Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Gaming the Threshold: Size-Dependent Tax Policy and Domestic Profit Shifting
Latest discussion Paper
Gaming the Threshold: Size-Dependent Tax Policy and Domestic Profit Shifting
ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: ข้อค้นพบจากการทดลองภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย
Latest PIER Blog
ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: ข้อค้นพบจากการทดลองภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย
Latest PIER Research Brief
ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย
Agentic AI for Economic Research
Latest PIER Research Exchange
Agentic AI for Economic Research
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn
Institute for
Economic Research
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
Latest announcement
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
PIER Blogblog
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
/static/64fd304f3d8fda7fadee2e74477fb7f8/e9a79/cover.png
14 May 2026
20261778716800000
เศรษฐศาสตร์เข้า “ท่า”

ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: ข้อค้นพบจากการทดลองภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย

Phumsith MahasuweerachaiWitsanu AttavanichKannika ThampanishvongSommarat Chantarat
ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: ข้อค้นพบจากการทดลองภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย

ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่ปัญหาใหม่ของประเทศไทย แต่เป็นปัญหาที่เกิดซ้ำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ถึงแม้ว่าฝุ่น PM2.5 มีแหล่งกำเนิดหลายแหล่ง แต่หนึ่งในแหล่งกำเนิดที่สำคัญคือการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร แม้ภาครัฐจะมีมาตรการลดและควบคุมการเผาในภาคเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์การเผาในภาคเกษตรยังคงอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ บทความนี้ชวนทำความเข้าใจสาเหตุที่เกษตรกรไทยยังเผา พร้อมชวนหาคำตอบว่าจะลดการเผาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ผ่านงานวิจัยเชิงทดลองภาคสนาม 3 ชิ้นในประเทศไทย ที่ได้ออกแบบแนวทางแก้ที่ “ต้นตอ” ของการเผาในภาคเกษตรและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทำได้จริง

การเผาในภาคเกษตร: แหล่งกำเนิดสำคัญของฝุ่น PM2.5

การเผาในภาคเกษตรเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่สำคัญและมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยมีการเผาในนาข้าวเป็นแหล่งกำเนิดหลัก รองลงมาคือกลุ่ม ข้าวโพด พืชหมุนเวียน และอ้อย โดยจากข้อมูลจุดความร้อนที่รายงานโดย GISTDA ในช่วงปี 2563–2568 พบว่า ข้าวเป็นพืชที่มีการเผาสูงสุดทุกปี คิดเป็น 38–50% ของจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรทั้งหมด และในปี 2568 ยังอยู่ที่ 45%

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐมีมาตรการลดและควบคุมการเผาในภาคเกษตรหลายรูปแบบ ทั้งการประกาศช่วงห้ามเผา การรณรงค์สร้างความตระหนัก การส่งเสริมการไถกลบตอซัง การทำปุ๋ยหมัก การสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร การใช้จุดความร้อนเพื่อติดตามพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายในบางพื้นที่ อย่างไรก็ดี การเผายังคงเกิดขึ้นซ้ำทุกปี

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐมีนโยบายลดการเผาในภาคการเกษตรหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่ารัฐมีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร และเหตุใดนโยบายที่มีอยู่จึงยังไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรได้

เข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกษตรกรไทยยังเผา

สำหรับเกษตรกรจำนวนมาก การเผาเป็นทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่ “เร็วที่สุด ง่ายที่สุด และต้นทุนต่ำที่สุด” เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นที่มี โดย 4 มิติของสาเหตุสำคัญ ประกอบไปด้วย

