่องตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะมีคำอธิบายจากหลายปัจจัย ทั้งสังคมสูงวัย การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การลงทุนที่ซบเซา และการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก แต่คำถามสำคัญคือ ปัจจัยเหล่านี้เพียงพอที่จะอธิบายการสูญเสียศักยภาพการเติบโตของไทยทั้งหมดแล้วหรือไม่

ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ การเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าทรัพยากรถูกจัดสรรไปสู่กิจกรรมที่สร้างผลตอบแทนได้ดีเพียงใด หากแรงงานและเงินทุนไหลไปสู่ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูง เศรษฐกิจก็จะเติบโตได้เต็มศักยภาพ แต่หากทรัพยากรถูกใช้ในกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพต่ำ เศรษฐกิจก็จะสูญเสียผลิตภาพและการเติบโตโดยไม่จำเป็น บทความนี้มุ่งเป้าที่จัดสรรทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือ capital misallocation เพื่อประเมินว่าปัญหา misallocation มีบทบาทต่อการเติบโตที่อ่อนแรงของเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด โดยเริ่มจากการพิจารณาพัฒนาการของภาคธุรกิจไทย หลักฐานของการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน และบทบาทของภาคการเงินต่อการไหลของทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ และนำไปสู่โจทย์สำคัญเชิงนโยบายคือ จะทำอย่างไรให้ทรัพยากรไหลไปสู่ผู้ที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

1. เศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัว: ภาพสะท้อนจากภาคธุรกิจที่เติบโตช้าลงและมีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ลดลง

การตอบคำถามข้างต้นจำเป็นต้องพิจารณาให้ลึกลงไปกว่าตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวเป็นผลรวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับกิจการ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจึงควรปรากฏร่องรอยอยู่ในงบการเงินของภาคธุรกิจเช่นกัน

ผู้วิจัยจึงใช้ข้อมูลงบการเงินระดับนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (DBD) ระหว่างปี 1999 ถึง 2024 เพื่อพิจารณาพัฒนาการของภาคธุรกิจในระดับกิจการ ผลการวิเคราะห์ให้ภาพที่สอดคล้องกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจมหภาคอย่างชัดเจน (ตารางที่ 1) ทั้งรายได้ (corporate revenue) ของภาคธุรกิจที่เติบโตช้าลง การขยายตัวของสินทรัพย์ (corporate asset growth) ซึ่งสะท้อนการลงทุนกำลังชะลอลง และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (return on asset: ROA) ที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

ตารางที่ 1: เศรษฐกิจมหภาคที่อ่อนแอเป็นภาพสะท้อนของภาคธุรกิจที่อ่อนแรง
Post-AFC
2000-2007
Post-GFC
2010-2019
Post-COVID
2021-2025
GDP growth5.3 %3.7 %2.4 % ▼
Corporate revenue growth15.7 %8.1 %4.4 % ▼
Corporate asset growth
(investment rate)
11.8 %10.8 %8.8 % ▼
ROA8.2 %7.9 %6.2 % ▼
ที่มา: NESDC, ข้อมูลงบการเงินจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์หมายเหตุ: คำนวณโดยเฉลี่ยทั้งภาคธุรกิจ, ROA = Return on Asset = profit/total assets โดย profit คำนวณจาก Earnings Before Interest and Taxes (EBIT), ข้อมูลงบการเงินคำนวณถึงปี 2024

ข้อสังเกตที่สำคัญคือ การชะลอตัวดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ มิใช่เพียงตัวชี้วัดใดตัวชี้วัดหนึ่ง ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงส่งของการเติบโตในภาคธุรกิจโดยรวมลดลงจากอดีตอย่างเป็นระบบ

ในบรรดาตัวชี้วัดทั้งหมด การลดลงของ ROA มีนัยเชิงเศรษฐกิจเป็นพิเศษ เนื่องจากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่ได้เพียงเติบโตช้าลง แต่ยังสร้างผลตอบแทนจากทรัพยากรที่มีอยู่ได้น้อยลงกว่าเดิม ประเด็นที่ต้องพิจารณาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสาเหตุของการเติบโตที่ชะลอลง หากแต่รวมถึงสาเหตุที่ทำให้ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ของภาคธุรกิจปรับลดลงด้วย

โดยหลักแล้ว ROA มาจากสององค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  • ความสามารถในการทำกำไร (profit margin) คือ กำไรที่กิจการเหลืออยู่จากรายได้ทุก ๆ หนึ่งบาท สะท้อนว่ากิจการสามารถตั้งราคาเหนือต้นทุนได้มากเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับอำนาจในการกำหนดราคา ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และภาวะการแข่งขันในตลาดเป็นสำคัญ
  • ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ (asset turnover) คือ รายได้ที่กิจการสร้างได้จากสินทรัพย์ทุก ๆ หนึ่งบาท สะท้อนว่าเครื่องจักร โรงงาน อาคาร สินค้าคงคลัง และเงินทุนที่ลงไปถูกใช้ประโยชน์ได้เข้มข้นเพียงใด จึงเป็นตัวชี้วัดที่ใกล้เคียงกับแนวคิดผลิตภาพของทุนมากกว่าเรื่องราคาหรือส่วนต่างกำไร

องค์ประกอบทั้งสองเชื่อมโยงกันในเชิงบัญชีอย่างเป็นระบบ โดย ROA สามารถแยกออกเป็นผลคูณของความสามารถในการทำกำไร (profit margin) และประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ (asset turnover) ตามแนวทางที่รู้จักกันในชื่อ DuPont decomposition ดังสมการ

ProfitTotal Asset⏟ROA  =  ProfitRevenue⏟Profit Margin  ×  RevenueTotal Asset⏟Asset Turnover\underbrace{\frac{\text{Profit}}{\text{Total Asset}}}_{\text{ROA}}\;=\;\underbrace{\frac{\text{Profit}}{\text{Revenue}}}_{\text{Profit Margin}}\;\times\;\underbrace{\frac{\text{Revenue}}{\text{Total Asset}}}_{\text{Asset Turnover}}ROATotal AssetProfit​​​=Profit MarginRevenueProfit​​​×Asset TurnoverTotal AssetRevenue​​​

