Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
Discussion Paper ล่าสุด
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
เกิด เก่ง ก้าว แกร่ง: บทบาทของสินเชื่อในวงจรชีวิตของ SMEs
aBRIDGEd ล่าสุด
เกิด เก่ง ก้าว แกร่ง: บทบาทของสินเชื่อในวงจรชีวิตของ SMEs
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
The Curse of a Strong Dollar
งานสัมมนาล่าสุด
The Curse of a Strong Dollar
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
งานสัมมนาล่าสุด
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”
ประกาศล่าสุด
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/9b9849163981b978a6d8a61c0400d7cc/41624/cover.jpg
5 ตุลาคม 2569
20261791158400000

เกิด เก่ง ก้าว แกร่ง: บทบาทของสินเชื่อในวงจรชีวิตของ SMEs

เมื่อ SMEs ไทยได้สินเชื่อแล้ว ธุรกิจไปต่อได้ไกลแค่ไหน
ทศพล อภัยทานกานพลู บุรินทรรัตน์ธนภูมิ นิศามณีวงศ์รวิภา ไวยาวัจกรพรพิพัฒน์ ลีลัคนาวีระทศพล ต้องหุ้ยปัญจพัฒน์ ประสิทธิ์เดชสกุล
เกิด เก่ง ก้าว แกร่ง: บทบาทของสินเชื่อในวงจรชีวิตของ SMEs
excerpt

SMEs เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ที่ ณ วันนี้ กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทุกครั้งที่พูดถึงปัญหาของ SMEs ไทย “การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ” มักเป็นคำตอบแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมา แต่มีคำถามอีกขั้นหนึ่งที่ยังไม่ค่อยถูกถามนัก นั่นคือ เมื่อได้สินเชื่อแล้ว เกิดอะไรขึ้นต่อ ธุรกิจอยู่รอดได้นานขึ้นหรือไม่ ทำงานได้เก่งขึ้นหรือไม่ และเติบโตขึ้นจริงหรือเปล่า ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สินเชื่อไปถึงกิจการที่ควรได้รับแล้วหรือยัง บทความนี้ชวนมองคำถามดังกล่าวผ่านวงจรชีวิตของธุรกิจ เพราะธุรกิจไม่ได้ต้องการเงินทุนแบบเดียวกันตลอดอายุกิจการ ตั้งแต่การเกิดให้รอดผ่านช่วงเปราะบาง การเก่งขึ้นเมื่อตั้งหลักได้ การก้าวไปสู่การขยายกิจการ จนถึงการแกร่งพอที่เงินทุนไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป โดยอาศัยข้อมูลระดับกิจการที่ติดตามธุรกิจเดียวกันได้ตั้งแต่ก่อนจนถึงหลังได้รับสินเชื่อ ภาพที่ได้ชี้ว่าบทบาทของสินเชื่ออาจไม่ได้เป็นอย่างที่มักคาดกันไว้ทั้งหมด สินเชื่ออาจสร้างความแตกต่างได้ในบางช่วงของวงจรชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกช่วง และบางโจทย์ของ SMEs ไทยอาจต้องแก้ด้วยเครื่องมือที่มากกว่าสินเชื่อ

1. SMEs ไทย: กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจที่กำลังสูญเสียแรงส่ง

SMEs มักถูกเปรียบว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจไทย คำเปรียบเทียบนี้ไม่ได้เกินจริงนัก เพราะ SMEs เป็นฐานขนาดใหญ่ที่ค้ำจุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ ปัจจุบันไทยมี SMEs กว่า 3.28 ล้านกิจการ คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด แม้ SMEs จะสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 35% ของ GDP1 แต่ด้วยการจ้างงานประมาณ 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 69% ของการจ้างงานรวม ผลกระทบใดๆ ที่เกิดกับ SMEs ย่อมส่งผ่านโดยตรงไปยังรายได้และความเป็นอยู่ของคนจำนวนมากทั่วประเทศ อย่างไรก็ดี ฐานขนาดใหญ่ของ SMEs ไม่ได้แปลว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้โดยอัตโนมัติ กระดูกสันหลังนี้กำลังสูญเสียแรงส่งอย่างชัดเจน ในช่วงก่อนโควิด SMEs มีส่วนขับเคลื่อน GDP เฉลี่ยประมาณ 1.9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ในช่วงหลังโควิด แรงส่งจาก SMEs ลดลงเหลือประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ขณะที่บทบาทของธุรกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ใกล้เคียงเดิม (รูปที่ 1) การชะลอลงของ SMEs สอดคล้องกับแรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวมที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา

รูปที่ 1: Contribution ของ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ต่อการเติบโตของ GDP ก่อนและหลังโควิด
ที่มา: สสว., NESDC และการคำนวณของ ธปท.

แรงส่งจาก SMEs หายไปไหน?

เพื่อตอบคำถามดังกล่าว งานศึกษานี้ใช้ข้อมูลระดับกิจการจากหลายแหล่งเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ได้แก่ ข้อมูลงบการเงินนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (CPFS) ปี 1999–2024 ข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่สถาบันการเงินรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (RDT)2 และข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) ประกอบกับข้อมูลภาพรวมของภาคธุรกิจจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาทำการวิเคราะห์ในหลายมิติ พบว่าในช่วงหลัง SMEs ไทยกำลังเผชิญความท้าทายพร้อมกันอย่างน้อยสามด้าน ได้แก่ รอดยาก โตยาก และมีภาระหนี้สะสมมากขึ้น

ประการแรก ธุรกิจเกิดใหม่จำนวนมากไม่สามารถผ่านช่วงตั้งต้นไปได้ จากการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลงบการเงินของธุรกิจในช่วงเวลากว่าสองทศวรรษ (รูปที่ 2) 3 ใน 10 ของกิจการ SMEs มักหยุดดำเนินงานภายในห้าปี และภายในสิบปีหลังเริ่มกิจการ SMEs จะเหลือรอดอยู่เพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น สะท้อนว่าช่วงแรกของวงจรชีวิตธุรกิจเต็มไปด้วยความเปราะบาง ซึ่งอาจมาจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น รายได้ที่ยังไม่แน่นอน ฐานลูกค้าที่ยังไม่มั่นคง รวมถึงปัจจัยในตัวธุรกิจเอง เช่น ประสิทธิภาพในการทำธุรกิจยังไม่คงที่ หรือเงินทุนสำรองที่มีจำกัด

รูปที่ 2: โอกาสอยู่รอดของ SMEs ตามอายุกิจการ — ภายใน 10 ปี ธุรกิจใหม่เหลือรอดประมาณครึ่งหนึ่ง
หมายเหตุ: ใช้วิธี Kaplan–Meier survival curveที่มา: ข้อมูล CPFS ปี 1999–2024 คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

ประการที่สอง ต่อให้ผ่านช่วงเริ่มต้นมาได้ ธุรกิจจำนวนมากก็ยังขยายกิจการได้ยาก ข้อมูลระดับรายได้โดยเฉลี่ยตามวงจรชีวิตของกิจการ (รูปที่ 3) ชี้ว่า SMEs รุ่นใหม่ (ดำเนินกิจการหลังปี 2013) มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีแรก แต่การเติบโตเริ่มชะงักเมื่อดำเนินกิจการไปประมาณห้าปี และหลังจากนั้นแทบไม่เพิ่มขึ้น ต่างจาก SMEs รุ่นก่อน (ดำเนินกิจการก่อนปี 2013) ที่รายได้ยังขยายตัวต่อเนื่องตามอายุธุรกิจ ภาพนี้สะท้อนว่าโจทย์ของ SMEs ไทยไม่ได้มีเพียงการช่วยให้ธุรกิจ “เกิด” หรือ “อยู่รอด” แต่รวมถึงการช่วยให้กิจการที่มีศักยภาพสามารถก้าวข้ามช่วงตั้งตัวและเติบโตต่อได้

รูปที่ 3: พัฒนาการของรายได้ตามอายุของ SMEs รุ่นก่อนและรุ่นใหม่ — SMEs รุ่นใหม่เริ่มชะงักหลังประมาณ 5 ปี
หมายเหตุ: คำนวณจาก life-cycle profileที่มา: ข้อมูล CPFS คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

