Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Gaming the Threshold: Size-Dependent Tax Policy and Domestic Profit Shifting
Discussion Paper ล่าสุด
Gaming the Threshold: Size-Dependent Tax Policy and Domestic Profit Shifting
ภูมิทัศน์สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย: ตลาดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่
aBRIDGEd ล่าสุด
ภูมิทัศน์สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย: ตลาดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Agentic AI for Economic Research
งานสัมมนาล่าสุด
Agentic AI for Economic Research
Predicting Financial Market Stress with Machine Learning
งานสัมมนาล่าสุด
Predicting Financial Market Stress with Machine Learning
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
ประกาศล่าสุด
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/ff36f1029e3f37e65c5d76348087b9c4/41624/cover.jpg
16 เมษายน 2569
20261776297600000

ภูมิทัศน์สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย: ตลาดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่

เข้าใจโครงสร้างการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ และนัยเชิงนโยบายของการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ผ่านฐานข้อมูลใบขน
อธิภัทร มุทิตาเจริญนุวัต หนูขวัญเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง
ภูมิทัศน์สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย: ตลาดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่
excerpt

การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจีน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ท่ามกลางการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce ข้ามพรมแดน และได้สร้างความท้าทายให้แก่ SME ไทย จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายครั้งสำคัญคือการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ที่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนำเข้ากับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทในปี 2567 และ 2569 ตามลำดับ บทความนี้นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับพัฒนาการของการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำผ่านข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าของกรมศุลกากร เพื่อชี้ให้เห็นถึงนัยเชิงนโยบายจากการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ดังกล่าว ผลการศึกษาพบการเร่งขึ้นอย่างรวดเร็วของการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า ซึ่งแหล่งที่มาของสินค้ามูลค่าต่ำมีความกระจุกตัวชัดเจนโดยสินค้าจีนมีสัดส่วนสูงกว่า 80% และนำเข้าทางบกเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สินค้ามูลค่าต่ำจากต่างประเทศบางส่วนเป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ตลอดจนสินค้าทุน การยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าวจึงอาจส่งผลต่อทั้งราคานำเข้าที่ผู้บริโภคเผชิญไปจนถึงต้นทุนการผลิตของธุรกิจ นอกจากนี้ เกณฑ์ de minimis ทำให้ผู้ขายตั้งราคาขายสินค้าให้ต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อยในบางช่วง แต่ผลดังกล่าวหมดไปตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2567 ในระยะข้างหน้า ภาครัฐควรติดตามการส่งผ่านผลของภาษีไปที่ราคานำเข้า การตอบสนองของผู้บริโภค ความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย รวมถึงผลกระทบต่อรายได้ภาษี เพื่อประเมินผลประโยชน์สุทธิของนโยบาย

เมื่อการสั่งของราคาหลักสิบหรือหลักร้อยจากจีนที่มาถึงหน้าบ้านภายในไม่กี่วัน กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนไทย คำถามสำคัญคือ เบื้องหลังกล่องพัสดุเล็ก ๆ เหล่านี้ที่รวมกันเป็นหลายสิบล้านกล่องในแต่ละปี ปริมาณการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ โครงสร้างภาษี และการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศกำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร หลังจากที่ภาครัฐได้ประกาศยกเลิกเกณฑ์ de minimis ที่ยกเว้นภาษีแก่สินค้ามูลค่าต่ำ บทความนี้นำเสนอข้อเท็จจริง (stylized facts) เกี่ยวกับพัฒนาการของการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทย และชี้ให้เห็นนัยเชิงนโยบายจากการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ดังกล่าวที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในปี 2569

เกณฑ์ de minimis และสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ: นิยาม ความสำคัญ และนัยเชิงนโยบาย

ในบริบทศุลกากรไทย เกณฑ์ de minimis หมายถึงมูลค่าขั้นต่ำของสินค้านำเข้าที่ได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บภาษี โดยก่อนปี 2567 รัฐบาลไทยกำหนดให้สินค้านำเข้าที่มีมูลค่ารวมค่าประกันภัยและค่าขนส่ง (Cost, Insurance and Freight: CIF) ไม่เกิน 1,500 บาทได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนธุรกรรมและส่งเสริมให้การนำเข้าสินค้ารายย่อยคล่องตัวมากขึ้น

ในเชิงโครงสร้าง ตลาดสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นสามประการ ได้แก่

  1. มูลค่าต่อหน่วยสินค้าอยู่ในระดับต่ำ หากแต่ปริมาณธุรกรรมโดยรวมมีขนาดมหาศาล
  2. สินค้าส่วนใหญ่อยู่ในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่ผู้บริโภคไทยมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง
  3. ตลาดดังกล่าวดำเนินการผ่านห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงระหว่างจีน ลาว และไทย โดยอาศัยแพลตฟอร์ม e-commerce และระบบการขนส่งข้ามพรมแดนเป็นกลไกหลัก

ด้วยเหตุนี้ สินค้าในกลุ่มนี้จึงมิอาจถูกพิจารณาเพียงในฐานะของ "สินค้าราคาถูก" แต่ยังก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ในรูปแบบของพัสดุชิ้นเล็ก ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปริมาณการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบอย่างเป็นระบบต่อโครงสร้างตลาดภายในประเทศ ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME และฐานภาษีของรัฐ แรงกดดันเชิงโครงสร้างดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการยกเลิกการยกเว้นการเรียกเก็บภาษีภายใต้เกณฑ์ de minimis โดยรัฐบาลได้เริ่มบังคับใช้การจัดเก็บ VAT สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทนับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ขายในต่างประเทศกับผู้ขายในประเทศ และกรมศุลกากรได้ยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา ส่งผลให้สินค้านำเข้าทุกรายการจะต้องเสียทั้ง VAT และอากรศุลกากรนับแต่บาทแรก ทั้งนี้ ภาษีนำเข้าส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 10–30% แตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า การเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายดังกล่าวจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์การนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำในประเทศไทย

การยกเลิกเกณฑ์ de minimis นี้มิใช่ปรากฏการณ์เฉพาะของไทย หากแต่สะท้อนแนวโน้มเชิงนโยบายในระดับนานาชาติที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกายกเลิกเกณฑ์ดังกล่าวสำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ภายหลังจากที่ได้ยกเลิกเกณฑ์นี้สำหรับสินค้าจากจีนไว้แล้วในช่วงปลายปี 2567 เวียดนามและสหภาพยุโรปดำเนินมาตรการในทิศทางเดียวกันในเดือนกุมภาพันธ์และพฤศจิกายน 2568 ตามลำดับ ส่วนตุรกีเลือกใช้แนวทางการปรับลดเพดานมูลค่าสินค้า de minimis จาก 150 ยูโรเหลือ 30 ยูโรในเดือนสิงหาคม 2567 ขณะที่อินโดนีเซียปรับลดเพดานดังกล่าวจาก 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือเพียง 3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2563 เพื่อรับมือกับการไหลบ่าของสินค้านำเข้าคุณภาพต่ำ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาดำเนินมาตรการในทิศทางเดียวกัน

เจาะลึกพัฒนาการของการนำเข้าสินค้า de minimis ในไทย

บทความนี้นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับพัฒนาการของการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำในประเทศไทย ในมิติขนาด แหล่งที่มา ช่องทางการนำเข้า ประเภทสินค้า และราคา โดยวิเคราะห์ข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าของกรมศุลกากร ครอบคลุมช่วงปี 2559–2568 เพื่อนำเสนอนัยเชิงนโยบายจากการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ทั้งนี้ ผู้เขียนนิยามสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำว่าหมายถึงสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทต่อหนึ่งรายการที่ปรากฏขึ้นในใบขนสินค้า

1. ขนาดและความสำคัญของตลาดสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ

ในปี 2568 มูลค่าการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทยโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 37,500 ล้านบาท (รูปที่ 1) โดยกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าดังกล่าว หรือราว 20,000 ล้านบาท เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค คิดเป็น 1.4% ของมูลค่าสินค้านำเข้าเพื่ออุปโภคบริโภคทั้งหมด ในเชิงพัฒนาการ ตลาดนี้แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยมูลค่าการนำเข้ารวมเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 150 เมื่อเทียบกับปี 2563 แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าระหว่างประเทศของไทย กล่าวคือ การนำเข้าได้เปลี่ยนผ่านจากช่องทางดั้งเดิมไปสู่แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนที่มีความรวดเร็วและต้นทุนต่ำ

รูปที่ 1: มูลค่าการนำเข้าสินค้าตามเกณฑ์ de minimis ของไทย
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียนหมายเหตุ: สินค้านำเข้าตามเกณฑ์ de minimis คือสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าซึ่งคิดรวมค่าสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่ง (CIF) ไม่เกิน 1,500 บาทต่อรายการในใบขนสินค้า

สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศ e-commerce ของไทยในปัจจุบัน โดยมูลค่าสินค้านำเข้า de minimis ของไทยในปี 2567 คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่ายอดขายออนไลน์รวมจาก 3 แพลตฟอร์ม e-commerce หลักของไทย (Shopee, Lazada และ Tiktok)1 ซึ่งข้อสังเกตสำคัญคือ สัดส่วนดังกล่าวใกล้เคียงกับกรณีของสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่เพดานเกณฑ์ de minimis ของไทยนั้นจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดไว้ที่ 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ มากก็ตาม

2. แหล่งที่มาของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ

โครงสร้างแหล่งกำเนิดของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2559 สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทยมีแหล่งกำเนิดที่ค่อนข้างหลากหลาย โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงสุดที่ราว 35% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด (รูปที่ 2) และจีนมีสัดส่วนรองลงมาที่ประมาณ 20% ขณะที่แหล่งอื่น ๆ เช่น อาเซียน และสหภาพยุโรป มีบทบาทสำคัญเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ข้อมูลในช่วง 3 ปีล่าสุด (2566–2568) ชี้ว่ามากกว่า 80% ของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำมีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน และสัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำจากญี่ปุ่นมีสัดส่วนลดลงชัดเจนมาอยู่ที่ประมาณ 5% ในปี 2568 ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนการเพิ่มความกระจุกตัวของแหล่งนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการพึ่งพาประเทศจีน ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของการค้าข้ามพรมแดนระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียนที่เอื้อให้ผู้ประกอบการจีนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้สะดวกขึ้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ

รูปที่ 2: สัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าตามเกณฑ์ de minimis แบ่งตามประเทศถิ่นกำเนิด
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียนหมายเหตุ: อาเซียนอื่น ๆ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน

ความกระจุกตัวในการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำจากจีนเห็นได้ชัดเจนในทุกประเภทสินค้า โดยในปี 2568 สัดส่วนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนที่มาจากจีนอยู่ที่ 90%, 75%, และ 65% ตามลำดับ (รูปที่ 3) โดยญี่ปุ่นมีบทบาทรองลงมาโดยมีสัดส่วนอยู่ที่ราว 10% สำหรับวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และ 15% สำหรับสินค้าทุน

รูปที่ 3: สัดส่วนการนำเข้าสินค้าตามเกณฑ์ de minimis ปี 2568 ในแต่ละประเภทสินค้า แบ่งตามประเทศถิ่นกำเนิด
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียนหมายเหตุ: อาเซียนอื่น ๆ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน

3. ช่องทางและรูปแบบการนำเข้า

รูปแบบการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทยมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา จากเดิมที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศเป็นหลัก ไปสู่การนำเข้าทางบกผ่านระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงจีน–ลาว–ไทยโดยตรง

ในช่วงปี 2559–2563 สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำส่วนใหญ่ของไทยถูกนำเข้าผ่านช่องทางทางอากาศเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70–80% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด (รูปที่ 4) รองลงมาคือการนำเข้าทางเรือ ขณะที่การนำเข้าทางบกมีบทบาทค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา และยิ่งชัดเจนในปี 2566 โดยข้อมูลในช่วงปี 2566–2568 ชี้ว่า สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทยกว่า 70% ถูกนำเข้าผ่านทางรถยนต์ ขณะที่สัดส่วนการนำเข้าสินค้าทางอากาศลดลงอย่างมาก ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเดียวกันกับที่การนำเข้าสินค้าผู้บริโภคมูลค่าต่ำโดยเฉพาะที่มีแหล่งที่มาจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนผ่านนี้จึงอาจสะท้อนการเกิดขึ้นของระบบโลจิสติกส์ทางบกที่มีต้นทุนต่ำกว่า สามารถรองรับการขนส่งพัสดุจำนวนมาก และเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม e-commerce ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รูปที่ 4: สัดส่วนการนำเข้าสินค้าตามเกณฑ์ de minimis แบ่งตามวิธีการขนส่ง
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียน

เมื่อพิจารณาเชิงพื้นที่ การนำเข้าทางรถยนต์มีความกระจุกตัวสูงในจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยข้อมูลปี 2568 ระบุว่า มากกว่า 95% ของสินค้าที่นำเข้าทางรถยนต์เข้าสู่ประเทศผ่านด่านมุกดาหารและนครพนม (รูปที่ 5) และมีแหล่งที่มาจากประเทศจีนแทบทั้งหมด รูปแบบดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของเส้นทางโลจิสติกส์ R9–R12 ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนหลักของการขนส่งสินค้า e-commerce จากแหล่งผลิตในจีน ผ่านลาว เข้าสู่ตลาดไทยภายในระยะเวลาอันสั้น

รูปที่ 5: สัดส่วนการนำเข้าสินค้าตามเกณฑ์ de minimis โดยรถยนต์ปี 2568 แบ่งตามจังหวัด
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียน

ทั้งนี้ ลักษณะเฉพาะของระบบโลจิสติกส์ของ e-commerce ข้ามพรมแดน คือการผสานระหว่าง

  1. การรวมพัสดุจำนวนมาก (consolidation)
  2. การขนส่งทางบกต้นทุนต่ำ
  3. การกระจายสินค้าอย่างรวดเร็วถึงผู้บริโภคปลายทาง ซึ่งทำให้การนำเข้าทางรถยนต์สามารถแข่งขันกับการขนส่งทางอากาศได้ทั้งด้านต้นทุนและระยะเวลา การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังช่วยอธิบายการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจากจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา2

4. โครงสร้างประเภทสินค้า (Product composition)

โครงสร้างประเภทสินค้าของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทยสะท้อนว่า ตลาดนี้ไม่ได้มีบทบาทเพียงในฐานะสินค้าสำหรับผู้บริโภคปลายทางเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นปัจจัยการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตภายในประเทศ

เมื่อพิจารณาพัฒนาการในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดังแสดงในรูปที่ 6 พบว่า ในปี 2559 กว่าครึ่งหนึ่งของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง (raw materials และ intermediate goods) ขณะที่ราว 30% เป็นสินค้าทุน (capital goods) ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค (consumer goods) มีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โครงสร้างดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แม้มูลค่าการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นในทั้ง 3 กลุ่ม แต่ในเชิงสัดส่วน สัดส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับการลดลงของสัดส่วนของวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุน แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของ e-commerce ข้ามพรมแดนและพฤติกรรมการสั่งซื้อสินค้ามูลค่าต่ำโดยตรงจากต่างประเทศของผู้บริโภคไทย

รูปที่ 6: มูลค่าและสัดส่วนการนำเข้าสินค้าตามเกณฑ์ de minimis แบ่งตามประเภทสินค้า
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างประเภทสินค้าในปี 2568 ประมาณ 50% ของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่อีกราว 30% เป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และประมาณ 10% เป็นสินค้าทุน ดังนั้น แม้บทบาทในฐานะสินค้าบริโภคขั้นสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหลัง แต่สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำก็ยังคงมีความสำคัญในฐานะปัจจัยการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบสินค้าในระดับที่ละเอียดขึ้นภายในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าจำพวกเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวมในปี 2568 กว่า 10,000 ล้านบาท และขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา (รูปที่ 7) ขณะที่อีกราว 25% อยู่ในหมวดการผลิตอื่น ๆ เช่น กระเป๋าเดินทาง ภาชนะใส่ของ อุปกรณ์กีฬา นาฬิกา และอุปกรณ์แต่งผม สำหรับกลุ่มวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง เกือบครึ่งหนึ่งเป็นสินค้าในหมวดเคมีภัณฑ์ (เช่น ของใช้และบรรจุภัณฑ์พลาสติก เทปกาว) อีกประมาณ 15% อยู่ในหมวดยานยนต์ (เช่น อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์และจักรยาน) และราว 10% เป็นสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น ตัวต้านทานไฟฟ้า อุปกรณ์สวิตช์/ป้องกันวงจร สายไฟ สาย LAN) ในส่วนของสินค้าทุน ราว 40% เป็นสินค้าในกลุ่มโลหะและเหล็ก เช่น สกรู น็อต และดอกสว่าน และอีกประมาณ 35% อยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ เช่น ตัวเก็บประจุ อะไหล่เครื่องยนต์ (ลูกสูบ วาล์ว ฝาสูบ) และหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นต้น3

รูปที่ 7: มูลค่าและสัดส่วนการนำเข้าสินค้าตามเกณฑ์ de minimis แบ่งตามกลุ่มสินค้า
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียน

นอกจากนี้ แม้ว่าสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจะคิดเป็นเพียง 0.33% ของมูลค่านำเข้ารวมทั้งหมดของไทยและมีสัดส่วนที่ 1.4% ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค แต่หากพิจารณาในระดับรายสินค้าย่อยดังแสดงในรูปที่ 8 จะพบว่าสัดส่วนของสินค้านำเข้าที่เข้าข่าย de minimis มีความสำคัญมากกว่าที่ภาพรวมสะท้อน โดยเฉพาะสำหรับสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค ตัวอย่างเช่น ในปี 2568 สินค้าพวกเสื้อผ้าผู้หญิงและอุปกรณ์แต่งผม (เช่น วิกผม ขนตาปลอม) มีสัดส่วนของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำสูงถึงประมาณ 45% และ 35% ต่อมูลค่านำเข้ารวมของสินค้ากลุ่มนั้น ๆ ตามลำดับ ขณะที่สินค้าบางประเภท เช่น หวี กิ๊บหนีบผม และหมวกคิดเป็นสัดส่วนราว 35% กรรไกรตัดเล็บ 30% ขณะที่ลูกปัดแก้วและเครื่องประดับเทียมก็มีสัดส่วนสูงกว่า 20%

ดังนั้น โครงสร้างประเภทสินค้าข้างต้นชี้ให้เห็นว่า การยกเลิกเกณฑ์ de minimis ในปี 2569 มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบในวงกว้างเกินกว่าเพียงผู้บริโภคปลายทาง โดยอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจรวมถึงโครงสร้างการแข่งขันในบางภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นมิติที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านในการออกแบบมาตรการเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง

รูปที่ 8: สัดส่วนการนำเข้าสินค้าตามเกณฑ์ de minimis ต่อมูลค่าการนำเข้ารวมของสินค้านั้น ๆ (สูงสุด 15 อันดับแรก)
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียนหมายเหตุ: จำแนกสินค้าด้วยรหัสพิกัดศุลกากร 4 หลัก และพิจารณาเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าสินค้า de minimis รวมในปี 2568 สูงสุด 100 อันดับแรก

5. การกระจายตัวของราคาสินค้า (Price distribution)

การมีอยู่ของเกณฑ์ de minimis เอื้อประโยชน์ต่อการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ ผ่านการยกเว้นภาษีรวมถึงการหลีกเลี่ยงต้นทุนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการศุลกากร ผู้ประกอบการจึงอาจมีแรงจูงใจที่จะกำหนดราคาสินค้าให้เท่ากับหรือต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเกณฑ์ de minimis ดังนั้น จึงอาจเห็นการกระจุกตัว (bunching) ของราคาสินค้าในช่วงของราคาดังกล่าว โดยในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่าเกณฑ์ de minimis นี้ทำให้ terms of trade4 ของประเทศดีขึ้น เนื่องจากผู้ขายสินค้าจากต่างประเทศยอมลดราคาของตนลงเพื่อให้อยู่ใต้เกณฑ์ ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคที่ได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง (Fajgelbaum & Khandelwal, 2024 2025)

ในกรณีของไทย เมื่อพิจารณาการกระจายตัว (distribution) ของจำนวนรายการการนำเข้าสินค้ารอบเกณฑ์มูลค่า 1,500 บาท (รูปที่ 9) พบว่า ในภาพรวม จำนวนรายการจะลดลงเมื่อมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการกระจุกตัวของสินค้านำเข้าอย่างชัดเจนสำหรับมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท และจำนวนรายการลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมูลค่าเกินเกณฑ์ดังกล่าว โดยการกระจุกตัวนี้พบชัดเจนในช่วงก่อนที่รัฐจะเริ่มเก็บภาษี VAT ในเดือนกรกฎาคม ปี 2567 และมีความเด่นชัดในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (รูปที่ 10) ผลที่ได้จึงสะท้อนกลยุทธ์การตั้งราคาของผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเกณฑ์ de minimis

อย่างไรก็ตาม การกระจุกตัวของราคาสินค้านำเข้าเริ่มหายไปตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงปี 2568 โดยจำนวนรายการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ de minimis ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับในอดีต พัฒนาการที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นผลจากการที่ภาครัฐเริ่มจัดเก็บภาษี VAT สินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและเปลี่ยนกลยุทธ์การตั้งราคาของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ

รูปที่ 9: การกระจายตัวของจำนวนรายการนำเข้าสินค้า ตามมูลค่าการนำเข้าต่อรายการ
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียนหมายเหตุ: ขนาดของ bin เท่ากับ 50 บาท
รูปที่ 10: การกระจายตัวของจำนวนรายการนำเข้าสินค้า ตามมูลค่าการนำเข้าต่อรายการ แบ่งตามประเภทสินค้า
ที่มา: ฐานข้อมูลใบขนสินค้า กรมศุลกากร และคำนวณโดยผู้เขียนหมายเหตุ: ขนาดของ bin เท่ากับ 50 บาท

นัยทางนโยบายของการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ปี 2569

การยกเลิกเกณฑ์ de minimis และการเริ่มจัดเก็บ VAT และภาษีศุลกากร ตั้งแต่บาทแรกในปี 2567 และ 2569 ตามลำดับ ถือเป็น จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของตลาดสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อรายได้ภาครัฐ แต่ยังอาจส่งผลต่อพฤติกรรมผู้ขาย ผู้บริโภค และการแข่งขันของ SME ทั้งนี้ ในระยะต่อไป เพื่อประเมินผลกระทบของการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ภาครัฐควรติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ดังนี้

  • ผลต่อผู้บริโภค ผู้บริโภคจะรับภาระภาษีมากน้อยเพียงใด โดยภาษีนำเข้าของไทยส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 10–30% เช่น เสื้อผ้าและรองเท้านำเข้าถูกจัดเก็บภาษีสูงถึง 30% ในหลักการแล้ว ภาระภาษีจะตกอยู่กับผู้บริโภคมากหรือน้อยขึ้นกับหลายปัจจัยทั้งอัตราภาษีนำเข้า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา และระดับการแข่งขันกับสินค้าและผู้ขายไทย คำถามสำคัญที่ตามมาคือเมื่อยกเลิกการยกเว้นภาษีแล้ว ราคาสินค้าซึ่งสะท้อนระดับการผลักภาระภาษี จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แพลตฟอร์ม e-commerce ในประเทศไทยจะมีการ absorb ภาษีแค่ไหน และจะส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน สินค้าจากผู้ประกอบการไทยจะทดแทนได้เพียงไร

  • ผลต่อผู้ประกอบการไทย สนามแข่งขันจะเท่าเทียมขึ้นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทที่ผู้บริโภคไทยมีความคุ้นชินกับการสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce นอกจากนี้ แม้ผู้ประกอบการไทยจะมีความเท่าเทียมในเชิงภาษี แต่จำเป็นต้องปรับตัวรูปแบบใดอีกหรือไม่เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีนได้ดียิ่งขึ้น

  • ผลต่อรัฐ มูลค่าภาษีศุลกากรและ VAT ที่รัฐคาดหวัง จะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงไร นอกจากนี้ภาครัฐได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติหลังการยกเว้นเกณฑ์ de minimis เช่นกัน โดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ การเชื่อมโยงข้อมูลจากแพลตฟอร์ม e-commerce5 ไปที่กรมศุลกากรเกี่ยวกับรายละเอียดสินค้าที่จำหน่ายตั้งแต่ต้นปี 2569 ซึ่งน่าสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเพียงไร

เอกสารอ้างอิง

Fajgelbaum, P. D., & Khandelwal, A. (2024). The Value of De Minimis Imports (NBER Working Papers No. 32607). National Bureau of Economic Research, Inc.

  1. รายงาน E-commerce in Southeast Asia 2024 โดย Momentum Works↩
  2. แม้ฐานข้อมูลใบขนจะแสดงให้เห็นว่า ผู้นำเข้าส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชน แต่ยังไม่สามารถจำแนกประเภทผู้นำเข้าได้อย่างละเอียด เช่น ความแตกต่างตามขนาดของธุรกิจ หรือการนำเข้าที่ดำเนินการผ่านและไม่ผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce ส่งผลให้การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของฝั่งผู้นำเข้ายังมีข้อจำกัด↩
  3. สินค้าที่ถูกจำแนกเป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง รวมถึงปัจจัยทุนบางส่วน อาจนำเข้ามาเพื่อใช้โดยผู้บริโภคหรือธุรกิจเอง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยการผลิต↩
  4. Terms of trade หรืออัตราการค้า คืออัตราส่วนของราคาส่งออกต่อราคานำเข้า↩
  5. Lazada, Shopee, Tiktok, Shein, Temu↩
อธิภัทร มุทิตาเจริญ
อธิภัทร มุทิตาเจริญ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นุวัต หนูขวัญ
นุวัต หนูขวัญ
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
เจตวัฒน์ ภัทรรังรอง
เจตวัฒน์ ภัทรรังรอง
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Topics: International TradeDigital Economy
Tags: de minimise-commercelow-valued imports
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email