ปรับวิถีการเก็บหนี้ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมชำระหนี้: บทเรียนจากการทดลองกับสถาบันการเงินและเกษตรกรทั่วประเทศ

excerpt
วิกฤตหนี้สินภาคเกษตรของไทยกำลังกลายเป็น "กับดักแห่งการพัฒนา" ที่ส่งต่อความเปราะบางข้ามรุ่น ซึ่งหากปราศจากการแก้ไข (Chantarat et al., Forthcoming) แสดงให้เห็นว่า ลูกหนี้เกษตรกรเกินครึ่งจะติดกับดักหนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และแม้การเพิ่มรายได้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ในเชิงปฏิบัติยังคงมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนอีกมาก บทความนี้จึงมุ่งศึกษาบทบาทของรัฐและสถาบันการเงินในการสร้างกลไกที่เอื้อให้เกษตรกรสามารถแก้ไขหนี้ได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โดย Chantarat et al. (2026) ได้ทำการทดลอง randomized control trial (RCT) ขนาดใหญ่กับ 120 สาขาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และลูกหนี้กว่า 14,240 รายทั่วประเทศ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของ 3 มาตรการที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้อุปสรรคสำคัญต่อการชำระหนี้ ได้แก่ (1) การปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระเงินต้นได้ตั้งแต่บาทแรก เพื่อปลดล็อคกลุ่มลูกหนี้ที่มียอดหนี้เกินศักยภาพจนชำระได้เพียงดอกเบี้ย (2) การใช้สลากชำระหนี้เพื่อสร้างวินัยในการชำระ และสร้างค่านิยมการทยอยชำระคืนตามกระแสเงินสด เพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างรอบรายได้และงวดชำระรายปี รวมถึงข้อจำกัดด้านพฤติกรรม และ (3) การลงพื้นที่รับชำระหนี้สม่ำเสมอเพื่อลดต้นทุนในการชำระหนี้ รวมถึงสร้างความคุ้นเคยและความตระหนักรู้ที่เข้มข้น ผลการศึกษาไม่เพียงสะท้อนประสิทธิผลของมาตรการในกลุ่มลูกหนี้ที่หลากหลาย แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการออกแบบนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างรัฐ สถาบันการเงิน และลูกหนี้ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหากับดักหนี้ในระบบเศรษฐกิจการเงินไทย
วิกฤตหนี้สินภาคเกษตรของไทยกำลังแผ่ขยายเป็นวงกว้างและหยั่งรากลึก ข้อมูลจากการสำรวจเศรษฐกิจการเงินครัวเรือนของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่าเกษตรกรไทยถึง 90% มีภาระหนี้สิน (Chantarat et al., 2023) และเมื่อพิจารณาข้อมูลจากเครดิตบูโรที่รวมหนี้ในระบบทั้งหมด พบว่าเกษตรกรมีปริมาณหนี้สูงถึง 450,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่ากังวลคือยอดหนี้ดังกล่าวมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา (Chantarat et al., Forthcoming) รูปที่ 1 สะท้อนพลวัติของหนี้เกษตรกรผ่านข้อมูลจาก ธ.ก.ส. ในช่วงปี 2561–2566 ซึ่งฉายภาพสถานการณ์ที่น่ากังวลก่อนเริ่มการทดลอง โดยค่ากลางหนี้ของเกษตรกรอยู่ที่ 250,000 บาทต่อราย แต่มีลูกหนี้ถึง 30% ที่มีหนี้มากกว่า 500,000 บาท และปริมาณหนี้สะสมเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 114.33% ภายในระยะเวลา 6 ปี รูปที่ 1b ชี้ให้เห็นว่า มีลูกหนี้ถึง 70% ที่ภาระหนี้เพิ่มขึ้น และกว่า 20% ที่หนี้พอกพูนขึ้นมากกว่าสองเท่า สะท้อนผลจากพฤติกรรมการชำระหนี้ที่ผ่านมาในรูปที่ 1c ซึ่งลูกหนี้กว่าครึ่งชำระเงินต้นคืนได้น้อยกว่า 3% ต่อปี และมีลูกหนี้ถึง 30% ที่ไม่สามารถชำระเงินต้นได้เลยตลอด 6 ปี
ปัญหาเหล่านี้ถูก "แช่แข็ง" และสะสมความเปราะบางผ่านการแก้หนี้ที่เน้นการช่วยเหลือระยะสั้นเป็นหลัก โดยเฉพาะนโยบายพักชำระหนี้เกษตรกรที่มีออกมาถึง 13 นโยบายใหญ่ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ลูกหนี้กว่า 41% ติดอยู่ในวงจรการพักหนี้นานเกิน 4 ปี ซึ่งนอกจากจะทำให้ภาระหนี้พอกพูนขึ้นแล้ว ยังบั่นทอนแรงจูงใจและวินัยทางการเงินของลูกหนี้ในวงกว้าง (Ratanavararak & Chantarat, 2022)
หากไม่มีการแก้ไขที่มองระยะยาว และหากเกษตรกรยังมีพฤติกรรมการชำระหนี้แบบที่ผ่านมา (Chantarat et al., Forthcoming) แสดงให้เห็นว่า เกินครึ่งของลูกหนี้เกษตรกรจะไม่สามารถปิดจบหนี้ได้ และหนี้เหล่านี้จะถูกส่งต่อข้ามรุ่น เปลี่ยนจากวิกฤตหนี้ให้กลายเป็นกับดักหนี้และกับดักความยากจนในที่สุด