การเปลี่ยนแปลงของ ROA จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอย่างน้อยหนึ่งในสององค์ประกอบนี้ ผลการวิเคราะห์ (ตารางที่ 2) ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การลดลงของ ROA ในภาคธุรกิจไทยตลอดช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีสาเหตุหลักจากความสามารถในการทำกำไรที่ถดถอยลง แต่เกิดจากประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ที่ลดลงเป็นสำคัญ

ตารางที่ 2: DuPont Decomposition ของ ROA แยกราย Sector เทียบปี 2013 และ 2024 แสดงให้เห็น asset turnover ลดลงในวงกว้าง
กลุ่มธุรกิจปีROAProfit marginAsset turnover
All20138.3%6.7%1.24
20246.3%7.1%0.88
Manufacturing20139.0%5.8%1.54
20247.2%6.1%1.20
Traditional Services20137.7%6.0%1.28
20246.1%6.5%0.95
Modern Services20139.5%13.2%0.72
20245.5%13.9%0.40
Real Estate20135.7%21.1%0.27
20244.5%26.5%0.17
ที่มา: ข้อมูล CPFS, EBIT-based ROA, Moder services = ICT, Professional

ข้อค้นพบที่สำคัญคือ ภาคธุรกิจไทยไม่ได้มี profit margin ถดถอยลง บางกลุ่มกลับมีอัตรากำไรสูงขึ้นอย่างชัดเจน ในทางตรงกันข้าม asset turnover กลับปรับลดลงพร้อมกันในแทบทุกภาคธุรกิจ ทั้งภาคการผลิต ภาคบริการดั้งเดิม ภาคบริการสมัยใหม่ และภาคอสังหาริมทรัพย์ การที่แนวโน้มนี้เกิดขึ้นเป็นวงกว้างบ่งชี้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว ข้อจำกัดของภาคธุรกิจไทยจึงไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการทำกำไรจากการขาย แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพ (efficiency) ในการใช้สินทรัพย์ นั่นคือ สินทรัพย์หนึ่งหน่วยในปัจจุบันสร้างรายได้ได้น้อยกว่าเมื่อกว่าสิบปีก่อน

ความแตกต่างนี้มีนัยเชิงนโยบายที่สำคัญ หากปัญหาอยู่ที่ความสามารถในการทำกำไร คำอธิบายย่อมโน้มไปสู่ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นหรืออุปสงค์ที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นเรื่องของราคาและตลาด แต่เมื่อปัญหาอยู่ที่ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร คำถามย่อมเปลี่ยนไปเป็นว่า เหตุใดทุนที่ลงไปในระบบเศรษฐกิจจึงสร้างรายได้ได้น้อยลง และทุนเหล่านั้นถูกจัดสรรไปอยู่ที่ใด

รูปที่ 1: การกระจายตัวของ efficiency ถ่วงน้ำหนักด้วยสินทรัพย์ (ทรัพยากร) แสดงทรัพยากรที่ไหลไปสู่ในกลุ่มธุรกิจที่ประสิทธิภาพต่ำ

ทรัพยากรไหลไปสู่ในกลุ่มธุรกิจที่ประสิทธิภาพต่ำ

ที่มา: ข้อมูล CPFS คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์หมายเหตุ: log(efficiency)

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนในรูปที่ 1 ซึ่งแสดงการกระจายตัวของประสิทธิภาพในระดับธุรกิจโดยถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าสินทรัพย์ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2013 กับปี 2024 การกระจายตัวดังกล่าวเคลื่อนไปทางซ้ายอย่างชัดเจน สัดส่วนของสินทรัพย์ที่อยู่ในกิจการซึ่งสร้างรายได้ต่อสินทรัพย์ได้สูงลดลง ขณะที่สินทรัพย์กระจุกตัวมากขึ้นในกิจการที่สร้างรายได้ต่อสินทรัพย์ได้ต่ำกว่าเดิม รูปนี้ยืนยันว่าประสิทธิภาพที่ลดลงไม่ได้เป็นเพียงผลของค่าเฉลี่ยในระดับภาคธุรกิจ หากแต่เมื่อมองจากระดับกิจการแล้ว ทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจกำลังไหลไปอยู่กับกิจการที่ใช้สินทรัพย์ได้ด้อยประสิทธิภาพกว่า

ข้อเท็จจริงนี้นำไปสู่คำถามว่า ประสิทธิภาพที่ลดลงของระบบเศรษฐกิจมีต้นตอมาจากที่ใด ระหว่างการที่กิจการแต่ละแห่งใช้ทรัพยากรได้ด้อยลง กับการที่ทรัพยากรถูกจัดสรรไปผิดที่

2. การจัดสรรมีปัญหา และ misallocation กำลังรุนแรงขึ้น

คำถามดังกล่าวมีคำตอบที่เป็นไปได้สองทาง ซึ่งมีนัยเชิงนโยบายต่างกันโดยสิ้นเชิง คำอธิบายแรกคือกิจการแต่ละแห่งใช้สินทรัพย์ได้ด้อยประสิทธิภาพลง ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ หรือภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ระดับการดำเนินงานของกิจการ และแนวทางแก้ไขย่อมมุ่งไปที่การยกระดับขีดความสามารถของกิจการเป็นหลัก คำอธิบายที่สองคือประสิทธิภาพของกิจการแต่ละแห่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ทรัพยากรของระบบค่อย ๆ เคลื่อนย้ายไปกระจุกอยู่ในกิจการที่ใช้สินทรัพย์ได้ด้อยกว่า ซึ่งเป็นข้อจำกัดของกลไกจัดสรรทรัพยากรในระดับระบบเศรษฐกิจ ที่ทำให้ธุรกิจซึ่งมีศักยภาพได้รับทรัพยากรไม่เพียงพอ ทั้งนี้ คำอธิบายทั้งสองไม่ได้แยกขาดจากกัน และอาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้

