สำรวจโครงสร้างส่งออกไทย: การเติบโตบนความกระจุกตัวและบทบาทของความหลากหลาย

excerpt
ในปี 2568 การส่งออกไทย (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 11.6 สูงกว่าค่าเฉลี่ยสิบปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เผชิญความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวยิ่งสะท้อนให้เห็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการพึ่งพาสินค้าบางกลุ่มและผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย บทความนี้วิเคราะห์ความหลากหลายของสินค้าส่งออกไทยทั้งในระดับประเทศและระดับผู้ส่งออก โดยใช้ข้อมูลการส่งออกรายผู้ส่งออกที่จำแนกตาม harmonized code 6 หลัก ร่วมกับดัชนีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (revealed comparative advantage: RCA) ผลการศึกษาพบว่า แม้โครงสร้างการส่งออกไทยยังไม่ถึงกับสูญเสียความหลากหลายอย่างชัดเจน แต่ยังคงมีการกระจุกตัวสูง ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหม่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนสินค้าหลังเข้าตลาดได้ ผลการศึกษายังพบว่า ความหลากหลายของสินค้าส่งออกมีความสัมพันธ์การอยู่รอด ศักยภาพ และเสถียรภาพในการเติบโตของผู้ส่งออก บทความนี้จึงเสนอให้มีการสนับสนุน product diversification ของผู้ส่งออกเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคส่งออกไทยในระยะยาว
ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยตามหลักสถิติดุลการชำระเงิน (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวถึงร้อยละ 11.6 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตในช่วงสิบปีที่ผ่านมาที่อยู่เพียงร้อยละ 3 อย่างมาก แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้าโลก โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ทำให้โครงสร้างการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่ขยายตัวสูงนำไปสู่คำถามที่ว่าจะยั่งยืนต่อไปหรือไม่?
การส่งออกไทยพึ่งพาสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยร้อยละ 21.1 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ร้อยละ 27.4 ในปี 2568 (รูปที่ 1) ขณะที่บทบาทของสินค้ากลุ่มอื่นปรับลดลง โดยเฉพาะสินค้าปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบาย dual circulation1 ของจีนที่มุ่งเน้นการพึ่งพาสินค้าที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น รวมถึงสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนที่เผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยแม้ไทยจะเริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออกแล้ว แต่สัดส่วนยังอยู่ในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่าการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การพึ่งพาสินค้าเทคโนโลยีเพียงไม่กี่กลุ่มสะท้อน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในบริบทที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีชะลอลง หรือผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยียุคใหม่ การส่งออกไทยอาจชะลอตัวและกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมได้ ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าเทคโนโลยีที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในตะกร้าส่งออกไทยยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยผู้ส่งออกมูลค่าสูงสุดร้อยละ 1 ครองส่วนแบ่งมูลค่าการส่งออกในกลุ่มนี้สูงถึงร้อยละ 85 (รูปที่ 2) สูงกว่าการกระจุกตัวของการส่งออกไทยโดยรวมที่อยู่ราวร้อยละ 64 สะท้อนว่าฐานผู้ส่งออกไทยยังขาดความหลากหลายและความเข้มแข็งในวงกว้าง ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการสร้างฐานผู้ส่งออกที่เข้มแข็งในระยะยาว
