สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
aBRIDGEd

ผลของหลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์ต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย

หลักสูตรปฐมวัยไรซ์สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยได้ดี

หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์ (RIECE Curriculum) ที่พัฒนามาจากหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) สามารถส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยได้ดีกว่าหลักสูตรอื่น ๆ ที่ใช้อยู่ในพื้นที่วิจัย ทั้งในด้านการเคลื่อนไหว ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการใช้ภาษา ด้านการช่วยเหลือตัวเองและสังคม อีกทั้งยังช่วยลดช่องว่างทางโอกาสของเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่อย่างมีนัยสำคัญ

การพัฒนาเด็กปฐมวัยได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่นำเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ James J. Heckman จาก University of Chicago (Heckman and et.al., 2010, 2013) ที่ชี้ให้เห็นว่า อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (benefit-to-cost ratio) ของโครงการ Perry Preschool มีค่าประมาณ 7 ต่อ 1 ถึง 12 ต่อ 1 กล่าวคือ การลงทุน 1 บาท จะได้ผลประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมโครงการฯ และสังคมโดยรวมประมาณ 7 ถึง 12 บาท อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเป็นการทดลองในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้อาจจะยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า วิธีการสอนหรือหลักสูตรเดียวกันนั้นจะสามารถนำมาใช้และช่วยพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศกำลังพัฒนาได้หรือไม่?

ในขณะเดียวกัน โครงการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า โครงการไรซ์ไทยแลนด์ (RIECE Thailand) ได้พยายามนำเอาหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการ Perry Preschool มาปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย และส่งเสริมให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดมหาสารคามและกาฬสินธุ์กว่า 50 ศูนย์นำไปใช้ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมานี้มีชื่อว่า หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์ (RIECE Curriculum) โดยในช่วงปีแรกของการดำเนินงาน ทีมงานได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกระบวนการวางแผน การลงมือทำ และการทบทวน (Plan-Do-Review: PDR) ซึ่งเป็นกระบวนการหลักอันหนึ่งของไฮสโคป คำถามที่ตามมาก็คือ หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์สามารถพัฒนาเด็กปฐมวัยไทยได้จริงหรือไม่?

Chujan and Kilenthong (2019) พยายามที่จะตอบคำถามนี้โดยอาศัยข้อมูลการวัดพัฒนาการเด็กตามแนวทางการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจัดทำขึ้นโดยพัฒนาจาก Denver Developmental Screening Test version II หรือ Denver II มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามเฝ้าระวังเด็กปฐมวัยเพื่อไม่ให้เกิดพัฒนาการล่าช้า คู่มือ DSPM สามารถใช้ประเมินพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี แบ่งออกเป็น 19 ระดับอายุ ประกอบด้วยพัฒนาการ 5 ด้าน ได้แก่ พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว (gross motor) พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา (fine motor) พัฒนาการด้านการเข้าใจภาษา (receptive language) พัฒนาการด้านการใช้ภาษา (expressive language) และพัฒนาการด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม (personal and social) เด็กที่มีพัฒนาการปกติในมุมมองของ DSPM คือเด็กที่ผ่านการทดสอบที่ระดับอายุของตัวเอง ในทางตรงกันข้าม เด็กที่ไม่ผ่านการทดสอบคือ เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าปกติ อย่างไรก็ตาม การประเมินโดยใช้เครื่องมือเฉพาะช่วงอายุของเด็กอาจจะทำให้นักวิจัยไม่สามารถเห็นถึงความแตกต่างของพัฒนาการได้มากนัก ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ปรับรูปแบบการประเมินฯ ด้วยการประเมินพัฒนาการของเด็กแต่ละคนมากกว่าหนึ่งระดับอายุ ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กคนนั้น กล่าวคือ ในกรณีที่เด็กสามารถผ่านการทดสอบที่ระดับอายุตัวเองในแต่ละด้าน ผู้วิจัยจะประเมินพัฒนาการเด็กในด้านนั้น ๆ โดยใช้เครื่องมือที่อยู่ในระดับอายุถัดไป ในทำนองเดียวกัน สำหรับเด็กที่ไม่สามารถผ่านการทดสอบที่ระดับอายุของตัวเอง ผู้วิจัยจะประเมินเด็กคนนั้นด้วยเครื่องมือที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอายุของเด็กด้วย