การชี้ขาดว่าคำอธิบายใดมีน้ำหนักมากกว่ากันจำเป็นต้องแยกองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพออกจากกัน ผู้วิจัยจึงใช้วิธี Griliches & Regev (1995) decomposition ซึ่งแยกการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพรวมออกเป็นองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  • Within effect: การเปลี่ยนแปลงผลิตภาพภายในบริษัทเดิม
  • Between (reallocation) effect: การเคลื่อนย้ายส่วนแบ่งทรัพยากรไปยังบริษัทที่มีผลิตภาพสูงหรือต่ำกว่า
  • Entry effect: ผลของบริษัทเกิดใหม่ต่อผลิตภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ
  • Exit effect: ผลของบริษัทที่ออกจากตลาดต่อผลิตภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ
ตารางที่ 3: การจัดสรรทรัพยากรเป็นสาเหตุหนึ่งของประสิทธิภาพที่ลดลง

Griliches and Regev (1995) Decomposition ของ asset turnover (การเปลี่ยนแปลงระหว่างปี 2013–2024 Aggregate และราย sector)

SectorWithinReallocationEntryExit
Manufacturing-0.21-0.06-0.100.02
Traditional Services-0.210.01-0.06-0.07
Modern Services-0.140.00-0.17-0.01
Real Estate-0.060.00-0.03-0.01
All-0.20-0.05-0.11-0.01
ที่มา: ข้อมูลงบการเงิน DBD กระทรวงพาณิชย์; คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

ผลการแยกองค์ประกอบในตารางที่ 3 ชี้ว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงมิติเดียว ด้านหนึ่ง บริษัทเดิมจำนวนมากมีประสิทธิภาพลดลงจริง สะท้อนจาก within effect ที่ติดลบในแทบทุกภาคธุรกิจ อีกด้านหนึ่ง ระบบเศรษฐกิจก็ไม่ได้ช่วยชดเชยความอ่อนแอดังกล่าว เพราะ reallocation effect ติดลบเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าทรัพยากรไม่ได้เคลื่อนย้ายไปสู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างที่ควรจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้น entry effect ยังติดลบในหลายภาคธุรกิจ สะท้อนว่าธุรกิจเกิดใหม่ไม่ได้มีบทบาทในการยกระดับผลิตภาพของระบบมากนัก ขณะที่ exit effect มีขนาดเล็กหรือติดลบในหลายกรณี สะท้อนว่ากลไกการออกจากตลาดยังคัดกรองกิจการที่มีประสิทธิภาพต่ำออกจากระบบได้ไม่เต็มที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือภาคอุตสาหกรรมการผลิต (manufacturing) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออก การจ้างงาน และการลงทุนของประเทศ แต่กลับปรากฏองค์ประกอบที่ติดลบพร้อมกันในหลายด้าน

ในบรรดาองค์ประกอบทั้งหมด reallocation effect ที่ติดลบเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะสะท้อนข้อจำกัดของกลไกจัดสรรทรัพยากรในระดับระบบเศรษฐกิจโดยตรง หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันข้อสรุปนี้ได้คือความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของประสิทธิภาพกับการเติบโตของสินทรัพย์ในระดับกิจการ เพราะหากกลไกตลาดทำงานได้ตามที่ควรจะเป็น ทรัพยากรย่อมไหลไปหาธุรกิจที่นำไปใช้ได้คุ้มค่ากว่า บริษัทที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นควรมีโอกาสขยายกิจการ ลงทุนเพิ่ม และดึงดูดเงินทุนได้มากขึ้น ขณะที่บริษัทที่มีประสิทธิภาพลดลงควรค่อย ๆ ลดขนาด ปรับตัว หรือออกจากตลาด เพื่อเปิดทางให้ทรัพยากรถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่สร้างผลผลิตได้มากกว่า

แต่ข้อมูลของภาคธุรกิจไทยกลับสะท้อนภาพที่ตรงกันข้าม (รูปที่ 2) ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพลดลงยังขยายสินทรัพย์ได้มาก ขณะที่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นกลับเติบโตได้จำกัดหรือหดตัวในบางกรณี แม้ปรากฏการณ์นี้อาจสะท้อนการลงทุนที่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล แต่การที่ความสัมพันธ์เชิงลบดังกล่าวปรากฏอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ย่อมให้ภาพเดียวกันกับ reallocation effect ที่ติดลบ นั่นคือ ทรัพยากรไม่ได้ไหลไปสู่กิจการที่ใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าที่สุด

รูปที่ 2: Asset เติบโตในกลุ่ม firm ที่ efficiency ลดลง

Asset เติบโตในกลุ่ม firm ที่ efficiency ลดลง

ที่มา: ข้อมูล CPFS คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์หมายเหตุ: 3-year rolling window

หลักฐานทั้งสองชิ้นข้างต้นชี้ตรงกันว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระดับกิจการเพียงชั้นเดียว แต่อยู่ที่กลไกจัดสรรทรัพยากรของทั้งระบบด้วย คำถามถัดมาคือ ภาพที่ปรากฏเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวในบางช่วงเวลา หรือเป็นแนวโน้มเชิงโครงสร้างที่สะสมต่อเนื่อง คำถามนี้ประเมินได้จากร่องรอยของการกระจายตัวของประสิทธิภาพระหว่างกิจการ (dispersion of efficiency) ซึ่งบอกว่าระยะห่างระหว่างกิจการที่ใช้ทรัพยากรได้ดีกับกิจการที่ใช้ได้ด้อยกว่านั้นกว้างเพียงใด หากทรัพยากรเคลื่อนย้ายผิดทิศทางต่อเนื่องเป็นเวลานาน ระยะห่างนี้ย่อมถ่างออกเรื่อย ๆ เพราะกิจการที่ด้อยประสิทธิภาพยิ่งได้รับทุนเพิ่มก็ยิ่งไม่อาจสร้างรายได้ให้คุ้มค่ากับสินทรัพย์ที่ถือครอง ขณะที่กิจการซึ่งใช้ทรัพยากรได้ดีกลับไม่ได้รับทุนมากพอจะขยายกิจการตามศักยภาพของตน และ รูปที่ 3 ยืนยันว่าค่าดังกล่าวของภาคธุรกิจไทยกว้างขึ้นตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

