Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Nudging Sustainable Farming: Experimental Evidence on the Role of Budget Constraints and Agricultural Subsidy Formats
Discussion Paper ล่าสุด
Nudging Sustainable Farming: Experimental Evidence on the Role of Budget Constraints and Agricultural Subsidy Formats
สมรภูมิสงครามการค้า 2.0: ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งทดแทนสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ
aBRIDGEd ล่าสุด
สมรภูมิสงครามการค้า 2.0: ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งทดแทนสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Predicting Financial Market Stress with Machine Learning
งานสัมมนาล่าสุด
Predicting Financial Market Stress with Machine Learning
คลื่นมาตรการอุตสาหกรรมโลก: นัยและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการค้าไทย
PIER Research Brief ล่าสุด
คลื่นมาตรการอุตสาหกรรมโลก: นัยและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจการค้าไทย
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “กับดักหนี้ และการแก้ไขหนี้เกษตรกรอย่างยั่งยืน”
ประกาศล่าสุด
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “กับดักหนี้ และการแก้ไขหนี้เกษตรกรอย่างยั่งยืน”
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/1141a2b9cc2d02e136a2ae59b7b5962b/41624/cover.jpg
1 เมษายน 2569
20261775001600000

สมรภูมิสงครามการค้า 2.0: ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งทดแทนสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ

กว่าร้อยละ 85 ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ เสี่ยงถูกทดแทนง่าย ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับตัว
ชุติอร ตันติวณิชชานนท์อรุณ ธนกิจโกฏินนทน์
สมรภูมิสงครามการค้า 2.0: ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งทดแทนสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ
excerpt

บทความนี้นำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตลาดทดแทนสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ อิงจากแนวคิด Rearrangement ratio (White et al., 2025) โดยพบว่าสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ กว่าร้อยละ 85 มีความเสี่ยงที่อาจถูกทดแทนได้ง่ายจากอุปทานโลกที่สูง อาทิ สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เครื่องจักร ยานยนต์ และสิ่งทอ อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า หากไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกและชิงส่วนแบ่งในตลาดนอกสหรัฐฯ ได้ร้อยละ 1 ของอุปทานในตลาดโลก จะสามารถทดแทนสินค้าส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ได้เกือบร้อยละ 50 โดยมีตลาดเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และตะวันออกกลาง เป็นตลาดศักยภาพที่สำคัญ ดังนั้น การยกขีดความสามารถของผู้ส่งออกไทยในการเจาะตลาดที่สามจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างฐานการส่งออกไทยที่หลากหลายและมั่นคงในระยะยาวต่อไป

ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ "สงครามการค้า" ระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ปะทุขึ้นในปี 2561 ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกครั้งใหญ่ โดยข้อมูลเชิงประจักษ์สะท้อนว่าสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 21.6 ของมูลค่านำเข้ารวมในปี 2561 เหลือเพียงร้อยละ 13.8 ในปี 2567 ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้หันไปนำเข้าจากกลุ่มประเทศอื่นมากขึ้น อาทิ เม็กซิโก เวียดนาม และไทย โดยสัดส่วนการนำเข้าจากไทยต่อการนำเข้ารวมของสหรัฐฯ เติบโตขึ้นจากร้อยละ 1.3 ของมูลค่านำเข้ารวมเป็นร้อยละ 2.0 ในช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบที่รุนแรงขึ้น แม้ว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะประกาศให้หยุดบังคับใช้ มาตรการภาษีตอบโต้ภายใต้ IEEPA 133 แล้วนั้น แต่สหรัฐฯ ได้มีการประกาศใช้มาตรา 122 เพื่อเก็บภาษีนำเข้าที่อัตราร้อยละ 10 รวมถึงมาตรา 232 เพื่อเก็บภาษีสินค้าที่ประเมินว่ากระทบต่อความมั่นคงของประเทศ อาทิ เหล็ก อะลูมิเนียม รวมถึงยานยนต์และชิ้นส่วน โดยมีอัตราภาษีสูงถึงร้อยละ 25–50 อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า ซึ่งมาตรการกีดกันทางการค้าเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากปัจจุบันไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (ร้อยละ 56.4 ของ GDP ในปี 2567) โดยมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 18.3 ของมูลค่าส่งออกรวมในปี 2567 จึงนำไปสู่คำถามที่สำคัญว่า “ผู้ส่งออกไทยมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ และสามารถปรับตัวไปตลาดที่สามได้มากน้อยแค่ไหน”

เมื่อพิจารณาโครงสร้างการแข่งขันในตลาดการส่งออกไปสหรัฐฯ เบื้องต้นผ่านดัชนีความกระจุกตัวในการพึ่งพาสินค้านำเข้าอย่าง Herfindahl-Hirschman index (HHI) ควบคู่กับอันดับความสำคัญของประเทศคู่ค้าในรูปที่ 1 เพื่อจำแนกกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยออกเป็น 3 กลุ่ม1 ได้แก่ (A) กลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไม่กี่ประเทศโดยเฉพาะจากไทย (B) กลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญ (C) กลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นคู่ค้ารายย่อย

