ความเหลื่อมล้ำในวิกฤตค่าครองชีพ: เมื่อเงินเฟ้อของเราไม่เท่ากัน
เนื้อหาการบรรยายในงาน PIER Research Brief นี้ ถูกกลั่นกรองจากบทความ "เงินเฟ้อไม่เท่ากัน: ทำไมคนรายได้น้อยมักจ่ายแพงกว่า"
คุณทศพล อภัยทาน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ คุณธนาพร ศรีคล้าย เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้บรรยายในหัวข้อ "ความเหลื่อมล้ำในวิกฤตค่าครองชีพ: เมื่อเงินเฟ้อของเราไม่เท่ากัน”* ในงาน PIER Research Brief ครั้งที่ 6/2569**
คณะนักวิจัยเล่าว่า แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศจะเป็นตัวเลขเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละครัวเรือนเผชิญเงินเฟ้อไม่เท่ากัน โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่ค่าครองชีพมักเร่งขึ้นมากกว่าครัวเรือนรายได้สูง
การศึกษาจากข้อมูลรายจ่ายครัวเรือนและราคาสินค้าออนไลน์พบว่า ครัวเรือนรายได้น้อยต้องเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพมากกว่าครัวเรือนรายได้สูง ผ่านอย่างน้อย 4 ช่องทางหลัก คือ
- โครงสร้างค่าใช้จ่าย: ครัวเรือนรายได้น้อยใช้จ่ายกับอาหารในสัดส่วนที่มากกว่าครัวเรือนรายได้สูง ขณะที่ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ราคาอาหารปรับเพิ่มเร็วกว่าสินค้าอื่นอย่างชัดเจน ทำให้ครัวเรือนกลุ่มนี้ต้องแบกรับผลกระทบจากการขึ้นราคามากกว่า
- Cheapflation: ในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อ สินค้าราคาถูกกลับมีแนวโน้มขึ้นราคาแรงกว่าสินค้าพรีเมียม เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Cheapflation ทำให้ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าราคาประหยัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนรายได้น้อย ต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่สูงกว่า
- Shrinkflation: ผู้บริโภคยังอาจเผชิญ shrinkflation หรือการที่สินค้ามีขนาดเล็กลงแม้ราคาหน้าป้ายจะเท่าเดิม โดยงานศึกษาพบว่าปรากฏการณ์นี้เกิดกับสินค้าราคาถูกค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจากวิกฤต
- ข้อจำกัดในการเข้าถึงสินค้าแพ็กใหญ่: ครัวเรือนรายได้น้อยมักมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และมักต้องซื้อสินค้าในปริมาณน้อยตามกำลังซื้อในแต่ละวัน ขาดโอกาสในการซื้อสินค้าแพ็กใหญ่ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนต่อหน่วย
เมื่อนำปัจจัยทั้งหมดมารวมกัน พบว่าในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ครัวเรือนรายได้น้อยอาจเผชิญอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าครัวเรือนรายได้สูงถึง 2.6 percentage points ซึ่งถือเป็นส่วนต่างที่มีนัยสำคัญมากเมื่อเทียบกับระดับเงินเฟ้อของไทยในภาวะปกติ
ข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัยจึงไม่ใช่เพียงว่า “ของแพงขึ้น” แต่คือ ภาระจากเงินเฟ้อกระจายไม่เท่ากัน การพึ่งตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยเพียงตัวเดียวอาจไม่สะท้อนความเดือดร้อนของกลุ่มเปราะบางได้ดีพอ คณะนักวิจัยจึงได้เสนอนัยเชิงนโยบายใน 4 ด้าน ได้แก่
- การวัดเงินเฟ้อ: ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยมีข้อจำกัดในการสะท้อนภาระของแต่ละกลุ่มได้อย่างครบถ้วน จึงควรใช้ข้อมูลเสริม เช่น ราคาสินค้าออนไลน์ และหากในอนาคตสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลการซื้อจริงของครัวเรือนได้ ก็จะช่วยให้วิเคราะห์ผลกระทบได้ลึกขึ้น
- มาตรการช่วยเหลือ: การช่วยเหลือแบบเจาะจงไปที่กลุ่มเปราะบางในช่วงวิกฤตจะคุ้มค่ากว่าและใช้ทรัพยากรน้อยกว่ามาตรการอุดหนุนแบบทั่วไป เนื่องจากผลกระทบไม่ได้กระจายเท่ากันในทุกกลุ่ม นอกจากนี้ หากเพิ่มความยืดหยุ่นของมาตรการให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้อสินค้าแพ๊กใหญ่ได้จะทำให้ได้ประโยชน์จากการประหยัดราคาต่อหน่วยอีกด้วย
- การคุ้มครองผู้บริโภค: ควรกำหนดให้แสดงราคาต่อหน่วยบนป้ายราคาอย่างเป็นมาตรฐาน ทั้งที่หน้าร้านและในช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบความคุ้มค่าได้ง่ายขึ้น และพิจารณาให้มีการแจ้งผู้บริโภคเมื่อสินค้าถูกลดขนาด
- นโยบายการเงิน: แม้นโยบายการเงินไม่ใช่เครื่องที่เหมาะสมสำหรับแก้ปัญหาเงินเฟ้อในระดับย่อย แต่ผู้ดำเนินนโยบายควรตระหนักถึงผลด้านความเหลื่อมล้ำของเงินเฟ้อด้วย การที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานอาจสร้างภาระแก่ครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่าที่คาด ขณะที่นโยบายการคลังควรเป็นเครื่องมือหลักในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง









