มาตรการ CBAM จุดเปลี่ยนผู้ส่งออกไทยในตลาดยุโรป

excerpt
มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM กำหนดให้ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปจะต้องซื้อ CBAM certificates เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนที่แฝงอยู่ในสินค้านำเข้าบางประเภท บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำก่อนที่จะเริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 ในกรณีของไทย พบว่าการส่งออกสินค้า CBAM จากไทยไปสหภาพยุโรปนั้นลดลง ตั้งแต่ช่วงที่มีการประกาศมาตรการในปี 2020 และลดลงมากขึ้นหลังจากเริ่มบังคับใช้มาตรการบางส่วนในปี 2023 นอกจากนี้ มาตรการ CBAM ยังส่งผลให้การส่งออกสินค้าอื่น ๆ ของไทยที่ไม่ได้อยู่ในมาตรการ CBAM ไปสหภาพยุโรปลดลงตามไปด้วย ในขณะที่ผู้ส่งออกบางส่วนได้ปรับตัวโดยการเพิ่มการส่งออกสินค้าไปยังประเทศนอกสหภาพยุโรป
มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM) ออกแบบมาเพื่อทำให้ราคาสินค้านำเข้าในสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) สะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง สร้างความเท่าเทียมทางต้นทุนราคาคาร์บอนของสินค้าที่ผลิตภายในและภายนอกสหภาพยุโรป ป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตในสหภาพยุโรปสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน (Commission, 2026) อีกทั้งช่วยจัดการกับปัญหาการย้ายฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจากในสหภาพยุโรปไปยังกลุ่มประเทศนอกสหภาพยุโรป (carbon leakages)
สหภาพยุโรปประกาศมาตรการ CBAM ในปี 2020 และเริ่มใช้ในปี 2023 แต่มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 โดยในระยะแรกระหว่างปี 2023–2025 ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition period) ที่ผู้นำเข้าสินค้าในสหภาพยุโรปยังไม่ต้องซื้อเอกสารรับรองการจ่ายค่าธรรมเนียม (CBAM certificates) แต่ผู้ส่งออกสินค้า CBAM ไปสหภาพยุโรปต้องรายงานข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในสินค้า (embedded emission) อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นมา ผู้นำเข้าสินค้า CBAM ในสหภาพยุโรปต้องซื้อ CBAM certificates หากปริมาณก๊าซเรือนกระจกแฝงอยู่ในสินค้ามีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐาน (benchmark value) ที่สหภาพยุโรปกำหนด
ภายใต้มาตรการ CBAM ทั้งผู้นำเข้าในฝั่งของสหภาพยุโรปและผู้ส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปมีบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกัน โดยผู้ส่งออกมีหน้าที่จัดเตรียมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในสินค้า และดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ขณะที่ภาระการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรการ CBAM โดยตรง ยังคงเป็นความรับผิดชอบของผู้นำเข้าในสหภาพยุโรป ที่ต้องลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ์ยื่นรายงาน CBAM (CBAM-authorized declarant) และจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังอยู่ในสินค้านำเข้า (embedded emissions) นอกจากนี้ ผู้นำเข้ายังต้องจัดซื้อ CBAM certificates ในจำนวนที่สอดคล้องกับระดับการปล่อยคาร์บอนของสินค้านำเข้าเพื่อใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากรของสหภาพยุโรป ทำให้สินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงจึงมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากมาตรการ CBAM มากกว่าสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน สินค้าที่ผลิตภายในสหภาพยุโรปมีกลไกควบคุมการปล่อยคาร์บอนอยู่แล้วภายใต้ระบบ European Union Emission Trading System (EU ETS)1 กลไก CBAM จึงช่วยสร้างความเท่าเทียมด้านต้นทุนคาร์บอนระหว่างสินค้านำเข้าและสินค้าที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป รูปที่ 1 อธิบายกลไกการทำงานภายใต้มาตรการ CBAM
บทความนี้วิเคราะห์ผลกระทบของมาตรการ CBAM ต่อการส่งออกของไทย เพื่อตอบคำถามว่า มาตรการ CBAM กระทบผู้ส่งออกไทยมากน้อยเพียงไร และผู้ส่งออกไทยควรเตรียมพร้อมอย่างไรเพื่อรับมือกับผลกระทบจากมาตรการนี้ โดยใช้ข้อมูลการส่งออกสินค้ารายธุรกรรมจากกรมศุลกากร ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศจาก UN Comtrade และข้อมูลงบการเงินรายบริษัทของกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างปี 2016–2024 ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาก่อนและหลังปี 2020 ที่มีการประกาศมาตรการ CBAM รวมถึงช่วงเวลาหลังจากที่มาตรการเริ่มมีผลในปี 2023 (แต่ไม่ได้ครอบคลุมช่วงเวลาหลังจากที่มาตรการ CBAM ได้บังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบทในปี 2026)