พบว่าปัจจุบันสหรัฐฯ มีการพึ่งพาในกลุ่ม (A) เพียงร้อยละ 14.8 ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดจากไทย (เช่น สินค้าเกษตรจำพวกข้าว) ขณะที่สินค้าส่งออกหลักอีกกว่าร้อยละ 54.3 อาทิ สินค้าเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในกลุ่ม (B) ที่แม้ว่าไทยจะเป็นคู่ค้าที่สำคัญแต่อาจเผชิญกับการแข่งขันรุนแรงและเสี่ยงต่อการถูกทดแทนโดยประเทศคู่แข่งได้ และสินค้ากลุ่ม (C) ที่อาจโดนสินค้าจากประเทศอื่นทดแทนได้ง่ายซึ่งมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 30.4 ดังนั้น การเข้าใจถึงความสามารถในการหาแหล่งสินค้าทดแทนของทั้งสหรัฐฯ และไทยจึงมีส่วนสำคัญในการประเมินความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทย บทความฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความยากง่ายในการหาตลาดทดแทนของทั้งผู้นำเข้าสหรัฐฯ และผู้ส่งออกไทยอิงจากแนวคิด "rearrangement ratio" (White et al., 2025) โดยเน้นวิเคราะห์ 2 มิติดังนี้:

1.ด้านการทดแทนแหล่งนำเข้าของสหรัฐฯ (supply substitutability): วิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะจัดหาแหล่งนำเข้าอื่นมาทดแทนสินค้าไทย โดยพิจารณาจากอุปทานในตลาดโลกภายใต้พิกัดศุลกากร 6 หลักเดียวกัน เพื่อดูว่าสหรัฐฯ มีตลาดทางเลือกเชิงโครงสร้างมากน้อยแค่ไหน หากไม่มีประเทศอื่นที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้านั้น ๆ ในปริมาณที่มากพอจะทดแทนไทยได้ทันที ก็จะเป็นเกราะคุ้มกันให้ผู้ส่งออกไทย 2. ด้านการปรับตัวไปตลาดที่สามของผู้ส่งออกไทย (market redirection): วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของผู้ส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในการแสวงหา "ตลาดรองรับใหม่" (outside options) โดยพิจารณาว่าสินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ นั้น มีสัดส่วนมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับขนาดความต้องการนำเข้าของประเทศอื่น ๆ ในตลาดโลกภายใต้พิกัดศุลกากร 6 หลักเดียวกัน เพื่อประเมินความเป็นไปได้เชิงโครงสร้างว่า สินค้าส่งออกไทยมีความคล่องตัวมากแค่ไหนที่จะกระจายไปยังตลาดอื่น หากสหรัฐฯ ยุติการนำเข้าสินค้าจากไทย

รูปที่ 1: โครงสร้างการนำเข้าสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ตามระดับการพึ่งพา ปี 2567

โครงสร้างการนำเข้าสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ตามระดับการพึ่งพา ปี 2567

หมายเหตุ: ( ) แสดงสัดส่วนมูลค่านำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ ต่อมูลค่าการนำเข้าสินค้าไทยทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปี 2567 ที่มา: UN Comtrade คำนวณโดยผู้เขียน

เจาะลึก Rearrangement ratio: มาตรวัดความเปราะบางที่สินค้าส่งออกไทยอาจถูกแทนที่ในตลาดสหรัฐฯ

Rearrangement ratio (RR) คือ สัดส่วนที่สะท้อนความยากง่ายของประเทศผู้นำเข้าในการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าสินค้า โดยพิจารณาจากสัดส่วนมูลค่านำเข้าจากประเทศที่กำลังพิจารณาเทียบกับมูลค่าสินค้าชนิดเดียวกันที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดโลก (ไม่รวมประเทศต้นทาง) ซึ่งในการประเมินความสามารถในการทดแทนสินค้านำเข้าจากไทยของสหรัฐฯ RR จะคำนวณจากมูลค่านำเข้าของสหรัฐฯ (พื้นที่เหลือง) ต่อมูลค่าส่งออกของโลกที่เหลือ (ไม่รวมไทย) ไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ (พื้นที่น้ำเงิน) ตามรูปที่ 2 โดยหากค่า RR ต่ำกว่า 0.1 ถือเป็นสัญญาณน่ากังวลว่าสหรัฐฯ สามารถหาแหล่งทดแทนได้โดยใช้ปริมาณสินค้าไม่ถึงร้อยละ 10 ของตลาดโลก ทำให้ผู้ส่งออกเดิมมีความเสี่ยงที่จะเสียส่วนแบ่งการตลาดค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดี การตีความค่า RR ไม่ควรพิจารณาเพียงตัวเลขเชิงสถิติเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงบริบทการค้าในโลกความเป็นจริงประกอบกัน เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่อาจชอบสินค้าที่มีเอกลักษณ์จากประเทศนั้น ๆ หรือกรณีที่ผู้ประกอบการข้ามชาติมีโรงงานกระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาค ซึ่งสามารถโยกย้ายคำสั่งผลิตไปยังประเทศต่าง ๆ ได้ง่าย

รูปที่ 2: Flow การค้าสำหรับการคำนวณ RR อิงจากโครงสร้างการค้าจริงในปี 2567

Flow การค้าสำหรับการคำนวณ RR อิงจากโครงสร้างการค้าจริงในปี 2567

ที่มา: UN Comtrade คำนวณโดยผู้เขียน

Rearrangement ratio=USA import from ThailandGlobal export (exclude Thailand) to Non-USA\text{Rearrangement ratio} = \frac{\text{USA import from Thailand}}{\text{Global export (exclude Thailand) to Non-USA}}Rearrangement ratio=Global export (exclude Thailand) to Non-USAUSA import from Thailand​

เมื่อคำนวณ RR ในรูปที่ 3 อิงโครงสร้างการส่งออกของไทยในปี 2567 พบว่า มีสินค้าไทยเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่จัดอยู่ในกลุ่ม "หาแหล่งทดแทนยาก" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยมีบทบาทเป็นฐานการผลิตหลักของโลกหรือมีผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกตั้งฐานทัพอยู่ อาทิ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ผลิตภัณฑ์จากยาง (ยางล้อ) ปริ้นเตอร์ ทว่าในทางกลับกัน สินค้าส่วนใหญ่ของไทยกว่าร้อยละ 85 กลับตกอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงที่อาจถูกแทนที่โดยประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ข้าวขาว อาหารสัตว์เลี้ยง และปลากระป๋อง สะท้อนจากสัดส่วน RR ของไทยที่ต่ำกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม รวมถึงประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างเยอรมนี เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

รูปที่ 3: สัดส่วนการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากประเทศต่างๆ แบ่งตามระดับ RR ปี 2567

สัดส่วนการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากประเทศต่างๆ แบ่งตามระดับ RR ปี 2567

หมายเหตุ: คำนวณโดยใช้ข้อมูลการค้ารายสินค้าระดับพิกัดศุลกากร 6 หลัก โดยไม่รวมสินค้าโซล่าเซลล์เนื่องจากเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับไทย ที่มา: UN Comtrade คำนวณโดยผู้เขียน

การจำลองสถานการณ์การทดแทนสินค้าไทยของผู้นำเข้าสหรัฐฯ

ในส่วนถัดมาได้มีการจัดทำ “product-level rearrangement simulation2” เพื่อประเมินประเทศที่มีอุปทานสูงในตลาดโลกที่อาจเข้ามาแทนที่ผู้ส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ ภายใต้สถานการณ์สมมติที่สหรัฐฯ ยุติการนำเข้าจากไทยอย่างสิ้นเชิงและหันไปพึ่งพาคู่ค้ารายอื่นแทน โดยมุ่งหาประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ในตลาดโลกในสินค้าเดียวกับที่ไทยส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ในระดับพิกัดศุลกากร 6 หลักเดียวกัน ผ่าน 3 ฉากทัศน์ตามตารางที่ 1 ได้แก่

(S1) ฉากทัศน์ที่ลำดับการเลือกประเทศคู่แข่งของสหรัฐฯ เน้นรูปแบบการค้าเดิม ภายใต้สมมติฐานว่าพฤติกรรมการค้าในอดีตสะท้อนความพึงพอใจที่แท้จริงของผู้บริโภคสหรัฐฯ เชิงเปรียบเทียบของแต่ละประเทศ (revealed preference) หลังพิจารณาปัจจัยรอบด้าน ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทาน (S2) ฉากทัศน์ที่สหรัฐฯ เน้นความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ (friend-shoring) โดยหันไปพึ่งพาประเทศพันธมิตรที่มีความเสี่ยงทางการเมืองต่ำเพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว (S3) ฉากทัศน์ที่สหรัฐฯ เน้นประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ (near-shoring) เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาจัดส่งเข้าตลาดสหรัฐฯ

ตารางที่ 1: สรุปสถานการณ์จำลองสำหรับ “rearrangement simulation” ฝั่งผู้นำเข้าสหรัฐฯ
ฉากทัศน์ลำดับการเลือกประเทศคู่แข่งที่สหรัฐฯ หันไปซื้อสินค้าเพื่อทดแทนสินค้านำเข้าจากไทย[^3]
S1Existing trade relationship ordering – เลือกนำเข้าจากประเทศที่มีสัดส่วนการนำเข้าสหรัฐฯ ปี 2567 สูงสุดก่อน
S2Geopolitical distancing minimization (friend-shoring)
S3Geographical distancing minimization (near-shoring)