ประการแรก คือข้อจำกัดด้านศักยภาพและความไม่สมดุลระหว่างปริมาณหนี้กับรายได้ เกษตรกรส่วนใหญ่มีรายได้น้อยและผันผวนสูงซึ่งเป็นลักษณะร่วมของครัวเรือนกลุ่มอื่น ๆ ในระบบการเงินฐานราก (Morduch, 2023) และเป็นอุปสรรคอันดับต้น ๆ ต่อการชำระหนี้ แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือปริมาณหนี้ที่สะสมจนเกินความสามารถที่จะชำระคืนได้ จากรูปที่ 2a ที่เปรียบเทียบระยะเวลาปิดจบหนี้กับช่วงอายุที่เหลือพอจะทำงานได้ของลูกหนี้ (โดยคำนวณจากรายได้หลังหักรายจ่ายจำเป็น) พบว่า กว่า 30% ของเกษตรกรมีภาระหนี้สูงเกินกว่าจะชำระให้หมดได้ ซึ่งสภาวะเช่นนี้บีบให้ลูกหนี้ทำได้เพียงชำระหนี้เพื่อประคองภาระดอกเบี้ยให้ผ่านพ้นไปในแต่ละปีเท่านั้น ไม่สามารถชำระเพื่อลดเงินต้นได้
ประการต่อมา คืออุปสรรคทางพฤติกรรม โดยมนุษย์มักเผชิญกับความลำเอียงที่ยึดติดปัจจุบัน (present bias) ซึ่งให้ความสำคัญกับการบริโภคในวันนี้มากกว่าการลดภาระหนี้ในอนาคต ส่งผลให้การชำระหนี้ถูกมองเป็นต้นทุนที่สูงในมุมมองของปัจจุบัน (Meier & Sprenger, 2010) ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อโครงสร้างสัญญาหนี้รายปีไม่สอดคล้องกับรอบรายได้ที่เข้ามาบ่อยขึ้นและจากหลายแหล่งขึ้นของเกษตรกรไทยกว่า 65% (รูปที่ 2b) ทำให้รายได้ส่วนเพิ่มที่เข้ามาไม่ตรงงวดชำระ มักถูกจัดสรรไปใช้จ่ายด้านอื่นแทนการชำระหนี้ (Kono et al., 2021) นอกจากนี้ แรงจูงใจที่บิดเบือนจากนโยบายช่วยเหลือระยะสั้นในอดีต (Kanz, 2016) และกลไกการบังคับชำระหนี้ของ ธ.ก.ส. ที่อ่อนแรง (Cadena & Schoar, 2011; Giné & Yang, 2009) ต่างบั่นทอนวินัยและลดความพยายามในการชำระหนี้
สุดท้าย คืออุปสรรคด้านต้นทุนธุรกรรมและการขาดความตระหนักรู้ เนื่องจากกว่าครึ่งของเกษตรกรอาศัยอยู่ห่างจากสาขาของ ธ.ก.ส. เกิน 7.5 กม. (รูปที่ 2c) และในช่วงเวลาก่อนการทดลอง การชำระหนี้ทำได้เพียงที่สาขาเท่านั้น ต้นทุนการเดินทางและค่าเสียโอกาสที่สูง (โดยเฉลี่ยประมาณ 300–1,000 บาทต่อครั้ง) ส่งผลให้การนำเงินสดส่วนเกินจำนวนไม่มากในแต่ละเดือนไปชำระหนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Kochar, 2018; Jack & Suri, 2014) นอกจากนี้ การขาดความตระหนักรู้ถึงสถานภาพหนี้และมาตรการช่วยเหลือ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจัดการหนี้ของเกษตรกร (Saulı̄tis, 2023; Adams et al., 2022)
นับตั้งแต่ปี 2565 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ ธ.ก.ส. ได้ร่วมกันดำเนินโครงการ "สนามทดลองเพื่อแก้หนี้เกษตรกรอย่างยั่งยืน" เพื่อวิเคราะห์ต้นเหตุของกับดักหนี้ในกลุ่มลูกหนี้กว่าครึ่งที่ชำระได้เพียงดอกเบี้ยตลอดมา ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมกับการลงพื้นที่สำรวจเชิงลึกและสนทนากลุ่ม (focus group discussion) นำไปสู่การออกแบบ 3 มาตรการที่มุ่งทลายอุปสรรคสำคัญในการชำระหนี้ ดังนี้
มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ข้อจำกัดด้านศักยภาพการชำระหนี้ และมุ่งปลดล็อคการชำระหนี้ได้เพียงดอกเบี้ยในกลุ่มลูกหนี้ที่มีหนี้สูงเกินศักยภาพ โดยภายใต้นโยบายพักหนี้ล่าสุดที่รัฐรับชำระดอกเบี้ยทั้งหมดให้แก่ผู้เข้าร่วม หากลูกหนี้ยังคงชำระหนี้ได้ จะสามารถนำไปตัดเงินต้นได้ตั้งแต่บาทแรก แทนที่จะนำไปตัดดอกเบี้ยค้างรับตามปกติ กลไกนี้จึงทำให้นโยบายพักหนี้ครั้งนี้สามารถช่วยลูกหนี้ได้ตามศักยภาพ กล่าวคือลูกหนี้สามารถหยุดพักชำระได้หากมีปัญหา แต่หากยังพอมีกำลัง การชำระในช่วงนี้จะช่วยลดหนี้ได้เร็ว (Vannavanit et al., 2026) ซึ่งถือเป็น "โอกาสทอง" ในการชำระเงินต้นและปลดหนี้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ Dobbie & Song (2020) และ Ong et al. (2019)
นโยบายนี้ดำเนินการใน 3 เฟส ตั้งแต่มกราคม 2567 ถึงกันยายน 2569 โดยจำกัดสิทธิ์เฉพาะลูกหนี้ที่มีหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งที่ผ่านมามีลูกหนี้เข้ามาตรการ 1.4 ล้านราย (66.6% ของผู้มีสิทธิ์) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาพลักษณ์ของโครงการถูกประชาสัมพันธ์เป็นนโยบายพักหนี้เป็นหลัก ทำให้ลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงคุณสมบัติพิเศษในการชำระตัดเงินต้น ในสาขาทดลองของ ธ.ก.ส. จึงได้ใช้กลยุทธ์การสื่อสารเชิงรุกผ่านการจัดประชุมกลุ่มกับลูกหนี้รายเดือน เพื่อย้ำเตือนและสร้างความตระหนักรู้ที่เข้มข้นแก่ลูกหนี้ในกลุ่มทดลอง โดยจะมีเฉพาะลูกหนี้ที่เข้านโยบายพักหนี้เท่านั้นที่จะได้รับผลจากมาตรการนี้ (รูปที่ 3a)