ถึงแม้ว่าการส่งออกสินค้า CBAM ไทยในปัจจุบันอาจไม่ได้สูงนัก แต่ในอนาคตสหภาพยุโรปอาจขยายขอบเขตสินค้า CBAM ซึ่งจะทำให้การส่งออกไทยได้รับผลกระทบมากขึ้น โดยสินค้า CBAM ในปัจจุบัน ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็ก/เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และ ไฮโดรเจน ซึ่งจากข้อมูลส่งออกสินค้ารายธุรกรรมจากกรมศุลกากรพบว่า ในปี 2024 จำนวนผู้ส่งออกสินค้า CBAM ไปสหภาพยุโรปมีจำนวนไม่มาก (1,170 บริษัท) และมูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM ไปสหภาพยุโรปยังไม่ได้สูงนัก (217 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ดังรูปที่ 2 ดังนั้น ธุรกิจไทยที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการ CBAM จึงยังอยู่ในวงจำกัด แต่หากสหภาพยุโรปขยายขอบเขตของสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ให้ครอบคลุมสินค้าทุกชนิดภายใต้มาตรการ EU ETS ธุรกิจไทยที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการ CBAM จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ปิโตรเลียม แก้วและเซรามิก รวมทั้งกระดาษและเยื่อกระดาษ
การศึกษานี้วิเคราะห์ผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า CBAM ของไทยในมิติต่าง ๆ ด้วยวิธี difference-in-differences ซึ่งช่วยแยกผลกระทบของมาตรการ CBAM ออกจากปัจจัยเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น วิกฤตโควิด-19 ภาวะเงินเฟ้อ และสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าและโครงสร้างรายได้จากการส่งออกของผู้ส่งออกสินค้า CBAM (ธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม treatment) และผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้ากลุ่มอื่น ๆ หรือ non-CBAM (ธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม control) หลังมีการประกาศมาตรการ CBAM ในปี 2020 (post-announcement period) และหลังมีการเริ่มบังคับใช้ในปี 2023 (post-implementation period) เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการประกาศมาตรการ (pre-announcement period)
- มูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM ไปสหภาพยุโรปของผู้ส่งออกไทยลดลงหลังจากที่สหภาพยุโรป ประกาศและบังคับใช้มาตรการ CBAM (รูปที่ 3) โดยในช่วงก่อนปี 2020 มูลค่าการส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปของผู้ประกอบการในกลุ่ม treatment และผู้ประกอบการในกลุ่ม control ไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากสหภาพยุโรป ประกาศใช้มาตรการ CBAM ในปี 2020 พบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปของผู้ส่งออกในกลุ่ม treatment ลดลง 14% เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกในกลุ่ม control และเมื่อมาตรการ CBAM เริ่มบังคับใช้ในปี 2023 มูลค่าการส่งออกสินค้า ไปสหภาพยุโรปของผู้ส่งออกในกลุ่ม treatment ยิ่งลดลงมากขึ้น โดยลดลงถึง 24% เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ส่งออกในกลุ่ม control ซึ่งสะท้อนว่าผู้ส่งออกสินค้า CBAM ของไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการ CBAM ตั้งแต่มีการประกาศมาตรการแล้ว ถึงแม้ว่ามาตรการจะยังไม่มีผลบังคับใช้เต็มที่ก็ตาม
- มาตรการ CBAM ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากการส่งออกสินค้า CBAM ไปสหภาพยุโรปต่อรายได้ส่งออกรวมของบริษัทลดลง (รูปที่ 4) โดยในช่วงก่อนปี 2020 สัดส่วนรายได้จากการส่งออกสินค้า CBAM ไปสหภาพยุโรปต่อรายได้ส่งออกรวมของผู้ส่งออกในกลุ่ม treatment และผู้ส่งออกในกลุ่ม control ไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากปี 2020 และปี 2023 ธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม treatment มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกสินค้า CBAM ไปยังสหภาพยุโรปต่อรายได้รวมลดลงเฉลี่ย 2.7% และ 2.6% ตามลำดับเมื่อเทียบกับธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม control
- มาตรการ CBAM ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยไม่เท่าเทียมกัน โดยส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ส่งออกรายเล็กมากกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปของผู้ส่งออกรายเล็กลดลงมากกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่ประมาณ 19.7% ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ข้อจำกัดด้านเงินทุนและด้านเทคนิค ทำให้ไม่สามารถลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ CBAM ได้อย่างทันท่วงที2
มาตรการ CBAM ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อสินค้า non-CBAM ที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปด้วย จากรูปที่ 5 พบว่ามาตรการ CBAM ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากการส่งออกสินค้า CBAM และ non-CBAM ไปสหภาพยุโรปต่อรายได้จากการส่งออกทั้งหมดของบริษัทลดลง 1.2% และ 1.5% ตามลำดับ ในขณะที่สัดส่วนรายได้จากการส่งออกสินค้า non-CBAM ไปนอกสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 2.8% ซึ่งสะท้อนว่าผู้ส่งออกสินค้า CBAM ไปสหภาพยุโรปบางส่วนรับมือกับผลกระทบจากมาตรการ CBAM โดยหันไปส่งออกสินค้า non-CBAM ไปยังประเทศนอกสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าสัดส่วนรายได้จากการส่งออกสินค้า non-CBAM ไปสหภาพยุโรปของผู้ส่งออกไทยลดลงด้วย โดยเมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าทั้ง CBAM และ non-CBAM ไปสหภาพยุโรปใน shipment เดียวกัน (bulk consignment) พบว่า ผู้ส่งออกกลุ่มนี้มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกสินค้า non-CBAM ไปยังสหภาพยุโรปลดลงประมาณ 2.2% เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปรายอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางอ้อมของมาตรการ CBAM ที่ส่งผ่านทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ3