รูปที่ 3: Capital misallocation เพิ่มสูงขึ้นมาตลอด
ที่มา: ข้อมูล CPFSหมายเหตุ: *คำนวณจาก Standard deviation of log asset turnover ที่ demean ราย industry-year

เมื่อประมวลหลักฐานทั้งหมดในส่วนนี้ ทั้งผลการแยกองค์ประกอบของผลิตภาพ ทิศทางการเคลื่อนย้ายทรัพยากรที่สวนทางกับระดับประสิทธิภาพ และการกระจายตัวของประสิทธิภาพระหว่างกิจการที่ถ่างออกต่อเนื่อง ภาพที่ปรากฏจึงมิใช่ภาวะที่เศรษฐกิจมี "ทุนน้อยเกินไป" หากแต่เป็นภาวะที่ "ทุนอยู่ผิดที่" และเมื่อภาวะเช่นนี้ดำรงอยู่เป็นเวลานาน ปัญหา capital misallocation ย่อมฝังลึกและกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

หากทุนของระบบเศรษฐกิจอยู่ผิดที่จริง คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดทุนจึงไหลไปกระจุกอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ และอะไรคือกลไกที่กำกับทิศทางการไหลของทรัพยากรเหล่านั้น เนื่องจากการเติบโตและการลงทุนของกิจการจำนวนมากต้องอาศัยเงินทุนจากภายนอก เงื่อนไขด้านการเงินและการเข้าถึงสินเชื่อจึงเป็นจุดตั้งต้นที่ควรพิจารณา

3. ภาคธนาคารกับบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรที่ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

กลไกหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการจัดสรรทรัพยากรของเศรษฐกิจคือระบบสถาบันการเงิน ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงเงินออมไปสู่การลงทุนของภาคธุรกิจ บทบาทดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษในกรณีของประเทศไทย เนื่องจากระบบการเงินไทยมีลักษณะเป็น bank-based financial system ที่ภาคธุรกิจพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นแหล่งเงินทุนหลัก หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของแหล่งเงินทุนทั้งหมด (คิดจากสินเชื่อ ตราสารหนี้ และตราสารทุน ไม่รวมเงินกู้นอกระบบและเงินทุนภายในกิจการ) ประสิทธิภาพในการคัดเลือกและจัดสรรสินเชื่อของธนาคารจึงส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการไหลของทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งพิจารณาได้ใน 2 มิติ ได้แก่

  • มิติแรก การเข้าถึงสินเชื่อ (extensive margin) คือ คำถามว่ากิจการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากระบบธนาคารได้หรือไม่ จากข้อมูลงบการเงินนิติบุคคลที่ใช้ในการศึกษานี้ พบว่ากิจการกว่า 80% ไม่มีข้อมูลสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เลย แม้ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนโมเดลธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนภายนอก แต่อีกส่วนหนึ่งย่อมสะท้อนว่าการเข้าถึงแหล่งทุนยังเป็นข้อจำกัดสำหรับธุรกิจจำนวนไม่น้อย
  • มิติที่สอง การจัดสรรสินเชื่อ (intensive margin) คือ คำถามว่าในกลุ่มกิจการที่เข้าถึงสินเชื่อได้แล้ว ทรัพยากรถูกจัดสรรตามระดับประสิทธิภาพของกิจการเพียงใด ข้อมูลชี้ว่าสินเชื่อไม่ได้ไหลไปตามระดับประสิทธิภาพเสมอไป ทั้งในแง่ของสัดส่วนสินเชื่อที่กิจการได้รับและต้นทุนทางการเงินที่ต้องเผชิญ
รูปที่ 4: Firm กลุ่ม Efficiency สูงได้รับสินเชื่อในสัดส่วนที่น้อยกว่า และเป็นกลุ่มที่เผชิญดอกเบี้ยสูง

Firm กลุ่ม Efficiency สูงได้รับสินเชื่อในสัดส่วนที่น้อยกว่า และเป็นกลุ่มที่เผชิญดอกเบี้ยสูง

ที่มา: ข้อมูล CPFS และข้อมูลสินเชื่อเพื่อการกำกับดูแลสถาบันการเงิน RDT (ข้อมูลปี 2024), สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์หมายเหตุ: * Residual, demeaned by industry-year แต่ละจุดแทนค่าเฉลี่ยของแต่ละ percentile bin

รูปที่ 4 แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่สวนทางกับหลักการจัดสรรทรัพยากรที่ควรจะเป็นพร้อมกันสองด้าน ด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างระดับประสิทธิภาพของกิจการกับสัดส่วนสินเชื่อที่ได้รับเป็นความสัมพันธ์เชิงลบ กิจการที่ใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่ากลับได้รับสินเชื่อในสัดส่วนที่น้อยกว่า อีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างระดับประสิทธิภาพกับอัตราดอกเบี้ยกลับเป็นความสัมพันธ์เชิงบวก กิจการที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าจึงต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า ทั้งสองด้านนี้ล้วนตรงข้ามกับสิ่งที่ควรเกิดขึ้นหากกลไกการจัดสรรสินเชื่อทำงานได้เต็มที่ ซึ่งกิจการที่ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ากว่าย่อมควรได้รับทุนในสัดส่วนที่มากกว่าและด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