มาตรการนี้มุ่งแก้อคติทางพฤติกรรมและ mismatching ของรอบรายได้กับงวดจ่าย โดยใช้กลไกการสะกิดพฤติกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยที่มีความคุ้นเคยกับการเสี่ยงโชคเป็นทุนเดิม มาตรการนี้เปลี่ยนการชำระหนี้จาก "ภาระในปัจจุบัน" ให้กลายเป็น "โอกาสในการรับรางวัล" เพื่อจูงใจลูกหนี้ที่มี present bias ให้นำเงินรายได้ก้อนเล็กที่เข้ามาบ่อยครั้งตลอดทั้งปีมาชำระหนี้ทันที แทนที่จะนำไปใช้จ่ายอื่น โดยทุกการชำระหนี้ 1,000 บาทจะได้รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ที่เทียบได้กับสลากกินแบ่งรัฐบาล และมีการจับรางวัลสม่ำเสมอทุกไตรมาสเพื่อกระตุ้นวินัยการชำระหนี้ และสร้างค่านิยมการทยอยชำระหนี้ให้บ่อยขึ้นตามกระแสเงินสด สอดคล้องกับแนวคิด prize-linked repayment ในงานวิจัยของ Cole et al. (2022) และ Burke (2021) นอกจากนี้ มาตรการนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อจูงใจให้จ่ายหนี้ลึกถึงเงินต้น ผ่านการมอบสิทธิ์ลุ้นรางวัลพิเศษสำหรับการชำระที่ตัดเงินต้น
การปรับเปลี่ยนแรงจูงใจจากงวดชำระรายปีที่ห่างไกลมาเป็นหมุดหมายรายไตรมาสที่สม่ำเสมอ ช่วยสะกิดให้ลูกหนี้นำเงินที่เหลือมาชำระหนี้ก่อนกำหนด และก่อนที่จะถูกดึงไปใช้จ่ายอื่น ๆ ยังแสดงให้เห็นว่า มาตรการนี้ทำหน้าที่สร้าง “สัญญาที่ยืดหยุ่น" หรือ flexible commitment ตามแนวคิดใหม่ในวรรณกรรม microfinance ซึ่งมีประสิทธิภาพกว่าการปรับงวดชำระให้เคร่งครัดตามรอบรายได้ที่อาจสร้างความกดดันให้ครัวเรือนที่รายได้ไม่แน่นอน (Field et al., 2012; Battaglia et al., 2024)
ทั้งนี้ มาตรการมีการเปิดตัวทั่วประเทศตั้งแต่มกราคม–กรกฎาคม 2567 แต่ด้วยความซับซ้อนของโครงการและขาดการประชาสัมพันธ์ที่เข้มข้น ในสาขาทดลองของ ธ.ก.ส. จึงได้ใช้กลยุทธ์การสื่อสารเชิงรุกผ่านการจัดประชุมกลุ่มรายเดือน จัดกิจกรรมร่วมลุ้นและมอบรางวัลในพื้นที่ และบริการตรวจรางวัลเพื่อสร้างความตระหนักรู้ที่เข้มข้นให้กับลูกหนี้ในกลุ่มทดลอง ตามรูปที่ 3b
มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดด้านต้นทุนในการชำระหนี้ เนื่องจากเกษตรกรกว่า 50% อาศัยอยู่ห่างจากสาขาของ ธ.ก.ส. เกิน 7.5 กม. ทำให้ต้นทุนการเดินทางและค่าเสียโอกาสอาจสูงกว่ายอดเงินที่เหลือพอชำระหนี้ การที่เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่เพื่อรับชำระหนี้ ณ สถานที่และเวลาที่นัดหมายล่วงหน้าทุกเดือน พร้อมแจ้งเตือนผ่านหัวหน้ากลุ่ม ตามรูปที่ 3c อาจช่วยให้ครัวเรือนสามารถนำเงินที่เหลือในแต่ละเดือนมาชำระหนี้ได้ และสะดวกสบายขึ้นอย่างมาก สอดคล้องกับแนวทางของ Jack & Suri (2014)
นอกเหนือจากความสะดวก การที่ ธ.ก.ส. จัดประชุมกลุ่มกับลูกหนี้ทุกเดือนยังช่วยสร้างความคุ้นเคยและความตระหนักรู้ที่เข้มข้น รวมถึงสร้างวินัยในการชำระหนี้ผ่านกลไกพันธะทางสังคมอย่างอ่อน (soft social commitment) โดยการจัดหน่วยรับชำระเงินในพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน ทำให้เกิดเป็นกิจกรรมส่วนรวมที่สมาชิกในชุมชนรับรู้ร่วมกัน การที่ลูกหนี้เห็นเพื่อนสมาชิกในกลุ่มเข้าร่วมประชุมและชำระหนี้ ทำหน้าที่เป็น "แรงสะกิดทางสังคม" ที่ช่วยกระตุ้นให้คนอื่น ๆ อยากชำระหนี้ตามไปด้วย
งานวิจัยนี้ทำ randomized control trial ขนาดใหญ่ ใน 120 สาขาของ ธ.ก.ส. ครอบคลุมเกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง 14,240 รายทั่วประเทศ ในช่วงเดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของมาตรการต่อพฤติกรรมการชำระหนี้ของเกษตรกร แต่เนื่องจากมาตรการพักหนี้ และสลากชำระดีมีโชค มีการประกาศใช้ในระดับนโยบายทั่วประเทศในช่วงเวลาเดียวกัน การศึกษานี้จึงประยุกต์ใช้เทคนิค encouragement design (Angrist et al., 1996) โดยให้สาขาในกลุ่มทดลองดำเนินการสื่อสารลูกหนี้ในกลุ่มทดลองเพื่อสร้างการรับรู้และการเข้าถึง (exposure) อย่างเข้มข้น ภายใต้สมมติฐานว่า หากความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มทดลองนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสามารถสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการนั้นได้
กลุ่มทดลองได้ถูกออกแบบเพื่อมุ่งศึกษาประสิทธิผลของแต่ละมาตรการและผลเมื่อถูกดำเนินการร่วมกัน โดยคณะวิจัยทำการสุ่มดำเนินการในระดับสาขา เพื่อลดโอกาสที่ข้อมูลและการดำเนินการทดลองในกลุ่มต่าง ๆ จะแพร่กระจายถึงกันจนทำให้ผลการทดลองปนกัน (spillover effects)1 โดยคณะวิจัยได้แบ่งสาขาออกเป็น 5 กลุ่มทดลอง (กลุ่มละ 24 สาขา) ดังนี้
