สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
aBRIDGEd

จะทำอย่างไรกับโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs เมื่อเราทั้งสามคาดหวังต่างกัน?

ศึกษาแนวทางการกำหนดเงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อด้วย computer simulation

โครงการค้ำประกันสินเชื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs แต่เมื่อความคาดหวังที่มีต่อโครงการของภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์และ SMEs ต่างกัน การออกแบบโครงการที่สามารถสร้างสมดุลให้กับทั้ง 3 ฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้นำเสนอแนวทางการออกแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อผ่านแบบจำลองที่นำพฤติกรรมการตัดสินใจของแต่ละฝ่ายเข้ามาพิจารณาและใช้วิธีทาง computer simulation ในการวิเคราะห์ผล ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการกำหนดระดับความคุ้มครองหรือค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมโครงการที่สูงหรือต่ำเกินไปอาจนำไปสู่ระดับการเข้าถึงสินเชื่อที่ต่ำได้ ในขณะที่การกำหนดระดับความคุ้มครอง ค่าธรรมเนียม และวงเงินโครงการที่สอดคล้องกันในช่วงเศรษฐกิจถดถอยสามารถเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อด้วยการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพได้

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ในปี 2561 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของ SMEs คิดเป็นร้อยละ 43 ของประเทศ (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 2562) อย่างไรก็ตาม SMEs จำนวนมากยังประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับการประกอบธุรกิจและขยายกิจการ (วะสี และคณะ 2561) สาเหตุหลักของปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ประการหนึ่งคือการขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน (สสว. 2555) แนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs คือการค้ำประกันสินเชื่อ ภาครัฐได้จัดให้มีการค้ำประกันสินเชื่อผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมหรือ บสย. ทำให้ SMEs ที่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันสามารถขอรับการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. ผ่านธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการได้

หลักการของการค้ำประกันสินเชื่อคือการที่ภาครัฐจ่ายเงินชดเชยความสูญเสียทั้งหมดหรือบางส่วนให้กับธนาคารผู้ให้สินเชื่อในกรณีที่สินเชื่อกลายเป็นหนี้เสีย ทำให้ความเสี่ยงของธนาคารลดลงจนธนาคารพร้อมที่จะให้สินเชื่อกับ SMEs กลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามช่องทางปกติเพราะมีความเสี่ยงที่สูงเกินไปหรือที่เรียกว่า unbankable SMEs โดยเมื่อความเสี่ยงที่ธนาคารต้องรับไว้ลดลง ธนาคารสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าระดับความเสี่ยงเดิมของ SMEs ได้ ต้นทุนของ SMEs จึงลดลง และเพื่อเป็นการลดภาระของภาครัฐ ภาครัฐสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมโครงการจาก SMEs เพื่อให้ SMEs ร่วมรับผิดชอบต่อความเสี่ยงของตนได้เช่นกัน

ความท้าทายของภาครัฐในการออกแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อมีอยู่หลายประการ ในมุมหนึ่งภาครัฐต้องให้ความคุ้มครองที่มากพอเพื่อให้ธนาคารพร้อมจะให้สินเชื่อกับกลุ่ม unbankable SMEs ในอีกมุมหนึ่งภาครัฐก็ไม่ต้องการให้ความช่วยเหลือที่สูงเกินไปจนสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ SMEs ที่ไม่มีศักยภาพ หรือมากจนสร้างแรงจูงใจให้กลุ่ม SMEs ที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามช่องทางปกติหรือ bankable SMEs สามารถแทรกเข้ามาใช้ผลประโยชน์จากความคุ้มครองนี้จนมากเกินไป นอกจากนี้ระดับความช่วยเหลือที่สูงจะตามมาด้วยต้นทุนของภาครัฐที่สูงเช่นกัน แม้การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจะช่วยลดภาระของภาครัฐได้ แต่การกำหนดค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไปก็จะลดแรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการของ SMEs การกำหนดระดับความคุ้มครองและค่าธรรมเนียมที่สร้างความสมดุลระหว่างความคาดหวังที่มีต่อโครงการที่ต่างกันของภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์ และ SMEs จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ

งานวิจัยของ เวทไว (2563) ได้ศึกษาแนวทางการออกแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อประเภท Portfolio Guarantee Scheme (PGS) ซึ่งเป็นการค้ำประกันรูปแบบหนึ่งที่ทาง บสย. ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลานานและได้รับจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก ภายใต้การค้ำประกันประเภท PGS ที่ผู้วิจัยศึกษา ธนาคารผู้ให้สินเชื่อจะได้รับความคุ้มครองจากผู้ค้ำประกันในระดับของ portfolio โดยความเสียหายที่เกิดจากหนี้เสียของสินเชื่อใน portfolio ในส่วนแรก (tier 1) ธนาคารจะได้รับความคุ้มครองทั้งหมด และความสูญเสียในส่วนถัดมา (tier 2) ธนาคารจะได้รับความคุ้มครองเพียงครึ่งหนึ่ง ความสูญเสียที่เกินจาก tier 2 ธนาคารจะต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด ที่มาของเงินชดเชยภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อมาจากค่าธรรมเนียมที่ SMEs จ่ายเข้ามาและเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

ผู้วิจัยได้พัฒนาแบบจำลองประเภท agent-based model ที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับการออกแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อประเภท PGS โดยการนำพฤติกรรมการตัดสินใจของธนาคารพาณิชย์และ SMEs มาเป็นกลไกที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของโครงการ ผู้วิจัยได้จำลองระบบที่มี SMEs จำนวน 10,000 รายซึ่งแต่ละรายมีระดับความเสี่ยงที่ต่างกัน ในระบบนี้มีธนาคารจำนวน 2 แห่งโดยแบ่งเป็นธนาคารที่เชี่ยวชาญและไม่เชี่ยวชาญในการพิจารณาสินเชื่อ SMEs  แบบจำลองได้ใช้ computer simulation ในการกำหนดให้ SME แต่ละรายสมัครขอสินเชื่อจากธนาคารทั้งสองแห่ง โดยธนาคารแต่ละแห่งจะประเมินความเสี่ยงของ SME ซึ่งความแม่นยำในการประเมินจะเป็นไปตามความเชี่ยวชาญ ธนาคารจะตัดสินใจให้สินเชื่อผ่านช่องทางปกติหากความเสี่ยงที่ประเมินได้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ หรือหากความเสี่ยงที่ประเมินได้สูงเกินเกณฑ์แต่ความคุ้มครองจากโครงการสามารถลดความเสี่ยงลงได้เพียงพอ ธนาคารจะให้สินเชื่อผ่านโครงการ และธนาคารจะปฏิเสธการให้สินเชื่อหากความเสี่ยงสูงเกินไปแม้จะได้รับความคุ้มครองแล้วหรือหากวงเงินของโครงการค้ำประกันเต็มแล้ว ธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงที่ธนาคารต้องรับผิดชอบ ส่วน SMEs จะพิจารณาข้อเสนอจากทั้งสองธนาคารและเลือกข้อเสนอที่มีต้นทุน (อัตราดอกเบี้ย + ค่าธรรมเนียมถ้ามี) ที่ต่ำที่สุดหรือปฏิเสธข้อเสนอหากต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อมีค่าสูงเกินไป โดยต้นทุนที่ SME แต่ละรายยอมรับได้มีแนวโน้มที่แปรผันตามระดับความเสี่ยงของตน

จะเห็นได้ว่าแบบจำลองนี้ได้กำหนดกลไกให้การตัดสินใจของธนาคารพาณิชย์และ SMEs แปรเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขของโครงการค้ำประกันสินเชื่อทั้งในส่วนของระดับความคุ้มครองและค่าธรรมเนียมของโครงการ การออกแบบโครงการที่จะประสบความสำเร็จในมุมมองของภาครัฐจึงต้องสอดรับกับความคาดหวังของธนาคารพาณิชย์และ SMEs ไปพร้อมๆกัน บทความนี้จะนำผลการศึกษาภายใต้แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมานี้มาช่วยตอบคำถามและเสนอแนะแนวทางการออกแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ

การปรับเพิ่มค่าระดับความคุ้มครองส่งผลต่อโครงการอย่างไร?

การเพิ่มค่าระดับความคุ้มครองในโครงการทำให้ความเสี่ยงของธนาคารลดลง ธนาคารจึงพร้อมที่จะเสนอสินเชื่อให้กับ SMEs กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้ โดยหากโครงการค้ำประกันสินเชื่อยังมีวงเงินเพียงพอ การเพิ่มค่าความคุ้มครองจะทำให้ธนาคารสามารถขยายสินเชื่อให้กับ SMEs ได้มากขึ้น แต่หากโครงการค้ำประกันสินเชื่อมีวงเงินไม่เพียงพอ แม้การเพิ่มค่าความคุ้มครองจะทำให้ธนาคารพร้อมที่จะให้สินเชื่อได้มากขึ้น แต่มูลค่าสินเชื่อที่ธนาคารสามารถให้ได้ถูกจำกัดด้วยวงเงินที่เท่าเดิม จากการจำลองสถานการณ์พบว่าการเพิ่มความคุ้มครองในกรณีที่วงเงินมีจำกัดสามารถนำไปสู่ระดับการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม unbankable SMEs ที่ลดลงได้ เนื่องจากกลุ่ม bankable SMEs ที่ได้รับข้อเสนอสินเชื่อทั้งแบบผ่านช่องทางปกติจากธนาคารหนึ่งและแบบผ่านโครงการค้ำประกันจากอีกธนาคารหนึ่งจะมีแรงจูงใจที่จะเลือกเข้าโครงการเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงจนทำให้ต้นทุนการได้รับสินเชื่อผ่านโครงการมีค่าต่ำกว่าต้นทุนการได้รับสินเชื่อตามช่องทางปกติ การเข้ามาของกลุ่ม bankable SMEs ที่เร็วกว่าจึงสามารถเบียดบังการใช้วงเงินของโครงการและลดการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม unbankable SMEs ได้ตามที่แสดงไว้ในภาพด้านซ้ายของรูปที่ 1 โดยการเพิ่มค่า ความคุ้มครองเมื่อโครงการใช้วงเงินเต็มแล้วจะไปลดการเข้าถึงสินเชื่อของ unbankable SMEs นอกจากนี้การเพิ่มค่าความคุ้มครองทำให้ธนาคารพร้อมที่จะเสนอสินเชื่อให้กับกลุ่ม SMEs ที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้น ค่า NPL ratio ของกลุ่ม unbankable SMEs ในโครงการจึงปรับขึ้นตามที่แสดงไว้ในภาพตรงกลางของรูปที่ 1 ส่วนต้นทุนของภาครัฐจะปรับขึ้นจากจำนวน SMEs ในโครงการที่เพิ่มขึ้นและค่า NPL ratio ที่สูงขึ้นตามที่แสดงไว้ในภาพด้านขวาของรูปที่ 1

ดังนั้นการปรับเพิ่มค่าระดับความคุ้มครองจึงควรมีความสอดคล้องกับวงเงินของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ การกำหนดค่าความคุ้มครองที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับวงเงินของโครงการนอกจากจะทำให้ต้นทุนของภาครัฐเพิ่มขึ้น และคุณภาพโดยรวมของ SMEs ในโครงการลดลงแล้ว การเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม unbankable SMEs ก็จะปรับลดลงด้วย

รูปที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ของโครงการกับระดับความคุ้มครอง

ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน

การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมมีผลต่อโครงการอย่างไร?

การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ที่ได้รับสินเชื่อผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อ unbankable SMEs ที่ไม่สามารถรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้จะปฏิเสธข้อเสนอของธนาคาร ในขณะเดียวกัน bankable SMEs ที่เคยเลือกเข้าโครงการด้วยส่วนลดจากอัตราดอกเบี้ยที่มากกว่าค่าธรรมเนียมอาจจะเปลี่ยนไปรับสินเชื่อผ่านช่องทางปกติแทน จากการจำลองสถานการณ์พบว่าการเพิ่มค่าธรรมเนียมในกรณีที่วงเงินมีเพียงพอจะลดจำนวน SMEs ทั้งสองกลุ่มในโครงการ โดยจำนวนของ unbankable SMEs จะลดลงในอัตราที่ช้ากว่า bankable SMEs แต่ในกรณีที่วงเงินมีไม่เพียงพอ การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมแม้จะทำให้ SMEs ที่เคยอยู่ในโครงการส่วนหนึ่งเลือกที่จะไม่เข้าร่วมโครงการ แต่ก็จะมี SMEs อีกกลุ่มหนึ่งที่เดิมไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เนื่องจากวงเงินโครงการได้ใช้เต็มแล้วพร้อมที่จะเข้ามาทดแทน และเนื่องจาก unbankable SMEs ไม่มีช่องทางการเข้าถึงสินเชื่ออื่น unbankable SMEs จึงมีแนวโน้มที่จะทนต่อค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นได้มากกว่า รวมถึงพร้อมที่จะเข้ามารับค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นได้ดีกว่าเมื่อได้รับข้อเสนอจากธนาคาร จึงทำให้จำนวน unbankable SMEs ในโครงการปรับเพิ่มขึ้นในขณะที่จำนวน bankable SMEs ในโครงการปรับลดลงตามที่แสดงในภาพด้านซ้ายของรูปที่ 2 และเนื่องจาก SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงมีแนวโน้มที่จะยอมรับต้นทุนจากค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นได้ดีกว่า SMEs ที่มีความเสี่ยงต่ำ การเพิ่มค่าธรรมเนียมจึงนำไปสู่การเพิ่มค่า NPL ratio ของ unbankable SMEs ในโครงการตามที่แสดงในภาพตรงกลางของรูปที่ 2 อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของระดับ NPL ratio มีค่าไม่มากนัก ในด้านของต้นทุนของภาครัฐนั้นจะพบว่ามีการปรับลดลงตามค่าธรรมเนียมที่มากขึ้นอันเนื่องมาจากภาระของภาครัฐที่ลดลงตามที่แสดงในภาพด้านขวาของรูปที่ 2

ดังนั้น การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมในกรณีที่วงเงินของโครงการมีจำกัดนอกจากจะช่วยลดต้นทุนของภาครัฐแล้วจะยังสามารถลดการแทรกเข้ามาของ bankable SMEs จึงเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม unbankable SMEs ได้อีกด้วย และในอีกด้านหนึ่งการลดค่าธรรมเนียมจะสามารถเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อได้ในกรณีที่ขนาดวงเงินของโครงการอยู่ในระดับที่สูงพอ

รูปที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์ของโครงการกับค่าธรรมเนียมรายปี

ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน

โครงการสามารถเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและลดค่า NPL ratio ไปพร้อมกันได้หรือ?

วัตถุประสงค์หลักของโครงการค้ำประกันสินเชื่อคือการเพิ่มระดับการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม unbankable SMEs ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องการควบคุมให้ระดับ NPL ratio อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป ผลการจำลองสถานการณ์พบว่าหากภาครัฐมีการกำหนดงบประมาณสำหรับการชดเชยความสูญเสียที่จำกัด การเพิ่มระดับการเข้าถึงย่อมนำไปสู่ระดับ NPL ratio ที่สูงขึ้นเสมอ เพราะการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้นคือการยอมรับ SMEs ที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นเข้าสู่โครงการ อย่างไรก็ตามโครงการสามารถเพิ่มระดับการเข้าถึงและควบคุมระดับ NPL ratio ให้คงที่หรือลดลงได้หากภาครัฐสามารถจัดสรรงบประมาณที่มากขึ้นผ่านการปรับลดค่าธรรมเนียมและระดับความคุ้มครองลงในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยการใช้งบประมาณที่สูงขึ้นจะช่วยลดระดับ NPL ratio ได้เฉพาะในกรณีที่ระดับการเข้าถึงต่อวงเงินของโครงการมีค่าไม่สูงมากเท่านั้นตามที่แสดงไว้ในรูปที่ 3

ดังนั้น การปรับเงื่อนไขของโครงการจึงไม่สามารถที่จะนำไปสู่ระดับการเข้าถึง ระดับ NPL ratio และต้นทุนของภาครัฐที่ดีขึ้นพร้อมๆกันได้เสมอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรหารือร่วมกันในการกำหนดวัตถุประสงค์และลำดับความสำคัญของผลลัพธ์แต่ละตัวและกำหนดเงื่อนไขโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นั้น

รูปที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่าง NPL ratio ที่ต่ำที่สุดและการเข้าถึงขั้นต่ำที่ระดับเพดานต้นทุนต่าง ๆ

หมายเหตุ: ต้นทุนของภาครัฐมาจากเงินสนับสนุนของภาครัฐที่จ่ายชดเชยความสูญเสียตามเงื่อนไขของโครงการหลังจากที่นำค่าธรรมเนียมมาจ่ายชดเชยหมดแล้ว ในกรณีที่ต้นทุนของภาครัฐเป็นศูนย์แสดงว่ารายรับจากค่าธรรมเนียมมีมากพอที่จะจ่ายชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด
ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน

การเพิ่มวงเงินค้ำประกันสามารถเพิ่มการเข้าถึงได้หรือไม่?

วงเงินค้ำประกันของโครงการเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อระดับการเข้าถึงสินเชื่อ ผู้วิจัยได้จำลองสถานการณ์โดยสมมติว่าโครงการที่ผ่านมามีการใช้วงเงินค้ำประกันที่ 1 แสนล้านบาทเต็ม 100% ภาครัฐจึงต้องการขยายวงเงินเพิ่มเป็น 2 เท่าเพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ โดยภาครัฐต้องการคงค่าธรรมเนียมไว้ที่ระดับเดิมคือ 1.75% ต่อปี

รูปที่ 4 แสดงผลลัพธ์จากการเพิ่มวงเงินจาก 1 แสนล้านบาทเป็น 2 แสนล้านบาททั้งในกรณีที่คงสัดส่วนวงเงินคุ้มครองไว้ที่ 30% (ภาพตรงกลาง) และในกรณีที่มีการปรับระดับความคุ้มครองจาก 30% เป็น 40% (ภาพด้านขวา) โดยโครงการที่มีความคุ้มครองที่ 30% สามารถใช้วงเงิน 1 แสนล้านบาทได้เต็มจำนวน แต่เมื่อมีการขยายวงเงินเป็น 2 แสนล้านบาท โครงการจะใช้วงเงินเพียง 63% เท่านั้น โดยระดับการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ทั้งระบบจะเพิ่มจาก 34.8% มาเป็น 37.3% หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2.5% เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากวงเงินได้ครอบคลุม SMEs ที่ต้องการสินเชื่อและมีความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารพร้อมจะให้สินเชื่อผ่านโครงการค้ำประกันได้ครบหมดแล้ว การเพิ่มวงเงินจะไม่ช่วยให้ธนาคารพยายามขยายสินเชื่อไปยัง SMEs กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นอีกหากระดับความคุ้มครองยังคงเดิม แต่เมื่อโครงการได้ปรับความคุ้มครองขึ้นเป็น 40% ควบคู่กับการขยายวงเงินเป็น 2 เท่า การใช้วงเงินจะปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 93% โดยสามารถเพิ่มการเข้าถึงจาก 34.8% มาเป็น 42.1% หรือเพิ่มขึ้นถึง 7.3% ซึ่งมีค่าเกือบ 3 เท่าของการเพิ่มขึ้นในกรณีที่ไม่มีการปรับระดับความคุ้มครองขึ้น อย่างไรก็ตามการเพิ่มการเข้าถึงทั้ง 2 กรณีนี้ย่อมตามมาด้วยต้นทุนของภาครัฐและระดับ NPL ratio ของระบบที่สูงขึ้น

ดังนั้น ภาครัฐควรพิจารณาการปรับเพิ่มความคุ้มครองให้สอดคล้องกับวงเงินที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้สามารถขยายการเข้าถึงสินเชื่อได้ตามเป้าหมาย โดยควรคำนึงถึงความคุ้มค่าของการเข้าถึงสินเชื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนและระดับ NPL ratio ที่เพิ่มขึ้นด้วย

รูปที่ 4 ผลลัพธ์ของโครงการเมื่อมีการปรับเพิ่มวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ

หมายเหตุ: ภาพพีระมิดแสดงถึงประชากรของ SMEs ในระบบ (ไม่ได้วาดตามมาตราส่วน) โดยส่วนบนของพีระมิดคือ SMEs ที่มีความเสี่ยงต่ำในขณะที่ส่วนที่อยู่ถัดลงมาคือ SMEs ที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้น พีระมิดส่วนสีเหลืองคือ SMEs ที่ได้รับสินเชื่อผ่านช่องทางปกติ ส่วนสีเขียวคือ SMEs ที่ได้รับสินเชื่อผ่านโครงการค้ำประกัน และส่วนสีขาวคือ SMEs ที่ไม่ได้รับสินเชื่อ กล่องเส้นประสีแดงแสดงขนาดของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ภาครัฐเป็นผู้กำหนดวงเงินค้ำประกัน วงเงินคุ้มครอง ระดับที่ได้รับความคุ้มครองเต็มวงเงิน และค่าธรรมเนียม ผลจากแบบจำลองคือระดับการเข้าถึงสินเชื่อทั้งแบบช่องทางปกติและแบบผ่านโครงการ ต้นทุนภาครัฐที่เกิดขึ้น และระดับ NPL ratio
ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน

ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยเช่นการระบาดของ COVID-19 ภาครัฐควรกำหนดเงื่อนไขโครงการอย่างไร?

ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ความเสี่ยงของ SMEs จะปรับสูงขึ้นและส่งผลให้ธนาคารลดการให้สินเชื่อกับ SMEs ลง โครงการค้ำประกันสินเชื่อจำเป็นต้องเพิ่มความช่วยเหลือทั้งในแง่ของวงเงินและความคุ้มครอง แต่ในขณะเดียวกันการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพก็เป็นสิ่งสำคัญต่อภาครัฐในยามที่สภาพเศรษฐกิจไม่ดี ผู้วิจัยได้จำลองสถานการณ์โดยสมมติว่า SME แต่ละรายมีโอกาสที่จะเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าและนำเสนอแนวทางการปรับวงเงินและเงื่อนไขโครงการโดยให้สัดส่วนของต้นทุนสุทธิของโครงการต่อมูลค่าสินเชื่อค้ำประกันเฉลี่ยมีระดับที่เท่ากับค่าในภาวะปกติเพื่อให้งบประมาณได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับช่วงภาวะปกติ

รูปที่ 5 แสดงผลลัพธ์การจำลองสถานการณ์ที่โอกาสการผิดนัดชำระหนี้ของ SMEs หรือ Probability of Default (PD) เพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยหากภาครัฐไม่มีการปรับวงเงินและเงื่อนไขของโครงการในช่วงเศรษฐกิจถดถอย (ภาพที่ 2 จากซ้าย) ระดับการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ทั้งระบบจะลดลงจาก 34.8% มาเป็น 15.8% หรือปรับลดลงเหลือประมาณ 45% ของภาวะปกติ นอกจากนี้วงเงินของโครงการที่ 1 แสนล้านบาทที่เคยใช้เต็มจำนวนในภาวะปกติก็ถูกใช้ไปเพียง 71% ดังนั้นการปรับเพิ่มวงเงินในภาวะเช่นนี้โดยไม่ปรับเงื่อนไขของโครงการจึงไม่สามารถช่วยเพิ่มการเข้าถึงได้ ผู้วิจัยได้นำเสนอตัวอย่างทางเลือก 2 ตัวอย่าง ตัวอย่างที่ 1 (ภาพที่ 3 จากซ้าย) สมมติว่าภาครัฐสามารถเพิ่มวงเงินค้ำประกันจาก 1 แสนล้านบาทมาเป็น 1.5 แสนล้านบาทและกำหนดเป้าหมายให้การเข้าถึงเพิ่มกลับมาที่ระดับประมาณ 65% ของภาวะปกติ พร้อมทั้งต้องการคงประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณไว้ให้เท่ากับช่วงภาวะปกติและพยายามควบคุมระดับ NPL ratio ให้ได้ต่ำที่สุด ผลการศึกษาแนะนำให้ปรับระดับความคุ้มครองจาก 30% ขึ้นมาที่ 55.25% พร้อมกับการปรับค่าธรรมเนียมรายปีจาก 1.75% เป็น 2.30% โดยจะมีการใช้วงเงินที่ระดับ 98% ตัวอย่างที่ 2 (ภาพที่ 4 จากซ้าย) สมมติว่าภาครัฐสามารถปรับเพิ่มวงเงินเป็น 2 แสนล้านบาทและกำหนดเป้าหมายให้การเข้าถึงเพิ่มกลับมาที่ระดับประมาณ 75% ของภาวะปกติ โดยมีเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณและการควบคุม NPL ratio ในทำนองเดียวกับตัวอย่างที่ 1 ผลการศึกษาแนะนำให้ปรับระดับความคุ้มครองเพิ่มเป็น 63% พร้อมกับการกำหนดค่าธรรมเนียมรายปีที่ 2.40% ในกรณีนี้จะมีการใช้วงเงินที่ระดับ 93% โดยข้อเสนอแนะให้เพิ่มความคุ้มครองในทั้งสองตัวอย่างจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ ในขณะที่การเพิ่มค่าธรรมเนียมจะช่วยรักษาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของภาครัฐ

ดังนั้น แนวทางหนึ่งที่ภาครัฐสามารถช่วยเหลือ SMEs ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยแต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณไว้ได้คือการปรับเพิ่มวงเงินค้ำประกัน ระดับความคุ้มครอง และค่าธรรมเนียมในสัดส่วนที่สอดคล้องกัน

รูปที่ 5 ผลลัพธ์ของโครงการเมื่อเศรษฐกิจมีภาวะถดถอย

หมายเหตุ: ภาพพีระมิดแสดงถึงประชากรของ SMEs ในระบบ (ไม่ได้วาดตามมาตราส่วน) โดยส่วนบนของพีระมิดคือ SMEs ที่มีความเสี่ยงต่ำในขณะที่ส่วนที่อยู่ถัดลงมาคือ SMEs ที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้น พีระมิดส่วนสีเหลืองคือ SMEs ที่ได้รับสินเชื่อผ่านช่องทางปกติ ส่วนสีเขียวคือ SMEs ที่ได้รับสินเชื่อผ่านโครงการค้ำประกัน และส่วนสีขาวคือ SMEs ที่ไม่ได้รับสินเชื่อ กล่องเส้นประสีแดงแสดงขนาดของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ภาครัฐเป็นผู้กำหนดวงเงินค้ำประกัน วงเงินคุ้มครอง ระดับที่ได้รับความคุ้มครองเต็มวงเงิน และค่าธรรมเนียม ผลจากแบบจำลองคือระดับการเข้าถึงสินเชื่อทั้งแบบช่องทางปกติและแบบผ่านโครงการ ต้นทุนภาครัฐที่เกิดขึ้น ระดับ NPL ratio และต้นทุนเฉลี่ยของ SME ในโครงการ
ที่มา: คำนวณโดยผู้เขียน

บทสรุป

บทความนี้นำเสนอมุมมองใหม่สำหรับการออกแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อประเภท Portfolio Guarantee Scheme ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างความคาดหวังที่ต่างกันของภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์ และ SMEs โดยการใช้แบบจำลองที่คำนึงถึงพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 ฝ่าย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการที่ชัดเจนและเป็นไปได้ และควรสร้างความเข้าใจถึงบทบาทของแต่ละเงื่อนไขของโครงการเพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบโครงการที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

เอกสารอ้างอิง

นฎา วะสี, ชมพูนุท มนต์ชัยตระกูล, มานิตา รัตนสัจธรรม, พรชนก บำรุงเรือน และ กฤษฎ์เลิศ สัมพันธรักษ์ (2561), มุมมองสินเชื่อธุรกิจไทยจากข้อมูลรายสัญญา ตอนที่ 1, aBRIDGEd ฉบับที่ 12.

ไทยศิริ เวทไว (2563), การวิจัยเพื่อหาแนวทางกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมของโครงการค้ำประกันสินเชื่อแบบ Portfolio Guarantee, รายงานฉบับสมบูรณ์ สมาคมธนาคารไทย.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (2555), ผลการสำรวจภาระหนี้และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (2562), รายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลางเเละขนาดย่อม ปี 2562.

บทความนี้อ้างอิงมาจากงานวิจัยของผู้เขียนที่ได้รับทุนอุดหนุนจากสมาคมธนาคารไทย ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสมาคมธนาคารไทยหรือความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

READS: 682