ผลจากแบบจำลองในรูปที่ 4 และ 5 ชี้ให้เห็นว่า อำนาจต่อรองของไทยส่วนหนึ่งขึ้นกับขีดความสามารถในการหาแหล่งนำเข้าทดแทนของสหรัฐฯ โดยหากสหรัฐฯ สามารถซื้อสินค้าจากประเทศที่สามมาทดแทนสินค้าไทยได้สูงสุดที่ร้อยละ 10 ของอุปทานในตลาดนอกสหรัฐฯ ของแต่ละประเทศ สินค้าส่งออกไทยสำคัญหลายชนิด อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหาร เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ ยังไม่สามารถหาแหล่งทดแทนจากประเทศอื่นได้ทั้งหมด ส่งผลให้ไทยยังคงมีอำนาจต่อรองบ้าง เนื่องจากสินค้ายังเป็นที่ต้องการของสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงภาวะสินค้าขาดแคลนในระยะสั้น อย่างไรก็ดี อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทดแทนได้ง่ายจากอุปทานโลกที่สูง นอกจากนี้ หากขยายเพดานสัดส่วนการซื้อสินค้าจากประเทศที่สามเป็นร้อยละ 25 สินค้าไทยสามารถถูกทดแทนได้เกือบทั้งหมด สะท้อนความจำเป็นที่ผู้ส่งออกไทยต้องสร้างความแตกต่างทางสินค้า (product differentiation) เพื่อเพิ่มต้นทุนการเปลี่ยนแหล่งนำเข้า (switching cost) และรักษาความสามารถการแข่งขันในระยะยาว

หากพิจารณารายฉากทัศน์ คู่แข่งสำคัญของไทยจะเปลี่ยนไปตามปัจจัยเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐฯ โดยใน S1 กลุ่มประเทศเอเชียอย่างอินเดียหรือเวียดนามคือคู่แข่งหลักในสินค้าเน้นแรงงาน อาทิ สินค้าเกษตร เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ ขณะที่ยุโรปและเอเชียตะวันออก (เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) เป็นประเทศคู่แข่งสำคัญในสินค้าอุตสาหกรรมหนัก4 อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ และปิโตรเคมีภัณฑ์ รวมถึงสินค้าคุณภาพสูงที่ยุโรปเป็นผู้ส่งออกหลักในตลาดโลก เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง

สิ่งที่น่าสนใจคือ หากสหรัฐฯ หันไปเน้นความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ใน S2 และการบริหารต้นทุนขนส่งใน S3 ยุโรปจะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งรายใหญ่ของไทยในเกือบทุกกลุ่มสินค้า ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีอุปทานที่เข้มแข็งกว่าประเทศภายใต้ข้อตกลง USMCA อย่างเม็กซิโกและแคนาดา ที่แม้จะมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางใน S3 แต่มีข้อจำกัดด้านปริมาณการผลิต

รูปที่ 4: ผลการจำลองสถานการณ์การเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออกไปสหรัฐฯ ของผู้ส่งออกไทยให้ประเทศคู่แข่ง

ผลการจำลองสถานการณ์การเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออกไปสหรัฐฯ ของผู้ส่งออกไทยให้ประเทศคู่แข่ง

หมายเหตุ: พิจารณาเฉพาะสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้ที่ประกาศ ณ เดือน ส.ค. 2568 และไม่รวมโซล่าเซลล์ ที่มา: ผลจาก product-level rearrangement simulation คำนวณโดยผู้เขียน
รูปที่ 5: ผลการจำลองสถานการณ์การเสียส่วนแบ่งตลาดของผู้ส่งออกไทยให้ประเทศคู่แข่งรายกลุ่มสินค้า

I: กรณีที่สัดส่วนสูงสุดที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ สามารถนำเข้าจากแต่ละประเทศเพื่อทดแทนสินค้าไทยอยู่ที่ร้อยละ 10 ของมูลค่าส่งออกสินค้าไปตลาดนอกสหรัฐฯ ของแต่ละประเทศ

กรณีที่สัดส่วนสูงสุดที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ สามารถนำเข้าจากแต่ละประเทศเพื่อทดแทนสินค้าไทยอยู่ที่ร้อยละ 10 ของมูลค่าส่งออกสินค้าไปตลาดนอกสหรัฐฯ ของแต่ละประเทศ

II: กรณีที่สัดส่วนสูงสุดที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ สามารถนำเข้าจากแต่ละประเทศเพื่อทดแทนสินค้าไทยอยู่ที่ร้อยละ 25 ของมูลค่าส่งออกสินค้าไปตลาดนอกสหรัฐฯ ของแต่ละประเทศ

กรณีที่สัดส่วนสูงสุดที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ สามารถนำเข้าจากแต่ละประเทศเพื่อทดแทนสินค้าไทยอยู่ที่ร้อยละ 25 ของมูลค่าส่งออกสินค้าไปตลาดนอกสหรัฐฯ ของแต่ละประเทศ

หมายเหตุ: ผลจากแบบจำลองกรณีที่สหรัฐฯ สามารถนำเข้าจากประเทศที่สามได้สูงสุดร้อยละ 25 และ 50 ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ; พิจารณาเฉพาะสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้ที่ประกาศ ณ เดือน ส.ค. 2568 และไม่รวมโซล่าเซลล์ ที่มา: ผลจาก product-level rearrangement simulation คำนวณโดยผู้เขียน

