ถึงเวลาพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารไทยสู่การสร้างผลิตภาพ เพิ่มมูลค่า และเสริมภูมิคุ้มกันทั้งระบบ

ระบบเกษตรและอาหารเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ไม่เพียงทำหน้าที่ผลิตอาหารให้แก่ประชาชน แต่ยังเชื่อมโยงการจ้างงาน การส่งออก อุตสาหกรรมแปรรูป และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชนบทเข้าด้วยกัน ระบบเกษตรและอาหารสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 23% ของ GDP หรือราว 99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และรองรับการจ้างงานประมาณ 12.4 ล้านตำแหน่ง หรือ 33% ของการจ้างงานทั้งหมดในปี 2024 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าประมาณ 82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด และมีผู้ประกอบการแปรรูปอาหารมากกว่า 10,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ [@Prasann2026] ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การยกระดับภาคเกษตรและอาหารมีความสำคัญโดยตรงต่อการเติบโต การจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยโดยรวม
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลิตภาพของภาคเกษตรไทยเริ่มชะลอลงอย่างชัดเจน ข้อมูลจาก @Nipon2026 ซึ่งวิเคราะห์อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภาพของปัจจัยการผลิตโดยรวม (Total Factor Productivity: TFP) ของภาคเกษตรไทยระหว่างปี 1961–2023 พบว่า TFP growth ของภาคเกษตรไทยชะลอลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่สูงกว่า 1% มาโดยตลอด ลงมาเหลือเฉลี่ยเพียง 0.44% ในช่วงปี 2011–2023 (รูปที่ 1) งานศึกษาของ @Prasann2026 ให้ภาพที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ TFP ของภาคเกษตรลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.24% ต่อปี สวนทางกับค่าเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้น 0.81% ต่อปี ช่องว่างนี้ชี้ว่าแม้ไทยจะมีฐานการผลิตและการส่งออกที่เข้มแข็ง แต่ผลิตภาพของภาคเกษตรไทยอ่อนแอลง
ข้อจำกัดด้านโครงสร้างในการลงทุนและปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตของเกษตรกร ทั้งด้านทางเลือก ความสามารถ และแรงจูงใจ ทำให้การเพิ่มผลิตภาพและการปรับตัวของภาคเกษตรไทยเกิดขึ้นได้ยาก ข้อจำกัดเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและทนต่อสภาพภูมิอากาศ แรงงานภาคเกษตรที่สูงวัยและขาดผู้สืบทอด การเข้าถึงแหล่งน้ำและสิทธิในที่ดิน ตลอดจนข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี ข้อมูล และบริการสนับสนุนที่เหมาะสม โดยมีรายละเอียดดังนี้
พื้นที่เกษตรจำนวนมากยังพึ่งพาน้ำฝน และมีครัวเรือนเกษตรเพียงประมาณ 26% ที่เข้าถึงระบบชลประทาน [@Attavanich2019] ความไม่แน่นอนด้านน้ำทำให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้ยาก เพิ่มความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศสุดขั้วโดยเฉพาะน้ำแล้งและลดแรงจูงใจในการลงทุนในพันธุ์หรือเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยการจัดการน้ำอย่างแม่นยำ
เกษตรกรไทยเผชิญปัญหาด้านความมั่นคงในการถือครองที่ดิน แปลงขนาดเล็กและกระจัดกระจาย ตลอดจนข้อจำกัดในการใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ความไม่แน่นอนด้านสิทธิในที่ดินลดแรงจูงใจของเกษตรกรในการปรับปรุงดิน การลงทุนในเทคโนโลยี ระบบน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ
ระบบวิจัยและพัฒนาพันธุ์ของไทยยังขาดความต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนาพันธุ์ที่มีคุณภาพ ให้ผลิตภาพสูง ทนทานต่อโรคและสภาพภูมิอากาศแปรปรวน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดเกิดขึ้นได้ไม่เต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน สำหรับพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการทดสอบและรับรองพันธุ์ การผลิตและขยายพันธุ์ รวมถึงการกระจายพันธุ์ให้เกษตรกรเข้าถึงและนำไปใช้ในวงกว้าง
ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญปัญหาแรงงานสูงวัยและการขาดผู้สืบทอด [@Chantarat2019] เนื่องจากลูกหลานเกษตรกรจำนวนมากเลือกไปทำงานนอกภาคเกษตร ขณะเดียวกัน เกษตรกรสูงวัยอาจมีข้อจำกัดในการพัฒนาทักษะใหม่ การใช้ข้อมูลดิจิทัล และการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ส่งผลให้การนำเครื่องจักร เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ยังเกิดขึ้นได้ช้า โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย
ภาคเกษตรไทยยังเผชิญปัญหาห่วงโซ่มูลค่าที่กระจัดกระจาย (fragmented value chain) โดยแต่ละส่วนของห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำยังขาดการเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรจำนวนมากไม่ทราบความต้องการด้านคุณภาพ มาตรฐาน และแนวโน้มตลาดที่ชัดเจน ขณะที่ผู้แปรรูปและผู้รับซื้อเผชิญความไม่แน่นอนด้านปริมาณ คุณภาพ และความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ เมื่อผู้เล่นแต่ละส่วนทำงานไม่เชื่อมโยงกัน การลงทุนเพื่อยกระดับผลิตภาพและคุณภาพจึงเกิดขึ้นได้ยาก
ปัญหาเชิงโครงสร้างยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อนโยบายรัฐให้น้ำหนักกับการบรรเทาปัญหาระยะสั้นมากกว่าการลงทุนสร้างศักยภาพ หากนโยบายรัฐไม่จูงใจให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี ปรับชนิดพืช หรือบริหารความเสี่ยงให้ดีขึ้น ทรัพยากรอาจยังคงอยู่ในกิจกรรมและพื้นที่ที่มีผลิตภาพต่ำ ส่งผลให้ภาคเกษตรปรับตัวได้ช้าและต้องพึ่งพาความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันตลอดทั้งระบบ ทำให้การปฏิรูปภาคเกษตรและอาหารไทยเป็นเรื่องที่เร่งด่วน และไม่อาจขับเคลื่อนโดยภาคส่วนใดเพียงลำพัง โจทย์สำคัญคือการปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทยให้มีผลิตภาพสูงขึ้น สร้างและกระจายมูลค่าได้ดีขึ้น และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต งานสัมมนา “การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย เสริมพลังเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ นักวิชาการ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองและออกแบบแนวทางการพลิกโฉมภาคเกษตรและอาหารไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง TDRI สกสว. สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ สวก. ธ.ก.ส. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย
บทความนี้สังเคราะห์ประเด็นสำคัญและข้อเสนอจากงานสัมมนาดังกล่าว เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิรูปและขับเคลื่อนที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันผลักดัน เพื่อยกระดับผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่ และเสริมความสามารถของเกษตรกรและระบบอาหารไทยในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
การปฏิรูปภาคเกษตรและอาหารของไทยต้องมุ่งยกระดับผลิตภาพ คุณภาพ และความสามารถในการรับมือความเสี่ยง กล่าวคือ
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิต
- ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
- เสริมความสามารถในการรับมือความผันผวนด้านราคาและสภาพอากาศ เพื่อให้รายได้ของเกษตรกรมีความมั่นคง
การยกระดับผลิตภาพต้องเกิดตลอดทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่เพียงในแปลงเกษตร ความสำเร็จของการปฏิรูปจึงไม่ควรวัดจากผลผลิตต่อไร่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ การจัดการปัจจัยการผลิต การผลิต การรวบรวม การแปรรูป ไปจนถึงโลจิสติกส์และการตลาด ซึ่งปัจจุบันยังกระจัดกระจาย การเชื่อมโยงขั้นตอนเหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นไม่กระจุกอยู่ที่ขั้นใดขั้นหนึ่ง แต่ย้อนกลับถึงเกษตรกรผู้ผลิตอย่างเป็นธรรม
การปฏิรูปภาคเกษตรและอาหารไทยจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้านที่ทำงานสอดประสานกัน เพื่อเชื่อมสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดผลในวงกว้าง โดยสามารถสรุปแนวทางการปฏิรูปออกเป็น 5 องค์ประกอบสำคัญ ดังต่อไปนี้
งานวิจัยจะสร้างผลิตภาพได้ ก็ต่อเมื่อมีความต่อเนื่องและเชื่อมจากห้องทดลองไปถึงแปลงเกษตรและตลาดได้จริง การฟื้นผลิตภาพภาคเกษตรต้องอาศัยระบบวิจัยและพัฒนาที่ตอบโจทย์ผู้ใช้และสามารถสะสมองค์ความรู้ได้ในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ ทนทานต่อความแปรปรวนของภูมิอากาศ และสอดคล้องกับคุณภาพที่ตลาดต้องการ การวิจัยไม่ควรสิ้นสุดเมื่อได้องค์ความรู้หรือต้นแบบ แต่ต้องมีทั้งการสนับสนุนระยะยาว ฐานความรู้กลางที่เข้าถึงและต่อยอดได้ ตลอดจนกลไกเชื่อมงานวิจัยไปสู่การทดสอบในแปลง การถ่ายทอด การรับรองมาตรฐาน และการขยายผลเชิงพาณิชย์