- กลุ่มควบคุม (control): สาขาดำเนินการตามแนวทางปกติของ ธ.ก.ส. เพื่อเป็นกลุ่มที่ใช้เปรียบเทียบผลกับกลุ่มทดลองอื่น ๆ (counterfactual)
- กลุ่ม T1 (นาทีทองชำระเงินต้น): สาขานัดประชุมกลุ่มรายเดือนกับลูกหนี้ตัวอย่าง เพื่อสื่อสารให้เข้าใจถึงนาทีทองในการชำระเงินต้นภายใต้มาตรการพักหนี้
- กลุ่ม T2 (นาทีทองชำระเงินต้น + สลากชำระหนี้): สาขานัดประชุมกลุ่มรายเดือนกับลูกหนี้ตัวอย่าง เพื่อสื่อสารให้เข้าใจถึงนาทีทองชำระเงินต้น และสลากชำระดีมีโชค
- กลุ่ม T3 (นาทีทองชำระเงินต้น + ธนาคารใกล้บ้าน): สาขาไปรับชำระหนี้ในพื้นที่ทุกเดือนตามเวลาและสถานที่นัดหมาย และมีการนัดประชุมกลุ่มเพื่อสื่อสารให้เข้าใจถึงนาทีทองชำระเงินต้น
- กลุ่ม T4 (นาทีทองชำระเงินต้น + สลากชำระหนี้ + ธนาคารใกล้บ้าน): สาขาไปรับชำระหนี้ในพื้นที่ทุกเดือนตามเวลาและสถานที่นัดหมาย และมีการนัดประชุมกลุ่มเพื่อสื่อสารให้เข้าใจถึงนาทีทองชำระเงินต้น และสลากชำระดีมีโชค
การสุ่มสาขาเพื่อดำเนินการทดลองใช้วิธี clustered randomization เพื่อคัดเลือกสาขาตัวแทนให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ที่มีความหลากหลายของระบบการเพาะปลูก สภาพภูมิอากาศ รายได้ และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการชำระหนี้และประสิทธิผลของมาตรการที่ทดลอง โดยในแต่ละภูมิภาค คณะวิจัยได้พิจารณาคัดเลือกจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดที่มีความสำคัญทางเกษตรกรรมภูมิภาคละ 2 แห่ง2
ในแต่ละจังหวัด คณะวิจัยได้ร่วมกับ ธ.ก.ส. พิจารณาคัดเลือก 10 สาขาที่มีความพร้อมในเชิงปฏิบัติการ และมีสัดส่วนเกษตรกรที่เข้ามาตรการพักหนี้สูง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีขนาดกลุ่มตัวอย่างที่เพียงพอต่อการวิเคราะห์ทางสถิติ ก่อนจะดำเนินการสุ่ม 2 สาขาเข้าสู่แต่ละกลุ่มทดลอง ส่งผลให้ได้สาขาทดลองรวมทั้งสิ้น 120 สาขา จาก 12 (กลุ่ม) จังหวัดทั่วประเทศ โดยในแต่ละกลุ่มทดลองจะประกอบด้วย 24 สาขาที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ตามรูปที่ 4
สำหรับการสุ่มเลือกเกษตรกรตัวอย่างในแต่ละสาขา คณะวิจัยได้สุ่มเลือกเกษตรกรจากฐานข้อมูลลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. สาขาละประมาณ 120 ราย โดยอาศัยกลไกเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรและหัวหน้ากลุ่มที่ธนาคารใช้ในการประสานงานอยู่เดิม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และได้สุ่มดำเนินการทดลองกับ 12 กลุ่มเกษตรกรต่อสาขา (เฉลี่ยกลุ่มละ 10 ราย) ซึ่งครอบคลุมทั้งลูกหนี้ที่เข้าและไม่เข้ามาตรการพักหนี้ตามสัดส่วนจริงของแต่ละกลุ่ม ซึ่งกระบวนการดังกล่าวส่งผลให้ได้กลุ่มลูกหนี้ตัวอย่างสำหรับการศึกษาวิจัยรวมทั้งสิ้นประมาณ 14,240 ราย และ 52% อยู่ในมาตรการพักหนี้
การทดลองนี้ใช้ข้อมูลจาก 2 ส่วน ส่วนแรกคือ administrative data ของลูกหนี้กลุ่มตัวอย่าง 14,240 ราย ซึ่งมาจากข้อมูลสินเชื่อและพฤติกรรมการชำระหนี้รายเดือน รวมถึงสถานะทางเศรษฐกิจของลูกหนี้จาก ธ.ก.ส. ตั้งแต่มีนาคม 2566 ถึงธันวาคม 2567 และคณะวิจัยได้เชื่อมโยงฐานข้อมูลนี้เข้ากับทะเบียนเกษตรกรและฐานข้อมูลสวัสดิการภาครัฐอื่น ๆ เพื่อต่อภาพให้เห็นทั้งลักษณะ ศักยภาพ และความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และความช่วยเหลือที่ลูกหนี้ได้รับจากรัฐอย่างเป็นระบบ
ส่วนที่สอง คือข้อมูลจากการสำรวจภาคสนาม ซึ่งคณะวิจัยได้จัดเก็บเพิ่มเติมจากกลุ่มตัวอย่าง 3,840 ราย (40 รายต่อสาขา) เพื่อเติมเต็มข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ปรากฏใน administrative data เช่น ภาระหนี้อื่น ๆ ทัศนคติ และความตระหนักรู้ต่อมาตรการทดลอง โดยดำเนินการสำรวจ 2 รอบ คือ รอบกลางโครงการ (มิถุนายน–สิงหาคม 2567) เพื่อติดตามผลลัพธ์ในระยะสั้น และรอบหลังสิ้นสุดโครงการ (มกราคม–มีนาคม 2568) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมในระยะที่ยาวขึ้น