สัญญาณของการกระจุกตัวเหล่านี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า โครงสร้างการส่งออกของไทยกำลังสูญเสียความหลากหลายไปหรือไม่ การวิเคราะห์เชิงลึกทั้งในระดับประเทศและในระดับผู้เล่นในตลาดส่งออกจึงมีความจำเป็น เพื่อทำความเข้าใจกลไกการเติบโตและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และนำไปสู่นัยเชิงนโยบายสำหรับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคส่งออกไทยในระยะต่อไป
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในยุคแรก ตั้งแต่แนวคิดเรื่อง division of labor ของ Adam Smith ไปจนถึงทฤษฎี Heckscher–Ohlin ต่างให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและการผลิตตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparative advantage) อย่างไรก็ตาม แนวคิดสมัยใหม่ชี้ว่า โครงสร้างการส่งออกที่หลากหลายไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่ยังเป็นกลไกยกระดับขีดความสามารถในการผลิต ผ่านการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) การค้นพบสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสั่งสมทุนมนุษย์ เช่น ในงานของ Hidalgo et al. (2007) ที่ชี้ว่าการส่งออกสินค้าที่หลากหลายเป็นผลพวงจากกระบวนการสะสม capabilities และนำไปสู่การผลิตสินค้าที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ในกรณีของไทย บทความ aBRIDGEd ในอดีต (Apaitan et al., 2017) ได้นำเสนอการวัดความสามารถในการผลิตของประเทศตามแนวคิดดังกล่าว โดยพบว่าโครงสร้างสินค้าส่งออกไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมามีความหลากหลายและองค์ความรู้ในการผลิตที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าใหม่ที่เกิดขึ้นเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับความสามารถในการผลิตที่ประเทศมีอยู่เดิม
ประสบการณ์จากต่างประเทศสนับสนุนแนวคิดข้างต้น โดยงานวิจัยของ IMF (da Costa Neto & Romeu, 2011) พบว่าประเทศในละตินอเมริกาที่มีโครงสร้างส่งออกหลากหลายเผชิญการหดตัวของการส่งออกน้อยกว่าในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ขณะที่กรณีของเกาหลีใต้ (Kim, 2012) ชี้ว่าการพัฒนาความหลากหลายของสินค้าส่งออกเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจในระยะยาว
คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ ภายใต้บริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โครงสร้างการส่งออกของไทยในปัจจุบันยังคงมีความหลากหลายเพียงพอหรือไม่ และความหลากหลายนั้นมีบทบาทต่อความแข็งแกร่งของภาคส่งออกอย่างไร
บทความนี้วิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกไทยในระดับ harmonized code 6 หลัก โดยใช้ดัชนี revealed comparative advantage (RCA)2 เป็นเกณฑ์จำแนกประเภทสินค้า สินค้าที่มีค่า RCA มากกว่า 1 สะท้อนว่าไทยมีความเชี่ยวชาญในการผลิตและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในปีเดียวกัน การใช้ RCA ช่วยให้การวิเคราะห์สะท้อนศักยภาพเชิงโครงสร้างสินค้าที่ประเทศมีความได้เปรียบในการส่งออกมากกว่าการพิจารณามูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว เมื่อเปรียบเทียบสองช่วงเวลา สามารถจำแนกสินค้าส่งออกไทยออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
- สินค้าที่แข่งขันได้ ที่มี RCA มากกว่า 1 ต่อเนื่อง สะท้อนความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในระดับโลกที่ไทยยังรักษาไว้ได้