กรณีศึกษา: การนำเข้าสินค้าประเทศอื่นของสหรัฐฯ เพื่อทดแทนสินค้าจีนช่วงที่ภาษี RT บังคับใช้

หลังจากที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษี RT ที่เก็บจากจีนในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ข้อมูลเชิงประจักษ์จากรูปที่ 6 สะท้อนว่าผู้นำเข้าสหรัฐฯ สามารถหาแหล่งทดแทนการนำเข้าจากจีนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แม้จะไม่สามารถชดเชยการนำเข้าจากจีนได้ทั้งหมด โดยมูลค่าการนำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ถึง 4 ของปี 2568 หดตัวลงกว่าร้อยละ 42 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน5 ในขณะที่สหรัฐฯ นำเข้าจากประเทศอื่นเพื่อทดแทนสินค้าจากจีน6 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของมูลค่าการนำเข้าจากจีนทั้งหมด หรือคิดเป็นร้อยละ 47 ของมูลค่านำเข้าจากจีนที่ลดลง ซึ่งหากพิจารณารายสินค้าพบว่า ศักยภาพในการจัดหาแหล่งนำเข้าทดแทนมีความแตกต่างกันชัดเจน โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เกษตรแปรรูป และเคมีภัณฑ์ มีสัดส่วนการนำเข้าทดแทนสูงถึงร้อยละ 78, 50 และ 45 ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มสินค้าเครื่องจักร และเกษตรมีสัดส่วนการนำเข้าทดแทนเพียงร้อยละ 29 และ 19 ตามลำดับ สำหรับกลุ่มสินค้าที่ถูกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 อาทิ โลหะและยานยนต์ พบว่ามีสัดส่วนการนำเข้าทดแทนในระดับต่ำเพียงร้อยละ 15 และ 12 ส่วนหนึ่งเกิดจากระดับภาษีที่ถูกเก็บเท่ากันทุกประเทศ

รูปที่ 6: สัดส่วนมูลค่านำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นเพื่อทดแทนสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ

I: ภาพรวมการทดแทนสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ

ภาพรวมการทดแทนสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ

II: การทดแทนสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ รายสินค้า

การทดแทนสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ รายสินค้า

หมายเหตุ: การนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทนจากจีนคำนวณจากข้อมูลการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ในระดับพิกัดศุลกากร 6 หลัก ในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 ปี 2568 เทียบช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ที่มา: Trademap คำนวณโดยผู้เขียน

ความยากง่ายในการหาตลาดที่สามของผู้ส่งออกไทยไปสหรัฐฯ

ในระยะข้างหน้า ผู้ส่งออกไทยควรเร่งกระจายความเสี่ยงสู่ตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในระยะยาว ซึ่งจากโครงสร้างการส่งออกปี 2567 พบว่าสินค้าไทยหลายกลุ่มยังสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดนอกสหรัฐฯ เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปและโลหะไปตลาดจีนและอาเซียน ดังนั้น โจทย์ที่สำคัญคือผู้ส่งออกไทยไปสหรัฐฯ สามารถพึ่งพาตลาดที่สามเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ ได้มากน้อยแค่ไหน

บทความส่วนนี้จึงจัดทำ “product-level rearrangement simulation7” เพื่อช่วยประเมินความเป็นไปได้ในการหาตลาดที่สามมาทดแทนสหรัฐฯ โดยพิจารณาว่าอุปสงค์โลกในปี 2567 ในแต่ละสินค้ามีมากน้อยแค่ไหน และระบุตลาดนำเข้าสำคัญของโลกที่ไทยอาจหันไปพึ่งพาแทนตลาดสหรัฐฯ ได้ในสินค้าเดียวกับที่ไทยส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ในระดับพิกัดศุลกากร 6 หลักเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์สมมติที่สหรัฐฯ ยุติการนำเข้าจากไทยอย่างสิ้นเชิง ผ่าน 2 ฉากทัศน์ตามตารางที่ 2 คือ (S1) ฉากทัศน์ที่ผู้ส่งออกไทยต่อยอดความสัมพันธ์เดิม ภายใต้สมมติฐานว่าพฤติกรรมการค้าในอดีตสะท้อนความพึงพอใจและความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าไทยเทียบกับสินค้าประเทศอื่นเชิงเปรียบเทียบ (relative preference) เพื่อลดต้นทุนธุรกรรมและความเสี่ยงในการปรับตัว (S2) ฉากทัศน์ที่ผู้ส่งออกไทยเน้นเจาะตลาดผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลก ซึ่งเป็น “ตลาดศักยภาพที่มีอุปสงค์ในตลาดโลกสูง” ที่ไทยอาจเคยมีความสัมพันธ์ทางการค้าด้วยจำกัด