ในภาพรวม คณะวิจัยได้ทดสอบความสมดุลของข้อมูล (balance test) และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของคุณลักษณะลูกหนี้ระหว่างกลุ่มทดลองต่าง ๆ จากข้อมูลทั้งสองส่วน และยังพบว่าในกลุ่มทดลองที่มี encouragement design ผ่านการสื่อสารและให้ข้อมูลเชิงรุก ลูกหนี้มีความเข้าใจในรายละเอียดของมาตรการทดลองมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับแรงกระตุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถสะท้อนถึงความเหมาะสมของกระบวนการสุ่มกลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยนี้ได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากมาตรการนาทีทองชำระเงินต้นส่งผลโดยตรงเฉพาะกับลูกหนี้ในโครงการพักหนี้ คณะวิจัยจึงแยกวิเคราะห์ผลของลูกหนี้ทั้งสองกลุ่มออกจากกันเพื่อให้เห็นประสิทธิผลที่ชัดเจน โดยในภาพรวม 52% ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในมาตรการพักหนี้ ซึ่งโดยพื้นฐานมีระดับหนี้เฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ
รูปที่ 5 แสดงพฤติกรรมการชำระหนี้รายเดือนทั้งในช่วงก่อนและระหว่างการดำเนินการทดลอง ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ โอกาสในการชำระหนี้ โอกาสในการชำระเงินต้น และโอกาสการเกิดหนี้เสียใหม่ และพฤติกรรมเหล่านี้ของลูกหนี้ทุกกลุ่มในช่วงก่อนทดลองไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และพฤติกรรมของลูกหนี้กลุ่ม T1 ที่ไม่ได้อยู่ในมาตรการพักหนี้ (และผลจากมาตรการนาทีทองชำระเงินต้น) ก็ไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญในทุกช่วงเช่นกัน ซึ่งก็ยืนยันถึงความเหมาะสมของการทดลองครั้งนี้
มาตรการสลากชำระดีมีโชค และธนาคารใกล้บ้าน สามารถกระตุ้นให้เกษตรกรชำระหนี้ได้บ่อยขึ้นและก่อนถึงกำหนดอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการเพิ่มศักยภาพรายได้ โดยรูปที่ 5 ชี้ว่ากลุ่ม T2, T3 และ T4 ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการทยอยชำระคืนที่สม่ำเสมอขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มลูกหนี้ที่เข้าโครงการพักหนี้ ซึ่งโดยปกติแทบไม่มีการชำระหนี้ในช่วงดังกล่าว
การปรับลำดับการชำระเงินต้น ยังคงเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่จำเป็นต่อการลดภาระหนี้ในระยะยาว โดยแม้มาตรการกระตุ้นวินัยจะช่วยให้เกิดการชำระบ่อยขึ้น แต่ผลจากกลุ่ม T2, T3 และ T4 ต่อโอกาสการชำระตัดเงินต้นนั้น เกิดขึ้นเฉพาะกับลูกหนี้กลุ่มที่ได้รับสิทธิ์นาทีทองชำระเงินต้นเท่านั้น ขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ์นี้ วินัยการชำระที่เพิ่มขึ้นยังไม่เพียงพอที่จะส่งผลถึงยอดเงินต้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะเดียวกันมาตรการนาทีทองชำระเงินต้น เพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระหนี้ได้ หากขาดกลไกการสร้างวินัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจากรูป 5 จะเห็นได้ว่ากลุ่ม T1 ไม่มีผลต่อพฤติกรรมการชำระหนี้ในมิติใด ๆ ของลูกหนี้กลุ่มที่เข้าพักหนี้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าความตื่นตัวจากการรับรู้ข้อมูลชั่วคราวอาจไม่ส่งผลตามคาดหากไม่มีกลไกสนับสนุนและสร้างวินัยต่อเนื่อง
รูปที่ 6 แสดงประสิทธิผลของแต่ละกลุ่มทดลอง (treatment effects) ต่อพฤติกรรมการชำระหนี้ ผ่านการวิเคราะห์ด้วยวิธี Difference-in-Differences Estimation ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของการชำระหนี้ในช่วงที่ดำเนินมาตรการ กับช่วงปีที่ผ่านมาของแต่ละกลุ่มทดลอง และเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มควบคุม โดยได้มีการควบคุมปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างเป็นระบบ ซึ่งชี้ให้เห็นผลที่สอดคล้องกับรูปที่ 5 ว่ากลุ่ม T3, T4 สามารถกระตุ้นให้เกษตรกรทุกกลุ่มชำระหนี้ได้บ่อยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากไม่มีการปรับลำดับชำระเงินต้น ก็ยากที่จะเพิ่มโอกาสการตัดเงินต้นได้
มาตรการธนาคารใกล้บ้านมีประสิทธิผลโดดเด่นที่สุดในการกระตุ้นให้เกษตรกรมีวินัยในการชำระบ่อยขึ้นและสม่ำเสมอขึ้น รวมถึงลดโอกาสการเกิดหนี้เสียใหม่อย่างมีนัยสำคัญ จากรูปที่ 5 และ 6 พบว่า กลุ่ม T3 และ T4 มีประสิทธิผลสูงสุดในการกระตุ้นการชำระหนี้ให้บ่อยขึ้น และเพิ่มโอกาสตัดเงินต้นในกลุ่มลูกหนี้ที่ได้นาทีทองชำระเงินต้น แต่ผลของทั้งสองกลุ่มไม่ได้ต่างกัน แสดงให้เห็นว่าประสิทธิผลของ 2 กลุ่มทดลองนี้มาจากมาตรการธนาคารใกล้บ้านเป็นหลัก และจากรูปที่ 6c แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม T3 