- สินค้าใหม่ ที่พัฒนา RCA มากกว่า 1 ในช่วงหลัง สะท้อนการสร้างศักยภาพการผลิตใหม่
- สินค้าสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ที่เคยมี RCA มากกว่า 1 แต่ลดลงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 หรือเลิกส่งออก
- สินค้าที่แข่งขันยาก ซึ่งมี RCA น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 มาตลอด ซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่สินค้าที่ไทยมีความถนัด
ผลการวิเคราะห์ (รูปที่ 3) พบว่า การส่งออกไทยมีโครงสร้างที่กระจุกตัวสูงมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งมูลค่าการส่งออกร้อยละ 74 มาจากสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบ แต่สินค้าในกลุ่มนี้กลับไม่ได้มีความหลากหลายมาก มีสัดส่วนเพียงราวร้อยละ 17 ของจำนวนสินค้าทั้งหมด ขณะที่สินค้าส่วนใหญ่กลับไม่ใช่สินค้าที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง และหากมองจากสัดส่วนในการขับเคลื่อนการเติบโตโดยรวมของภาคส่งออก (contribution to growth) (รูปที่ 4) พบว่า การส่งออกไทยยังคงขับเคลื่อนโดยสินค้าที่ได้เปรียบเป็นหลัก และเริ่มพึ่งพิงสินค้าที่ไม่มีความถนัดมากขึ้นในระยะหลัง ขณะที่สินค้าที่มีความได้เปรียบบางส่วนก็เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม เช่น การส่งออกข้าวที่ชะลอลงจากอุปทานข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น
แม้ว่าโครงสร้างส่งออกไทยจะกระจุกตัวสูง แต่ในระดับประเทศยังไม่ปรากฏสัญญาณสูญเสียความหลากหลายของสินค้าส่งออก สะท้อนจากสัดส่วนของสินค้าใหม่และสินค้าสูญเสียความสามารถในการแข่งขันยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอดีต ทั้งในแง่จำนวนสินค้าและมูลค่าการส่งออก อย่างไรก็ดี แม้จำนวนสินค้าใหม่จะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่สินค้ากลุ่มนี้ก็ยังมีบทบาทสนับสนุนให้การส่งออกไทยขยายตัว รวมทั้งช่วยพยุงการส่งออกไทยไม่ให้หดตัวรุนแรงในช่วงที่สินค้ากลุ่มอื่นเผชิญข้อจำกัด
ประเทศจะมีความหลากหลายของสินค้าส่งออกได้ย่อมเกิดมาจากความหลากหลายของผู้ส่งออกในระดับจุลภาค พฤติกรรมของผู้ส่งออกในการขยายตะกร้าสินค้าจึงมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการส่งออกโดยรวม เปรียบเสมือนเป็นการสั่งสมขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกจำแนกตามคู่ผู้ส่งออก–สินค้า โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
- ผู้ส่งออกรายเดิม–สินค้าเดิม ที่ส่งออกต่อเนื่อง
- ผู้ส่งออกรายเดิม–สินค้าใหม่ ที่เริ่มส่งออกสินค้าใหม่ในช่วงถัดมา
- ผู้ส่งออกรายเดิม–สินค้าออกจากตลาด ที่หยุดส่งออกสินค้าบางรายการ
- ผู้ส่งออกรายใหม่–สินค้าใหม่ ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดส่งออก
ผลการวิเคราะห์พบว่ามูลค่าการส่งออกยังคงกระจุกตัวอยู่กับ คู่ผู้ส่งออกรายเดิม–สินค้าเดิม เกือบทั้งหมด (รูปที่ 5) แม้ผู้ส่งออกรายเดิมจะเลิกส่งออกสินค้าบางรายการ แต่มูลค่าค่อนข้างน้อยจึงไม่กระทบภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่คู่ผู้ส่งออกรายใหม่–สินค้าใหม่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวน สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหม่มีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มความหลากหลาย แม้บทบาทในเชิงมูลค่ายังจำกัด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสินค้าใหม่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาด ทั้งในลักษณะของการทดลองสินค้าและการขยายกำลังการผลิตที่ยังไม่เต็มที่