ประการที่สาม SMEs จำนวนหนึ่งยังเผชิญภาระหนี้ที่ยืดเยื้อ จำนวนกิจการที่มีหนี้เสียเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (รูปที่ 4) ภาระหนี้ดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงต่อการปิดกิจการ แต่ยังจำกัดความสามารถในการลงทุน ปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือตอบสนองต่อการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น

รูปที่ 4: จำนวน SMEs ที่มีหนี้เสียเรื้อรังและหนี้เสียไม่เรื้อรัง

หมายเหตุ: NPL เรื้อรัง คือลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียติดต่อกัน ≥ 12 เดือน ที่มา: ข้อมูล NCB คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

แล้วอะไรอยู่เบื้องหลังภาพ “รอดยาก โตยาก”

คำอธิบายหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องผลิตภาพ ซึ่งในความหมายอย่างง่ายคือความสามารถของธุรกิจในการเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งเงินทุน เครื่องจักร แรงงาน และวัตถุดิบ ให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่ขายได้ ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่าคือธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรเท่ากันแต่สร้างผลลัพธ์ได้มากกว่า หรือสร้างผลลัพธ์เท่ากันโดยใช้ทรัพยากรน้อยกว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่กล่าวไปข้างต้น เพราะธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ากว่าย่อมมีกำไรเหลือสะสมเป็นกันชนยามรายได้สะดุด มีเงินเหลือไปลงทุนต่อ และรับมือกับการแข่งขันได้ดีกว่า ผลิตภาพจึงเป็นตัวเชื่อมระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกิจการกับโอกาสอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ผลิตภาพเป็นสิ่งที่วัดได้ยากและไม่มีตัวเลขใดตัวเลขเดียวที่บอกได้ครบทุกแง่มุม เพราะธุรกิจที่ดูว่าใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าอาจเป็นเพราะมีขนาดใหญ่จนได้เปรียบเรื่องต้นทุน ไม่ใช่เพราะบริหารจัดการเก่งกว่าจริง การประเมินจึงต้องใช้หลายตัวชี้วัดประกอบกัน ตารางที่ 1 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของธุรกิจตามขนาดผ่าน 2 ตัวชี้วัดที่ให้มุมมองต่างกัน ดังนี้

  • Asset Turnover รายได้ที่สร้างได้จากสินทรัพย์ทุกหนึ่งบาท เช่น หากมีค่าเท่ากับ 1.5 หมายความว่าสินทรัพย์ 1 บาทสร้างรายได้ได้ 1.5 บาทต่อปี ตัวชี้วัดนี้บอกว่ากิจการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ ทั้งเครื่องจักร วัตถุดิบ และสินค้าคงคลัง ได้เต็มที่เพียงใด จึงอ่านง่ายและเชื่อมโยงโดยตรงกับการบริหารสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียน แต่เพราะเป็นการเทียบรายได้กับสินทรัพย์ตรง ๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงแรงงานและปัจจัยการผลิตอื่น ค่าที่ได้จึงขึ้นกับลักษณะการผลิตและขนาดกิจการด้วย เช่น กิจการที่ใช้ทุนเข้มข้นมักมีค่าต่ำกว่า ขณะที่กิจการขนาดใหญ่สามารถใช้สินทรัพย์ชุดเดียวกันรองรับยอดขายที่มากขึ้นได้ ความแตกต่างของตัวชี้วัดนี้จึงสะท้อนทั้งประสิทธิภาพและโครงสร้างของกิจการปนกันอยู่
  • TFP3 หรือผลิตภาพการผลิตรวม คือส่วนของผลผลิตที่อธิบายไม่ได้ด้วยปริมาณทุนและแรงงานที่ใส่เข้าไป จึงเป็นตัวแทนของ “สิ่งที่ทำให้ธุรกิจสองแห่งซึ่งใช้ทรัพยากรเท่ากันได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน” เช่น เทคโนโลยี วิธีจัดการ หรือคุณภาพของกระบวนการผลิต เนื่องจากควบคุมปริมาณปัจจัยการผลิตที่ใช้ไปแล้ว ตัวชี้วัดนี้จึงได้รับอิทธิพลจากขนาดและโครงสร้างของกิจการน้อยกว่า และสะท้อนความสามารถในการผลิตของกิจการได้ตรงกว่า อย่างไรก็ดี TFP ก็ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สมบูรณ์ เพราะโดยทั่วไปวัดจากมูลค่าผลผลิต ค่าที่ได้จึงอาจมีผลของราคาขายปนอยู่บ้าง และธุรกิจขนาดใหญ่ยังได้เปรียบจากการประหยัดต่อขนาดอยู่

เมื่อเปรียบเทียบที่ค่ามัธยฐาน SMEs ด้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งสองตัวชี้วัด ทั้งประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์และผลิตภาพรวม ข้อเท็จจริงนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมได้เปรียบทั้งด้านการประหยัดต่อขนาด การเข้าถึงเทคโนโลยี และอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน

ตารางที่ 1: เปรียบเทียบประสิทธิภาพของธุรกิจตามขนาด ที่ค่ามัธยฐานและเปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 ของการกระจายตัว
ตัวชี้วัดค่ามัธยฐานP85
SMEsขนาดใหญ่SMEsขนาดใหญ่
Asset Turnover*
(เท่า)
0.911.262.112.24
TFP**
(ค่ามาตรฐานของอุตสาหกรรม=100)
96.6108.0151.2161.4
หมายเหตุ: * ข้อมูล CPFS ปี 2024 เฉพาะหมวดอุตสาหกรรมการผลิต
** ข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม ปี 2022, weighted median และแสดงผลโดยปรับข้อมูลเป็นดัชนี
P85 เทียบเท่าค่ามัธยฐานของกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรกของธุรกิจทั้งหมด

แต่ค่ากลางเพียงค่าเดียวบดบังข้อเท็จจริงที่สำคัญกว่า นั่นคือความหลากหลายภายในกลุ่ม SMEs เอง เมื่อพิจารณาที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 พบว่า SMEs กลุ่มหัวแถวมีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วไปในทั้งสองตัวชี้วัด และเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่กลุ่มหัวแถวด้วยกัน ช่องว่างก็แคบกว่าที่เห็นจากการเทียบค่ามัธยฐาน กล่าวคือ ยิ่งพิจารณากิจการที่มีประสิทธิภาพสูง SMEs ยิ่งไล่ตามธุรกิจขนาดใหญ่ได้ใกล้ขึ้น และที่สำคัญภาพนี้ยังปรากฏแม้ใน TFP ซึ่งเป็นตัวแปรที่ได้รับอิทธิพลจากขนาดและโครงสร้างของกิจการน้อยกว่า ข้อค้นพบนี้ชี้ว่า SMEs กลุ่มหัวแถวมีขีดความสามารถไม่ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่มากนัก เพียงแต่ยังเป็นกิจการขนาดเล็ก ข้อจำกัดของกลุ่มนี้จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ หากแต่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการขยายกิจการ ซึ่งเงินทุนเป็นหนึ่งในนั้น

ภาพดังกล่าวชี้ว่า SMEs ไม่ได้มีโจทย์เดียวกันทั้งกลุ่ม กลุ่มหนึ่งยังต้องยกระดับขีดความสามารถ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีศักยภาพอยู่แล้วแต่ยังขาดทรัพยากรที่จะเติบโต การช่วยเหลือ SMEs อย่างเหมารวมอาจไม่ตรงโจทย์ของทั้งสองกลุ่ม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า SMEs ไทยเก่งพอหรือไม่ หากแต่เป็นว่าธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเติบโตได้มากน้อยเพียงใด บทความนี้มุ่งพิจารณาทรัพยากรด้านเงินทุน โดยส่วนถัดไปจะพาไปดูสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ไทยในภาพรวม ก่อนจะเจาะลงไปว่าเงินทุนไหลไปถึงกลุ่มที่มีศักยภาพแล้วหรือไม่