การศึกษานี้ยังได้วิเคราะห์ว่าผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าสินค้า CBAM จากประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และลดการนำเข้าจากประเทศที่มีการปล่อยก๊าซสูงหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศจากฐานข้อมูล UN Comtrade ในการวิเคราะห์ด้วยวิธี difference-in-differences เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการนำเข้าสินค้า CBAM จากประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าค่า benchmark ของสหภาพยุโรป (กลุ่ม treatment) และ จากประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าค่า benchmark ของสหภาพยุโรป (กลุ่ม control) ทั้งในช่วงก่อน (pre) และหลัง (post) มีการประกาศมาตรการ CBAM วิธีการนี้ช่วยแยกผลของนโยบาย CBAM ออกจากแนวโน้มการค้าโดยทั่วไป และทำให้สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่ามาตรการ CBAM ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศ (trade reallocation) ไปสู่ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำมากขึ้นหรือไม่
ผลการศึกษาพบว่ามาตรการ CBAM ส่งผลให้ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปนำเข้าสินค้า CBAM จากประเทศที่ปล่อยคาร์บอนสูงในกระบวนการผลิตสินค้าลดลง 6.1% เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (รูปที่ 6) และผลกระทบนี้รุนแรงมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงของประเทศผู้ส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศไทย หากไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการรายงานข้อมูลที่สอดคล้องกับมาตรฐาน CBAM ได้อย่างทันท่วงที ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานศึกษาของ Dechezlepretre (2025) ซึ่งพบว่ามาตรการ CBAM ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศนอกสหภาพยุโรปลดลง เนื่องผู้นำเข้าในฝั่งยุโรปเน้นการนำเข้าสินค้า CBAM จากประเทศที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า ซึ่งเป็นการลดปัญหา carbon leakage ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรใช้มาตรการที่ออกแบบมาแบบรอบด้านทั้ง “รับรู้-วัดค่า-ปรับตัว-รุก” ในการรับมือกับมาตรการ CBAM โดยมีรายละเอียดดังนี้
การสร้างการรับรู้ให้กับผู้ส่งออกไทยให้เข้าใจผลกระทบจากมาตรการ CBAM ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเข้าใจข้อกำหนดต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับแนวทางในการรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ทั้งข้อมูล embedded emission การทวนสอบ รวมถึงแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถเลือกแนวทางและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง
ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการวัดค่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังอยู่ในสินค้านำเข้า (embedded emissions) ตามแนวทางมาตรฐานสากล รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลการผลิตอย่างเป็นระบบ และการเตรียมความพร้อมสำหรับการทวนสอบจากผู้ทวนสอบ (verifier) ที่เป็นที่ยอมรับของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือ มาตรฐานกลาง และแพลตฟอร์มข้อมูลสำหรับการคำนวณ embedded emissions รวมถึงเร่งพัฒนาบุคลากรและจำนวนผู้ทวนสอบที่ได้รับการยอมรับ เพื่อลดต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรการให้แก่ภาคเอกชน
ผู้ส่งออกไทยควรเร่งปรับตัว ทั้งปรับเปลี่ยนตลาดส่งออกและมองหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากมาตรการ CBAM และเร่งลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และใช้วัตถุดิบหรือพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ เพื่อจำกัดต้นทุน CBAM ที่ถูกส่งผ่านจากผู้นำเข้า4 นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนทั้งการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการโดยรวบรวมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ รวมถึงขับเคลื่อนด้านการเงินเพื่อสนับสนุนการลงทุนในการประเมิน embedded emissions การทวนสอบ และลงทุนในการเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น สินเชื่อสีเขียว
- ภาครัฐควรมีการดำเนินการเชิงรุก โดยเร่งผลักดันให้มีการใช้มาตรการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) รวมถึงควรเร่งแก้กฎหมายหรือกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การอนุญาตให้มีการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดในรูปแบบของการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนกับผู้ใช้ไฟฟ้า (direct PPA) เนื่องจากโครงสร้างตลาดซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในประเทศไทยในปัจจุบันยังคงเป็นระบบ enhanced single buyer ซึ่งส่งผลทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อและขายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดยังไม่สามารถดำเนินการซื้อขายกันเองแบบ peer-to-peer ได้ ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถเลือกใช้ไฟฟ้าสะอาด 100% เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกแฝงในสินค้าในส่วนของการใช้ไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่
มาตรการ CBAM ไม่ใช่เพียงแค่กฎระเบียบทางการค้า แต่คือเงื่อนไขความอยู่รอดที่บ่งชี้ว่าความยั่งยืนได้กลายเป็นใบเบิกทางสำคัญในสนามการค้าโลกยุคปัจจุบัน หากผู้ส่งออกไทยไม่เร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เราอาจไม่ได้สูญเสียเพียงแค่ส่วนแบ่งในตลาดสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและมีความเสี่ยงที่จะหลุดจากห่วงโซ่มูลค่าโลก ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องผนึกกำลังกันในการเร่งสนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างทั่วถึง (inclusive green transition) โดยเฉพาะสำหรับผู้ส่งออกรายเล็กที่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากมาตรการ CBAM เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจเหล่านี้จะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้
นอกจากนี้ ควรมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและมาตรฐานการตรวจวัด embedded emission ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเร่งพัฒนากลไกราคาคาร์บอนในประเทศ โดยเฉพาะระบบซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงเงินค่าธรรมเนียมคาร์บอนกลับสู่ประเทศ รวมทั้งสามารถนำเงินรายได้จากมาตรการดังกล่าวมาช่วยสนับสนุนกระบวนการเปลี่ยนผ่านให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก ผ่านกลไกกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน
บทความนี้เสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ CBAM สนับสนุนเครื่องมือและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มผู้ทวนสอบที่สหภาพยุโรปรับรอง และอำนวยความสะดวกด้านเงินทุน โดยเฉพาะแก่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยใน ระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
- ระบบ Emission Trading System (ETS) คือระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งใช้กลไกการจำกัดสิทธิและการซื้อขาย (cap and trade) เพื่อบังคับให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า การบิน และการขนส่งทางน้ำ ต้องรับผิดชอบต่อต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งภายใต้ระบบนี้ จะปรับลดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงทุกปีตามเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป (European Commission, 2026)↩
- บทความนี้ใช้วิธีการ difference-in-differences-in-differences (triple differences) ร่วมกับตัวแปร post และ treat เพื่อวิเคราะห์ว่าผลกระทบของมาตรการ CBAM ต่อผู้ส่งออกไทยมีความแตกต่างกันตามคุณลักษณะของผู้ส่งออกหรือไม่ โดยคุณลักษณะของผู้ส่งออกที่นำมาพิจารณา ได้แก่ ขนาด อายุ สุขภาพทางการเงิน (financial health) ของบริษัท ตลอดจนข้อจำกัดทางการเงิน ผลการศึกษาพบว่าขนาดของบริษัทมีผลต่อผลกระทบที่ได้รับจากมาตรการ CBAM โดยไม่พบความแตกต่างในมิติอื่น ๆ↩
- หากผู้ส่งออกมีแนวโน้มที่จะส่งออกสินค้าหลายชนิดไปพร้อม ๆ กันในลักษณะ Bulk consignment เพื่อประหยัดต้นทุนในการขนส่ง มาตรการ CBAM จะส่งผลให้การส่งออกสินค้าอื่น ๆ ไป EU ลดลงด้วย เพื่อทดสอบสมมติฐานนี้ ผู้เขียนได้สร้างตัวแปร bulk consignment ขึ้นและนำตัวแปรดังกล่าวมาวิเคราะห์ผ่านเทคนิค difference-in-differences-in-differences (triple differences) ร่วมกับตัวแปร post และ treat เพื่อทดสอบว่า ผู้ประกอบการที่มีพฤติกรรมการส่งออกสินค้าแบบ bulk consignment มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกสินค้า non-CBAM ไปยังสหภาพยุโรปลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังการประกาศใช้มาตรการ CBAM หรือไม่↩
- สำหรับการเลือกเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำนั้น ผู้ประกอบการอาจพิจารณาความเหมาะสมของเทคโนโลยีทั้งแง่ของศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal abatement cost) โดยอาจพิจารณาจาก Marginal Abatement Cost Curve (MACC) ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรศึกษาและเลือกลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสม↩












