สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
aBRIDGEd

COVID-19 จากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ตอนที่ 2

สรุปงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตอน 2

บทความนี้เป็นบทความที่สองของชุดบทความที่สรุปประเด็นสำคัญจากงานวิจัยใหม่ ๆ ทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 บทความนี้จัดสรุปกลุ่มงานวิจัย 2 หมวด คือ ผลกระทบต่อประชากรในกลุ่มต่างๆ และข้อเสนอนโยบายต่อรัฐบาลจากการวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ บทสรุปของบทความนี้เสนอวิธีการประยุกต์ผลการศึกษาเพื่อดำเนินนโยบายการยกเลิกล็อกดาวน์และการให้ความช่วยเหลือประชากรในกลุ่มต่าง ๆ

ผลกระทบของการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 กับประชากรในแต่ละกลุ่ม

งานวิจัยในหมวดนี้มีความคล้ายคลึงกันในด้านมิติของการจำแนกแรงงานเป็นกลุ่มต่างๆ Lekfuangfu, Piyapromdee, Porapakkarm, and Wasi (2020) ศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดต่อแรงงานในประเทศไทย โดยแบ่งแรงงานไทยออกเป็น ตามความง่ายในการปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงาน และดัชนีด้านลักษณะงานที่ต้องทำใกล้ชิดกับคนอื่น คณะผู้วิจัยพบว่าร้อยละ 31.5 ของแรงงานไทยทำงานในกลุ่มงานที่ต้องอาศัยเครื่องจักรและไม่สามารถทำงานผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารได้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแรงงานเพศชายและแรงงานเพศหญิง แรงงานเพศชายส่วนมากทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรมากกว่าแรงงานเพศหญิง ดังนั้น แรงงานเพศชายจึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่าแรงงานเพศหญิง นอกจากนี้ แรงงานกลุ่มอายุ 46 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มทำงานที่ใช้เทคโนโลยีสื่อสารทดแทนไม่สะดวกจึงพบอุปสรรคในการปรับตัวทำงานที่บ้าน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยสุดคือ กลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปเพราะรูปแบบงานเอื้อให้ทำงานจากที่บ้านและแรงงานกลุ่มนี้มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีมากกว่า การล็อกดาวน์ในเดือนมีนาคมส่งผลให้กลุ่มลูกจ้างรายได้ระดับไม่เกิน 12,000 ต่อเดือน จำนวน 1.6 ล้านคน ได้รับผลกระทบมากที่สุด ตัวอย่างอาชีพที่ได้รับผลกระทบสูงสุด เช่น พนักงานทำความสะอาด พนักงานบริการในร้านอาหาร ครูในโรงเรียนอนุบาล ผู้นำเที่ยว และทันตแพทย์

ตารางที่ 1 สัดส่วนแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์จำแนกตามกลุ่มรายได้

ที่มา Lekfuangfu, Piyapromdee, Porapakkarm, and Wasi (2020)

Kaplan, Moll, and Violante (2020) ศึกษาผลกระทบต่อแรงงานกลุ่มต่างๆในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยแบ่งกลุ่มอาชีพตามลักษณะงานออกเป็นสี่กลุ่มตามความง่ายในการปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงาน และรูปแบบการปฏิสัมพันธ์กับคน คณะผู้วิจัยใช้แบบจำลองเศรษฐศาสตร์เพื่อพยากรณ์ผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสต่อรายได้ในกรณีที่รัฐบาลสหรัฐไม่ดำเนินนโยบายใด ๆ งานวิจัยสรุปว่า หากไม่มีการล็อกดาว์น แรงงานในสายงานที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านและรูปแบบงานมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้รับผลกระทบมากสุดจากรายได้ที่ลดลงกว่าร้อยละ 27 ในขณะที่แรงงานในสายงานที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นสูงแต่สามารถทำงานที่บ้านได้ มีรายได้ลงลงร้อยละ 15 แรงงานที่เหลือมีรายได้ลดลงร้อยละ 5 ดังแสดงในรูปที่ 1

รูปที่ 1 ผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ต่อรายได้และการบริโภคของประชากรในกลุ่มต่าง ๆ

ที่มา Kaplan, Moll, and Violante (2020)

