สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
aBRIDGEd

มองบทบาทของสภาวะครัวเรือนแหว่งกลางต่อการพัฒนาคนผ่านฐานข้อมูล Longitudinal ของไทย

ความเหลื่อมล้ำในเชิงโอกาสของเด็กและสภาวะครัวเรือนแหว่งกลาง

บทความชิ้นนี้สรุปจากงานวิจัยของ เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู และ ธัญมัชฌ สรุงบุญมี (2018) ซึ่งทำการประเมินขนาดและรูปแบบของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างของครัวเรือนที่แตกต่างกันต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะในประเด็นสภาวะครัวเรือนแหว่งกลางที่พ่อแม่ต้องฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายเพื่อหาโอกาสทางการงานต่างถิ่นฐาน เราวิเคราะห์ผลกระทบดังกล่าวด้วย Townsend Thai Data ที่เป็นลักษณะข้อมูล Longitudinal ที่ช่วยให้สามารถติดตามผลของการอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางในช่วงวัยเด็กต่อผลลัพธ์ของทุนมนุษย์ของเขาเองในปีต่อ ๆ ไป เราพบว่า ครัวเรือนแหว่งกลางมีผลเชิงลบต่อการลงทุนทางการศึกษาและการเรียนในโรงเรียนในปีต่อ ๆ ไป ถึงแม้ว่าครัวเรือนแหว่งกลางจะได้รับเงินส่งกลับมากกว่าครัวเรือนแบบอื่นก็ตาม

ในประเทศไทยนั้นสัดส่วนของครัวเรือนที่จัดว่าอยู่ในสภาวะครัวเรือนแหว่งกลาง (ที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ จึงฝากบุตรหลานไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงดู) ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในสังคมชนบทและสังคมเมือง  ผลการสำรวจเด็กและเยาวชน ปี พ.ศ. 2551 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ไว้ว่า ร้อยละ 16 ของเด็กอายุ 0-4 ปี อาศัยอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลาง และคิดเป็นร้อยละ 21 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อพิจารณาสัดส่วนของครัวเรือนแหว่งกลางตามช่วงอายุของเด็กที่อยู่ในฐานข้อมูล Townsend Thai Annual Survey ที่เป็นข้อมูลแบบติดตามบุคคลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 – 2558 พบว่า โอกาสที่เด็กในชนบทช่วงอายุก่อน 5 ปี จะอาศัยอยู่ในครัวเรือนแบบแหว่งกลางคิดเป็นร้อยละ 11 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21 ในช่วงประถมศึกษา ซึ่งมีระดับที่สูงกว่าเด็กในสังคมเมือง (จากรูปภาพที่ 1)

รูปภาพที่ 1: ร้อยละของโอกาสที่เด็กวัยต่าง ๆ จะอาศัยอยู่ในครัวเรือนแบบแหว่งกลาง

ที่มา : เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู และ ธัญมัชฌ สรุงบุญมี (2018)
หมายเหตุ: คำนวณโดยผู้วิจัยจากฐานข้อมูล Townsend Thai Annual ปี 1997-2015 (rural) และปี 2005-2015 (urban)

มีงานวิจัยหลายงานชี้ว่า เด็กที่เติบโตในครัวเรือนที่มีสมาชิกวัยทำงานอาศัยอยู่นอกครัวเรือนน่าจะได้รับประโยชน์จากการได้รับเงินส่งกลับ (remittances) เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการลงทุนในทุนมนุษย์ของครัวเรือน ในทางกลับกัน งานวิจัยอีกกลุ่มกลับพบว่า การส่งเงินกลับช่วยเพิ่มระดับการบริโภค แต่ไม่ได้เพิ่มขนาดของการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนสักเท่าไร ทั้งนี้ บทความเชิงทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการจัดการภายในครัวเรือน (intrahousehold economics) ได้ให้แนวคิดไว้ว่า หากครัวเรือนไม่ได้ประกอบไปด้วยสมาชิกครัวเรือนที่มีแนวคิดและรสนิยมเหมือนกันทุกเรื่อง (เราเรียกครัวเรือนแบบนี้ว่า collective household) การเลือกใช้จ่าย รวมทั้งการตัดสินใจด้านการลงทุนของครัวเรือน จึงขึ้นอยู่กับผู้ที่ถือเงินก้อนนั้น ๆ (Chiaporri, 1988, 1992) ดังนั้น การตัดสินใจใช้เงินของปู่ย่าตายายอาจไม่ตรงตามที่พ่อแม่ของเด็กตั้งใจไว้ ทำให้เกิดเป็นข้อสมมุติฐาน (hypothesis) ว่า การลงทุนกับเด็กโดยพ่อแม่น่าจะมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนกับเด็กที่จัดการโดยบุคคลอื่น

การมีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ทำให้การหารูปแบบการเลี้ยงดูบุตร ต้องอาศัยการลองผิดลองถูกเพื่อค้นพบวิธีที่ดีที่สุด และพบว่าการปรับตัว และการรับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ ส่งผลต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กอย่างแท้จริง (Cunha, 2015; Cunha, Culhane, & Elo, 2013) ณ ปัจจุบันในโลกที่ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว พ่อแม่จะมีความสามารถในการปรับวิธีการลงทุนในเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และถูกต้องกว่าคนรุ่นก่อน ๆ และอาจทำให้มูลค่าการลงทุนของพ่อแม่สูงกว่าการลงทุนของปู่ย่าตายาย

เราใช้ตัวแบบเชิงเศรษฐมิติของ Longitudinal data analysis เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการลงทุนกับเด็กจากการใช้ฐานข้อมูล Townsend Thai Annual Survey ที่มีการติดตามข้อมูลรายบุคคล ทำให้งานศึกษานี้เป็นงานชิ้นแรกที่สามารถตอบคำถามได้ว่า ผลลัพธ์ของการลงทุนในเด็กที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนแบบแหว่งกลางส่งผลต่อการสะสมทักษะในระยะยาวอย่างไร

ในแต่ละปี ข้อมูลชุดนี้จะทำการสำรวจเด็กรายบุคคล ซึ่งทำให้เราทราบว่า (1) พวกเขาอาศัยอยู่ในครัวเรือนลักษณะแบบใด (2) พวกเขากำลังศึกษาอยู่หรือไม่ (3) ครัวเรือนได้รับเงินส่งกลับเท่าไร (4) มูลค่าที่ครัวเรือนได้ใช้จ่ายเพื่อการเรียนของเด็ก (5) รายรับและรายจ่ายอื่น ๆ ของครัวเรือน และ (6) ลักษณะสำคัญอื่น ๆ ของครัวเรือน เช่น หัวหน้าครัวเรือน อาชีพ เป็นต้น

ในท้ายที่สุดจะทำให้ทราบว่า เด็กคนดังกล่าว (จากการติดตามตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปี พ.ศ. 2558) มีระดับการศึกษาสูงสุดเท่าไร ทำอาชีพใด และมีเงินเดือนเท่าไร ซึ่งจะนำมาเป็นมาตรวัดเพื่อเปรียบเทียบระดับทุนมนุษย์ระหว่างเด็ก (ในช่วงก่อน 5 ปี) ที่เติบโตมาในครอบครัวแบบสมบูรณ์ และเด็ก (ในช่วงก่อน 5 ปี) ที่เติบโตมาในครอบครัวแบบแหว่งกลาง

เราพบว่า เด็กที่โตมาในครัวเรือนแหว่งกลางในช่วงวัยก่อนอายุ 5 ปี มีระดับการศึกษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณ 1.27 ปี สำหรับเด็กในชนบท และประมาณ 1.05 ปี สำหรับเด็กในเมือง เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุของเด็กที่อยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางพบว่า เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 0-5 ปี จะได้รับผลกระทบต่อจำนวนปีที่เรียนสูงสุดในเชิงลบมากกว่าเด็กในช่วงอายุ 6-12 ปี ดังรูปภาพที่ 2 ในขณะเดียวกันการศึกษาชิ้นนี้ยังชี้ว่า ครัวเรือนแหว่งกลางจะได้รับเงินส่งกลับที่มีมูลค่ามากกว่าครัวเรือนอื่น ๆ จากการที่พ่อแม่ออกจากบ้านเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจึงต้องฝากลูกโดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 5 ปี ไว้กับปู่ย่าตายาย ก่อให้เกิดการเสียโอกาสในด้านการสะสมทุนมนุษย์ของลูก แม้เงินที่ส่งกลับจะมีมูลค่าสูง แต่กลับไม่เพียงพอที่จะชดเชยช่องว่างทางการสะสมทุนมนุษย์ที่เกิดขึ้น

รูปภาพที่ 2: ผลของการเติบโตในครัวเรือนแบบแหว่งกลางในแต่ละช่วงอายุในวัยเด็ก (จำนวนปีที่เรียนสูงสุด)

ที่มา : เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู และ ธัญมัชฌ สรุงบุญมี (2018)
หมายเหตุ: เส้นทึบมาจากค่าประมาณสัมประสิทธิ์ของตัวแปรครัวเรือนแบบแหว่งกลาง และเส้นประ แสดงค่า confidence interval

ผลงานวิจัยชิ้นนี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและทางเศรษฐกิจได้ ดังนี้ (1) การวางนโยบายที่ช่วยลดสภาวะของเด็กที่ต้องเติบโตในครัวเรือนแบบแหว่งกลาง และ (2) นโยบายที่ช่วยลดช่องว่างของการลงทุนทางการศึกษาในเด็กที่จำเป็นต้องเติบโตในครัวเรือนแบบแหว่งกลาง

การวางนโยบายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสมนั้น ควรพิจารณาถึงผลต่อการสะสมทุนมนุษย์ในระยะยาว และการจัดการของครัวเรือนที่ลดปัญหาการเกิดครัวเรือนแบบแหว่งกลางอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ การวางนโยบายต้องคำนึงถึงโครงสร้างของตลาดแรงงานในท้องถิ่น การสร้างเขตเศรษฐกิจต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการย้ายออกของแรงงานไปยังเขตเศรษฐกิจ หากการคมนาคมไม่เอื้ออำนวยจะกระตุ้นให้แรงงานย้ายออกแบบกึ่งถาวร ก่อให้เกิดครัวเรือนแบบแหว่งกลางเพิ่มขึ้นและอาจมีผลเชิงลบในระยะยาว นอกจากนี้ นโยบายที่ส่งเสริมให้สถานประกอบมีสถานที่รับดูแลเด็ก ก็อาจช่วยเพิ่มโอกาสที่พ่อแม่และลูกจะได้อยู่ร่วมกัน

การให้ความช่วยเหลือแก่เด็กในครัวเรือนที่ด้อยโอกาสจากสภาวะครัวเรือนแหว่งกลางนั้น ไม่ควรจำกัดเฉพาะการสนับสนุนทางการเงินเท่านั้น แต่ควรส่งเสริมความรู้เรื่องการเลี้ยงดูเด็ก งานวิจัยอื่น ๆ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้ปกครองที่มีอายุน้อยจะสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ดีกว่า ส่วนปู่ย่าตายายที่ช่วยดูแลเด็กเล็กนั้นจะได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดู เช่น การให้ข้อมูล การเยี่ยมบ้าน หรือ การฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการดูแลเด็ก เป็นต้น

ข้อสรุป

การย้ายถิ่นเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจนับเป็นช่องทางสำคัญในการยกฐานะทางเศรษฐกิจของประชากรทั้งในชนบทและในเมือง การวิจัยครั้งนี้ได้พบว่า การแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจช่วยให้ครัวเรือนดังกล่าวมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเงินส่งกลับที่มาจากสมาชิกในครัวเรือนที่ออกไปทำงานต่างพื้นที่ แต่ขณะเดียวกัน เราพบว่าการย้ายถิ่นของสมาชิกครัวเรือนที่อยู่ในวัยสร้างครอบครัวโดยที่ต้องฝากบุตรไว้ให้ญาติผู้ใหญ่เลี้ยงดู กลับมีผลในทางลบต่อการสร้างทุนมนุษย์ของเด็กในครัวเรือนนั้น ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว นั่นคือ จากการศึกษาผ่านข้อมูลที่ผู้วิจัยสามารถติดตามบุคคลหนึ่ง ๆ ในหลายช่วงเวลาตั้งแต่เกิดจนโต เราพบว่าการได้รับการศึกษาของเด็กเหล่านี้อยู่ในระดับที่ด้อยกว่าเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับพ่อและแม่ที่อยู่ครบหน้า ส่วนเงินรายได้ที่ส่งกลับมาช่วยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะทดแทนบทบาทของพ่อแม่ที่อยู่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด

ผู้วิจัยจึงมองว่าผลการศึกษานี้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสองข้อ ข้อแรกคือนโยบายควรให้การสนับสนุนผู้ปกครองที่เลี้ยงดูเด็ก เช่น ปู่ย่าตายาย ให้พวกเขาได้รับความรู้ ความเข้าใจในการเลี้ยงดูเด็ก พร้อมทั้งเสริมกำลังสนับสนุนอื่น ๆ เช่น การเข้าถึงศูนย์เลี้ยงดูเด็ก ที่เป็นการป้องกันและเสริมสร้างการสร้างสะสมทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างดี ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และยังสามารถลดผลเสียของการย้ายถิ่นของพ่อแม่ต่อการศึกษาของเด็ก และข้อสองคือนโยบายสร้างการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ชุมชนต่างๆ ที่ทั่วถึงมากขึ้น เพื่อให้มีความจำเป็นน้อยลงในการย้ายถิ่นสำหรับประชากรที่อยู่ในวัยสร้างครอบครัว

เอกสารอ้างอิง

เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู และ ธัญมัชฌ สรุงบุญมี (2018), บทบาทของสภาพครัวเรือนต่อการพัฒนาคุณภาพกำลังแรงงานในอนาคต ในชุดโครงการ พัฒนาองค์ความรู้และนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนไทย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Chiappori, P. A. (1988). Rational household labor supply. Econometrica: Journal of the Econometric Society, 63-90.

Chiappori, P. A. (1992). Collective labor supply and welfare. Journal of political Economy, 100(3), 437-467.

Cunha, F. (2015). Subjective rationality, parenting styles, and investments in children. In Families in an Era of Increasing Inequality (pp. 83-94). Springer International Publishing.

Cunha, F., Elo, I., & Culhane, J. (2013). Eliciting maternal expectations about the technology of cognitive skill formation (No. w19144). National Bureau of Economic Research.

ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

READS: 572