แต่หากมองในด้านจำนวนสินค้าต่อผู้ส่งออก (รูปที่ 6) พบว่าในอดีตผู้ส่งออกส่วนใหญ่ส่งออกเพียงหนึ่งสินค้า แต่ในปี 2568 สัดส่วนของผู้ที่ส่งออกสินค้าหลากหลายเพิ่มมากขึ้น สะท้อนว่าการขยายตะกร้าสินค้ายังมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ส่งออกมูลค่าน้อยกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้ในระยะหลังผู้ส่งออกจะสามารถส่งออกสินค้าใหม่ๆ มากขึ้น แต่กลับเผชิญความท้าทายในการอยู่รอด จากรูปที่ 7 พบว่าผู้ส่งออกรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเพียงชั่วคราว โดยราวสองในสามออกจากตลาดภายในหนึ่งปี ขณะที่ผู้ที่ยังอยู่ในตลาดต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ยังคงมีจำนวนสินค้าเท่าเดิมหรือลดลง มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่สามารถขยายสินค้าส่งออกได้ในปีถัดไป สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการยกระดับผู้ส่งออกรายใหม่ไปสู่การเติบโตในระยะยาว
จากที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความหลากหลายให้กับตะกร้าสินค้าส่งออกมีบทบาทสำคัญในระดับประเทศ ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญว่า แล้วผู้ส่งออกได้ประโยชน์จากตะกร้าสินค้าที่หลากหลายหรือไม่? งานวิจัยฉบับนี้จึงทำการวิเคราะห์ระดับผู้ส่งออกเพิ่มเติมในสามมิติ ได้แก่ การอยู่รอด ศักยภาพ และเสถียรภาพในการเติบโตของผู้ส่งออก
ในด้านการอยู่รอดในตลาด ผู้ส่งออกไทยมีความเปราะบาง โดยเฉลี่ยสามารถอยู่รอดในตลาดไม่ถึง 2 ปี และมีเพียงร้อยละ 8 ที่อยู่รอดในตลาดตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป3 และเมื่อวิเคราะห์อัตราการอยู่รอดของผู้ส่งออกโดยคำนึงถึงมิติของจำนวนสินค้าผ่านแบบจำลอง cox proportional hazards โดยควบคุมความแตกต่างของช่วงเวลาที่เข้าตลาด สินค้าส่งออกหลักและขนาดของผู้ส่งออก4 ผลการศึกษา (ตารางที่ 1) พบว่า จำนวนสินค้าส่งออกสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดอย่างมีนัยสำคัญ โดยทุกๆ การเพิ่มจำนวนสินค้าเป็นสองเท่าลดความเสี่ยงในการออกจากตลาดได้ร้อยละ 15–21
| ตัวแปร | (1) | (2) | (3) | (4) |
|---|---|---|---|---|
| จำนวนสินค้าส่งออก | 0.85*** [0.84, 0.86] | 0.84*** [0.83, 0.85] | 0.81*** [0.80, 0.81] | 0.79*** [0.78, 0.80] |
| มูลค่าส่งออกตั้งต้น | 0.86*** [0.85, 0.86] | 0.86*** [0.85, 0.86] | 0.88*** [0.88, 0.88] | 0.88*** [0.88, 0.88] |
| Entry year fixed effect | No | Yes | No | Yes |
| Product fixed effect | No | No | Yes | Yes |
ในด้านศักยภาพการเติบโต เมื่อจำแนกผู้ส่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ส่งออก 1 สินค้า, 2-5 สินค้า, และมากกว่า 5 สินค้า จะพบว่า ผู้ส่งออกที่มีความหลากหลายของตะกร้าสินค้ามีแนวโน้มที่จะเติบโตได้มากกว่า รูปที่ 8 แสดงการกระจายตัวของอัตราการเติบโตของผู้ส่งออกในปี 2558 2562 และ 2568 โดยควบคุมกลุ่มตัวอย่างให้มีการคละกันของขนาดและสินค้าส่งออกหลักอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่ม5 ผู้ส่งออกหนึ่งสินค้ามีการกระจายตัวของอัตราการเติบโตที่เบ้ไปทางขวา (หดตัว) และมีค่ากลาง (median) ติดลบมาก ซึ่งกลุ่มนี้มีแนวโน้มเผชิญการหดตัวมากกว่าขยายตัว ในขณะที่ผู้ส่งออก 2-5 สินค้ามีการกระจายตัวที่โน้มไปทางด้านขยายตัวมากขึ้น และผู้ส่งออกมากกว่าห้าสินค้ามีโอกาสขยายตัวมากที่สุด และเป็นลักษณะที่พบเจอมาตั้งแต่ในอดีต
ในด้านเสถียรภาพของการเติบโต เมื่อพิจารณาผู้ส่งออกระยะยาวที่อยู่ในตลาดตั้งแต่ปี 2558 จนถึง 2568 (รูปที่ 9) พบว่า ยิ่งผู้ส่งออกมีจำนวนสินค้ามากขึ้น ความผันผวนของอัตราการเติบโตก็ยิ่งลดลง เนื่องจากสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า หากสินค้าบางรายการเผชิญข้อจำกัด อาทิ ความต้องการจากตลาดคู่ค้าชะลอลง ผู้ส่งออกกลุ่มนี้ยังพึ่งพาสินค้าอื่นได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ส่งออกที่มีสินค้าน้อยชนิดจะมีศักยภาพในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอกต่ำกว่า
