Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
Latest discussion Paper
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการจัดสรรทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
Latest PIER Blog
ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการจัดสรรทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยี
Latest PIER Economics Seminar
อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยี
PIER Research Workshop ประจำปี 2569
Latest workshop
PIER Research Workshop ประจำปี 2569
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn
Institute for
Economic Research
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
คุณเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง บรรยายในหัวข้อ “Trade Diversion, Supply-Chain Reconfiguration, and Rerouting During the U.S.–China Trade War”
Latest announcement
คุณเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง บรรยายในหัวข้อ “Trade Diversion, Supply-Chain Reconfiguration, and Rerouting During the U.S.–China Trade War”
PIER Blogblog
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
/static/f41ea29e8a82ce1242954ad3c8454709/e9a79/cover.png
25 August 2026
20261787616000000
เศรษฐศาสตร์เข้า “ท่า”

ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการจัดสรรทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Tosapol ApaitanSommarat ChantaratKannika Thampanishvong
ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการจัดสรรทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตชะลอลงต่อเนื่องตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา? ในแวดวงนโยบาย เรามักได้ยินคำอธิบายเดิม ๆ ที่ชี้ไปยังปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งสังคมสูงวัย ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง หรือการลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซา ปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่คำถามชวนคิดคือ สิ่งเหล่านี้อธิบายศักยภาพที่หายไปของเศรษฐกิจไทยได้ทั้งหมดจริงหรือ? เพราะอีกหนึ่งกลไกพื้นฐานที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการมองย้อนกลับมาดูว่า “ทรัพยากรและทุนที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด”

งานวิจัยล่าสุดของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เรื่อง “จัดสรรรันทด: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” ชวนย้อนไปติดตามการจัดสรร “ทุน” ในระบบเศรษฐกิจไทยตลอด 25 ปี (1999–2024) ผ่านข้อมูลงบการเงินระดับนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ร่วมกับข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่สถาบันการเงินรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสะท้อนว่า ปัญหาสำคัญของไทยอาจไม่ใช่การมี “ทุนน้อยเกินไป” แต่เป็นภาวะที่ “ทุนอยู่ผิดที่” (capital misallocation) ซึ่งนำไปสู่โจทย์สำคัญเชิงนโยบายว่า เราจะทำอย่างไรให้ทุนไหลไปสู่ธุรกิจที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด?

เศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัว เป็นภาพสะท้อนจากภาคธุรกิจที่เติบโตช้าลงและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรได้ลดลง

GDP ที่โตช้าลงสะท้อนผ่านงบการเงินระดับกิจการอย่างชัดเจน โดยการเติบโตของรายได้ภาคธุรกิจ (corporate revenue growth) และการลงทุนภาคเอกชนลดลงอย่างมากตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรซึ่งเทียบเคียงได้กับอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของภาคธุรกิจไทยปรับลดลงต่อเนื่อง จากเฉลี่ย 8.3% ในปี 2013 เหลือเพียง 6.3% ในปี 2024 ซึ่งหากแยก ROA ออกเป็นสององค์ประกอบ คือ อัตรากำไร (profit margin) และประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ (asset turnover) พบว่าอัตรากำไรหรือความสามารถในการทำกำไรจากการขายยังทรงตัวหรือสูงขึ้นในบางกลุ่ม ทว่าประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ปรับลดลงพร้อมกันในแทบทุกภาคธุรกิจ (จาก 1.24 รอบ เหลือ 0.88 รอบ) ทั้งในภาคการผลิต ภาคบริการดั้งเดิม ภาคบริการสมัยใหม่ และภาคอสังหาริมทรัพย์ หรือกล่าวได้ว่าสินทรัพย์หนึ่งหน่วยในปัจจุบันสร้างรายได้ได้น้อยกว่าเมื่อสิบปีก่อน

ส่วนหนึ่งของปัญหานี้เกิดจาก capital misallocation

หากกลไกตลาดทำงานได้สมบูรณ์ ทุนย่อมต้องไหลไปหาธุรกิจที่สามารถนำทุนไปใช้ได้คุ้มค่ากว่า เพื่อให้ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพขยายการลงทุน และกดดันให้ธุรกิจที่ประสิทธิภาพลดลงค่อย ๆ ปรับตัวหรือออกจากตลาด