ตารางที่ 2: สรุปสถานการณ์จำลองสำหรับ “Rearrangement simulation” ฝั่งผู้ส่งออกไทย
ฉากทัศน์ลำดับการเลือกประเทศคู่ค้าของผู้ส่งออกไทย[^8]
S1Existing trade relationship ordering (global trade structure as of 2024) – เลือกประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกของไทยสูงสุดก่อน
S2Dominant importer ordering (global trade structure as of 2024) – เลือกประเทศที่มีมูลค่านำเข้าจากตลาดโลกไม่รวมไทยสูงสุดก่อน

ผลการจำลองในรูปที่ 7 ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในการปรับตัวขึ้นอยู่กับ “ขีดความสามารถในการเจาะตลาด” (market penetration) ของผู้ส่งออกไทย โดยหากไทยชิงส่วนแบ่งจากคู่แข่งในตลาดโลกได้ร้อยละ 1 จะสามารถทดแทนตลาดสหรัฐฯ ได้ถึงประมาณร้อยละ 50 โดยเฉพาะสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและเฟอร์นิเจอร์ที่มีอุปสงค์ในตลาดโลกสูง โดยความแตกต่างระหว่างฉากทัศน์ S1 และ S2 สะท้อนการชั่งน้ำหนักระหว่างการลดต้นทุนธุรกรรมผ่านการขยายตลาดเดิม (intensive margin) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบและเครือข่ายคู่ค้าอยู่แล้ว กับการขยายตลาดใหม่ (extensive margin) ซึ่งจำเป็นต้องก้าวข้ามต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างโอกาสในพื้นที่ศักยภาพที่สินค้าไทยอาจมีส่วนแบ่งตลาดจำกัดในปัจจุบัน ทั้งในด้านการปรับมาตรฐานสินค้าให้เข้ากับเกณฑ์ของประเทศปลายทางและการสร้างช่องทางกระจายสินค้าใหม่ โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการสินค้าจากตลาดโลกสูง

รูปที่ 7: ผลการจำลองสถานการณ์การปรับตัวของผู้ส่งออกไทยไปตลาดที่สาม

ผลการจำลองสถานการณ์การปรับตัวของผู้ส่งออกไทยไปตลาดที่สาม

ที่มา: ผลจาก product-level rearrangement simulation คำนวณโดยผู้เขียน

เมื่อพิจารณาผลการจำลองสถานการณ์ S1 รายสินค้าในรูปที่ 8 พบว่าตลาดอาเซียนและจีนเป็นตลาดศักยภาพที่มีความต้องการสูงในหลายสินค้า เช่น สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ (โดยเฉพาะฮ่องกง) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมทั้งตลาดเอเชียอื่น ๆ (เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย) ที่ก็เป็นตลาดทางเลือกของไทยในหลายกลุ่มสินค้า ตั้งแต่สินค้าที่เน้นใช้แรงงานอย่างสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ไปจนถึงกลุ่มอุตสาหกรรมหนักอย่างยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน และเครื่องจักรและอุปกรณ์ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงในห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในฉากทัศน์ S2 กลับเห็นการก้าวขึ้นมาของตลาดยุโรปในฐานะผู้นำเข้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพในการรองรับอุปทานส่วนเกินได้เกือบทุกหมวดสินค้า อาทิ เกษตรแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และสินค้าอุตสาหกรรมหนัก ส่วนหนึ่งจากกำลังซื้อที่สูง รวมถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่มีความต้องการสินค้าเกษตรและเครื่องปรับอากาศสูงเพื่อชดเชยข้อจำกัดทางสภาพภูมิอากาศ และกลุ่มประเทศเม็กซิโก-แคนาดาที่มีความต้องการเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สูง เนื่องจากสภาพอากาศและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตในแถบอเมริกาเหนือ (USMCA)

ผลจากการจำลองสถานการณ์นี้ตอกย้ำว่า ผู้ส่งออกไทยยังมีโอกาสในตลาดเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไทยอาจพิจารณาตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) เพิ่มเติมที่แม้ในอดีตจะมีสัดส่วนการนำเข้าต่ำ แต่มีแนวโน้มการเติบโตสูง เช่น แอฟริกา ละตินอเมริกา หรือเอเชียกลาง ซึ่งเริ่มมีความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสังคมเมือง ทั้งนี้ การเปลี่ยนตลาดศักยภาพเหล่านี้ให้กลายเป็นตลาดส่งออกหลักขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้นำเข้ารายใหญ่ เพื่อสร้างฐานการส่งออกที่หลากหลายและมั่นคงในระดับสากลต่อไป

รูปที่ 8: ผลการจำลองสถานการณ์การปรับตัวของผู้ส่งออกไทยไปตลาดที่สามรายสินค้า

I: : กรณีเพดานสัดส่วนที่ผู้ส่งออกไทยสามารถขายสินค้าไปประเทศที่สามเพิ่มเติมเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 1 ของมูลค่านำเข้าสินค้าจากตลาดนอกไทยของแต่ละประเทศ

: กรณีเพดานสัดส่วนที่ผู้ส่งออกไทยสามารถขายสินค้าไปประเทศที่สามเพิ่มเติมเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 1 ของมูลค่านำเข้าสินค้าจากตลาดนอกไทยของแต่ละประเทศ