เนื่องจากความหลากหลายของสินค้าเปรียบเสมือนตัวชี้วัดความเข้มแข็งของภาคส่งออก และสัมพันธ์กับการอยู่รอด การเติบโต และเสถียรภาพของผู้ส่งออก แม้โครงสร้างการส่งออกไทยยังไม่ปรากฏสัญญาณความหลากหลายที่ลดลงอย่างชัดเจนทั้งในระดับประเทศและผู้ส่งออก แต่ก็เห็นมูลค่าส่งออกกระจุกตัวสูงในสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบและในคู่ผู้ส่งออกเดิม-สินค้าเดิมซึ่งมีจำนวนน้อย ดังนั้นการสนับสนุนให้ผู้ส่งออกสามารถส่งออกสินค้าได้หลากหลายขึ้นจึงเป็นความท้าทายสำคัญ บทบาทของภาครัฐควรมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้ส่งออกสามารถพัฒนาสินค้าส่งออกให้หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย โดยประสบการณ์ในระดับโลกชี้ให้เห็นว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับมิตินี้ อาทิ
- เกาหลีใต้6 จัดทำโครงการ export vouchers คัดเลือกผู้ส่งออกที่มีศักยภาพสูงเพื่อมอบคูปองสำหรับเลือกใช้บริการ อาทิ การให้คำปรึกษาด้านการส่งออกแบบเฉพาะราย การศึกษาตลาดต่างประเทศ และการทำการตลาด เพื่อช่วยผู้ส่งออกในการค้นหาสินค้าใหม่และเอื้อให้สินค้านั้นสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
- สิงคโปร์7 สนับสนุนเงินทุนผ่านโครงการแบบ project-based ครอบคลุมการพัฒนาแผนธุรกิจและสินค้าใหม่เพื่อยกระดับประสิทธิภาพหรือให้สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก รวมถึงเงินอุดหนุนเพื่อศึกษาตลาดคู่ค้าและทำการตลาดในต่างประเทศ
- ญี่ปุ่น8 จัดตั้งองค์กรช่วยเหลือผู้ส่งออกในการเข้าถึงข้อมูลและให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและข้อจำกัดในตลาดคู่ค้า เพื่อให้วางแผนต่อยอดสินค้าได้อย่างเหมาะสม
ในระยะข้างหน้า การผลักดันให้ผู้ส่งออกไทยสามารถทดลอง เรียนรู้ และต่อยอดไปสู่สินค้าที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับภาคส่งออกไทย ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณรินรดา ฑีฆธนานนท์ สำหรับการสนับสนุนข้อมูลในบทความวิจัยฉบับนี้
เอกสารอ้างอิง
- Dual circulation เป็นแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีนที่ผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุปสงค์ในประเทศ ควบคู่กับลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ↩
- RCA คือ สัดส่วนการส่งออกสินค้านั้นในตะกร้าส่งออกของประเทศ เทียบกับสัดส่วนการส่งออกสินค้านั้นในตะกร้าส่งออกของโลก↩
- คำนวณจากผู้ส่งออกที่เข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2558–2567↩
- วิเคราะห์อัตราการอยู่รอดของผู้ส่งออกที่เข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2558–2567 โดยสินค้าส่งออกหลักคำนวณจากสินค้าในระดับ harmonize code 2 หลัก ที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุดของผู้ส่งออกในแต่ละช่วงเวลาที่อยู่ในตลาดส่งออก ขณะที่ขนาดของผู้ส่งออกคำนวณจากมูลค่าการส่งออกตั้งต้น↩
- คำนวณอัตราการเติบโตของผู้ส่งออกโดยควบคุมกลุ่มตัวอย่างให้มีการคละกันของ ขนาด (ตามมูลค่าส่งออก) และ สินค้าส่งออกหลัก (ตามรหัส harmonize code 2 หลัก) อย่างเท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่ม ด้วยวิธี k-to-k coarsened exact matching↩
- Korea Trade-Investment Promotion Agency (KOTRA). (n.d.). 수출바우처 사업↩
- Enterprise Singapore. (n.d.). Financial support.↩
- Japan External Trade Organization. (n.d.). Activities.↩