ยังช่วยลดโอกาสเกิดหนี้เสียใหม่ของกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่เข้าพักหนี้อย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการสลากชำระดีมีโชคสามารถกระตุ้นการชำระหนี้ที่ “ลึกขึ้น” ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยรูปที่ 6 ชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม T2 เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถกระตุ้นให้ลูกหนี้ที่ไม่เข้ามาตรการพักหนี้สามารถชำระเงินต้นได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปในปริมาณเงินต้นที่ลดลง Chantarat et al. (2026) พบว่า กลุ่ม T2 สามารถลดภาระเงินต้นได้ลึกขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในลูกหนี้ทั้งสองกลุ่ม และเห็นผลเช่นเดียวกันในกลุ่ม T4 ซึ่งมีสลากชำระดีมีโชค สามารถลดภาระเงินต้นได้ลึกกว่ากลุ่ม T3 อย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการกระตุ้นชำระหนี้มีประสิทธิผลอย่างชัดเจนในกลุ่มลูกหนี้ที่ยังคงมีศักยภาพในการชำระหนี้ แต่ไม่สามารถทดแทนความจำเป็นในการเพิ่มรายได้สำหรับกลุ่มที่ขาดศักยภาพทางการเงินอย่างแท้จริง โดยรูปที่ 7 แสดงประสิทธิผลของกลุ่มทดลองต่อความถี่ในการชำระหนี้ แยกตามศักยภาพในการชำระหนี้ ซึ่งพิจารณาจากประวัติการไม่มีหนี้เสียในรอบ 3 ปี และและศักยภาพในการปิดจบหนี้ภายในอายุ 70 ปี พบในรูป 7a ว่าแม้กลุ่ม T3 และ T4 จะสามารถกระตุ้นการชำระหนี้ได้ทุกกลุ่ม แต่ประสิทธิผลในกลุ่มที่มีศักยภาพนั้นมีความโดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มาตรการสลากชำระดีมีโชคกลับไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มที่ขาดศักยภาพมาตั้งแต่ต้นได้
หากดำเนินมาตรการนาทีทองชำระเงินต้นควบคู่กับมาตรการกระตุ้นและสร้างวินัยอื่น ๆ จะช่วยตอบโจทย์กลุ่มลูกหนี้ที่ขาดศักยภาพในการปิดจบหนี้และกลุ่มที่เผชิญปัญหา mismatching ได้ชัดเจนที่สุด โดยรูป 7b พบว่าแม้กลุ่ม T2, T3 และ T4 จะกระตุ้นการชำระได้ในทุกกลุ่ม แต่เมื่อดำเนินการร่วมกับนาทีทองชำระเงินต้นจะส่งผลสูงเป็นพิเศษในกลุ่มที่ขาดศักยภาพปิดจบหนี้ ขณะที่รูป 8a แสดงผลในทิศทางเดียวกันกับกลุ่มที่มีรายได้เข้ามาถี่ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องของกระแสเงินสดกับงวดชำระได้ตามสมมติฐานของคณะวิจัย
เนื่องจากมาตรการกระตุ้นมีลักษณะเป็นข้อตกลงแบบยืดหยุ่น (soft commitment) ประสิทธิผลที่สูงจึงยังคงขึ้นอยู่กับพื้นฐานวินัยการชำระหนี้ที่สม่ำเสมอของลูกหนี้เป็นสำคัญ โดยรูปที่ 8b ชี้ให้เห็นข้อค้นพบนี้โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ที่เข้ามาตรการพักหนี้และได้สิทธิ์นาทีทองชำระเงินต้น ซึ่งสะท้อนว่าแม้มาตรการจะช่วยกระตุ้นกลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่สม่ำเสมอให้กลับมาชำระหนี้ได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลสัมฤทธิ์ในระดับสูงยังต้องอาศัยวินัยในการชำระอย่างต่อเนื่อง
มาตรการธนาคารใกล้บ้าน ส่งผลต่อพฤติกรรมการชำระหนี้ในลักษณะไม่เป็นเส้นตรง (non-linear) โดยมีประสิทธิผลโดดเด่นในทั้งกลุ่มที่อยู่ไกลและกลุ่มที่อยู่ใกล้สาขามากที่สุด รูปที่ 9 แสดงข้อค้นพบนี้ในกลุ่ม T3 และ T4 ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการสามารถบรรเทาอุปสรรคด้านต้นทุนการเดินทางให้กับกลุ่มลูกหนี้ที่อยู่ไกลได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกันมาตรการยังช่วยสร้างความคุ้นเคยและการรับรู้ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มลูกหนี้ที่อยู่ใกล้สาขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่โดยปกติสาขามักไม่ค่อยได้ลงไปทำกิจกรรม การลดช่องว่างในการเข้าถึงลูกหนี้ทั้งสองกลุ่มจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการชำระหนี้ให้เพิ่มขึ้นได้
รูปที่ 10 แสดงประสิทธิผลของมาตรการต่อลูกหนี้จำแนกตามคุณลักษณะต่าง ๆ ทั้งจำนวนบัญชีสินเชื่อ ระดับความมั่งคั่ง แหล่งรายได้ ภูมิภาค และช่วงอายุ โดยในภาพรวมพบว่ากลุ่ม T3 และ T4 มีประสิทธิผลสูงสุดและมีนัยสำคัญในทุกกลุ่มตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลต่อการชำระเพื่อลดเงินต้นยังคงมีเงื่อนไขสำคัญอยู่ที่การได้รับสิทธิ์มาตรการนาทีทองชำระเงินต้นเป็นสำคัญ