ความสัมพันธ์ดังกล่าวอธิบายได้ด้วยปัจจัยหลายด้าน ทั้งความเสี่ยง ลักษณะธุรกิจ หลักประกัน หรือข้อมูลที่ผู้ให้กู้มีอยู่ในขณะตัดสินใจ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเช่นใด ผลลัพธ์ที่ปรากฏคือกิจการที่มีประสิทธิภาพสูงได้รับทุนน้อยกว่าและมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า จึงขยายกิจการได้ช้ากว่าศักยภาพที่แท้จริง ขณะที่กิจการซึ่งใช้ทรัพยากรได้ด้อยประสิทธิภาพกว่ายังคงถือครองทรัพยากรในสัดส่วนสูง เงื่อนไขเช่นนี้จึงไม่ได้เป็นกลางต่อปัญหา misallocation แต่ซ้ำเติมให้ปัญหารุนแรงขึ้นตามเวลา เพราะเมื่อกิจการที่มีศักยภาพเผชิญข้อจำกัดด้านทุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนแบ่งทรัพยากรของกิจการกลุ่มนี้ในระบบเศรษฐกิจจึงลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งสอดคล้องกับผลในส่วนก่อนหน้าที่พบทั้ง reallocation effect ที่ติดลบ และความแตกต่างด้านประสิทธิภาพระหว่างกิจการที่กว้างขึ้นตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

4. SMEs ได้รับผลกระทบจากปัญหา misallocation ในภาคการเงินมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

เมื่อพิจารณาลึกลงไปในระดับกลุ่มธุรกิจ จะพบว่าข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งทุนไม่ได้กระทบธุรกิจทุกกลุ่มเท่ากัน และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของภาคธุรกิจไทย ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์ SME ประจำปี 2026 (ข้อมูลปี 2025) ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่ามีวิสาหกิจที่เป็น SME อยู่กว่าสามล้านราย และมีการจ้างงานรวมกว่า 13.6 ล้านคน แต่กลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทมากเช่นนี้กลับเผชิญข้อจำกัดด้านการเงินมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งในมิติของการเข้าถึงสินเชื่อและในมิติของต้นทุนทางการเงิน

เมื่อพิจารณาเฉพาะนิติบุคคลที่ปรากฏข้อมูลงบการเงินในฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งมีประมาณเจ็ดแสนรายในปี 2024 อันเป็นกลุ่มที่งานศึกษานี้ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อจำกัดด้านการเงินของ SMEs ปรากฏชัดในทั้งสองมิติที่กล่าวไว้ในส่วนก่อนหน้า ในมิติแรก รูปที่ 5 ชี้ว่าข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสินเชื่อปรากฏแม้ในกลุ่ม SMEs ที่มีศักยภาพสูง โดยเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกิจการที่มีระดับประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน SMEs มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่อย่างชัดเจน และแม้ในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด (high efficiency – กลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก) ก็มี SMEs เพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่ได้รับสินเชื่อ เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับสินเชื่อกว่า 60% ระดับประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่ขนาดของกิจการยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการได้รับสินเชื่อ

รูปที่ 5: SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เป็นสัดส่วนน้อยแม้มีประสิทธิภาพสูง
ที่มา: ข้อมูล CPFS และ RDT ปี 2024หมายเหตุ: นิยามการเข้าถึงสินเชื่อคือธุรกิจที่มียอดคงค้างไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท

ในมิติที่สอง รูปที่ 6 แสดงให้เห็นว่านอกจากจะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าแล้ว SMEs ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าอีกด้วย โดยต้องกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ แม้จะอยู่ในกลุ่มประสิทธิภาพเดียวกันก็ตาม และช่องว่างดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้นในกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายดอกเบี้ยเพียง 3.9% หรือประมาณครึ่งหนึ่งของธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนหนึ่งย่อมมาจากความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk) ของ SMEs ที่สูงกว่า สะท้อนจากสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ในระบบธนาคารที่อยู่ในระดับสูง (ราว 9.0% ณ สิ้นปี 2025) และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งมีสัดส่วนหนี้เสียต่ำกว่ามาก (ราว 1.3% ณ สิ้นปี 2025)

รูปที่ 6: SMEs เผชิญดอกเบี้ยสูง

SMEs เผชิญดอกเบี้ยสูง

หมายเหตุ: ค่า median และช่วง p5 – p95 คำนวณโดยวิธี outstanding-weighted percentile

ด้วยข้อจำกัดทั้งสองมิตินี้ ผลลัพธ์จึงเกิดขึ้นดังที่ปรากฏใน รูปที่ 7 คือ สินเชื่อในระบบมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs ซึ่งมีจำนวนมากและเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจกลับได้รับทรัพยากรทางการเงินน้อยกว่าที่ศักยภาพของธุรกิจอาจสมควรได้รับ โดยเมื่อพิจารณาการกระจายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ (ปี 2025) พบว่า

  • สินเชื่อกว่า 75% เป็นของธุรกิจขนาดใหญ่ จำนวน 1.5 หมื่นกิจการ และในจำนวนนี้ประมาณ 2 ใน 5 เป็นสินเชื่อกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (SiCorp – 25 กลุ่มเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบการเงิน) ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในกิจการราว 1 พันแห่งเท่านั้น โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ดำเนินกิจการมาค่อนข้างนานราว 20 ปี และจ่ายดอกเบี้ยในระดับค่อนข้างต่ำราว 3-4% ต่อปี
  • ที่เหลืออีก 25% เป็นของ SMEs ราว 1.1 แสนกิจการ ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 6% และส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอายุน้อย เฉลี่ยไม่เกิน 15 ปี
รูปที่ 7: สินเชื่อในระบบมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่

สินเชื่อในระบบมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่

ที่มา: ข้อมูลสินเชื่อเพื่อการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (RDT Credit) ปี 2025, คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์หมายเหตุ: ข้อมูลเฉพาะระบบ ธพ., ขนาดธุรกิจตามนิยาม สสว. ร่วมกับรายได้และวงเงินสินเชื่อ, อัตราดอกเบี้ย EIR แสดงค่าที่ median คำนวณโดยวิธี outstanding-weighted percentile