2. เก่งแต่ยังใหม่ จึงเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก

สินเชื่อธุรกิจ SMEs หดตัวต่อเนื่องมานาน สัญญาณแรกของข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งทุนคือทิศทางของสินเชื่อ โดยสินเชื่อ SMEs หดตัวมาตั้งแต่ปี 2022 และยังคงติดลบต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่กลับมาขยายตัวได้ในช่วงหลัง (รูปที่ 5) ภาพนี้อาจไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะหากเป็นเช่นนั้น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ก็น่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน แม้ความต้องการสินเชื่อของ SMEs อาจด้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่อยู่บ้างจากแรงกดดันด้านการแข่งขันและภาระหนี้ที่หนักกว่า แต่การที่สินเชื่อสองกลุ่มห่างออกจากกันอย่างชัดเจนก็ชี้ว่าเงื่อนไขด้านอุปทานสินเชื่อ โดยเฉพาะความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยกู้ น่าจะมีบทบาทไม่น้อยไปกว่าด้านอุปสงค์

รูปที่ 5: อัตราการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจ SMEs เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ รายไตรมาส ปี 2022–2026
ที่มา: ข้อมูลสินเชื่อเพื่อการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (RDT) หมายหตุ: สินเชื่อธุรกิจ ของระบบ ธพ. รวมสินเชื่อภายใต้การกำกับที่มีวัตถุประสงค์เพื่อธุรกิจของบริษัทในเครือ โดยขนาดธุรกิจตามนิยามของ สสว. ที่พิจารณาจากรายได้และการจ้างงาน ร่วมกับวงเงินสินเชื่อ

SMEs ที่มีหนี้กว่าหนึ่งในสามยังต้องพึ่งการกู้ยืมจากญาติพี่น้องหรือแหล่งทุนนอกระบบ ความตึงตัวของสินเชื่อในระบบสะท้อนออกมาในโครงสร้างแหล่งเงินทุนของ SMEs ด้วย โดยผลสำรวจสถานการณ์ด้านหนี้สินกิจการของ SME ชี้ว่า SMEs ไทยที่มีหนี้กว่าหนึ่งในสามยังอาศัยการกู้ยืมจากญาติพี่น้อง คนรู้จัก หรือแหล่งเงินนอกระบบ ขณะที่ส่วนที่เหลือกู้ผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (รูปที่ 6) ส่วนสาเหตุที่ต้องพึ่งแหล่งเงินนอกระบบ ผู้ประกอบการระบุว่ามาจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ทั้งเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด ขั้นตอนการกู้ที่ซับซ้อน การขาดความรู้ในการจัดเตรียมเอกสาร การไม่มีหลักประกัน และงบการเงินที่ยังไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ

รูปที่ 6: โครงสร้างแหล่งเงินทุนของ SMEs ไทย (ข้อมูลสำรวจ ณ Q2/2569)
หมายเหตุ: ข้อมูลจากการสำรวจ ครอบคลุมสินเชื่อจากสถาบันการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มา: ผลสำรวจสถานการณ์ด้านหนี้สินกิจการของ SME สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

การพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบในสัดส่วนสูงมีต้นทุนที่มองไม่เห็นตามมา ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่มักสูงกว่า วงเงินที่จำกัดตามฐานะของผู้ให้กู้ ระยะเวลาที่สั้นและไม่แน่นอน และการไม่มีประวัติทางการเงินสะสมไว้ในระบบ ซึ่งทำให้โอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบในอนาคตยิ่งลดลง กลายเป็นวงจรที่ตอกย้ำข้อจำกัดเดิมของกิจการ และข้อจำกัดนี้ไม่ได้ยกเว้นให้กับกิจการที่มีศักยภาพ เมื่อเจาะลงไปเฉพาะสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ โดยใช้ข้อมูลนิติบุคคลที่ครอบคลุมทั้งกิจการที่มีและไม่มีหนี้ ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่ต่างจากผลสำรวจข้างต้น โดยข้อมูลจากบทความก่อนหน้า (ดูรายละเอียดใน “Misallocation: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย”) ชี้ว่า แม้พิจารณาเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทัดเทียมธุรกิจขนาดใหญ่ กลับมี SMEs เพียงราว 1 ใน 5 เท่านั้นที่มีสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มเดียวกันที่เข้าถึงได้กว่า 60% และเมื่อเข้าถึงได้แล้วยังต้องจ่ายแพงกว่า โดยธุรกิจขนาดเล็กในกลุ่มประสิทธิภาพสูงจ่ายดอกเบี้ยราว 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายเพียงประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนต่างที่ความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของกิจการอธิบายได้ไม่ทั้งหมด

สิ่งที่บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นเพิ่มเติมคือ ยิ่งอายุน้อย ยิ่งเข้าไม่ถึง4 ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้กระจายตัวเท่ากันตลอดวงจรชีวิตของธุรกิจ หากแต่เกิดหนักที่สุดกับกิจการอายุน้อย เมื่อพิจารณาในกลุ่มเดียวกันนี้และใช้นิยามเดียวกัน พบว่าธุรกิจอายุไม่เกินห้าปีมีเพียงประมาณ 12% เท่านั้นที่เข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้ สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอายุกิจการ เป็นราว 28% เมื่ออายุ 10 ปี และขึ้นไปถึงกว่า 40% ในกลุ่มที่ดำเนินกิจการมานานกว่า 25 ปี (รูปที่ 7) กล่าวอีกอย่างคือ ธุรกิจที่อยู่มานานมีโอกาสได้รับสินเชื่อมากกว่าธุรกิจเกิดใหม่ถึงสามเท่าตัว ทั้งที่อยู่ในกลุ่มประสิทธิภาพเดียวกัน

รูปที่ 7: สัดส่วนกิจการที่เข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ จำแนกตามอายุธุรกิจ เฉพาะกลุ่ม Top 30% highest efficiency
ที่มา: (1) ข้อมูลงบการเงิน จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (CPFS) และข้อมูลสินเชื่อเพื่อการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (RDT) ปี 2024 , คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ -ไม่ครอบคลุม SMEs นอกระบบ
(2) สินเชื่อระบบ ธพ. รวมเครือ ภายใต้การกำกับของ ธปท. โดยขนาดสินเชื่อธุรกิจแบ่งตามนิยามปรับปรุงใหม่ของ สสว. ที่พิจารณาจากรายได้และการจ้างงานร่วมกับวงเงินสินเชื่อ ขณะที่สินเชื่อ non-bank ภายใต้การกำกับของ ธปท. ใช้นิยาม สสว. ที่อิงรายได้และการจ้างงาน

คำอธิบายของรูปแบบนี้ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของข้อมูล ธุรกิจอายุน้อยยังไม่มีงบการเงินย้อนหลังหลายปี ไม่มีประวัติการชำระหนี้ให้ประเมิน และมักยังไม่มีสินทรัพย์ถาวรมากพอจะใช้เป็นหลักประกัน เมื่อผู้ให้กู้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่ากิจการใดมีศักยภาพจริง อายุกิจการและหลักประกันจึงกลายเป็นเกณฑ์ที่ใช้แทน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่วัดความอยู่รอดที่ผ่านมามากกว่าศักยภาพในอนาคต ผลที่ตามมาคือธุรกิจที่เก่งแต่ยังใหม่ต้องรอจนกว่าจะ “พิสูจน์ตัวเอง” ด้วยเวลา ทั้งที่ช่วงเวลาดังกล่าวคือช่วงที่เงินทุนน่าจะสร้างประโยชน์ได้มากที่สุด

ข้อค้นพบนี้ย้อนกลับไปเชื่อมกับภาพ “โตยาก” ในส่วนที่ 1 เพราะการที่ SMEs รุ่นใหม่มีรายได้ชะงักหลังดำเนินกิจการไปราวห้าปี เกิดขึ้นในช่วงวัยเดียวกันกับที่การเข้าถึงสินเชื่อยังอยู่ในระดับต่ำที่สุดพอดี ข้อสังเกตนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า เงินทุนมีบทบาทต่อเส้นทางการเติบโตของธุรกิจมากน้อยเพียงใดในแต่ละช่วงของวงจรชีวิต และหากกิจการอายุน้อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นของส่วนถัดไป