มาตรการกระตุ้นเหล่านี้มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นตามระดับความมั่งคั่งของลูกหนี้ และส่งผลชัดเจนในกลุ่มครัวเรือนที่พึ่งพารายได้นอกภาคเกษตรเป็นหลัก และกลุ่ม T3 และ T4 มีประสิทธิผลสูงต่อความถี่ในการชำระหนี้โดยเฉพาะของลูกหนี้ที่มีบัญชีเงินกู้หลายประเภท ซึ่งก็สะท้อนว่าการสะกิดพฤติกรรมและการสร้างวินัยมีพลังอย่างมากสำหรับลูกหนี้ที่ต้องจัดการภาระหนี้ที่ซับซ้อน
ในมิติภูมิภาค มาตรการธนาคารใกล้บ้านส่งผลดีในทุกภูมิภาค ขณะที่มาตรการสลากชำระดีมีโชคกลับมีประสิทธิผลอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะในภาคเหนือ แต่ไม่แสดงผลอย่างมีนัยสำคัญในภาคกลาง และมีผลเพียงเล็กน้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ นอกจากนี้ ในมิติด้านอายุพบว่ากลุ่มลูกหนี้สูงอายุได้รับประโยชน์อย่างมากจากมาตรการธนาคารใกล้บ้าน ซึ่งช่วยบรรเทาอุปสรรคด้านการเดินทางและต้นทุนการเข้าถึงบริการได้ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
การดำเนินมาตรการสลากชำระดีมีโชคควบคู่กับนาทีทองชำระเงินต้นส่งผลให้ลูกหนี้ปรับลดสัดส่วนการชำระหนี้จากแหล่งอื่นลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่พบผลกระทบต่อโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ โดยรูปที่ 11 แสดงผลของมาตรการต่อการชำระหนี้จากแหล่งอื่น และโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจเชิงลึก ซึ่งรูปที่ 11a ชี้ว่ากลุ่ม T2 มีอัตราการชำระหนี้อื่น ๆ น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มลูกหนี้ที่ได้นาทีทองชำระเงินต้น แต่ไม่เห็นผลต่อโอกาสผิดนัดอย่างมีนัยสำคัญในรูปที่ 11b
ในการประเมินว่ามาตรการต่าง ๆ จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ ในรูปที่ 12 คณะวิจัยได้วิเคราะห์ spillover effects ต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการชำระหนี้ในระยะยาว ได้แก่ ความตระหนักรู้ต่อแนวทางบริหารจัดการหนี้ ความคาดหวังต่อโอกาสในการปิดจบหนี้ (subjective expectations) และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการจัดสรรแรงงานเพื่อหารายได้มาชำระหนี้เพิ่ม โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจเชิงลึกเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลใน 2 ช่วงเวลาสำคัญ ได้แก่ ผลกระทบระหว่างดำเนินโครงการ และผลกระทบภายหลังจากสิ้นสุดโครงการ
การดำเนินมาตรการธนาคารใกล้บ้านและการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องส่งผลเพิ่มเติมในการสร้างเสริมความตระหนักรู้ต่อการจัดการหนี้ โดยผลลัพธ์ดังกล่าวยังคงปรากฏชัดเจนแม้ภายหลังสิ้นสุดโครงการ จากรูปที่ 12a คณะวิจัยพบว่ากลุ่ม T3 และ T4 โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ได้เข้าพักชำระหนี้ มีความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญว่าการชำระเพียงดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบเป็นปัญหาในระยะยาว ประเด็นที่น่าสนใจคือความตระหนักรู้นี้ยังคงดำรงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงระยะยาวสำหรับทั้งสองกลุ่ม
แต่แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นพฤติกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวยังไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนภายหลังจากสิ้นสุดโครงการ โดยรูปที่ 12b พบว่ากลุ่ม T3 ที่เข้ามาตรการพักหนี้มีความเชื่อมั่นในการปิดจบหนี้เพิ่มขึ้นและพยายามหารายได้มากขึ้นในช่วงแรกเพื่อบรรลุเป้าหมายการชำระหนี้ ทว่าพฤติกรรมเหล่านี้กลับไม่ต่อเนื่องเมื่อมาตรการสิ้นสุดลง ภาครัฐและสถาบันการเงินจึงอาจจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่อเนื่องไประยะหนึ่งจนกว่าลูกหนี้จะเห็นผลการลดหนี้ที่เป็นรูปธรรม และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมในระยะยาวขึ้น3
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแก้หนี้เกษตรกรที่รัฐ สถาบันการเงิน และลูกหนี้สามารถดำเนินการร่วมกันได้ทันที เพื่อหาทางออกจากกับดักหนี้ โดยก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเพิ่มศักยภาพและรายได้ ซึ่งแม้จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดแต่ต้องอาศัยระยะเวลาและทำได้ยาก โดยมีข้อสรุปสำคัญดังนี้