เสริมศักยภาพเกษตรกรและเร่งการนำเทคโนโลยีไปใช้ การส่งเสริมเทคโนโลยีต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการผลิต การบริหารฟาร์ม การวิเคราะห์ต้นทุน การใช้ข้อมูล การตลาด และการบริหารความเสี่ยง พร้อมออกแบบเทคโนโลยีและรูปแบบบริการให้เหมาะกับเกษตรกรรายย่อยและแปลงขนาดเล็ก ขณะเดียวกัน การถ่ายทอดความรู้ควรมีการสาธิตในแปลงจริง การช่วยลงมือปฏิบัติ และการเปิดโอกาสให้เกษตรกรทดลองใช้ในขนาดเล็กก่อนตัดสินใจลงทุน โดยมีเกษตรกรที่ปรับตัวได้สำเร็จเป็นต้นแบบและผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่และ Young Smart Farmers ให้มีบทบาททั้งในฐานะผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่น
เพิ่มผลิตภาพและมูลค่าตลอดทั้งห่วงโซ่ การยกระดับผลิตภาพต้องดำเนินการพร้อมกันหลายระดับ ในระดับแปลง เกษตรกรต้องมีพันธุ์และวิธีการผลิตที่เหมาะกับพื้นที่ สามารถจัดการน้ำ ดิน ปัจจัยการผลิต และแรงงานได้อย่างแม่นยำ เพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มผลิตภาพ ในระดับฟาร์ม ต้องใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนการผลิต บริหารต้นทุน ใช้เครื่องจักรหรือบริการร่วมกัน และเพิ่มอำนาจต่อรอง ส่วนในระดับห่วงโซ่คุณค่า ต้องเชื่อมมาตรฐาน การรวบรวม การคัดแยก การแปรรูป โลจิสติกส์ และตลาด เพื่อรักษาคุณภาพ ลดการสูญเสีย และทำให้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นย้อนกลับไปสู่ผู้ผลิตมากขึ้น
ปรับบทบาทภาครัฐและนโยบายอุดหนุนให้สร้างผลิตภาพและภูมิคุ้มกัน นโยบายภาครัฐควรปรับน้ำหนักไปสู่การลงทุนที่เพิ่มขีดความสามารถในระยะยาว ทั้งงานวิจัย ระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และทักษะ พร้อมออกแบบความช่วยเหลือให้จูงใจการลดต้นทุน การใช้เทคโนโลยี การปรับชนิดพืช และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ดี การปรับระบบอุดหนุนควรต้องคำนึงถึงต้นทุน ระยะเวลา และความสามารถในการเปลี่ยนผ่านของเกษตรกรแต่ละกลุ่มให้เหมาะสม
ดึงศักยภาพภาคเอกชนมาขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมงานวิจัยกับความต้องการของตลาด ลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน สร้างมาตรฐาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน นักวิจัย และเกษตรกรจึงควรเริ่มตั้งแต่การกำหนดโจทย์ การทดลองในพื้นที่จริง ไปจนถึงการขยายผลและการพัฒนาตลาด โดยใช้ข้อมูลความต้องการด้านปริมาณ คุณภาพ และมาตรฐานเป็นตัวนำการผลิต ภาครัฐและเอกชนยังสามารถร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้ประกอบการหรือเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถลงทุนได้เอง เช่น ศูนย์ข้อมูล ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ห้องเย็น และแพลตฟอร์มบริการ
การปฏิรูปภาคเกษตรและอาหารต้องดำเนินการทั้งในระดับเกษตรกรและระดับห่วงโซ่คุณค่าไปพร้อมกัน โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญดังนี้
- เสริมศักยภาพเกษตรกรให้สามารถปรับตัวได้ การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร เพื่อให้ผลิตเก่งขึ้นและสามารถวางแผนและบริหารจัดการได้ดีขึ้น ควรครอบคลุมทั้งทักษะการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้ การใช้ข้อมูล การบริหารต้นทุน การตลาด และการจัดการความเสี่ยง พร้อมส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่และ Young Smart Farmers ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ การสนับสนุนต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเกษตรกรแต่ละกลุ่มทั้งในแง่ศักยภาพและปัจจัยเชิงพื้นที่ เพื่อให้เทคโนโลยีและองค์ความรู้เหมาะกับขนาดแปลง ทรัพยากร และศักยภาพในการปรับตัว
- ทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงได้ ใช้ได้ง่าย และคุ้มค่าต่อเกษตรกร เทคโนโลยีที่ดีต้องตอบโจทย์พื้นที่ ลดต้นทุนได้จริง และไม่สร้างภาระการลงทุนเกินศักยภาพของเกษตรกร ดังนั้น ควรมีการสนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะกับบริบทของพื้นที่ ตั้งแต่พันธุ์คุณภาพดี การจัดการน้ำและดิน เครื่องจักรกลทางการเกษตร ไปจนถึงข้อมูลดิจิทัล ควบคู่กับการพัฒนาผู้ให้บริการทางการเกษตร (agricultural service provider) ในพื้นที่ สนับสนุนการเช่า การใช้เครื่องจักรร่วมกัน และการรวมกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยไม่ต้องลงทุนด้วยตนเองทั้งหมด นอกจากการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีแล้ว ควรพัฒนาระบบถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เน้นการสาธิตและการใช้งานจริง
- ใช้การรวมกลุ่มเป็นฐานในการเพิ่มผลิตภาพและอำนาจต่อรอง การเปลี่ยนผ่านจะสามารถเกิดในวงกว้างได้ หากเกษตรกรสามารถรวมทรัพยากร แบ่งปันต้นทุน และเชื่อมต่อกับตลาดร่วมกัน ดังนั้น จึงควรยกระดับสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ให้ทำหน้าที่มากกว่าการรวบรวมผลผลิต โดยอาจช่วยในการวางแผนการผลิต ใช้ข้อมูลและเครื่องจักรร่วมกัน ควบคุมคุณภาพ เข้าถึงเงินทุน และเจรจากับผู้ซื้อ การรวมกลุ่มที่เข้มแข็งจะช่วยลดข้อจำกัดจากการขาดการประหยัดต่อขนาด (economies of scale) และทำให้การลงทุนในเทคโนโลยี มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐานมีความคุ้มค่ามากขึ้น
- ใช้ตลาดนำการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่ การผลิตต้องเริ่มจากการพิจารณาความต้องการของตลาด ไม่ใช่ผลิตก่อนแล้วจึงหาตลาดภายหลัง ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรส่งสัญญาณความต้องการด้านสินค้า คุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณให้ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้ตั้งแต่ต้น พร้อมเชื่อมการผลิตกับการรวบรวม คัดแยก แปรรูป โลจิสติกส์ และการตลาด ในทางปฏิบัติ อาจใช้กลไกจับคู่ธุรกิจโดยตัวกลาง (integrator) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมกลุ่มเกษตรกรกับร้านอาหาร โรงแรม ผู้ค้าปลีก และผู้แปรรูปที่ต้องการสินค้าปริมาณและคุณภาพสม่ำเสมอ โดยมีผู้ประสานงานช่วยวางแผนการผลิต การรวมสินค้า และมาตรฐานร่วมกัน
- สร้างระบบนิเวศที่เชื่อมผู้เล่นและเครื่องมือสนับสนุนเข้าด้วยกัน การขับเคลื่อนภาคเกษตรและอาหารไทยควรมีกลไกกลางที่เชื่อมเกษตรกร นักวิจัย ผู้ให้บริการเทคโนโลยี สถาบันการเงิน ผู้แปรรูป และผู้ซื้อเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การกำหนดโจทย์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี จัดหาเงินทุน ไปจนถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์ ภาครัฐควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกันได้ เช่น ระบบข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ ห้องเย็น และศูนย์บริการในพื้นที่ พร้อมปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่าน ภาคการเงินควรสนับสนุนการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพและสร้างรายได้ตลอดห่วงโซ่ โดยสถาบันการเงินควรพัฒนาเครื่องมือทางการเงินให้ครอบคลุมทั้งเงินทุนหมุนเวียนและสินเชื่อระยะยาวเพื่อการลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน และ supply chain financing ตลอดจนมีกลไกค้ำประกันและแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถลงทุนเพิ่มผลิตภาพและเข้าร่วมในห่วงโซ่มูลค่าสูงได้จริง
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการประคองภาคเกษตรให้อยู่รอด ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี มาตรการอุดหนุน หรือเงินทุนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องทำให้การวิจัย เทคโนโลยี การเงิน การบริหารความเสี่ยง การแปรรูป และตลาดทำงานเชื่อมโยงกันตลอดทั้งห่วงโซ่ เมื่อเกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ภาคเอกชนร่วมสร้างตลาดและมูลค่าเพิ่ม ภาคการเงินสนับสนุนการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และภาครัฐสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง ภาคเกษตรไทยจะไม่เป็นเพียงฐานที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในวันนี้ แต่จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเติบโต ความมั่นคง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต












