Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
U.S. Dollar Dominance and the Role of Local Currency Settlement Framework: Evidence from Thai Exports
Discussion Paper ล่าสุด
U.S. Dollar Dominance and the Role of Local Currency Settlement Framework: Evidence from Thai Exports
สำรวจโครงสร้างส่งออกไทย: การเติบโตบนความกระจุกตัวและบทบาทของความหลากหลาย
aBRIDGEd ล่าสุด
สำรวจโครงสร้างส่งออกไทย: การเติบโตบนความกระจุกตัวและบทบาทของความหลากหลาย
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: ข้อค้นพบจากการทดลองภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย
PIER Research Brief ล่าสุด
ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: ข้อค้นพบจากการทดลองภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย
ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย
PIER Research Brief ล่าสุด
ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
ประกาศล่าสุด
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/98e90462532fdedb0c7f49019525c0f7/41624/cover.jpg
22 พฤษภาคม 2569
20261779408000000

สำรวจโครงสร้างส่งออกไทย: การเติบโตบนความกระจุกตัวและบทบาทของความหลากหลาย

เจาะลึกการกระจุกตัว การอยู่รอด และศักยภาพการเติบโตของผู้ส่งออกไทย
อภิชญา ผู้อุตส่าห์
สำรวจโครงสร้างส่งออกไทย: การเติบโตบนความกระจุกตัวและบทบาทของความหลากหลาย
excerpt

ในปี 2568 การส่งออกไทย (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 11.6 สูงกว่าค่าเฉลี่ยสิบปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เผชิญความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวยิ่งสะท้อนให้เห็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการพึ่งพาสินค้าบางกลุ่มและผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย บทความนี้วิเคราะห์ความหลากหลายของสินค้าส่งออกไทยทั้งในระดับประเทศและระดับผู้ส่งออก โดยใช้ข้อมูลการส่งออกรายผู้ส่งออกที่จำแนกตาม harmonized code 6 หลัก ร่วมกับดัชนีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (revealed comparative advantage: RCA) ผลการศึกษาพบว่า แม้โครงสร้างการส่งออกไทยยังไม่ถึงกับสูญเสียความหลากหลายอย่างชัดเจน แต่ยังคงมีการกระจุกตัวสูง ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหม่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนสินค้าหลังเข้าตลาดได้ ผลการศึกษายังพบว่า ความหลากหลายของสินค้าส่งออกมีความสัมพันธ์การอยู่รอด ศักยภาพ และเสถียรภาพในการเติบโตของผู้ส่งออก บทความนี้จึงเสนอให้มีการสนับสนุน product diversification ของผู้ส่งออกเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคส่งออกไทยในระยะยาว

ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยตามหลักสถิติดุลการชำระเงิน (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวถึงร้อยละ 11.6 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตในช่วงสิบปีที่ผ่านมาที่อยู่เพียงร้อยละ 3 อย่างมาก แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้าโลก โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ทำให้โครงสร้างการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่ขยายตัวสูงนำไปสู่คำถามที่ว่าจะยั่งยืนต่อไปหรือไม่?

การพึ่งพาสินค้าเทคโนโลยีและการกระจุกตัวของผู้ส่งออก

การส่งออกไทยพึ่งพาสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยร้อยละ 21.1 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ร้อยละ 27.4 ในปี 2568 (รูปที่ 1) ขณะที่บทบาทของสินค้ากลุ่มอื่นปรับลดลง โดยเฉพาะสินค้าปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบาย dual circulation1 ของจีนที่มุ่งเน้นการพึ่งพาสินค้าที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น รวมถึงสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนที่เผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยแม้ไทยจะเริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออกแล้ว แต่สัดส่วนยังอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่าการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การพึ่งพาสินค้าเทคโนโลยีเพียงไม่กี่กลุ่มสะท้อน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในบริบทที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีชะลอลง หรือผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยียุคใหม่ การส่งออกไทยอาจชะลอตัวและกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมได้ ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าเทคโนโลยีที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในตะกร้าส่งออกไทยยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยผู้ส่งออกมูลค่าสูงสุดร้อยละ 1 ครองส่วนแบ่งมูลค่าการส่งออกในกลุ่มนี้สูงถึงร้อยละ 85 (รูปที่ 2) สูงกว่าการกระจุกตัวของการส่งออกไทยโดยรวมที่อยู่ราวร้อยละ 64 สะท้อนว่าฐานผู้ส่งออกไทยยังขาดความหลากหลายและความเข้มแข็งในวงกว้าง ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างฐานผู้ส่งออกที่เข้มแข็งในระยะยาว

รูปที่ 1: สัดส่วนสินค้าส่งออกไทย
ที่มา: กรมศุลกากร คำนวณโดย ธปท.หมายเหตุ: ไม่นับรวมการส่งออกทองคำ
รูปที่ 2: โครงสร้างผู้ส่งออกสินค้าปี 2568

โครงสร้างผู้ส่งออกสินค้าปี 2568

ที่มา: กรมศุลกากร คำนวณโดย ธปท.

สัญญาณของการกระจุกตัวเหล่านี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า โครงสร้างการส่งออกของไทยกำลังสูญเสียความหลากหลายไปหรือไม่ การวิเคราะห์เชิงลึกทั้งในระดับประเทศและในระดับผู้เล่นในตลาดส่งออกจึงมีความจำเป็น เพื่อทำความเข้าใจกลไกการเติบโตและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และนำไปสู่นัยเชิงนโยบายสำหรับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคส่งออกไทยในระยะต่อไป

ทำไม "ความหลากหลายของสินค้า" จึงสำคัญ

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในยุคแรก ตั้งแต่แนวคิดเรื่อง division of labor ของ Adam Smith ไปจนถึงทฤษฎี Heckscher–Ohlin ต่างให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและการผลิตตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparative advantage) อย่างไรก็ตาม แนวคิดสมัยใหม่ชี้ว่า โครงสร้างการส่งออกที่หลากหลายไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ยังเป็นกลไกยกระดับขีดความสามารถในการผลิต ผ่านการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) การค้นพบสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสั่งสมทุนมนุษย์ เช่น ในงานของ Hidalgo et al. (2007) ที่ชี้ว่าการส่งออกสินค้าที่หลากหลายเป็นผลพวงจากกระบวนการสะสม capabilities และนำไปสู่การผลิตสินค้าที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

ในกรณีของไทย บทความ aBRIDGEd ในอดีต (Apaitan et al., 2017) ได้นำเสนอการวัดความสามารถในการผลิตของประเทศตามแนวคิดดังกล่าว โดยพบว่าโครงสร้างสินค้าส่งออกไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมามีความหลากหลายและองค์ความรู้ในการผลิตที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าใหม่ที่เกิดขึ้นเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับความสามารถในการผลิตที่ประเทศมีอยู่เดิม

ประสบการณ์จากต่างประเทศสนับสนุนแนวคิดข้างต้น โดยงานวิจัยของ IMF (da Costa Neto & Romeu, 2011) พบว่าประเทศในละตินอเมริกาที่มีโครงสร้างส่งออกหลากหลายเผชิญการหดตัวของการส่งออกน้อยกว่าในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ขณะที่กรณีของเกาหลีใต้ (Kim, 2012) ชี้ว่าการพัฒนาความหลากหลายของสินค้าส่งออกเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจในระยะยาว

คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ ภายใต้บริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โครงสร้างการส่งออกของไทยในปัจจุบันยังคงมีความหลากหลายเพียงพอหรือไม่ และความหลากหลายนั้นมีบทบาทต่อความแข็งแกร่งของภาคส่งออกอย่างไร

ในระดับประเทศ: กระจุกตัวสูง แต่ยังไม่สูญเสียความหลากหลาย

บทความนี้วิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกไทยในระดับ harmonized code 6 หลัก โดยใช้ดัชนี revealed comparative advantage (RCA)2 เป็นเกณฑ์จำแนกประเภทสินค้า สินค้าที่มีค่า RCA มากกว่า 1 สะท้อนว่าไทยมีความเชี่ยวชาญในการผลิตและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในปีเดียวกัน การใช้ RCA ช่วยให้การวิเคราะห์สะท้อนศักยภาพเชิงโครงสร้างสินค้าที่ประเทศมีความได้เปรียบในการส่งออกมากกว่าการพิจารณามูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว เมื่อเปรียบเทียบสองช่วงเวลา สามารถจำแนกสินค้าส่งออกไทยออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  1. สินค้าที่แข่งขันได้ ที่มี RCA มากกว่า 1 ต่อเนื่อง สะท้อนความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในระดับโลกที่ไทยยังรักษาไว้ได้
  2. สินค้าใหม่ ที่พัฒนา RCA มากกว่า 1 ในช่วงหลัง สะท้อนการสร้างศักยภาพการผลิตใหม่
  3. สินค้าสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ที่เคยมี RCA มากกว่า 1 แต่ลดลงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 หรือเลิกส่งออก
  4. สินค้าที่แข่งขันยาก ซึ่งมี RCA น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 มาตลอด ซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่สินค้าที่ไทยมีความถนัด

ผลการวิเคราะห์ (รูปที่ 3) พบว่า การส่งออกไทยมีโครงสร้างที่กระจุกตัวสูงมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งมูลค่าการส่งออกร้อยละ 74 มาจากสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบ แต่สินค้าในกลุ่มนี้กลับไม่ได้มีความหลากหลายมาก มีสัดส่วนเพียงราวร้อยละ 17 ของจำนวนสินค้าทั้งหมด ขณะที่สินค้าส่วนใหญ่กลับไม่ใช่สินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง และหากมองจากสัดส่วนในการขับเคลื่อนการเติบโตโดยรวมของภาคส่งออก (contribution to growth) (รูปที่ 4) พบว่า การส่งออกไทยยังคงขับเคลื่อนโดยสินค้าที่ได้เปรียบเป็นหลัก และเริ่มพึ่งพิงสินค้าที่ไม่มีความถนัดมากขึ้นในระยะหลัง ขณะที่สินค้าที่มีความได้เปรียบบางส่วนก็เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม เช่น การส่งออกข้าวที่ชะลอลงจากอุปทานข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น

รูปที่ 3: สัดส่วนสินค้าส่งออกไทยตาม RCA
ที่มา: Trademap, กรมศุลกากร คำนวณโดย ธปท.หมายเหตุ: 1) คำนวณสินค้าในระดับ harmonize code 6 หลัก และไม่รวมทองคำ 2) สูตรในการคำนวณ RCA คือ สัดส่วนการส่งออกสินค้านั้นในตะกร้าส่งออกของประเทศ เทียบกับสัดส่วนการส่งออกสินค้านั้นในตะกร้าส่งออกของโลก โดยหากค่า RCA มากกว่า 1 แสดงว่าประเทศมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในสินค้านั้น 3) ก่อน COVID คำนวณสถานะจาก RCA ปี 2558 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย RCA ปี 2559–2561 และหลัง COVID คำนวณสถานะจาก RCA ปี 2564 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย RCA ปี 2565–2567
รูปที่ 4: บทบาทสินค้าต่อการส่งออกไทยหลัง COVID
ที่มา: Trademap, กรมศุลกากร คำนวณโดย ธปท.หมายเหตุ: สถานะสินค้าปี 2568 ใช้ข้อมูลสถานะสินค้าหลัง COVID

แม้ว่าโครงสร้างส่งออกไทยจะกระจุกตัวสูง แต่ในระดับประเทศยังไม่ปรากฏสัญญาณสูญเสียความหลากหลายของสินค้าส่งออก สะท้อนจากสัดส่วนของสินค้าใหม่และสินค้าสูญเสียความสามารถในการแข่งขันยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอดีต ทั้งในแง่จำนวนสินค้าและมูลค่าการส่งออก อย่างไรก็ดี แม้จำนวนสินค้าใหม่จะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่สินค้ากลุ่มนี้ก็ยังมีบทบาทสนับสนุนให้การส่งออกไทยขยายตัว รวมทั้งช่วยพยุงการส่งออกไทยไม่ให้หดตัวรุนแรงในช่วงที่สินค้ากลุ่มอื่นเผชิญข้อจำกัด

ในระดับผู้ส่งออก: มีสัญญาณส่งออกสินค้าหลากหลายขึ้น

ประเทศจะมีความหลากหลายของสินค้าส่งออกได้ย่อมเกิดมาจากความหลากหลายของผู้ส่งออกในระดับจุลภาค พฤติกรรมของผู้ส่งออกในการขยายตะกร้าสินค้าจึงมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการส่งออกโดยรวม เปรียบเสมือนเป็นการสั่งสมขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ

เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกจำแนกตามคู่ผู้ส่งออก–สินค้า โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  1. ผู้ส่งออกรายเดิม–สินค้าเดิม ที่ส่งออกต่อเนื่อง
  2. ผู้ส่งออกรายเดิม–สินค้าใหม่ ที่เริ่มส่งออกสินค้าใหม่ในช่วงถัดมา
  3. ผู้ส่งออกรายเดิม–สินค้าออกจากตลาด ที่หยุดส่งออกสินค้าบางรายการ
  4. ผู้ส่งออกรายใหม่–สินค้าใหม่ ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดส่งออก

ผลการวิเคราะห์พบว่ามูลค่าการส่งออกยังคงกระจุกตัวอยู่กับ คู่ผู้ส่งออกรายเดิม–สินค้าเดิม เกือบทั้งหมด (รูปที่ 5) แม้ผู้ส่งออกรายเดิมจะเลิกส่งออกสินค้าบางรายการ แต่มูลค่าค่อนข้างน้อยจึงไม่กระทบภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่คู่ผู้ส่งออกรายใหม่–สินค้าใหม่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวน สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหม่มีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มความหลากหลาย แม้บทบาทในเชิงมูลค่ายังจำกัด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสินค้าใหม่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาด ทั้งในลักษณะของการทดลองสินค้าและการขยายกำลังการผลิตที่ยังไม่เต็มที่

รูปที่ 5: สัดส่วนคู่ผู้ส่งออก-สินค้า
ที่มา: กรมศุลกากร คำนวณโดย ธปท.หมายเหตุ: 1) คำนวณสินค้าในระดับ Harmonize code 6 หลัก และไม่รวมทองคำ 2) ก่อน COVID คำนวณสถานะจาก RCA ปี 2558 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย RCA ปี 2559–2561 และหลัง COVID คำนวณสถานะจาก RCA ปี 2564 เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย RCA ปี 2565–2567

แต่หากมองในด้านจำนวนสินค้าต่อผู้ส่งออก (รูปที่ 6) พบว่าในอดีตผู้ส่งออกส่วนใหญ่ส่งออกเพียงหนึ่งสินค้า แต่ในปี 2568 สัดส่วนของผู้ที่ส่งออกสินค้าหลากหลายเพิ่มมากขึ้น สะท้อนว่าการขยายตะกร้าสินค้ายังมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ส่งออกมูลค่าน้อยกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้ในระยะหลังผู้ส่งออกจะสามารถส่งออกสินค้าใหม่ๆ มากขึ้น แต่กลับเผชิญความท้าทายในการอยู่รอด จากรูปที่ 7 พบว่าผู้ส่งออกรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเพียงชั่วคราว โดยราวสองในสามออกจากตลาดภายในหนึ่งปี ขณะที่ผู้ที่ยังอยู่ในตลาดต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ยังคงมีจำนวนสินค้าเท่าเดิมหรือลดลง มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่สามารถขยายสินค้าส่งออกได้ในปีถัดไป สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการยกระดับผู้ส่งออกรายใหม่ไปสู่การเติบโตในระยะยาว

รูปที่ 6: โครงสร้างผู้ส่งออกตามมูลค่าส่งออกและจำนวนสินค้าส่งออก
ที่มา: กรมศุลกากร คำนวณโดย ธปท.
รูปที่ 7: สัดส่วนผู้ส่งออกรายใหม่ตามพฤติกรรมปีถัดไปหลังเข้าตลาด
ที่มา: กรมศุลกากร คำนวณโดย ธปท.

ความหลากหลายของสินค้า: ปัจจัยเสริมความแข็งแกร่งของผู้ส่งออก

จากที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความหลากหลายให้กับตะกร้าสินค้าส่งออกมีบทบาทสำคัญในระดับประเทศ ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญว่า แล้วผู้ส่งออกได้ประโยชน์จากตะกร้าสินค้าที่หลากหลายหรือไม่? งานวิจัยฉบับนี้จึงทำการวิเคราะห์ระดับผู้ส่งออกเพิ่มเติมในสามมิติ ได้แก่ การอยู่รอด ศักยภาพ และเสถียรภาพในการเติบโตของผู้ส่งออก

ในด้านการอยู่รอดในตลาด ผู้ส่งออกไทยมีความเปราะบาง โดยเฉลี่ยสามารถอยู่รอดในตลาดไม่ถึง 2 ปี และมีเพียงร้อยละ 8 ที่อยู่รอดในตลาดตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป3 และเมื่อวิเคราะห์อัตราการอยู่รอดของผู้ส่งออกโดยคำนึงถึงมิติของจำนวนสินค้าผ่านแบบจำลอง cox proportional hazards โดยควบคุมความแตกต่างของช่วงเวลาที่เข้าตลาด สินค้าส่งออกหลักและขนาดของผู้ส่งออก4 ผลการศึกษา (ตารางที่ 1) พบว่า จำนวนสินค้าส่งออกสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดอย่างมีนัยสำคัญ โดยทุกๆ การเพิ่มจำนวนสินค้าเป็นสองเท่าลดความเสี่ยงในการออกจากตลาดได้ร้อยละ 15–21

ตารางที่ 1: ผลของจำนวนสินค้าส่งออกต่อโอกาสอยู่รอดในตลาดส่งออก
ตัวแปร(1)(2)(3)(4)
จำนวนสินค้าส่งออก0.85***
[0.84, 0.86]
0.84***
[0.83, 0.85]
0.81***
[0.80, 0.81]
0.79***
[0.78, 0.80]
มูลค่าส่งออกตั้งต้น0.86***
[0.85, 0.86]
0.86***
[0.85, 0.86]
0.88***
[0.88, 0.88]
0.88***
[0.88, 0.88]
Entry year fixed effectNoYesNoYes
Product fixed effectNoNoYesYes
หมายเหตุ : *** มีนัยยะสำคัญที่ระดับ 1% (1) จำนวนสินค้าคำนวณในระดับ Harmonize Code 6 หลัก และ Product fixed effect คำนวณจากสินค้าในระดับ Harmonize Code 2 หลัก ที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดของผู้ส่งออกในแต่ะละช่วงเวลาที่อยู่ในตลาดส่งออก (2) ผู้ส่งออกที่เข้าตลาดช่วงปี 2558-2567 จำนวน 104,183 ราย (3) ตารางแสดงผลการประเมินด้วยแบบจำลอง Cox Proportional Hazards ในรูปของค่า hazard ratios โดยจำนวนสินค้าส่งออกและมูลค่าการส่งออกตั้งต้นเป็นตัวแปรในรูปของลอการิทึมธรรมชาติ (natural logarithms)

ในด้านศักยภาพการเติบโต เมื่อจำแนกผู้ส่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ส่งออก 1 สินค้า, 2-5 สินค้า, และมากกว่า 5 สินค้า จะพบว่า ผู้ส่งออกที่มีความหลากหลายของตะกร้าสินค้ามีแนวโน้มที่จะเติบโตได้มากกว่า รูปที่ 8 แสดงการกระจายตัวของอัตราการเติบโตของผู้ส่งออกในปี 2558 2562 และ 2568 โดยควบคุมกลุ่มตัวอย่างให้มีการคละกันของขนาดและสินค้าส่งออกหลักอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่ม5 ผู้ส่งออกหนึ่งสินค้ามีการกระจายตัวของอัตราการเติบโตที่เบ้ไปทางขวา (หดตัว) และมีค่ากลาง (median) ติดลบมาก ซึ่งกลุ่มนี้มีแนวโน้มเผชิญการหดตัวมากกว่าขยายตัว ในขณะที่ผู้ส่งออก 2-5 สินค้ามีการกระจายตัวที่โน้มไปทางด้านขยายตัวมากขึ้น และผู้ส่งออกมากกว่าห้าสินค้ามีโอกาสขยายตัวมากที่สุด และเป็นลักษณะที่พบเจอมาตั้งแต่ในอดีต

รูปที่ 8: Distribution อัตราการเติบโตของผู้ส่งออก

Distribution อัตราการเติบโตของผู้ส่งออก

ที่มา: กรมศุลกากร คำนวณโดย ธปท.หมายเหตุ: คำนวณอัตราการเติบโตของผู้ส่งออกโดยควบคุมกลุ่มตัวอย่างให้มีการคละกันของ ขนาด (ตามมูลค่าส่งออก) และ สินค้าส่งออกหลัก (ตามรหัส harmonize code 2 หลัก) อย่างเท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่ม ด้วยวิธี k-to-k coarsened exact matching

ในด้านเสถียรภาพของการเติบโต เมื่อพิจารณาผู้ส่งออกระยะยาวที่อยู่ในตลาดตั้งแต่ปี 2558 จนถึง 2568 (รูปที่ 9) พบว่า ยิ่งผู้ส่งออกมีจำนวนสินค้ามากขึ้น ความผันผวนของอัตราการเติบโตก็ยิ่งลดลง เนื่องจากสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า หากสินค้าบางรายการเผชิญข้อจำกัด อาทิ ความต้องการจากตลาดคู่ค้าชะลอลง ผู้ส่งออกกลุ่มนี้ยังพึ่งพาสินค้าอื่นได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ส่งออกที่มีสินค้าน้อยชนิดจะมีศักยภาพในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอกต่ำกว่า

รูปที่ 9: เสถียรภาพการเติบโตของผู้ส่งออก
ที่มา: กรมศุลกากร คำนวณโดย ธปท.หมายเหตุ: คำนวณจากผู้ส่งออกที่มีการส่งออกตลอดช่วง 2558–2568

บทสรุปและนัยเชิงนโยบาย

เนื่องจากความหลากหลายของสินค้าเปรียบเสมือนตัวชี้วัดความเข้มแข็งของภาคส่งออก และสัมพันธ์กับการอยู่รอด การเติบโต และเสถียรภาพของผู้ส่งออก แม้โครงสร้างการส่งออกไทยยังไม่ปรากฏสัญญาณความหลากหลายที่ลดลงอย่างชัดเจนทั้งในระดับประเทศและผู้ส่งออก แต่ก็เห็นมูลค่าส่งออกกระจุกตัวสูงในสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบและในคู่ผู้ส่งออกเดิม-สินค้าเดิมซึ่งมีจำนวนน้อย ดังนั้นการสนับสนุนให้ผู้ส่งออกสามารถส่งออกสินค้าได้หลากหลายขึ้นจึงเป็นความท้าทายสำคัญ บทบาทของภาครัฐควรมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้ส่งออกสามารถพัฒนาสินค้าส่งออกให้หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย โดยประสบการณ์ในระดับโลกชี้ให้เห็นว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับมิตินี้ อาทิ

  • เกาหลีใต้6 จัดทำโครงการ export vouchers คัดเลือกผู้ส่งออกที่มีศักยภาพสูงเพื่อมอบคูปองสำหรับเลือกใช้บริการ อาทิ การให้คำปรึกษาด้านการส่งออกแบบเฉพาะราย การศึกษาตลาดต่างประเทศ และการทำการตลาด เพื่อช่วยผู้ส่งออกในการค้นหาสินค้าใหม่และเอื้อให้สินค้านั้นสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
  • สิงคโปร์7 สนับสนุนเงินทุนผ่านโครงการแบบ project-based ครอบคลุมการพัฒนาแผนธุรกิจและสินค้าใหม่เพื่อยกระดับประสิทธิภาพหรือให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก รวมถึงเงินอุดหนุนเพื่อศึกษาตลาดคู่ค้าและทำการตลาดในต่างประเทศ
  • ญี่ปุ่น8 จัดตั้งองค์กรช่วยเหลือผู้ส่งออกในการเข้าถึงข้อมูลและให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและข้อจำกัดในตลาดคู่ค้า เพื่อให้วางแผนต่อยอดสินค้าได้อย่างเหมาะสม

ในระยะข้างหน้า การผลักดันให้ผู้ส่งออกไทยสามารถทดลอง เรียนรู้ และต่อยอดไปสู่สินค้าที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับภาคส่งออกไทย ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

กิตติกรรมประกาศ

ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณรินรดา ฑีฆธนานนท์ สำหรับการสนับสนุนข้อมูลในบทความวิจัยฉบับนี้

เอกสารอ้างอิง

Apaitan, T., Ananchotikul, N., & Disyatat, P. (2017). เก่าไป ใหม่มา นวัตกรรมสินค้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ตอนที่ 1 (aBRIDGEd No. 20/2017). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
da Costa Neto, M. N. C., & Romeu, R. (2011). Did export diversification soften the impact of the global financial crisis? International Monetary Fund.
Hidalgo, C. A., Klinger, B., Barabási, A.-L., & Hausmann, R. (2007). The product space conditions the development of nations. Science, 317(5837), 482–487.
Kim, D. (2012). Export diversification: Lessons from Korean experience. International Conference on Chilean-Asian Economic Relations: Lessons for Latin America, Santiago, Chile.

  1. Dual circulation เป็นแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีนที่ผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุปสงค์ในประเทศ ควบคู่กับลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ↩
  2. RCA คือ สัดส่วนการส่งออกสินค้านั้นในตะกร้าส่งออกของประเทศ เทียบกับสัดส่วนการส่งออกสินค้านั้นในตะกร้าส่งออกของโลก↩
  3. คำนวณจากผู้ส่งออกที่เข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2558–2567↩
  4. วิเคราะห์อัตราการอยู่รอดของผู้ส่งออกที่เข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2558–2567 โดยสินค้าส่งออกหลักคำนวณจากสินค้าในระดับ harmonize code 2 หลัก ที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดของผู้ส่งออกในแต่ละช่วงเวลาที่อยู่ในตลาดส่งออก ขณะที่ขนาดของผู้ส่งออกคำนวณจากมูลค่าการส่งออกตั้งต้น↩
  5. คำนวณอัตราการเติบโตของผู้ส่งออกโดยควบคุมกลุ่มตัวอย่างให้มีการคละกันของ ขนาด (ตามมูลค่าส่งออก) และ สินค้าส่งออกหลัก (ตามรหัส harmonize code 2 หลัก) อย่างเท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่ม ด้วยวิธี k-to-k coarsened exact matching↩
  6. Korea Trade-Investment Promotion Agency (KOTRA). (n.d.). 수출바우처 사업↩
  7. Enterprise Singapore. (n.d.). Financial support.↩
  8. Japan External Trade Organization. (n.d.). Activities.↩
อภิชญา ผู้อุตส่าห์
อภิชญา ผู้อุตส่าห์
ธนาคารแห่งประเทศไทย
Topics: International Trade
Tags: export diversificationproduct diversificationexportersrcathai exports
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email