ภาพรวมของส่วนนี้จึงชี้ว่า SMEs เผชิญข้อจำกัดพร้อมกันทั้งด้านปริมาณสินเชื่อและด้านราคา อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่ SMEs จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ยังไม่ได้บ่งชี้ในตัวเองว่าส่วนต่างดังกล่าวสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่แตกต่างกันทำให้อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันได้ตามสมควร คำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบจึงไม่ใช่ว่า SMEs มีต้นทุนทางการเงินสูงกว่าหรือไม่ แต่เป็นว่าส่วนต่างที่ปรากฏอธิบายได้ด้วยความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของกิจการมากน้อยเพียงใด การตอบคำถามนี้จำเป็นต้องมีเกณฑ์เปรียบเทียบว่าธุรกิจแต่ละรายควรเผชิญอัตราดอกเบี้ยในระดับใดตามความเสี่ยงและลักษณะพื้นฐานของตน ซึ่งเป็นที่มาของการประเมินอัตราดอกเบี้ยตามปัจจัยพื้นฐาน (fundamental-based EIR) ในส่วนถัดไป

5. อัตราดอกเบี้ยที่อาจไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ

ส่วนนี้จึงตั้งคำถามว่า "การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและศักยภาพของธุรกิจมากน้อยเพียงใด" หากอัตราดอกเบี้ยที่ธุรกิจเผชิญไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงและศักยภาพอย่างตรงไปตรงมา ต้นทุนสินเชื่อของลูกค้ากลุ่มหนึ่งย่อมอาจถูกใช้ชดเชยการกำหนดราคาที่ต่ำกว่าระดับความเสี่ยงของลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์การเงินเรียกว่า cross-subsidization

เพื่อตอบคำถามดังกล่าว ผู้วิจัยอ้างอิงแนวคิดของ Müller et al. (2024) โดยประเมินผ่านแบบจำลอง fixed-effect panel regression ด้วยข้อมูลช่วงปี 2024–2025 ว่าธุรกิจแต่ละราย "ควรได้รับ" อัตราดอกเบี้ยในระดับใด เมื่อพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk) และลักษณะพื้นฐานของกิจการ (firm characteristics) โดยมีตัวแปรที่ใช้คัดเลือกจากการเปรียบเทียบแบบจำลองหลายรูปแบบ และเก็บไว้เฉพาะปัจจัยที่ให้ผลการประมาณค่าที่มีความน่าเชื่อถือ ได้แก่ ความสามารถในการทำกำไร การเติบโตของรายได้ การก่อหนี้ ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย และหลักประกันของสินเชื่อ พร้อมทั้งควบคุมความแตกต่างของสาขาอุตสาหกรรม อายุกิจการ และช่วงเวลา เพื่อให้การเปรียบเทียบเกิดขึ้นระหว่างธุรกิจที่มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน ดังสมการ

EIRit=  β0+β1PD~it+β2ROAit+β3Leverageit+β4ICRit+β5Revenue Growthit+β6Collateralit+∑aδaAGEa,it+∑sγsSECTORs,it+ρt+εit\begin{aligned}\text{EIR}_{it} =\;& \beta_0 + \beta_1 \widetilde{PD}_{it} + \beta_2 \text{ROA}_{it} + \beta_3 \text{Leverage}_{it} + \beta_4 \text{ICR}_{it} \\& + \beta_5 \text{Revenue Growth}_{it} + \beta_6 \text{Collateral}_{it} \\& + \sum_{a} \delta_a \text{AGE}_{a,it} + \sum_{s} \gamma_s \text{SECTOR}_{s,it} + \rho_t + \varepsilon_{it}\end{aligned}EIRit​=​β0​+β1​PDit​+β2​ROAit​+β3​Leverageit​+β4​ICRit​+β5​Revenue Growthit​+β6​Collateralit​+a∑​δa​AGEa,it​+s∑​γs​SECTORs,it​+ρt​+εit​​

  • EIRit{EIR}_{it}EIRit​ คือ อัตราดอกเบี้ย (effective interest rate)
  • PD~it\widetilde{PD}_{it}PDit​ คือ probability of default (PD) สะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตหรือโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ (ขจัดอิทธิพลของปัจจัยพื้นฐาน)
  • ROAit\text{ROA}_{it}ROAit​ คือ return on asset (ROA) สะท้อนความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ
  • Leverageit\text{Leverage}_{it}Leverageit​ คือ debt-to-asset ratio สะท้อนระดับการก่อหนี้ของธุรกิจ
  • ICRit\text{ICR}_{it}ICRit​ คือ interest coverage ratio สะท้อนความสามารถในการชำระภาระดอกเบี้ยของธุรกิจ
  • Revenue Growthit\text{Revenue Growth}_{it}Revenue Growthit​ คือ อัตราการเติบโตของรายได้เทียบกับปีก่อนหน้า
  • Collateralit\text{Collateral}_{it}Collateralit​ ระบุว่าสินเชื่อมีหลักประกันหรือไม่
  • δa\delta_aδa​ γs\gamma_sγs​ ρt\rho_tρt​ คือ fixed effects ของอายุธุรกิจ (firm age) สาขา (industry) และเวลา (time) ตามลำดับ

ทั้งนี้ ข้อมูล EIRit{EIR}_{it}EIRit​ และ PD~it\widetilde{PD}_{it}PDit​ คำนวณจากข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่สถาบันการเงินรายงานต่อ ธปท. โดยงานศึกษานี้ใช้ค่า PD~\widetilde{PD}PD ซึ่งเป็น PD ที่ขจัดอิทธิพลของปัจจัยพื้นฐานของกิจการออกแล้ว ค่าดังกล่าวจึงสะท้อนข้อมูลหรือความเสี่ยงที่ธนาคารประเมินเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากงบการเงิน เช่น ประวัติและพฤติกรรมการชำระหนี้ หรือข้อมูลเชิงคุณภาพอื่น กล่าวได้ว่าการวิเคราะห์นี้ไม่ได้ควบคุมเฉพาะปัจจัยพื้นฐานที่สังเกตได้จากงบการเงิน แต่ครอบคลุมข้อมูลด้านเครดิตที่ธนาคารใช้ประกอบการกำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วย