3. สินเชื่อสำคัญแค่ไหน ในแต่ละช่วงชีวิตของ SMEs

เงินทุนไม่ได้สำคัญเท่ากันในทุกช่วงของธุรกิจ การจะตอบคำถามดังกล่าว ต้องเริ่มจากการตั้งกรอบความคิดก่อนว่า ธุรกิจไม่ได้ต้องการเงินทุนในปริมาณและรูปแบบเดียวกันตลอดอายุกิจการ เมื่อโจทย์ที่ธุรกิจเผชิญเปลี่ยนไปตามระดับการพัฒนาของกิจการ บทบาทของเงินทุนก็เปลี่ยนตามไปด้วย กรอบวงจรชีวิตธุรกิจที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายคือแบบจำลองของ Churchill & Lewis (1983) ซึ่งแบ่งพัฒนาการของธุรกิจขนาดเล็กออกเป็นห้าระยะ ได้แก่ existence, survival, success, take-off และ resource maturity โดยแต่ละระยะมีปัญหาและความต้องการทรัพยากรที่แตกต่างกัน ขณะที่ในฝั่งการเงิน Berger & Udell (1998) เสนอแนวคิด financial growth cycle ซึ่งชี้ว่าโครงสร้างแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมของกิจการเปลี่ยนไปตามขนาดและอายุ เนื่องจากระดับความโปร่งใสของข้อมูลที่ผู้ให้กู้ประเมินได้เปลี่ยนไปตามพัฒนาการของธุรกิจ บทความนี้ปรับกรอบดังกล่าวให้สอดคล้องกับข้อมูลที่ใช้ โดยรวมระยะ existence กับ survival เข้าด้วยกันเป็นระยะตั้งต้นและอยู่รอด จึงเหลือสี่ระยะ ได้แก่ ระยะตั้งต้นและอยู่รอด (start & survival) ระยะตั้งหลักได้ (success) ระยะขยายกิจการ (take-off) และระยะอิ่มตัว (mature) ซึ่งแต่ละระยะมีเป้าหมาย ลักษณะสำคัญ และความต้องการเงินทุนที่แตกต่างกัน (ตารางที่ 2)

  • ระยะตั้งต้นและอยู่รอด (Start & Survival) ธุรกิจในระยะนี้มุ่งประคองตัวให้อยู่รอด ท่ามกลางรายได้ที่ยังไม่แน่นอน กำไรต่ำ และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ เนื่องจากยังไม่มีหลักประกันเพียงพอ และยังขาดประวัติทางการเงินให้ผู้ให้กู้ประเมิน หรือที่ Berger & Udell (1998) เรียกว่า “ความทึบของข้อมูล” ทำให้ต้องพึ่งเงินทุนของเจ้าของและแหล่งเงินใกล้ตัวเป็นหลัก เงินทุนในช่วงนี้ทำหน้าที่รักษาสภาพคล่องและช่วยให้กิจการดำเนินงานต่อไปได้จนกว่ารายได้จะมั่นคง มากกว่าจะใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต

  • ระยะตั้งหลักได้ (Success) เมื่อธุรกิจผ่านช่วงแรกมาได้และเริ่มเจาะตลาดจนมีรายได้สม่ำเสมอ โจทย์จะเปลี่ยนจากการอยู่รอดไปสู่การทำให้กิจการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักร การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการพัฒนาทักษะแรงงาน บทบาทหลักของเงินทุนในระยะนี้คือการยกระดับผลิตภาพของกิจการ ทั้งนี้ ในกรอบเดิมของ Churchill & Lewis (1983) ระยะนี้เน้นที่การตั้งหลักให้มั่นคงและการตัดสินใจว่าจะขยายกิจการต่อหรือไม่ การมองบทบาทของเงินทุนผ่านการยกระดับผลิตภาพเป็นการปรับกรอบของบทความนี้

  • ระยะขยายกิจการ (Take-off) ธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่เพื่อขยายกำลังการผลิตและฐานลูกค้า แต่เงินทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ การเติบโตในระยะนี้ยังขึ้นอยู่กับขนาดตลาด ความสามารถในการแข่งขัน นวัตกรรม และระบบบริหารจัดการที่รองรับกิจการที่ใหญ่ขึ้นได้

  • ระยะอิ่มตัว (Mature) ธุรกิจมีตำแหน่งในตลาดที่ชัดเจน ผลิตภาพอยู่ในระดับสูง และมีประวัติทางการเงินและหลักประกันมากพอจนเข้าถึงสินเชื่อได้โดยไม่ติดขัด ซึ่งสอดคล้องกับข้อสรุปของ Berger & Udell (1998) ที่ว่าเมื่อกิจการมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีอายุมากขึ้น ข้อมูลของกิจการจะโปร่งใสต่อผู้ให้กู้มากขึ้น ทำให้ทางเลือกของแหล่งเงินทุนกว้างขึ้นและต้นทุนลดลงตามลำดับ โจทย์หลักในระยะนี้จึงเปลี่ยนไปสู่การรักษาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ส่วนเงินทุนไม่ใช่ข้อจำกัดที่ผูกมัดการเติบโตอีกต่อไป

ตารางที่ 2: วงจรชีวิตธุรกิจ 4 ระยะ และบทบาทของเงินทุนในแต่ละระยะ
ระยะในวงจรชีวิตเป้าหมายลักษณะสำคัญบทบาทของเงินทุน
1. Start & Survivalอยู่รอดผ่านช่วงตั้งต้นรายได้ไม่แน่นอน
ขนาดเล็ก
ขาดทุนหรือกำไรต่ำ
เข้าถึงสินเชื่อยาก
รักษาสภาพคล่อง ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด
2. Successเจาะตลาดได้ มีรายได้มั่นคงรายได้เริ่มสม่ำเสมอ
ลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักร
พัฒนาทักษะแรงงาน
ยกระดับผลิตภาพ
3. Take-offขยายตลาดและกำลังการผลิตขยายกำลังการผลิต
รายได้เติบโตชัดเจน
ต้องการเงินลงทุนก้อนใหญ่
ลงทุนขยายกิจการ
4. Matureรักษาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันตำแหน่งในตลาดชัดเจน
ผลิตภาพสูง
เข้าถึงสินเชื่อได้ดีอยู่แล้ว
ไม่ใช่ข้อจำกัดหลักอีกต่อไป
ที่มา: ปรับจากแนวคิดของ Churchill & Lewis (1983)

ทั้งนี้ การแบ่งระยะข้างต้นเป็นกรอบเชิงแนวคิดเพื่อให้เห็นภาพ มิใช่เส้นทางที่ธุรกิจทุกแห่งต้องเดินผ่านตามลำดับ ในทางปฏิบัติ กิจการจำนวนมากอาจหยุดอยู่ที่ระยะใดระยะหนึ่งเป็นเวลานาน บางแห่งถอยกลับไปสู่ระยะก่อนหน้าเมื่อภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไป และระยะในวงจรชีวิตก็ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรงจากข้อมูล การวิเคราะห์จึงใช้ตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับสามระยะแรกแทน ได้แก่ อัตราการอยู่รอดสำหรับระยะตั้งต้นและอยู่รอด ผลิตภาพสำหรับระยะตั้งหลักได้ และการเติบโตของรายได้และสินทรัพย์สำหรับระยะขยายกิจการ โดยใช้การเติบโตของสินทรัพย์สะท้อนการลงทุน ส่วนระยะอิ่มตัวไม่ได้นำมาพิจารณา เนื่องจากเป็นช่วงที่เงินทุนไม่ใช่ข้อจำกัดหลักอีกต่อไป ตัวชี้วัดชุดนี้ใช้สำหรับทั้ง (1) การเปรียบเทียบเบื้องต้นในส่วนนี้ และ (2) การประเมินผลเชิงเหตุและผล (causality) ในส่วนที่ 4 เพื่อตรวจสอบนัยสองข้อที่กรอบนี้ให้ไว้ ข้อแรก หากเงินทุนเป็นข้อจำกัดที่ผูกมัดจริงในช่วงต้นของกิจการ ผลของการเข้าถึงสินเชื่อควรปรากฏชัดที่สุดในมิติการอยู่รอดและผลิตภาพ และลดความสำคัญลงเมื่อธุรกิจเข้าสู่ระยะหลัง ซึ่งจะตรวจสอบโดยใช้ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นตัวแทนของกิจการในระยะหลัง ข้อสอง หากสินเชื่อช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามไปสู่ระยะขยายกิจการได้จริง ก็ควรเห็นผลต่อรายได้และสินทรัพย์ตามมาด้วย