แต่ภาพที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทาง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2013 กับปี 2024 พบว่า ทุนกลับไหลไปกระจุกตัวอยู่ในกิจการที่ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ลดลง ขณะที่กิจการที่ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์สูงขึ้นกลับเติบโตได้จำกัดหรือหดตัวลง ซึ่งสะท้อนว่าทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจกำลังไหลไปหล่อเลี้ยงกิจการที่ใช้สินทรัพย์ได้ด้อยประสิทธิภาพกว่าเดิม

กลไกสินเชื่ออาจยังจัดสรรทุนไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพของธุรกิจ

ในบริบทที่ระบบการเงินไทยมีลักษณะเป็น bank-based system ธนาคารจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการจัดสรรเงินทุนให้ภาคธุรกิจ โดยสินเชื่อธนาคารคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของแหล่งเงินทุนของธุรกิจ ประสิทธิภาพการคัดกรองการปล่อยสินเชื่อของธนาคารส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ ข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า มีความบิดเบี้ยวใน 2 มิติ ทั้งในด้านการเข้าถึงสินเชื่อ ที่กิจการกว่า 80% ในฐานข้อมูลนิติบุคคลไม่ปรากฏข้อมูลสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เลย และในกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ กิจการที่มีประสิทธิภาพสูงกลับได้รับสินเชื่อในสัดส่วนที่น้อยกว่า และต้องเผชิญอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ควรเกิดขึ้นหากกลไกสินเชื่อจัดสรรทุนได้มีประสิทธิภาพ

SMEs รับเคราะห์สองเด้ง: “เข้าถึงทุนยากกว่า และต้องจ่ายแพงเกินความเสี่ยงจริง”

ความท้าทายนี้ตกอยู่กับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มากที่สุด ซึ่งมีการจ้างงานรวมกว่า 13.6 ล้านคน โดยในกลุ่ม SMEs ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด1 มีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่ได้รับสินเชื่อ (เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับกว่า 60%) ซ้ำร้าย SMEs ยังต้องกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายเฉลี่ยเพียง 3.9% ถึงแม้ว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

เมื่อผู้วิจัยประเมินอัตราดอกเบี้ยตามปัจจัยพื้นฐานและความเสี่ยง (fundamental-based EIR) พบข้อค้นพบสำคัญว่า SMEs ถูกคิดดอกเบี้ยสูงกว่าระดับที่ความเสี่ยงอธิบายได้ (premium) ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ (SiCorp) กลับได้รับดอกเบี้ยต่ำกว่าความเสี่ยงจริง (discount) ผลลัพธ์2ดังกล่าวชี้ว่า กลไกราคาสินเชื่ออาจยังสะท้อนศักยภาพและความเสี่ยงของธุรกิจได้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ที่ต้องพึ่งพาเงินทุนภายนอกมาก

ผลลัพธ์ก็คือ สินเชื่อมีความกระจุกตัวสูง: “สินเชื่อ 3 ใน 4 อยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs นับแสนรายได้ส่วนแบ่งเพียง 1 ใน 4 ของสินเชื่อ”

โครงสร้างสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างชัดเจน โดยสินเชื่อกว่า 75% กระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 1.5 หมื่นแห่ง (โดยราว 2 ใน 5 เป็นของกลุ่มเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ 25 กลุ่ม หรือ SiCorp ที่กระจุกตัวอยู่ในกิจการราว 1 พันแห่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานเฉลี่ย 20 ปี และจ่ายดอกเบี้ยต่ำเพียง 3–4%) ในขณะที่สินเชื่ออีก 25% ที่เหลือ กระจายไปยัง SMEs ราว 1.1 แสนแห่ง ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 6% และส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอายุน้อย ทำให้พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของธุรกิจเกิดใหม่ถูกจำกัดลง

img 1

นัยเชิงนโยบาย: หันมาแก้ “ประสิทธิภาพการจัดสรรทุน”

