ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย
เนื้อหาการบรรยายในงาน PIER Research Brief นี้ ถูกกลั่นกรองจากบทความ "ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย"
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ คุณบุญธิดา เสงี่ยมเนตร นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้บรรยายในหัวข้อ "ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย" ในงาน PIER Research Brief ครั้งที่ 4/2569
ดร.โสมรัศมิ์ และ คุณบุญธิดา ได้ฉายภาพให้เห็นถึงปัญหาหนี้สินในภาคเกษตรว่า เกษตรกรมีหนี้เป็นวงกว้างและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตัวเลข NPL จะอยู่ในระดับต่ำจากผลของมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ลูกหนี้ส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” มีเพียงส่วนน้อย (ไม่ถึง 10%) เท่านั้น ที่สามารถชำระตัดต้นได้ตามปกติอย่างสม่ำเสมอ หากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไร้มาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด ลูกหนี้เกษตรกรกว่าครึ่งมีแนวโน้มที่จะติดอยู่ใน “กับดักหนี้” ที่ไม่อาจปิดจบได้ และจะกลายเป็น “กับดักการพัฒนา” ที่บั่นทอนศักยภาพของครัวเรือนและภาคเกษตรไทยในระยะยาว
จากการศึกษาวิจัยและลงพื้นที่อย่างเข้มข้นร่วมกับ ธ.ก.ส. ทำให้ทีมวิจัยทราบถึงอุปสรรคสำคัญของเกษตรกรที่นอกเหนือไปจากเรื่องข้อจำกัดทางด้านรายได้ ทั้งในแง่ของ (1) ข้อจำกัดเชิงศักยภาพจากการที่มีปริมาณหนี้สะสมสูงเกินความสามารถในการชำระคืน (2) อุปสรรคทางพฤติกรรมจากการที่งวดชำระหนี้ไม่สอดคล้องกับความถี่ของรายได้ และ (3) การมีต้นทุนในการทำธุรกรรมที่สูง
สถาบันวิจัยฯ จึงได้ร่วมกับ ธ.ก.ส. ทดลองมาตรการที่จะช่วยลดอุปสรรคในการชำระหนี้ของเกษตรกรใน 120 สาขานำร่องทั่วประเทศ จากการถอดบทเรียนพบว่า แนวทางการแก้หนี้ที่มีประสิทธิผลสูงต้องอาศัยการผสานทั้งการปรับโครงสร้างหนี้เชิงลึกเพื่อปลดล๊อกการชำระให้ถึงเงินต้น เข้ากับการมีบทบาทเชิงรุกของสถาบันการเงินในการสร้างความตระหนักรู้ สร้างวินัย และลดข้อจำกัดในการชำระหนี้ ตามหลักการของ FEAST (Flexible, Easy, Attractive, Social, Timely)
ดร.โสมรัศมิ์ ได้ทิ้งท้ายถึง 3 แรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้หนี้ที่ยั่งยืนไว้ว่า
- การใช้งบประมาณของรัฐควรเน้นที่ “การลงทุน” มากกว่า “การอุดหนุน”
- โมเดลแก้หนี้ควรต้องเน้นความร่วมมือ ระหว่างรัฐ-สถาบันการเงิน-ลูกหนี้ และ
- การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อมุ่งเป้าและช่วยเหลือเกษตรกรที่ตอบโจทย์รายบุคคลมากขึ้น