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลเบื้องต้นผ่านตัวชี้วัดชุดนี้ ภาพที่ได้คือ กิจการที่เข้าถึงสินเชื่อไปได้ไกลกว่าในทุกมิติ โดย SMEs ที่เข้าถึงสินเชื่อในระบบมีผลลัพธ์ดีกว่ากลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงในทุกตัวชี้วัด ตั้งแต่การอยู่รอดผ่านช่วงตั้งต้น ไปจนถึงระดับผลิตภาพและการขยายกิจการ ตารางที่ 3 สรุปภาพดังกล่าว

ตารางที่ 3: เปรียบเทียบผลลัพธ์ของ SMEs ที่เข้าถึงและเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ จำแนกตามตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับแต่ละระยะของวงจรชีวิต
ระยะในวงจรชีวิตตัวชี้วัดสถานะการเข้าถึงสินเชื่อ
เข้าถึงสินเชื่อเข้าไม่ถึงสินเชื่อ
1. Start & Survivalอัตราการอยู่รอด ณ ปีที่ 3 (%)*9375
อัตราการอยู่รอด ณ ปีที่ 5 (%)*8765
2. SuccessAsset turnover (เท่า)**0.970.83
TFP *** (ค่ามาตรฐาน=100)100.1492.85
3. Take-offอัตราเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อปี (%)*1.830.89
อัตราเติบโตของสินทรัพย์เฉลี่ยต่อปี (%)*4.353.16
หมายเหตุ: * ข้อมูล CPFS คำนวณระหว่างปี 2016–2024, อัตราการอยู่รอดหลังเริ่มดำเนินกิจการ
** ข้อมูล CPFS ปี 2024 เฉพาะหมวดอุตสาหกรรมการผลิต
*** ข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม ปี 2022, weighted median และแสดงผลโดยปรับข้อมูลเป็นดัชนี
นิยามการเข้าถึงคือการมีสินเชื่ออย่างน้อย 1 ครั้งตลอดช่วงที่ศึกษา
ที่มา: ข้อมูลงบการเงิน CPFS ข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม และข้อมูลสินเชื่อ RDT คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

ภาพที่ได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งสามมิติ ในมิติแรก ความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มปรากฏค่อนข้างชัด กิจการที่เข้าถึงสินเชื่ออยู่รอดถึงปีที่สามราว 93% เทียบกับ 75% ของกลุ่มที่เข้าไม่ถึง หรือสูงกว่าราว 18 จุด และช่องว่างยิ่งกว้างขึ้นเป็นราว 22 จุดเมื่อวัดถึงปีที่ห้า (87% เทียบกับ 65%) ช่องว่างที่กว้างขึ้นตามเวลาเช่นนี้อาจสะท้อนว่ากลุ่มที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อไม่ได้เปราะบางเฉพาะช่วงแรก แต่ยังคงออกจากตลาดในอัตราที่สูงกว่าตลอดช่วงตั้งต้น

ในมิติที่สอง กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้เปรียบทั้งสองตัวชี้วัด asset turnover ของกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่ออยู่ที่ 0.97 เท่า เทียบกับ 0.83 เท่าของกลุ่มที่เข้าไม่ถึง หรือสูงกว่าราว 17% ขณะที่ผลิตภาพรวม (TFP) สูงกว่าราว 8% การที่ความได้เปรียบปรากฏแม้ใน TFP ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขนาดและโครงสร้างของกิจการน้อยกว่า ชี้ว่ากลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อไม่เพียงใช้สินทรัพย์สร้างรายได้ได้เข้มข้นกว่า แต่เมื่อเทียบที่ปัจจัยการผลิตเท่ากัน ก็ยังผลิตได้มากกว่าด้วย

ในมิติที่สาม กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อมีอัตราเติบโตของรายได้เฉลี่ยราว 1.8% ต่อปี เทียบกับราว 0.9% ของกลุ่มที่เข้าไม่ถึง หรือราวสองเท่า และสินทรัพย์เติบโตเร็วกว่าเช่นกัน (ราว 4.4% เทียบกับ 3.2% ต่อปี) อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ในกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อ รายได้ก็ยังเติบโตไม่ถึง 2% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับภาพ “โตยาก” ในส่วนที่ 1 ว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดยังเกิดขึ้นได้ยากสำหรับ SMEs ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มใด

อย่างไรก็ดี ตัวเลขข้างต้นเป็นการเปรียบเทียบเชิงพรรณนา ซึ่งบอกได้เพียงว่าสองกลุ่มต่างกันอย่างไร แต่ยังไม่อาจสรุปได้ว่าสินเชื่อเป็นเหตุของความแตกต่างนั้น เพราะกิจการที่เข้าถึงสินเชื่อได้อาจมีความพร้อมมากกว่าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ กิจการที่อยู่รอดได้นานกว่าย่อมมีเวลาและโอกาสได้รับสินเชื่อมากกว่า ทำให้ช่องว่างด้านการอยู่รอดในตารางที่ 3 อาจสูงกว่าผลที่แท้จริงอยู่บ้าง กล่าวโดยสรุป ความแตกต่างที่เห็นอาจสะท้อนคุณสมบัติของกิจการเองไม่น้อยไปกว่าผลของสินเชื่อ และการแยกสองส่วนนี้ออกจากกันคือโจทย์ของส่วนถัดไป

4. เกิดได้ เก่งได้ แต่ยังไม่ก้าว

เหตุใดการเปรียบเทียบสองกลุ่มจึงยังไม่พอ ภาพจากตารางที่ 3 ชวนให้คิดได้ว่าสินเชื่อคือสิ่งที่ทำให้กิจการกลุ่มหนึ่งไปได้ไกลกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ข้อสรุปเช่นนั้นเร็วเกินไป เพราะการได้รับสินเชื่อไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม หากแต่เป็นผลของการคัดเลือกโดยสถาบันการเงินและการตัดสินใจของกิจการเอง ธุรกิจที่เข้าถึงสินเชื่อได้จึงอาจมีขนาดใหญ่กว่า อายุมากกว่า และมีฐานะการเงินที่มั่นคงกว่าอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสินเชื่อกับผลประกอบการยังเกิดขึ้นได้สองทาง เพราะธุรกิจที่กำลังเติบโตดีย่อมมีโอกาสได้รับสินเชื่อมากกว่า และยังมีปัจจัยที่สังเกตไม่ได้อีกจำนวนหนึ่ง เช่น ความสามารถของผู้ประกอบการหรือทำเลที่ตั้ง ซึ่งส่งผลต่อทั้งโอกาสได้รับสินเชื่อและผลประกอบการไปพร้อมกัน ช่องว่างที่เห็นในตารางที่ 3 จึงผสมผลของสินเชื่อเข้ากับคุณสมบัติที่ติดตัวกิจการมาตั้งแต่ต้น