II: กรณีเพดานสัดส่วนที่ผู้ส่งออกไทยสามารถขายสินค้าไปประเทศที่สามเพิ่มเติมเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 5 ของมูลค่านำเข้าสินค้าจากตลาดนอกไทยของแต่ละประเทศ

กรณีเพดานสัดส่วนที่ผู้ส่งออกไทยสามารถขายสินค้าไปประเทศที่สามเพิ่มเติมเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 5 ของมูลค่านำเข้าสินค้าจากตลาดนอกไทยของแต่ละประเทศ

ที่มา: ผลจาก product-level rearrangement simulation คำนวณโดยผู้เขียน

เมื่อพิจารณาขีดความสามารถในการแย่งส่วนแบ่งตลาดโลกของผู้ส่งออกไทยในอดีตจากรูปที่ 9 พบว่า ในภาพรวมระยะยาว 10 ปี สินค้าไทยกว่าร้อยละ 61 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดโลก (ไม่รวมตลาดสหรัฐฯ) ได้เพิ่มขึ้น (อิงจากค่าเฉลี่ยปี 2565–2567 เทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2555–2557) เช่น กลุ่มสินค้าจำพวกเครื่องจักร เหล็กและโลหะ ยานยนต์ และเกษตร อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในช่วง 5 ปีล่าสุด (ปี 2565–2567 เทียบกับปี 2560–2562) สัดส่วนดังกล่าวกลับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 44 สะท้อนถึงการเสียความสามารถในการแข่งขันของไทยในสินค้าส่งออกหลักอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าและเกษตรแปรรูป

นอกจากนี้ ในกรณีเพิ่มส่วนแบ่งตลาดที่ร้อยละ 1 พบว่ามีสินค้าเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ทำได้สำเร็จในช่วงเวลา 5 ปีล่าสุด และมีสินค้าเพียงร้อยละ 7 ที่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่าร้อยละ 5 ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่า การขยายตลาดไปนอกสหรัฐฯ ของผู้ส่งออกไทยเป็นความท้าทายในระยะข้างหน้า การเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยจึงเป็นกุญแจสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีการค้าโลกในระยะต่อไป

รูปที่ 9: สัดส่วนมูลค่าส่งออกสินค้าของไทยที่ส่วนแบ่งตลาดโลก (ไม่รวมตลาดสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้น

สัดส่วนมูลค่าส่งออกสินค้าของไทยที่ส่วนแบ่งตลาดโลก (ไม่รวมตลาดสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้น

ที่มา: Trademap คำนวณโดยผู้เขียน

บทสรุป

ในระยะข้างหน้า ภาคการส่งออกไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผลการวิเคราะห์ผ่านดัชนี rearrangement ratio อิงจากข้อมูลโครงสร้างการค้าโลกในปี 2567 สะท้อนภาพความเปราะบางที่น่ากังวลว่า สินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ กว่าร้อยละ 85 ตกอยู่ในกลุ่ม "เสี่ยงที่อาจถูกทดแทน" โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เครื่องจักร ยานยนต์ และสิ่งทอ เนื่องจากมีอุปทานโลกที่สูง ธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัวผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและการเจรจาแบ่งภาระภาษี ขณะเดียวกัน การกระจายความเสี่ยงสู่ตลาดศักยภาพโดยเฉพาะในเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในทางออกที่สำคัญ โดยผลการวิเคราะห์สะท้อนว่า หากไทยสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดโลก (ไม่รวมสหรัฐฯ) ได้ร้อยละ 1 จะสามารถชดเชยมูลค่าส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ ได้ถึงเกือบครึ่งหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของไทยที่เริ่มปรับแย่ลงในบางสินค้า ดังนั้น การเร่งสร้างความแตกต่างของสินค้า (product differentiation) เพื่อเพิ่มต้นทุนในการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าของคู่ค้า การปรับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับตลาดศักยภาพใหม่ ๆ รวมถึงการมีแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หรือการสนับสนุนฐานข้อมูลตลาดศักยภาพเชิงลึก จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้สินค้าไทยยืนหยัดได้ในตลาดโลก

เอกสารอ้างอิง

Conte, M., Cotterlaz, P., & Mayer, T. (2022). The CEPII Gravity Database (CEPII Working Paper No. 2022–05). CEPII.
White, O., Condon, J., Bradley, C., Birshan, M., Smit, S., & Lamanna, C. (2025). The Great Trade Rearrangement. McKinsey Global Institute.
White, O., Woetzel, J., Smit, S., Seong, J., & Devesa, T. (2023). The Complication of Concentration in Global Trade. McKinsey Global Institute.