รูปที่ 8: อาจมีการคิดดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรมในภาคธนาคาร
ที่มา: ข้อมูลงบการเงิน กรมธุรกิจการค้า และ RDT (ข้อมูล EIR ปี 2024) คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์หมายเหตุ: 1) ใช้ regression analysis ที่ควบคุมผลจากปัจจัยพื้นฐาน (fundamentals) ของ firm (profitability, liquidity, stability, solvency, efficiency, หลักประกัน) และอุตสาหกรรม 2) EIR คือ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา ถ่วงน้ำหนักตามยอดคงค้างสินเชื่อ

เมื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ธุรกิจได้รับจริงจากธนาคาร (actual EIR) กับอัตราดอกเบี้ยที่แบบจำลองประเมินจากความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของกิจการ (fundamental-based EIR) ส่วนต่าง (spread) ที่ได้แสดงรูปแบบที่ชัดเจนตามขนาดธุรกิจ (รูปที่ 8) กล่าวคือ ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมีค่า spread เป็นบวก หรือถูกคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าระดับที่ความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานอธิบายได้ (premium) ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (SiCorp) กลับมีค่า spread ติดลบ คือได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ควรเป็นตามความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของตน (discount)

ผลดังกล่าวตอบคำถามที่ค้างไว้ในส่วนก่อนหน้าว่า ต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าของ SMEs ไม่ได้อธิบายได้ทั้งหมดด้วยความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของกิจการ และรูปแบบที่ปรากฏ คือ ธุรกิจกลุ่มหนึ่งจ่ายแพงกว่า ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจ่ายถูกกว่าระดับที่ความเสี่ยงอธิบายได้ สอดคล้องกับลักษณะของ cross-subsidization ซึ่งบ่งชี้ว่ากลไกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในตลาดอาจยังสะท้อนความเสี่ยงของผู้กู้ได้ไม่สมบูรณ์ในทุกกลุ่มธุรกิจ

นัยสำคัญของข้อค้นพบนี้อยู่ที่ผลต่อการจัดสรรทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากส่วนต่างที่ปรากฏได้ผลักภาระต้นทุนไปยังกลุ่มธุรกิจที่ต้องพึ่งพาเงินทุนภายนอกในการเติบโตมากที่สุด ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเข้าถึงแหล่งทุนได้อยู่แล้วกลับรับต้นทุนที่ต่ำกว่าระดับความเสี่ยงของตน ราคาสินเชื่อจึงไม่ได้ทำหน้าที่คัดกรองทรัพยากรไปสู่กิจการที่ใช้ทุนได้คุ้มค่าที่สุด แต่ทำงานสวนทางกับกลไกดังกล่าว ผลที่ได้จึงสอดรับกับหลักฐานในส่วนก่อนหน้า ทั้งความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างระดับประสิทธิภาพกับอัตราดอกเบี้ยใน รูปที่ 4 ค่า reallocation effect ที่ติดลบในแทบทุกภาคธุรกิจ และความแตกต่างด้านประสิทธิภาพระหว่างกิจการที่กว้างขึ้นตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา การกำหนดราคาสินเชื่อที่ยังสะท้อนปัจจัยพื้นฐานได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้ปัญหา capital misallocation ดำรงอยู่และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ดี ผลนี้ควรตีความด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากแบบจำลองควบคุมเพียงลักษณะของธุรกิจและความเสี่ยงของลูกหนี้ แต่ไม่ได้ควบคุมปัจจัยเฉพาะของธนาคาร เช่น ต้นทุนเงินทุน กลยุทธ์การแข่งขัน หรืออำนาจต่อรองระหว่างธนาคารกับลูกค้า ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยจริงกับอัตราดอกเบี้ยที่แบบจำลองประเมินจึงควรตีความว่าเป็น "ส่วนที่ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจอธิบายไม่ได้" มากกว่าจะสรุปว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมด

6. บทสรุปและนัยเชิงนโยบาย

บทความนี้เริ่มต้นจากคำถามว่าเหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตชะลอลงต่อเนื่อง และพบว่าคำตอบส่วนหนึ่งปรากฏอยู่ในงบการเงินของภาคธุรกิจ ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ที่ลดลงไม่ได้มาจากความสามารถในการทำกำไรที่ถดถอย แต่มาจากประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ที่ลดลงเป็นวงกว้าง เมื่อแยกองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงผลิตภาพ ยังพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระดับกิจการเพียงชั้นเดียว เพราะนอกจากผลิตภาพภายในกิจการเดิมจะลดลงแล้ว การเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างกิจการ การเข้าสู่ตลาดของธุรกิจใหม่ และการออกจากตลาดของธุรกิจที่อ่อนแอ ล้วนไม่สามารถยกระดับผลิตภาพของระบบได้

เมื่อพิจารณาบทบาทของภาคการเงินซึ่งเป็นแหล่งทุนหลักของภาคธุรกิจไทย ภาพที่ปรากฏยิ่งชัดขึ้น กิจการที่ใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่ากลับได้รับสินเชื่อในสัดส่วนที่น้อยกว่าและเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า ข้อจำกัดดังกล่าวตกอยู่กับ SMEs มากเป็นพิเศษ ทั้งในมิติของการเข้าถึงสินเชื่อและมิติของราคา และเมื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ธุรกิจได้รับจริงกับระดับที่ความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานอธิบายได้ ก็ยังพบว่าธุรกิจขนาดเล็กเผชิญดอกเบี้ยสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อันเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะของ cross-subsidization

สาระสำคัญของบทความจึงสรุปได้ว่า โจทย์ของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่การมีทุนน้อยเกินไป แต่เป็นการที่ทุนอยู่ผิดที่ ขณะที่กลไกจัดสรรทุนของภาคการเงินยังไม่ได้ช่วยแก้ไข และมีส่วนทำให้ปัญหาดำรงอยู่ต่อไป ข้อสรุปนี้มีนัยโดยตรงต่อทิศทางนโยบาย เพราะหากปัญหาอยู่ที่คุณภาพของการจัดสรร การเพิ่มปริมาณสินเชื่อในระบบเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ และในบางกรณีอาจซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น แนวนโยบายที่สอดรับกับข้อค้นพบข้างต้นจึงควรมุ่งยกระดับคุณภาพของการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินเป็นสำคัญ โดยมีประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างน้อยห้าด้าน