Coibion, Gorodnichenko, and Weber (2020) ศึกษาฐานข้อมูลของ Nielsen Homescan ซึ่งได้จากการสำรวจครัวเรือนในสหรัฐอเมริกา และพบว่าการแพร่ระบาดของโรคไวรัสส่งผลกระทบต่ออัตราการว่างงานในสหรัฐสูงกว่าตัวเลขทางการของการยื่นขอเงินช่วยเหลือผู้ว่างงาน เนื่องจากแรงงานที่ตกงานส่วนหนึ่งไม่ถูกนับว่าอยู่ในตลาดแรงงานเพราะไม่ได้กำลังมองหางานใหม่ในระยะเวลานี้ ดังนั้น ตัวเลขสถิติอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นแค่เพียงราว ๆ ร้อยละ 2 แม้ว่าในความเป็นจริงแรงงานกว่าร้อยละ 7 ออกจากตลาดแรงงาน

 ผลกระทบของการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 กับสถานประกอบการ

ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วโลกกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน Hassan, Hollander, Lent, Tahoun (2020) พัฒนาระบบ computational linguistic algorithms เพื่อวิเคราะห์การใช้คำในรายงานงบการเงินของบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 11,943 บริษัทใน 84ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ มกราคม 2001 ถึงมีนาคม 2020 คณะวิจัยพบว่าในช่วงสามเดือนแรกของปี 2020 บริษัททั่วโลกต่างพูดถึงความเสี่ยงจากเชื้อไวรัสมากยิ่งขึ้น โดยความกังวลสูงสุดมาจากความต้องการบริโภคที่ลดลงของผู้บริโภค ตามมาด้วยความกังวลจากความไม่แน่นอน และความกังวลจากการส่งมอบวัตถุดิบเพื่อการผลิตที่หยุดชะงักลง ความกังวลจากความสามารถในการผลิตที่ลดลง และความกังวลเรื่องสวัสดิการของแรงงาน

ผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบมากเช่นกัน จากการสำรวจผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 5,800 รายในสหรัฐอเมริกา Bartik, Bertrand, Cullen, Glaeser, Luca, and Stanton (2020) ข้อสรุปว่า ประมาณร้อยละ 43 ของผู้ประกอบการในตัวอย่างปิดตัวลงและผู้ประกอบการเลิกจ้างลูกจ้างกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับลูกจ้างในเดือนมกราคม จากรูปที่ 2 ผู้ประกอบการรายย่อยมีความเปราะบางทางการเงินจากสภาพคล่องที่ไม่เพียงพอเพราะผู้ประกอบการส่วนมากมีค่าใช้จ่ายกว่าเดือนละ 10,000$ และมีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายแค่เดือนเดียว แม้ว่าผู้ประกอบการยังคาดหวังเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ความซับซ้อนของระบบราชการและการตรวจสอบสิทธิ์ยังเป็นอุปสรรคหลักของการรับเงินช่วยเหลือ ผู้ประกอบการต่าง ๆ ประเมินว่ามีโอกาสร้อยละ 72 ที่จะยังดำเนินกิจการในหนึ่งเดือนข้างหน้า และเพียงร้อยละ 38 ที่จะยังดำเนินกิจการได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

รูปที่ 2 ค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานของจำนวนเดือนของเงินสดคงเหลือ จำแนกกลุ่มตามค่าใช้จ่ายรายเดือน

ที่มา Bartik, Bertrand, Cullen, Glaeser, Luca, and Stanton (2020)

ข้อเสนอต่อรัฐบาลจากการวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์

จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ Alvarez, Argente, and Lippi (2020) เสนอว่านโยบายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกาคือการใช้การล็อคดาวน์จริงจังนาน 2 สัปดาห์ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีการระบาด ก่อนขยับเป็นกักตัวประชากรร้อยละ 60 เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน และกักตัวประชากรร้อยละ 20 เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน แนวคิดข้างต้นสอดคล้องกับข้อเสนอของ Oswald and Powdthavee (2020) ว่าประเทศอังกฤษสามารถยกเลิกการกักตัวชาวอังกฤษในวัย 20 ถึง 30 ปีซึ่งไม่อาศัยอยู่กับบิดามารดาได้ก่อนประชากรกลุ่มอื่น ๆ โดยให้เหตุผลว่าประชากรกลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสน้อยที่สุดและไม่มีความเสี่ยงเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสจากข้างนอกไปติดบิดามารดาที่บ้าน