การชำระหนี้ได้น้อยไม่ได้มีสาเหตุมาจากข้อจำกัดด้านรายได้เพียงอย่างเดียว โดยงานวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การ nudge เพื่อสร้างวินัย แรงจูงใจ และการเพิ่มความสะดวกและลดต้นทุนในการชำระ ก็สามารถกระตุ้นให้เกษตรกรชำระหนี้ได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การแก้กับดักหนี้ในระยะยาวต้องอาศัยรัฐในการ "ติดกระดุมเม็ดแรก" ให้ถูกต้อง นั่นคือการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพ เพื่อให้เงินที่ลูกหนี้ชำระสามารถนำไปตัดเงินต้นได้จริง เช่นเดียวกับมาตรการนาทีทองชำระเงินต้น ซึ่งภายใต้ภาระหนี้สะสมที่สูงในปัจจุบัน การสนับสนุนทางงบประมาณจากภาครัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็น (Chantarat et al., Forthcoming) แสดงแนวทางการออกแบบการปรับโครงสร้างหนี้อย่างคุ้มค่า)
แต่มาตรการปรับโครงสร้างหนี้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ (necessary but not sufficient) สถาบันการเงินต้องมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างความตระหนักรู้ จูงใจ สร้างวินัย และลดข้อจำกัดในการชำระ
บทเรียนจากการทดลอง (RCT) แสดงให้เห็นว่าการออกแบบมาตรการต้องให้ความสำคัญกับ a. ชุดมาตรการ (suit of Interventions) ที่ทำงานร่วมกันตามหลักการ EAST ได้แก่ Easy (ทำให้การชำระหนี้สะดวก ลดต้นทุน), attractive (ทำให้การชำระหนี้คุ้มค่า จูงใจ เช่น มาตรการนาทีทองชำระเงินต้น หรือ สลากชำระดีมีโชค), social (การจัดกิจกรรมรับชำระร่วมกันในชุมชน ช่วยสร้างกลไก social commitment) และ timely (จัดรอบชำระหรือมาตรการกระตุ้นให้ "ตรงจังหวะ" กับรายได้จริง) b. การใช้หลักการสัญญาและข้อตกลงที่ยืดหยุ่น (flexible contract/commitment) เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรที่มีรายได้เข้ามาบ่อยขึ้น แต่ไม่สม่ำเสมอและไม่แน่นอน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มสากลของการเงินฐานราก (microfinance) ในปัจจุบัน
ผลการศึกษานี้สะท้อนโอกาสในการออกแบบโมเดลแก้หนี้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือ (partnership) ระหว่าง "รัฐ" ที่ช่วยวางรากฐานการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริง เพื่อให้การชำระหนี้สามารถลดเงินต้นได้จริง "สถาบันการเงิน" ที่ทำหน้าที่สร้างแรงจูงใจ วินัย และเงื่อนไขการชำระที่ตอบโจทย์เกษตรกร และ "ลูกหนี้" ที่มีความมุ่งมั่นในการพึ่งตนเองและชำระหนี้อย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ หัวใจสำคัญคือความต่อเนื่องของมาตรการ เพื่อ set expectation และเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริง อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
- เนื่องจากกระบวนการทดลองส่วนใหญ่เน้นการสื่อสารข้อมูลเชิงปฏิบัติซึ่งอาจเกิดการบอกต่อหรือถ่ายทอดข้อมูลระหว่างลูกหนี้ได้ง่าย การแยกพื้นที่การทดลองให้ห่างกันจึงช่วยให้เห็นผลของแต่ละกลุ่มทดลองได้ชัดเจนขึ้น การสุ่มดำเนินการในระดับสาขาจึงตั้งอยู่ภายใต้สมมุติฐานว่า ลูกหนี้ในแต่ละสาขามีระยะห่างกันมากพอที่การถ่ายทอดข้อมูล และ spillover effect ในมิติต่าง ๆ ของมาตรการที่ทำในกลุ่มทดลองจะเป็นไปได้ยาก↩
- รายละเอียดของพื้นที่ทดลองใน 19 จังหวัดใน 6 ภูมิภาค ดังนี้: ภาคเหนือตอนบน: เชียงใหม่ และเชียงราย ภาคเหนือตอนล่าง: สุโขทัย และพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน: อุดรธานี และขอนแก่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง: อุบลราชธานี และนครราชสีมา (รวมพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดใกล้เคียง) ภาคกลางและภาคตะวันออก: สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี ภาคใต้: สุราษฎร์ธานี และสงขลา↩
- ทั้งนี้ การสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการเพียงอย่างเดียว การมีกลไกเสริมอย่าง "Nudge Plus" (Banerjee & John, 2024) เพื่อสะกิดการเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมร่วมด้วยก็อาจเสริมสร้างความยั่งยืนของมาตรการได้อย่างคุ้มค่า โดยคณะวิจัยได้ทดลองใช้ “สมุดพลังใจ” กับกลุ่ม T2 และ T4 ที่มีมาตรการสลากชำระดีมีโชค เพื่อมุ่งให้ลูกหนี้ได้เข้าใจสถานะหนี้ และภาระหนี้ที่ลดลงเมื่อชำระหนี้ เพื่อเป็นการสร้างความรู้สึกถึง "ความสำเร็จเล็ก ๆ" (Small wins) และกำลังใจ ซึ่ง Chantarat et al. (2026) พบว่าการใช้สมุดนี้อย่างต่อเนื่องส่งผลบวกในระยะยาวต่อทั้งความตระหนักรู้ กำลังใจในการปิดจบหนี้ภายใน 20 ปี และความพยายามหารายได้เพิ่มเพื่อชำระหนี้↩


