ประเด็นแรก การลดปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล (information frictions) ข้อค้นพบที่ว่ากิจการซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกลับเข้าถึงสินเชื่อได้น้อยกว่า สะท้อนว่าศักยภาพของผู้กู้ยังไม่ได้ถูกประเมินอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ที่มักมีข้อมูลทางการเงินและประวัติสินเชื่อจำกัด การพัฒนาระบบข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางเลือก (alternative data) ในกระบวนการประเมินสินเชื่อ จะช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดข้อมูลเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ทั้งนี้ ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงอุปสรรคของผู้กู้ หากแต่เป็นต้นทุนของผู้ให้กู้ด้วย เพราะเมื่อธนาคารไม่สามารถแยกแยะความเสี่ยงที่แท้จริงของ SMEs แต่ละรายได้ ต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต้องแบกรับย่อมสูงขึ้น และถูกส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยของผู้กู้ทั้งกลุ่ม แนวนโยบายจึงควรครอบคลุมถึงกลไกที่ช่วยลดต้นทุนดังกล่าวโดยตรง เช่น กลไกตรวจสอบและยืนยันข้อมูลธุรกรรมการค้า ซึ่งทำให้ประวัติการค้าและการชำระเงินระหว่างคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นข้อมูลที่ใช้ประเมินสินเชื่อได้จริง

ประเด็นที่สอง กลไกค้ำประกันสินเชื่อที่สะท้อนความเสี่ยง ในกรณีที่ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงหรือแม้มีข้อมูลเพียงพอแต่ความเสี่ยงก็ยังอยู่ในระดับสูง กลไกค้ำประกันสินเชื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนความเสี่ยงของผู้ให้กู้ได้โดยตรง ทั้งการค้ำประกันจากคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานและการค้ำประกันจากภาครัฐ ซึ่งเปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกันเข้าถึงสินเชื่อได้ในต้นทุนที่ใกล้เคียงกับความเสี่ยงของตนมากขึ้น อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของกลไกนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบเป็นสำคัญ การค้ำประกันในอัตราเดียวสำหรับทุกกิจการมีลักษณะไม่ต่างจากการกำหนดราคาที่ไม่สะท้อนความเสี่ยง ซึ่งเป็นปัญหาที่บทความนี้ชี้ให้เห็น การค้ำประกันจึงควรกำหนดต้นทุนในการเข้าร่วมโครงการตามระดับความเสี่ยง และให้กิจการที่ได้รับประโยชน์ร่วมรับภาระตามความเสี่ยงที่แท้จริงของตน เพื่อรักษาแรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยงของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้

ประเด็นที่สาม การส่งเสริมให้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้กู้ (risk-based pricing) ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่ธุรกิจได้รับจริงกับระดับที่ปัจจัยพื้นฐานอธิบายได้ ชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยยังไม่ได้ทำหน้าที่คัดกรองทรัพยากรอย่างเต็มที่ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนความเสี่ยงอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เงินทุนไหลไปสู่กิจการที่สร้างผลตอบแทนได้ดี ลดแรงจูงใจในการรับความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ประเด็นที่สี่ การส่งเสริมการแข่งขันและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากภาคธุรกิจไทยพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นแหล่งทุนหลัก ข้อจำกัดของช่องทางเดียวจึงส่งผลต่อทั้งระบบ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs และธุรกิจเกิดใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับ entry effect ที่ติดลบในหลายภาคธุรกิจ การมีผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนการพัฒนาช่องทางระดมทุนรูปแบบใหม่ จะช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนและเปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตได้มากขึ้น

ประเด็นที่ห้า การติดตามพฤติกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการกำหนดราคาต่ำกว่าระดับความเสี่ยงในลูกค้าบางกลุ่ม การเฝ้าระวัง underpricing of risk มีความสำคัญไม่เพียงในมิติของประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร แต่ยังเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว เนื่องจากการกำหนดราคาความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่การสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้

อย่างไรก็ดี ควรตระหนักว่าภาคการเงินเป็นเพียงกลไกหนึ่งของปัญหา เพราะหลักฐานในบทความชี้ว่าผลิตภาพภายในกิจการเองก็ลดลงเช่นกัน เป้าหมายของนโยบายจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ แต่ควรมุ่งยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจผ่านการจัดสรรทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านผลิตภาพ การปรับตัวทางธุรกิจ หรือการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน จะช่วยให้ทรัพยากรของประเทศถูกใช้ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง

Griliches, Z., & Regev, H. (1995). Firm Productivity in Israeli Industry 1979–1988. Journal of Econometrics, 65(1), 175–203.
Müller, C., Juelsrud, R. E., & Andersen, H. (2024). Risk-based Pricing in Competitive Lending Markets (Techreport No. 1169; BIS Working Papers). Bank for International Settlements.
Thosapon Tonghui
Thosapon Tonghui
Bank of Thailand
Thanapoom Nisamaneewong
Thanapoom Nisamaneewong
Bank of Thailand
Nisakorn Kultidawat
Nisakorn Kultidawat
Bank of Thailand
Tosapol Apaitan
Tosapol Apaitan
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Topics: Financial EconomicsMacroeconomicsIndustrial Organization
Tags: capital misallocationproductivitysmesfirm-level data
The views expressed in this workshop do not necessarily reflect the views of the Puey Ungphakorn Institute for Economic Research or the Bank of Thailand.

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research

273 Samsen Rd, Phra Nakhon, Bangkok 10200

Phone: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

Terms of Service | Personal Data Privacy Policy

Copyright © 2026 by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

Content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license.

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

Get PIER email updates

Facebook
YouTube
Email