  1. เกณฑ์การแบ่งกลุ่มสินค้านำเข้าของแต่ละสินค้าในระดับพิกัดศุลกากร 6 หลัก มีดังนี้ 1) ค่า Herfindahl-Hirschman index มากกว่า 3,000 ซึ่งแสดงว่าสหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าจากไม่กี่ประเทศ (White et al., 2023) ประกอบกับการที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนการนำเข้าจากไทยมากกว่า 1 ใน 3 ในสินค้านั้น ๆ ซึ่งแสดงการพึ่งพาสินค้าจากไทยของสหรัฐฯ และ 2) อันดับความสำคัญของคู่ค้าของสหรัฐฯ ในการนำเข้าสินค้านั้นมาจากไทยมากเป็น 1 ใน 3 ประเทศอันดับแรก ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (A) กลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าจากไม่กี่ประเทศ โดยเฉพาะจากไทย (ตามเกณฑ์ที่ 1) (B) กลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญของสหรัฐฯ (ตามเกณฑ์ที่ 2) และ (C) กลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นคู่ค้ารายย่อย เป็นกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์↩
  2. ผลจาก “product-level rearrangement simulation” (White et al., 2025) ใช้สำหรับพิจารณาความเป็นไปได้ของสหรัฐฯ ว่าอาจนำเข้าจากประเทศคู่แข่งใดบ้างหากไม่นำเข้าสินค้าจากไทยรายสินค้าระดับพิกัดศุลกากร 6 หลัก (พิจารณาเฉพาะสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้ที่ประกาศ ณ เดือน ส.ค. 2568 และไม่รวมโซล่าเซลล์) โดยใช้ข้อมูลโครงสร้างการค้าโลกปี 2567 ภายใต้ข้อสมมุติหลักเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำเข้าสหรัฐฯ คือ (1) ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ไม่นำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเพื่อทดแทนสินค้าไทย เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้นำเข้าสหรัฐฯ ที่อาจลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีนในช่วงสงครามการค้า โดยประเทศที่พิจารณาครอบคลุมประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ 53 ประเทศที่ a. มีส่วนแบ่งการนำเข้าในตลาดสหรัฐฯ (US import share) โดยรวมสูง และ b. มีจำนวนสินค้าในระดับพิกัดศุลกากร 6 หลักที่ติด 5 อันดับแรกของประเทศที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ สูง (2) ผู้นำเข้าสหรัฐฯ สามารถซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งเพื่อทดแทนสินค้าไทยได้สูงสุดเพียงร้อยละ 10, 25, และ 50 ของมูลค่าส่งออกไปตลาดนอกสหรัฐฯ ทั้งหมดของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ แบบจำลองนี้มีลักษณะเป็น partial equilibrium model ที่ไม่ได้คำนึงถึงการที่สหรัฐฯ อาจมุ่งเน้นผลิตเพื่อบริโภคในประเทศมากขึ้น หรือผู้บริโภคอาจลดการบริโภคสินค้านำเข้าที่มีภาษีสูง รวมไปถึงกลยุทธ์การปรับราคาของแต่ละประเทศคู่แข่งในจุดดุลยภาพใหม่↩
  3. ธุรกิจในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้มักเป็นบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิต ซึ่งการแข่งขันในบริบทนี้หมายถึงการแข่งขันในระดับประเทศเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนหรือคำสั่งการผลิตในประเทศนั้น ๆ↩
  4. มูลค่านำเข้าจากจีนที่ลดลง คำนวณเฉพาะรายการสินค้าที่มีการนำเข้าลดลง โดยไม่นับรวมรายการสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น↩
  5. การนำเข้าทดแทนจากประเทศอื่น พิจารณาเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากแหล่งอื่นเพิ่มขึ้นทดแทนส่วนที่ขาดหายไปจากจีนในสินค้าชนิดเดียวกัน โดยมูลค่าที่นำมาคำนวณจะไม่เกินกว่ามูลค่านำเข้าจากจีนที่ลดลงในสินค้านั้นๆ↩
  6. แบบจำลอง “product-level rearrangement simulation” ในส่วนนี้พิจารณาความเป็นไปได้ของผู้ส่งออกไทยว่าอาจส่งออกไปตลาดใดบ้างเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ รายสินค้าระดับพิกัดศุลกากร 6 หลัก (ไม่รวมโซล่าเซลล์) อิงจากโครงสร้างการค้าโลกปี 2567 โดยตลาดที่สามที่ผู้ส่งออกไทยสามารถพิจารณาขยายตลาดไปได้ประกอบด้วย 55 ประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกของไทยโดยรวมสูง และมีสินค้าจำนวนมากในระดับพิกัดศุลกากร 6 หลักที่ติด 5 อันดับแรกของมูลค่าส่งออกจากไทย โดยมีข้อสมมุติหลักว่าผู้ส่งออกไทยสามารถขายสินค้าไปตลาดที่สามเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ ได้สูงสุดเพียงร้อยละ 1, 5, และ 10 ของมูลค่านำเข้าจากตลาดนอกไทยของแต่ละประเทศ↩
ชุติอร ตันติวณิชชานนท์
ธนาคารแห่งประเทศไทย
อรุณ ธนกิจโกฏินนทน์
อรุณ ธนกิจโกฏินนทน์
ธนาคารแห่งประเทศไทย
Topics: International TradeMacroeconomics
Tags: rearrangementtrade warexport
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email