โจทย์ของเศรษฐกิจไทยอาจไม่ใช่การมีทุนน้อยเกินไป แต่เป็นการที่ทุนอยู่ผิดที่ ขณะที่กลไกจัดสรรทุนของภาคการเงินยังไม่ได้ช่วยแก้ไขและมีส่วนทำให้ปัญหาดำรงอยู่ต่อไป หากปัญหาอยู่ที่คุณภาพการจัดสรร การเพิ่มปริมาณสินเชื่อในระบบเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ และอาจซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น แนวนโยบายจึงควรมุ่งยกระดับคุณภาพของการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินใน 5 ด้านสำคัญ:

  • ลดปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล (information frictions): การพัฒนาระบบข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางเลือก (alternative data) ในกระบวนการประเมินสินเชื่อ จะช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดข้อมูลเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น อีกทั้งพัฒนากลไกตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สถาบันการเงินประเมินศักยภาพที่แท้จริงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่หลักประกัน
  • มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อที่สะท้อนความเสี่ยง: ในกรณีที่ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงหรือแม้มีข้อมูลเพียงพอแต่ความเสี่ยงก็ยังอยู่ในระดับสูง กลไกค้ำประกันสินเชื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนความเสี่ยงของผู้ให้กู้ได้โดยตรง ทั้งการค้ำประกันจากคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานและการค้ำประกันจากภาครัฐ ซึ่งเปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกันเข้าถึงสินเชื่อได้ในต้นทุนที่ใกล้เคียงกับความเสี่ยงของตนมากขึ้น อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของกลไกนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบเป็นสำคัญ การค้ำประกันจึงควรกำหนดต้นทุนในการเข้าร่วมโครงการตามระดับความเสี่ยง และให้กิจการที่ได้รับประโยชน์ร่วมรับภาระตามความเสี่ยงที่แท้จริงของตน เพื่อรักษาแรงจูงใจในการบริหารความเสี่ยงของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้
  • ส่งเสริมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงจริง (risk-based pricing): การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนความเสี่ยงอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เงินทุนไหลไปสู่กิจการที่สร้างผลตอบแทนได้ดี ลดภาระดอกเบี้ยที่สูงเกินจริงของธุรกิจที่มีศักยภาพ และเปิดทางให้ทุนไหลไปสู่ธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนได้ดี
  • เพิ่มทางเลือกและส่งเสริมการแข่งขัน: การมีผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนการพัฒนาช่องทางระดมทุนรูปแบบใหม่ จะช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนและเปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตได้มากขึ้น ลดการพึ่งพาช่องทางสินเชื่อธนาคารเพียงอย่างเดียว
  • เฝ้าระวังการตั้งราคาต่ำกว่าความเสี่ยง (underpricing of risk): ติดตามพฤติกรรมการคิดดอกเบี้ยต่ำเกินจริงในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการสะสมความเปราะบางในระบบการเงิน

ท้ายที่สุด ภาคการเงินเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในการส่งผ่านทรัพยากร การดำเนินนโยบายจึงต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจยกระดับผลิตภาพของตนเอง การสนับสนุนสภาพคล่องที่ผูกโยงกับเป้าหมายการปรับตัวทางธุรกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุนของประเทศกลับมาทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน


  1. ในที่นี้ นิยามกลุ่มประสิทธิภาพสูงเป็นกลุ่มที่มี asset turnover สูงที่สุด 30% แรก↩
  2. อย่างไรก็ดี ส่วนต่างดอกเบี้ยนี้อาจไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจทั้งหมด จึงควรตีความอย่างระมัดระวัง↩
Tosapol Apaitan
Tosapol Apaitan
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Sommarat Chantarat
Sommarat Chantarat
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Kannika Thampanishvong
Kannika Thampanishvong
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Topics: Financial EconomicsMacroeconomicsIndustrial Organization
Tags: capital misallocationproductivitysmesfirm-level data
The views expressed in this workshop do not necessarily reflect the views of the Puey Ungphakorn Institute for Economic Research or the Bank of Thailand.

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research

273 Samsen Rd, Phra Nakhon, Bangkok 10200

Phone: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

Terms of Service | Personal Data Privacy Policy

Copyright © 2026 by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

Content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license.

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

Get PIER email updates

Facebook
YouTube
Email