อย่างไรก็ดี รัฐบาลต้องระมัดระวังในการลดระดับข้อกำหนดระยะห่างทางสังคม Bethune and Korinek (2020) พบว่าประชาชนในสหรัฐอเมริการับรู้ต้นทุนส่วนตัวของการติดเชื้อไวรัสที่ 80,000$ ในขณะที่ต้นทุนทางสังคมมีค่าสูงกว่าสามเท่าที่ราว ๆ 286,000$ ต้นทุนส่วนตัวและต้นทุนทางสังคมที่แตกต่างกันทำให้ประชากรประพฤติตัวโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบภายนอก (Externalities) จากไม่ระมัดระวังว่าพฤติกรรมของพวกเขาแพร่กระจายเชื้อโรคต่อผู้อื่น และทำให้จำนวนเคสผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงมากกว่าเท่าที่ควรจะเป็น คณะผู้วิจัยเสนอว่านโยบายที่เหมาะสมคือ การกักกันผู้ติดเชื้อให้ไวที่สุด แต่ถ้าประชาชนจะระมัดระวังตัวน้อยลง ผู้ติดเชื้อที่หลุดรอดการกักตัวจะแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้กว้างขึ้นและต้นทุนทางสังคมของการมีผู้ติดเชื้อในสังคมจะเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 586,000$ ต่อคน

Keppo, Kudlyak, Quercioli, Smith, and Wilson (2020) เตือนว่าการใช้แบบจำลอง SIR (Susceptible-Infectious-Recovered) โดยไม่คำนึงถึงพฤติกรรมของมนุษย์จะประเมินอัตราการแพร่เชื้อไวรัสในประชากรผิดพลาด และตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อที่เป็นทางการจะน้อยกว่าความเป็นจริง แม้ว่าการทดสอบเชื้อไวรัสจะช่วยลดอัตราการตายได้ แต่ผลการทดสอบไม่ควรมีอายุเกิน 3-5วัน

สรุปและนัยเชิงนโยบาย

งานวิจัยในประเทศไทยและในต่างประเทศมีข้อสรุปสอดคล้องกันว่าประชากรกลุ่มที่มีรายได้น้อยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจาก COVID-19 สูงเพราะประกอบอาชีพรับจ้างชั่วคราวหรืออาชีพที่ไม่สามารถปรับตัวทำงานที่บ้านได้ ตัวเลขสถิติอัตราว่างงานอาจต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะไม่ได้รวมการลดระยะการทำงาน (underemployment) และไม่ได้รวมแรงงานที่ย้ายกลับถิ่นฐาน รัฐบาลจึงควรใช้นโยบายช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเหมาะสมตามความรุนแรงของผลกระทบ

การยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์อาจค่อยๆลดระดับความเข้มข้นลง โดยการให้กลุ่มประชากรอายุน้อยที่ไม่อาศัยอยู่กับผู้สูงอายุออกมาใช้ชีวิตตามปกติก่อนประชากรกลุ่มอื่นๆและรัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มการสุ่มตรวจเชื้อไวรัสเพื่อป้องกันการแพร่กระจายระลอกที่สอง อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลจะยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ประชาชนยังต้องไม่ประมาท มีความระมัดระวังในการรักษาระยะห่างทางสังคมเช่นเคย

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนทุกคนจะปลอดภัยและประเทศไทยจะฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว

เอกสารอ้างอิง

Fernando Alvarez, David Argente and Francesco Lippi. 2020. “A Simple Planning Problem for Covid-19 Lockdown” NBER Working Paper No. 26981

Bartik, Alexander W., Marianne Bertrand, Zoë B. Cullen, Edward L. Glaeser, Michael Luca, Christopher T. Stanton. 2020. “How Are Small Businesses Adjusting to COVID-19? Early Evidence from a Survey” NBER Working Paper No. 26989.

Bethune, Zachary A., Anton Korinek. 2020. “Covid-19 Infection Externalities: Trading Off Lives vs. Livelihoods” NBER Working Paper No. 27009.

Coibion, Olivier, Yuriy Gorodnichenko, and Michael Weber. 2020. “Labor Markets During the COVID-19 Crisis: A Preliminary View” NBER Working Paper No. 27017.

Hassan, Tarek Alexander, Stephan Hollander, Laurence van Lent, Ahmed Tahoun. 2020. “Firm-level Exposure to Epidemic Diseases: Covid-19, SARS, and H1N1 NBER Working Paper No. 26971.

Kaplan, Greg, Ben Moll, and Gianluca Violante. 2020. “Pandemics According to HANK”

Keppo, Jussi , Marianna Kudlyak, Elena Quercioli, Lones Smith, and Andrea Wilson. 2020. “The Behavioral SIR Model, with Applications to the Swine Flu Epidemic”

Oswald , Andrew J., and Nattavudh Powdthavee. 2020. “The Case for Releasing the Young from Lockdown: A Briefing Paper for Policy Makers” https://www.powdthavee.co.uk/

Lekfuangfu, Warn N., Suphanit Piyapromdee, Ponpoje Porapakkarm, and Nada Wasi. 2020. “On Covid-19: New Implications of Job Task Requirements and Spouse’s Occupational Sorting” PIER Discussion Paper No. 133.

ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

READS: 1809