การศึกษานี้จึงใช้วิธี Propensity Score Matching (PSM) ร่วมกับ Difference-in-Differences (DiD) เพื่อตัดสาเหตุอื่นที่อาจอธิบายช่องว่างข้างต้นออกไปเท่าที่ข้อมูลจะเอื้อให้ทำได้ ขั้นแรกคือการจับคู่กิจการที่ได้รับสินเชื่อกับกิจการที่ยังไม่ได้รับ โดยใช้ลักษณะพื้นฐานในช่วงก่อนได้รับสินเชื่อเป็นเกณฑ์ ทั้งขนาด อายุ รายได้ และฐานะการเงิน เพื่อให้การเปรียบเทียบเกิดขึ้นระหว่างธุรกิจที่เทียบเคียงกันได้จริง ขั้นนี้จึงลดผลของความแตกต่างที่สังเกตได้ระหว่างสองกลุ่มเป็นหลัก ขั้นที่สองคือการวัดการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการระหว่างก่อนและหลังได้รับสินเชื่อของทั้งสองกลุ่ม แล้วเทียบผลต่างของการเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งช่วยตัดแนวโน้มร่วมของภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยเฉพาะกิจการที่ไม่เปลี่ยนตามเวลา เช่น ความสามารถของผู้ประกอบการหรือทำเลที่ตั้ง ออกไปได้พร้อมกัน สิ่งที่ทั้งสองวิธีไม่ได้แก้คือเหตุการณ์เฉพาะกิจการที่เกิดขึ้นพร้อมกับการได้รับสินเชื่อพอดี เช่น กิจการที่เพิ่งได้คำสั่งซื้อใหม่จึงขอสินเชื่อมารองรับ ซึ่งทำให้ปัญหาความสัมพันธ์สองทางข้างต้นยังไม่หมดไปทั้งหมด รายละเอียดของวิธีการ สมมติฐานที่ต้องอาศัย ตลอดจนข้อจำกัดที่ยังเหลืออยู่ อธิบายไว้ใน BOX ท้ายบทความ

ตารางที่ 4 สรุปผลที่ได้จากวิธีดังกล่าว โดยใช้ตัวชี้วัดในทำนองเดียวกับตารางที่ 3 แต่แทนที่จะเทียบระดับผลประกอบการของสองกลุ่มโดยตรง ตารางนี้เทียบการเปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนและหลังได้รับสินเชื่อของกิจการที่ได้รับสินเชื่อ กับกิจการที่ยังไม่ได้รับแต่มีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกัน แยกระหว่าง SMEs กับธุรกิจขนาดใหญ่ ยกเว้นผลด้านการอยู่รอดซึ่งไม่มีค่าก่อนได้รับสินเชื่อให้เปรียบเทียบ จึงเทียบโอกาสอยู่รอดหลังได้รับสินเชื่อระหว่างกลุ่มที่จับคู่แล้วแทน ภาพรวมของผลสรุปได้สั้น ๆ ว่า สินเชื่อช่วยให้อยู่รอดและเก่งขึ้น แต่ยังไม่ช่วยให้โตขึ้น ดังรายละเอียดในแต่ละระยะต่อไปนี้

  • ระยะตั้งต้นและอยู่รอด: สินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่สูงขึ้นของ SMEs แม้ผลไม่มากนัก หลังจับคู่กิจการที่มีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกันแล้ว การเข้าถึงสินเชื่อยังคงสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่สูงขึ้นของ SMEs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอัตราส่วนโอกาสอยู่รอด (odds) สูงขึ้นราว 18.5% ที่ 1 ปี และราว 16.7% ที่ 3 ปีหลังได้รับสินเชื่อ หรือคิดเป็นโอกาสอยู่รอดที่เพิ่มขึ้นสูงสุดราว 4–5 จุดร้อยละ แม้ขนาดของผลจะเล็กกว่าการเปรียบเทียบในตารางที่ 3 แต่เมื่อพิจารณาว่า SMEs ราว 3 ใน 10 หยุดดำเนินงานภายในห้าปี ผลขนาดนี้ก็ยังมีความหมายในทางปฏิบัติ สอดคล้องกับบทบาทของเงินทุนในการรักษาสภาพคล่องตามกรอบในตารางที่ 2 โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนสำรองจำกัด อย่างไรก็ดี ผลตัวแปรควบคุมอื่น ๆ ชี้ว่าในกลุ่มที่มีภาระหนี้สินต่อทุนสูงอยู่ก่อนแล้ว การได้รับสินเชื่อเพิ่มกลับสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่ลดลง สะท้อนว่าสินเชื่อไม่ได้ให้ผลบวกเสมอไป

  • ระยะตั้งหลักได้: ผลิตภาพของ SMEs เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสินเชื่อหมุนเวียน หลังควบคุมความแตกต่างของกิจการแล้ว การเข้าถึงสินเชื่อยังสัมพันธ์กับผลิตภาพรวม (TFP) ของ SMEs ที่สูงขึ้นราว 4.2% และ asset turnover ที่เพิ่มขึ้นราว 0.09 เท่า แม้ผลทั้งสองจะเล็กกว่าส่วนต่างในตารางที่ 3 (ราว 8% และ 0.14 เท่า ตามลำดับ) เนื่องจากความแตกต่างในเบื้องต้นส่วนหนึ่งมาจากคุณสมบัติของกิจการเอง แต่ผลที่เหลืออยู่ก็ชี้ว่าสินเชื่อน่าจะมีส่วนช่วยยกระดับผลิตภาพได้จริง เมื่อแยกตามประเภทสินเชื่อ ผลดังกล่าวมาจากสินเชื่อหมุนเวียน (working capital) เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อระยะยาว (term loan) ยังไม่ให้ผลที่เด่นชัด กล่าวคือ เงินทุนช่วยให้กิจการบริหารสภาพคล่อง จัดการวัตถุดิบ และปรับปรุงการดำเนินงานประจำวันได้ดีขึ้น ข้อจำกัดที่ผูกมัด SMEs ไทยในปัจจุบันจึงน่าจะอยู่ที่เงินทุนหมุนเวียนมากกว่าเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ส่วนในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่พบผลที่ชัดเจนต่อผลิตภาพ ซึ่งอาจสอดคล้องกับกรอบในตารางที่ 2 ว่าเมื่อกิจการพัฒนาไปถึงระยะหลัง เงินทุนไม่ใช่ข้อจำกัดหลักอีกต่อไป

  • ระยะขยายกิจการ: ยังไม่พบผลที่ชัดเจน ในกลุ่ม SMEs ไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่าการเข้าถึงสินเชื่อนำไปสู่การเติบโตของรายได้หรือสินทรัพย์ ส่วนในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ พบผลต่อการเติบโตของรายได้เพียงเล็กน้อย และไม่พบผลที่ชัดเจนต่อการเติบโตของสินทรัพย์เช่นกัน ข้อสังเกตนี้ชี้ว่าภาพที่เห็นในเบื้องต้นน่าจะสะท้อนการที่สินเชื่อไหลไปหากิจการที่กำลังเติบโตอยู่แล้วเป็นสำคัญ มากกว่าจะเป็นผลของสินเชื่อเอง และอาจชี้ต่อไปว่า SMEs จำนวนมากใช้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและประคองการดำเนินงาน มากกว่านำไปลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต

ตารางที่ 4: สรุปผลของการเข้าถึงสินเชื่อ จำแนกตามตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับแต่ละระยะของวงจรชีวิตและขนาดกิจการ
ระยะในวงจรชีวิตตัวชี้วัดขนาดธุรกิจ
SMEsธุรกิจขนาดใหญ่
1. Start & Survivalอัตราส่วนอยู่รอด (odds) ณ ปีที่ 1เพิ่ม 18.5%
(เทียบเท่าการเพิ่มโอกาสรอดได้สูงสุด 4.6 จุดร้อยละ)
n/a
อัตราส่วนอยู่รอด (odds) ณ ปีที่ 3เพิ่ม 16.7%
(เทียบเท่าการเพิ่มโอกาสรอดได้สูงสุด 4.2 จุดร้อยละ)
n/a
2. Successผลิตภาพรวม (TFP)
- Working capital
- Term loan
Asset turnover (ATO)
เพิ่ม 4.2%
- มีผล
- ไม่ชัดเจน
เพิ่ม 0.09 เท่า
ไม่ชัดเจน
3. Take-offการเติบโตของรายได้ไม่ชัดเจนมีผลเล็กน้อย
การเติบโตของสินทรัพย์ไม่ชัดเจนไม่ชัดเจน
ที่มา: คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เมื่อนำผลทั้งหมดมาวางบนกรอบวงจรชีวิตในส่วนที่ 3 จะเห็นว่าบทบาทของสินเชื่อต่างกันไปตามโจทย์ของแต่ละระยะ ในช่วงต้นของวงจรชีวิต ซึ่งเงินทุนทำหน้าที่รักษาสภาพคล่องและยกระดับผลิตภาพ สินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดและผลิตภาพที่สูงขึ้นของ SMEs แม้ขนาดของผลจะไม่มากนัก และผลด้านผลิตภาพมาจากสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก ขณะที่ในธุรกิจขนาดใหญ่ไม่พบผลต่อผลิตภาพที่ชัดเจน สอดคล้องกับแนวคิดว่าเงินทุนลดความสำคัญลงเมื่อกิจการพัฒนาไปถึงระยะหลัง แต่เมื่อถึงระยะขยายกิจการ ซึ่งเงินทุนควรทำหน้าที่เป็นเงินลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต กลับไม่พบว่า SMEs ที่ได้รับสินเชื่อมีรายได้หรือสินทรัพย์เติบโตเร็วขึ้น กล่าวคือ สินเชื่อช่วยให้ SMEs เกิดได้และเก่งได้ แต่ยังไม่ช่วยให้ก้าว อย่างไรก็ดี ผลนี้ไม่ได้แปลว่าสินเชื่อไม่มีผลต่อการเติบโตเลย และอธิบายได้อย่างน้อยสองทาง ทางแรก การศึกษานี้ดูเพียงว่ากิจการได้หรือไม่ได้สินเชื่อ ยังไม่ได้ดูขนาดวงเงิน เป็นไปได้ว่าวงเงินที่ SMEs ได้รับยังเล็กเกินกว่าจะนำไปขยายกิจการได้ ทางที่สอง การก้าวข้ามไปสู่ระยะขยายกิจการอาจติดขัดที่ปัจจัยอื่นนอกเหนือจากเงินทุน ทั้งขนาดตลาด ความสามารถในการแข่งขัน และระบบบริหารจัดการที่รองรับกิจการที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งกรอบวงจรชีวิตในส่วนที่ 3 ระบุว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของระยะนี้

5. ก้าวต่อได้ ต้องทำมากกว่าสินเชื่อ

ผลการศึกษาในส่วนก่อนหน้าให้ภาพที่ต่อเนื่องกัน SMEs ไทยกำลังเผชิญทั้งความยากในการอยู่รอด การเติบโต และภาระหนี้ที่สะสมมากขึ้น ขณะที่สินเชื่อในระบบยังไปไม่ถึงกิจการจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจการอายุน้อยที่มีศักยภาพ และเมื่อพิจารณาบทบาทของสินเชื่อในแต่ละช่วงของวงจรชีวิต พบว่าสินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดและผลิตภาพที่สูงขึ้นของ SMEs แต่ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้เติบโต ภาพเหล่านี้มีนัยต่อการออกแบบนโยบายสินเชื่อ SMEs ในหลายด้าน ทั้งการเลือกเครื่องมือให้ตรงกับโจทย์ของแต่ละระยะ การคัดแยกกลุ่มเป้าหมาย และการวัดผลของนโยบาย

  • นโยบายสินเชื่อ SMEs ควรแยกตามระยะ ไม่ใช่เหมารวมทั้งกลุ่ม การที่สินเชื่อไม่ได้ให้ผลเหมือนกันในทุกช่วงของวงจรชีวิตธุรกิจ ชี้ว่ามาตรการที่ใช้เครื่องมือชุดเดียวกับ SMEs ทั้งหมด อาจจะเป็นการให้เงินทุนแก่กลุ่มที่ไม่ได้มีข้อจำกัดอยู่แล้ว และให้เครื่องมือที่ไม่ตรงโจทย์แก่กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ข้อเสนอในส่วนนี้จึงจัดเรียงตามระยะของวงจรชีวิต เพราะแต่ละระยะมีข้อจำกัดและเครื่องมือที่เหมาะสมแตกต่างกัน

  • ระยะตั้งต้นและอยู่รอด: แก้ที่ความสามารถในการมองเห็นศักยภาพ ไม่ใช่เพียงเพิ่มปริมาณสินเชื่อ ระยะนี้เป็นจุดที่ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงรุนแรงที่สุด และเป็นจุดที่สินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่สูงขึ้น แต่ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณสินเชื่อในระบบเพียงอย่างเดียว หากยังอยู่ที่การที่ผู้ให้กู้แยกแยะกิจการที่มีศักยภาพออกจากกิจการอื่นได้ยาก เมื่อธุรกิจอายุน้อยยังไม่มีงบการเงินย้อนหลัง ไม่มีประวัติการชำระหนี้ และไม่มีหลักประกัน เกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้แทนจึงเป็นอายุกิจการและสินทรัพย์ ซึ่งวัดสิ่งที่ผ่านมาแล้วมากกว่าศักยภาพข้างหน้า แนวทางที่ตรงกับข้อจำกัดนี้จึงเป็นการเพิ่มข้อมูลที่ผู้ให้กู้ใช้ประเมินได้ เช่น การเปิดให้ใช้ข้อมูลธุรกรรมการชำระเงิน ข้อมูลภาษี หรือข้อมูลการค้าในห่วงโซ่อุปทาน มาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ควบคู่กับกลไกค้ำประกันสินเชื่อที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านหลักประกันในช่วงที่กิจการยังสร้างประวัติไม่ทัน ทั้งนี้ ผลที่พบเป็นผลเฉลี่ยของกิจการที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับสินเชื่อจริง ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดผลเช่นเดียวกันหากขยายสินเชื่อออกไปอย่างเป็นวงกว้าง การขยายการเข้าถึงจึงควรมาพร้อมกลไกคัดกรองที่ดีขึ้น มากกว่าการขยายสินเชื่อแบบเหมารวม

  • ระยะตั้งหลักได้: รักษาการไหลของสินเชื่อหมุนเวียน และผูกกับการยกระดับขีดความสามารถ ระยะนี้เป็นจุดที่สินเชื่อสัมพันธ์กับผลิตภาพของ SMEs ที่สูงขึ้น โดยผลมาจากสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อระยะยาวยังไม่พบผลที่ชัดเจน และในธุรกิจขนาดใหญ่ก็ไม่พบผลที่ชัดเจนเช่นกัน นโยบายจึงควรมุ่งไปที่ SMEs และให้ความสำคัญกับการรักษาการไหลของสินเชื่อหมุนเวียนให้ต่อเนื่อง มากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อระยะยาว ขณะเดียวกัน เงินทุนจะเปลี่ยนเป็นผลิตภาพได้ก็ต่อเมื่อกิจการมีช่องทางนำไปปรับปรุงการดำเนินงานได้จริง การเชื่อมมาตรการด้านสินเชื่อเข้ากับมาตรการยกระดับขีดความสามารถ เช่น การสนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการพัฒนาทักษะแรงงาน จึงน่าจะให้ผลมากกว่าการดำเนินสองด้านแยกจากกัน

  • ระยะขยายกิจการ: สินเชื่อเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ นโยบายที่มุ่งช่วยให้ SMEs ก้าวข้ามไปสู่ระยะขยายกิจการจึงต้องมองให้กว้างกว่าการเข้าถึงสินเชื่อ อย่างน้อยในสองด้าน ด้านแรกคือข้อจำกัดที่เงินทุนแก้ไม่ได้โดยตรง ทั้งขนาดของตลาดที่รองรับ การเข้าถึงห่วงโซ่มูลค่าที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และความสามารถในการบริหารจัดการกิจการที่ใหญ่ขึ้น ด้านที่สองคือกฎระเบียบและกฎหมายที่ไม่จูงใจให้กิจการเติบโต สิทธิประโยชน์และมาตรการช่วยเหลือจำนวนมาก ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี เกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการของรัฐ ผูกอยู่กับเพดานขนาดกิจการ เมื่อกิจการเติบโตข้ามเกณฑ์ ต้นทุนด้านภาษีและภาระในการปฏิบัติตามกฎระเบียบจึงเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ขณะที่สิทธิประโยชน์หายไปพร้อมกัน กิจการบางส่วนจึงอาจเลือกคงขนาดไว้ แยกกิจการออกเป็นหลายนิติบุคคล หรือไม่แสดงรายได้ทั้งหมดในระบบ แทนที่จะขยายกิจการอย่างเต็มศักยภาพ นโยบายที่มุ่งช่วยให้ SMEs เติบโตจึงต้องทำมากกว่าการเพิ่มสินเชื่อ โดยควรทบทวนกฎระเบียบที่ผูกสิทธิประโยชน์ไว้กับการเป็นกิจการขนาดเล็ก เช่น การทยอยลดสิทธิประโยชน์ลงเป็นขั้นแทนการตัดทิ้งทันทีเมื่อข้ามเกณฑ์ และการลดภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับกิจการที่กำลังเติบโต ควบคู่ไปกับมาตรการที่ไม่ใช่การเงินอื่น ๆ