  1. การเผาเป็นทางเลือกที่ “เร็วที่สุด” ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา เกษตรกรจำนวนมากต้องเร่งเตรียมแปลงสำหรับรอบการเพาะปลูกถัดไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำ การเผาช่วยลดเวลาในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรและทำให้สามารถเริ่มเพาะปลูกได้เร็วขึ้น ภายในช่วงเวลาจำกัดที่ยังพอมีน้ำใช้
  2. การเผาถูกมองว่า “คุ้มค่า” ด้วยปัญหาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยในด้านหนึ่งทางเลือกทดแทนการเผาต้องใช้เงิน เวลา และแรงงานทำให้เกิดต้นทุนกับเกษตรกรในวันนี้ ขณะที่ผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับ เช่น ดินดีขึ้น ผลผลิตเพิ่มขึ้น หรือต้นทุนปุ๋ยลดลง มักเกิดขึ้นในวันหน้า ทำให้เกษตรกรจำนวนมากซึ่งโดยปรกติมักให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต หรือมี present bias ยังเลือกที่จะเผา และในขณะเดียวกันต้นทุนต่อสังคมในการเผา ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ externality ซึ่งมักเกิดขึ้นวันนี้ กลับไม่ได้สะท้อนอยู่ในต้นทุนที่เกษตรกรต้องจ่าย ทำให้การเผาจึงยังคงดูเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในมุมมองของเกษตรกร
  3. ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในปัจจุบันทำให้ทางเลือกไม่เผา “ทำจริงได้ยาก” และ “ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” ในสามมิติ
    • ตลาดรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรยังมีจำกัดและมีปัญหา economies of Scale โดยแม้เศษวัสดุทางการเกษตรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายทาง แต่ในหลายพื้นที่ยังไม่มีตลาดรองรับเพียงพอ เกษตรกรจึงมักขายไม่ได้ หรือขายได้ในราคาต่ำจนไม่คุ้มกับต้นทุนการจัดการ นอกจากนี้ เกษตรกรแต่ละรายมักมีเศษวัสดุทางการเกษตรในปริมาณไม่มากพอที่จะคุ้มค่าต่อการรับซื้อหรือขนส่ง หากไม่มีระบบรวบรวมระดับชุมชนหรือผู้ประสานงานกลางเพื่อช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ต้นทุนต่อหน่วยของการจัดการเศษวัสดุจะยังคงสูงมาก
    • การเข้าถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยียังไม่ทั่วถึงหรือไม่ทันเวลา การไถกลบ การอัดฟาง หรือการจัดการเศษวัสดุด้วยวิธีอื่นต้องอาศัยเครื่องจักรและบริการรับจ้าง แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงเครื่องจักร โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่มีปัญหาพื้นที่แปลงเล็ก หรือเครื่องจักรเข้าได้ยาก นอกจากนี้ ความต้องการใช้เครื่องจักรมักเกิดขึ้นพร้อมกันหลังฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้แม้มีเครื่องจักรในพื้นที่ ก็อาจไม่เพียงพอหรือให้บริการไม่ทันช่วงเวลาที่เกษตรกรต้องใช้
    • ข้อจำกัดด้านน้ำทำให้ทางเลือกทดแทนการเผาทำได้ยาก การไถกลบหรือการใช้จุลินทรีย์ย่อยตอซังมักต้องอาศัยความชื้นหรือน้ำในระดับหนึ่ง แต่หลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ท้ายน้ำหรือพื้นที่นอกเขตชลประทาน ไม่มีน้ำเพียงพอหลังเก็บเกี่ยว ทำให้ทางเลือกเหล่านี้ทำได้ยากในทางปฏิบัติ
  4. เกษตรกรขาดความตระหนักและมองการเผาเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ในสังคม หากเกษตรกรขาดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของการเผาต่อตนเองและผู้อื่น หรือเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังเผา การเผาก็จะถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมปกติและยอมรับได้ ซึ่งจากงานศึกษาพบว่าเกษตรกรที่มองว่าการเผาเป็นเรื่องปกติในหมู่บ้านมีแนวโน้มเผาสูงกว่าอย่างชัดเจน

ข้อค้นพบงานวิจัย สู่การออกแบบมาตรการลดการเผาในภาคการเกษตรที่มีประสิทธิผลขึ้น

  1. การให้แรงจูงใจทางการเงินอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ยั่งยืน: ต้องทำให้ทางเลือกไม่เผาเข้าถึงได้จริง

ดร.โสมรัศมิ์ และคณะ ได้ทำการทดลองกับเกษตรกรปลูกข้าว 200 รายในจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร พิษณุโลก สิงห์บุรี และชัยนาท พบว่าการให้เงินอุดหนุนเพื่อให้เกษตรกรไถกลบแทนการเผาเพื่อสร้างแรงจูงใจและลดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ควบคู่กับการมีผู้ให้บริการครบวงจรเพื่อช่วยให้การไถกลบทำได้ง่าย และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของการเผาต่อสุขภาพของตนเองและคนในสังคมเพื่อช่วยลดปัญหา externality จะช่วยเพิ่มการยอมรับการไถกลบ และที่สำคัญคือทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน แม้จะเลิกให้เงินอุดหนุนแล้ว

  1. รูปแบบการให้แรงจูงใจทางการเงินสำคัญ: เงินเท่ากัน แต่ผลต่อพฤติกรรมไม่เท่ากัน

ดร.วิษณุ และคณะ ทำการทดลองภาคสนามกับเกษตรกร 299 รายในจังหวัดนครนายก พระนครศรีอยุธยา และฉะเชิงเทรา ซึ่งเปรียบเทียบการให้แรงจูงใจทางการเงิน 3 รูปแบบ ได้แก่ เงินรางวัลที่ให้แบบแน่นอนเมื่อไม่เผา เงินรางวัลในรูปแบบลอตเตอรี่เมื่อไม่เผา และการให้เงินรางวัลแบบกลุ่ม ผลการทดลองพบว่า การให้เงินรางวัลแบบลอตเตอรี่ช่วยลดการเผาได้มากที่สุด เนื่องจากเกษตรกรมองเห็นโอกาสที่จะได้รับเงินรางวัลใหญ่ สามารถช่วยจูงใจและจัดการกับปัญหาต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของเกษตรกรได้บางส่วน เพราะเงินรางวัลทำให้ประโยชน์ของการไม่เผามีความชัดเจนและเกิดขึ้นในระยะสั้นมากขึ้น อย่างไรก็ดี ไม่ควรคาดหวังว่าแรงจูงใจทางการเงินเพียงอย่างเดียวจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด จำเป็นต้องปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านอื่น ๆ ไปพร้อมกัน