เบื้องต้น ผู้วิจัยใช้ค่าเฉลี่ยของระดับช่วงอายุที่สูงที่สุดของแต่ละพัฒนาการที่เด็กผ่านการทดสอบเพื่อบ่งบอกถึงพัฒนาการเด็ก ยกตัวอย่างคือ สมมุติว่า เด็กชาย ก อายุ 44 เดือน และสามารถผ่านการทดสอบที่ระดับอายุตัวเอง และระดับอายุ 49-54 เดือน เขาจะมีพัฒนาการเท่ากับ 51.5 เดือนนั่นเอง นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้ปรับคะแนนพัฒนาการของเด็กให้เป็นคะแนนมาตรฐาน (standardized score) โดยใช้คะแนนพัฒนาการของเด็กแต่ละคนลบด้วยค่าเฉลี่ยของอายุเด็กในกลุ่มอายุเดียวกัน แล้วนำไปหารด้วยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของอายุเด็กกลุ่มเดียวกัน นั่นหมายความว่า ผู้วิจัยได้ใช้ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นหน่วยวัดของคะแนนมาตรฐาน ดังแสดงผลในรูปที่ 1 ซึ่งแสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนมาตรฐานของเด็กที่ผ่านการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์ประมาณ 7-10 เดือน กับเด็กที่ใช้หลักสูตรอื่นในช่วงระยะเวลาเดียวกัน จากรูปเห็นได้ว่า เด็กที่เรียนโดยใช้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์นั้น มีคะแนนมาตรฐานของพัฒนาการทั้ง 5 ด้านสูงกว่าค่าเฉลี่ย ในขณะที่เด็กที่เรียนหลักสูตรอื่น มีคะแนนมาตรฐานของพัฒนาการทั้ง 5 ด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

รูปที่ 1: คะแนนมาตรฐานของเด็กที่ใช้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์เปรียบเทียบกับหลักสูตรอื่น ๆ ที่ช่วงความเชื่อมั่น 90 เปอร์เซ็นต์

ที่มา – Chujan and Kilenthong (2019)

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการที่แตกต่างกันนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สามารถสรุปได้ว่า หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์สามารถช่วยพัฒนาเด็กปฐมวัยได้ดีกว่าหลักสูตรอื่น ๆ ที่ใช้อยู่ในพื้นที่วิจัยได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจาก อาจจะเป็นไปได้ว่า ครูที่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์เป็นครูที่มีความสามารถสูงกว่าครูอีกกลุ่มหนึ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้น พัฒนาการที่แตกต่างกันอาจจะเป็นผลมาจากความสามารถของครูที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ผลของหลักสูตรก็เป็นไปได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาทางเทคนิคที่เรียกกันทั่วไปว่า ปัญหาที่เกิดจากปัจจัยภายใน (endogeneity problem) กล่าวคือ โครงการฯ ได้เปิดโอกาสและส่งเสริมให้ครูทุกคนเปลี่ยนมาใช้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์แต่ครูเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเองว่าจะเปลี่ยนมาใช้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์หรือไม่ นั่นคือ การเลือกใช้หลักสูตรเป็นปัจจัยภายใน (endogenous variable) ที่ทำให้เกิดปัญหาทางเทคนิคดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน โครงการฯ ได้จัดส่งครูปฐมวัยของโครงการฯ ที่ได้รับการพัฒนาการสอนตามแนวทางของหลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์จำนวน 19 คน เข้าร่วมจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์ใน 19 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (จากทั้งหมด 50 แห่ง) เป็นระยะเวลา 1 ปีการศึกษา ที่สำคัญ โครงการฯ เลือกทั้ง 19 ศูนย์ฯ ด้วยวิธีการสุ่ม (random) ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถใช้ผลของการสุ่มเลือกศูนย์ที่จะได้รับครูปฐมวัยเพิ่มเติมเป็นตัวแปรเครื่องมือ (instruments) สำหรับการหาค่าประมาณของผลกระทบของหลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์ได้อย่างน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้ประยุกต์ใช้เทคนิคทางสถิติทั้งแบบ Maximum Likelihood Estimation (MLE) และ Two Stage Least Square (2SLS) ในการแก้ปัญหาที่เกิดจากปัจจัยภายในข้างต้น ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่า ข้อสรุปที่ได้นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามเครื่องมือทางสถิติที่เลือกใช้

รูปที่ 2 แสดงผลการประมาณค่าความแตกต่างของพัฒนาการระหว่างเด็กปฐมวัยที่เรียนภายใต้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์และที่เรียนภายใต้หลักสูตรอื่นๆ โดยมีหน่วยวัดเป็นค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ของค่าพัฒนาการเด็ก หากพิจารณาจากพัฒนาการโดยรวม (เป็นค่าเฉลี่ยรวมจากพัฒนาการทั้ง 5 ด้าน) โดยใช้ผลการประมาณค่าแบบ Maximum Likelihood Estimation (MLE) จะพบว่า เด็กปฐมวัยที่เรียนภายใต้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์มีพัฒนาการที่ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 0.5 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 0.94 เดือน (หากใช้วิธีการคำนวณอย่างหยาบ หรือ back-of-the-envelope calculation) ในทำนองเดียวกัน ผลการประมาณค่าแบบ Two Stage Least Square (2SLS) ชี้ว่า เด็กปฐมวัยที่เรียนภายใต้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์มีพัฒนาการที่ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 0.5 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกัน หากพิจารณาพัฒนาการแต่ละด้าน จะพบว่า หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์มีส่วนช่วยให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านต่างๆ ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นพัฒนาการด้านการเข้าใจภาษา (receptive language)

รูปที่ 2: ผลกระทบของการใช้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์ต่อพัฒนาการของเด็ก ที่ช่วงความเชื่อมั่น 90 เปอร์เซ็นต์

ที่มา – Chujan and Kilenthong (2019)

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้ใช้ระยะเวลาที่เด็กได้เรียนรู้ภายใต้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์โดยคิดเป็นจำนวนเดือน นับจากวันที่คุณครูเริ่มใช้หลักสูตรจนถึงวันที่ทำการทดสอบพัฒนาการเด็กคนนั้น และพบว่าเด็กที่ได้เรียนรู้ผ่านหลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์เพิ่มขึ้น 1 เดือน จะมีพัฒนาการโดยรวมที่ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 0.07 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในทำนองเดียวกัน หากเปลี่ยนจากการใช้ค่าเฉลี่ยของระดับช่วงอายุที่สูงที่สุดของแต่ละพัฒนาการที่เด็กผ่านการทดสอบเป็นการใช้ผลการทดสอบตามระดับอายุของเด็กว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ (ซึ่งอาจจะทำให้อานุภาพทางสถิติ หรือ statistical power ลดลงไปพอสมควร) ก็จะยังพบว่า เด็กปฐมวัยที่เรียนภายใต้หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์มีโอกาสที่จะผ่านเกณฑ์มากกว่าเด็กอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ โดยรวม ผลลัพธ์ที่กล่าวมาข้างต้นบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์สามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้ดีกว่าหลักสูตรอื่น ๆ ที่ใช้อยู่ในพื้นที่วิจัย

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้วิจัยยังได้พยายามที่จะตอบคำถามที่ว่า หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์มีผลกระทบต่อเด็กแต่ละกลุ่มแตกต่างกันอย่างไร? โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านการที่ทั้งพ่อและแม่ไม่ได้อาศัยอยู่ในครัวเรือนเป็นพิเศษ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กปฐมวัยไทยจำนวนมากไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ยกตัวอย่างเช่น Dinh and Kilenthong (2019) พบว่า กว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของเด็กปฐมวัยในข้อมูลไรซ์ไทยแลนด์ (RIECE Thailand Data)[1] ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ผลการวิเคราะห์พบว่า หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ได้ดีกว่าเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ ยังเป็นที่เข้าใจร่วมกันว่า เด็กปฐมวัยที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่เป็นเด็กที่ขาดโอกาสมากกว่า ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่น่าจะสามารถช่วยลดช่องว่างทางโอกาสของเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่มลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

ข้อสรุปและ/หรือนัยสำคัญเชิงนโยบาย

 

การใช้เครื่องมือทางสถิติที่หลากหลายและน่าเชื่อถือทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่า หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด้านการใช้ภาษา และด้านการช่วยเหลือตัวเองและสังคม ได้ดีกว่าหลักสูตรอื่น ๆ ที่ใช้อยู่ในพื้นที่วิจัยอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ได้ดีกว่าเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า หลักสูตรปฐมวัยไรซ์ไทยแลนด์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่นอกจากจะช่วยเพิ่มพัฒนาการของเด็กแล้ว ยังสามารถช่วยลดช่องว่างทางโอกาสของเด็กปฐมวัยที่ด้อยโอกาสได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของ Chujan and Kilenthong (2019) ยังมีข้อจำกัดด้านการวัดพัฒนาการเด็กที่ใช้ผลการทดสอบแบบ DSPM เพียงอย่างเดียว ทำให้ข้อค้นพบที่ได้ไม่สามารถครอบคลุมพัฒนาการที่สำคัญทุกด้าน และมีความจำเป็นที่นักวิจัยจะต้องศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้การทดสอบรูปแบบอื่น ๆ ในอนาคต

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

Dinh, N. T. T. and Kilenthong, W. T. (2018). Do parental absence and children’s gender affect early childhood investment? Evidence from rural Thailand. Working paper.

Heckman, J. J. (2013). Giving kids a fair chance. MIT Press.

Heckman, J. J., Moon, S. H., Pinto, R., Savelyev, P. A., and Yavitz, A. (2010). The rate of return to the HighScope Perry Preschool Program. Journal of public Economics, 94(1- 2):114-128.

Chujan, W. and Kilenthong, W. T. (2019). An early evaluation of an early childhood curriculum intervention in rural Thailand. Working paper.

[1] ข้อมูลไรซ์ไทยแลนด์ข้อมูลเป็นข้อมูลตัวอย่างซ้ำรายปีของกลุ่มตัวอย่างเด็กที่มีอายุระหว่าง 2-5 ปี ในจังหวัดมหาสารคามและกาฬสินธุ์ เริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยในปี 2558 มีการสำรวจข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเด็กทั้งสิ้น 1,105 คน จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 1,054 ครัวเรือน ข้อมูลไรซ์ไทยแลนด์แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบหลักที่สำคัญ คือ ข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือน ข้อมูลพื้นฐานของเด็ก และข้อมูลสถานศึกษา

ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

READS: 1423