  1. ลดต้นทุนและสร้างความคุ้มค่าของการไม่เผา: เมื่อเครื่องจักรและตลาดเข้าถึงได้จริง

ดร.ภูมิสิทธิ์ และคณะ ทำการทดลองภาคสนามกับเกษตรกร 1,024 รายในจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ดพบว่า การอุดหนุนค่าเช่าเครื่องจักรเพื่อจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น เครื่องอัดฟาง รวมถึงค่าขนส่ง สามารถลดการเผาได้ในแปลงได้ถึง 30% เพิ่มโอกาสที่เกษตรกรจะเข้าถึงตลาดรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรได้ 69% และช่วยสร้างรายได้จากการขายฟางอัดก้อน โดยจุดสำคัญของมาตรการนี้คือ การอุดหนุนช่วยลดข้อจำกัดในส่วนของต้นทุนของการไม่เผาที่เกษตรกรต้องแบกในวันนี้ ในขณะที่รายได้จากการขายฟางเกิดขึ้นภายหลังและมีความไม่แน่นอน งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า การอุดหนุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ในอนาคต แม้กระตุ้นการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนได้น้อยกว่า แต่มีข้อดีในการทำให้พฤติกรรมไม่เผามีความยั่งยืนหลังจบโครงการ

ข้อเสนอต่อการปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: จะลดการเผาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?

ประเทศไทยควรเปลี่ยนจากนโยบาย “ห้ามเผาเป็นครั้งคราว” ไปสู่ “ระบบจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรแบบครบวงจร” ที่มาพร้อมกับการสร้างเสริมทั้งแรงจูงใจ กติกาชุมชน รวมถึงทางเลือก เทคโนโลยีและระบบตลาดที่เอื้อให้การเปลี่ยนผ่านทำได้จริงและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดย

  1. ออกแบบเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขและมีระยะเปลี่ยนผ่าน รัฐควรปรับเงินช่วยเหลือบางส่วนให้เป็นเงินสนับสนุนแบบมีเงื่อนไขว่าเกษตรกรต้องไม่เผา และต้องตรวจสอบได้จากดาวเทียมหรือการตรวจภาคสนาม วิธีนี้ช่วยให้รัฐไม่ต้องเพิ่มภาระงบประมาณมากเกินไป แต่เพิ่มแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากขึ้น เงินสนับสนุนควรให้ในช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น เป้าหมายคือช่วยให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัว สร้างตลาดเศษวัสดุทางการเกษตร พัฒนาบริการเครื่องจักร เมื่อระบบทางเลือกเข้มแข็งขึ้น การพึ่งพาเงินจูงใจก็จะลดลง
  2. สร้างตลาดเศษวัสดุและระบบโลจิสติกส์เพื่อเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “มูลค่า” โดยหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหานี้คือการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตั้งแต่ ตัวกลาง (aggregator) จุดรวบรวม ไปจนถึงผู้รับซื้อให้เข้าถึงง่าย เพื่อเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งจาก "ของเสีย" ให้เป็น "รายได้เสริม" ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดการเผาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน
  3. พัฒนาระบบบริการเครื่องจักร เกษตรกรต้องสามารถเข้าถึงบริการเครื่องจักรได้ทันเวลา รัฐควรสนับสนุนผู้ให้บริการเครื่องจักร พร้อมอุดหนุนเพิ่มสำหรับแปลงเกษตรที่เข้าถึงยากหรือแปลงที่มีต้นทุนจัดการสูง
  4. ใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามตรวจสอบการไม่เผา ควรใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียม burn scar มาใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และยืนยันผลการไม่เผา โดยเชื่อมกับข้อมูลทะเบียนเกษตรกร และการตรวจภาคสนาม ระบบนี้จะช่วยให้การจ่ายเงินอุดหนุนและการบังคับใช้กฎหมายมีความโปร่งใสและมีหลักฐานรองรับ
Phumsith Mahasuweerachai
Phumsith Mahasuweerachai
Khon Kaen University
Witsanu Attavanich
Witsanu Attavanich
Kasetsart University
Kannika Thampanishvong
Kannika Thampanishvong
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Sommarat Chantarat
Sommarat Chantarat
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Topics: Agricultural and Natural Resource EconomicBehavioral economics
Tags: agricultural burningexperimentbehavioral insightsthailand
The views expressed in this workshop do not necessarily reflect the views of the Puey Ungphakorn Institute for Economic Research or the Bank of Thailand.

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research

273 Samsen Rd, Phra Nakhon, Bangkok 10200

Phone: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

Terms of Service | Personal Data Privacy Policy

Copyright © 2026 by Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.

Content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license.

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

Get PIER email updates

Facebook
YouTube
Email