  • คัดแยกกลุ่มก่อนขยายการเข้าถึง ผลด้านลบที่พบในกลุ่มกิจการที่มีภาระหนี้สินต่อทุนสูงอยู่ก่อนแล้ว มีนัยต่อการออกแบบนโยบายด้วยเช่นกัน กล่าวคือ การคัดแยกระหว่างกิจการที่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวกับกิจการที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการขยายการเข้าถึง เพราะกลุ่มหลังน่าจะได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างหนี้หรือการปรับรูปแบบธุรกิจมากกว่าการได้รับวงเงินเพิ่ม ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อจำนวน SMEs ที่มีหนี้เสียเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

  • วัดความสำเร็จของนโยบายให้ตรงกับระยะ ข้อสังเกตสุดท้ายเป็นเรื่องของการประเมินผล หากวัดความสำเร็จของมาตรการด้านสินเชื่อด้วยปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยได้หรือจำนวนกิจการที่เข้าถึง ตัวชี้วัดดังกล่าวจะไม่สามารถบอกได้ว่ามาตรการช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้จริงหรือไม่ ผลการศึกษาชี้ว่าตัวชี้วัดที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามระยะ กล่าวคือ ระยะตั้งต้นควรวัดที่โอกาสอยู่รอด ระยะตั้งหลักได้ควรวัดที่ผลิตภาพ และระยะขยายกิจการควรวัดที่การเติบโตของรายได้และสินทรัพย์ การกำหนดตัวชี้วัดให้ตรงกับระยะจะช่วยให้ประเมินได้ว่ามาตรการแต่ละชุดทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่

โดยรวมแล้ว ผลการศึกษาชี้ว่าสินเชื่อยังมีบทบาทสำคัญต่อ SMEs ไทย แต่เป็นบทบาทของเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจตั้งหลักและทำงานได้ดีขึ้น มากกว่าเครื่องมือที่จะเร่งให้ธุรกิจเติบโตขึ้นเป็นรายใหญ่ การคาดหวังให้มาตรการด้านสินเชื่อเพียงลำพังเปลี่ยนภาพรวมของ SMEs ไทยได้ จึงน่าจะเป็นความคาดหวังที่เกินกว่าที่เครื่องมือนี้จะทำได้ ขณะเดียวกัน การที่สินเชื่อยังเข้าไม่ถึงกิจการอายุน้อยที่มีศักยภาพ ก็เป็นช่องว่างที่นโยบายยังทำได้อีกมาก และเป็นช่วงที่เงินทุนน่าจะสร้างความแตกต่างได้มากที่สุด

ระเบียบวิธีที่ใช้ในการวิเคราะห์

คำถามหลักของบทความนี้คือ การเข้าถึงสินเชื่อช่วยให้ SMEs อยู่รอด มีผลิตภาพสูงขึ้น และเติบโตได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามเชิงเหตุและผล (causality) มิใช่เพียงความสัมพันธ์ (correlation) กล่องนี้อธิบายระเบียบวิธีที่ใช้ หลักคิด ปัญหาที่แก้ ข้อจำกัด และสมมติฐานที่ต้องอาศัยในการตีความผล

หลักคิด: เหตุใดการเปรียบเทียบตรง ๆ จึงให้คำตอบที่ผิด

หากเปรียบเทียบธุรกิจที่ได้และไม่ได้รับสินเชื่อโดยตรง ผลต่างที่พบย่อมไม่ใช่ “ผลของสินเชื่อ” ทั้งหมด เพราะการได้รับสินเชื่อเป็นผลของการคัดเลือกโดยสถาบันการเงินและการตัดสินใจของกิจการเอง ธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อจึงมักมีขนาดใหญ่กว่า อายุมากกว่า และมีหลักประกันและงบการเงินที่ดีกว่าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น การเปรียบเทียบตรง ๆ จึงนับความแตกต่างที่ติดมากับตัวกิจการเป็นผลของสินเชื่อ หรือที่เรียกว่า selection bias

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ยังเกิดได้สองทาง เพราะธุรกิจที่กำลังเติบโตดีย่อมกู้ได้ง่ายกว่า (reverse causality) และยังมีปัจจัยที่สังเกตไม่ได้ เช่น ความสามารถของผู้ประกอบการ ทำเลที่ตั้ง เครือข่ายธุรกิจ หรือชื่อเสียงของกิจการ ซึ่งส่งผลต่อทั้งโอกาสได้รับสินเชื่อและผลประกอบการพร้อมกัน โจทย์เชิงระเบียบวิธีจึงอยู่ที่การหา “กลุ่มเปรียบเทียบที่เหมาะสม” ก่อน แล้วจึงวัดผลของสินเชื่อจากกลุ่มนั้น

วิธีที่ใช้: Propensity Score Matching ร่วมกับ Difference-in-Differences

การศึกษานี้ใช้ Propensity Score Matching (PSM) ควบคู่กับ Difference-in-Differences (DiD) ซึ่งใช้แพร่หลายในวรรณกรรมด้านผลของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อผลประกอบการของกิจการ (ยกเว้นกรณีข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นชุดข้อมูลที่มีจำนวนตัวอย่างไม่มากนัก จึงใช้วิธี Mahalanobis Distance Matching แทน เพื่อให้เกิดการจับคู่ได้มากขึ้น) ขั้นแรก ประมาณความน่าจะเป็นที่กิจการจะได้รับสินเชื่อจากลักษณะพื้นฐานก่อนได้รับสินเชื่อ (pre-treatment) ทั้งขนาดสินทรัพย์ รายได้ อายุกิจการ โครงสร้างหนี้สินและทุน สภาพคล่อง ความสามารถในการทำกำไร และสาขาธุรกิจ แล้วจับคู่กิจการที่ได้รับสินเชื่อกับกิจการที่ยังไม่ได้รับซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงที่สุด ขั้นที่สอง เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการก่อนและหลังได้รับสินเชื่อของทั้งสองกลุ่ม ซึ่งตัดทั้งแนวโน้มร่วมของภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยเฉพาะกิจการที่ไม่เปลี่ยนตามเวลาออกไปพร้อมกัน

การจับคู่ใช้ข้อมูลปีก่อนได้รับสินเชื่อ เช่น กิจการที่ได้รับสินเชื่อครั้งแรกในปี 2018 จะจับคู่ด้วยข้อมูลปี 2017 เพื่อไม่ให้ลักษณะที่ใช้จับคู่ปนผลของสินเชื่อไปแล้ว (ยกเว้นข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรมซึ่งมีข้อจำกัดด้านช่วงเวลา) ส่วนผลด้านการอยู่รอดซึ่งไม่มีค่าก่อนได้รับสินเชื่อให้เปรียบเทียบ ใช้แบบจำลอง logit บนกลุ่มที่จับคู่แล้ว เพื่อเทียบโอกาสอยู่รอดที่ 1, 3 และ 5 ปีหลังได้รับสินเชื่อ

แก้ปัญหาอะไร และมีประโยชน์อย่างไร

PSM ลด selection bias โดยทำให้การเปรียบเทียบเกิดระหว่างกิจการที่มีลักษณะพื้นฐานทับซ้อนกันจริง ขณะที่ DiD ตัดผลของแนวโน้มร่วมและปัจจัยเฉพาะกิจการที่ไม่เปลี่ยนตามเวลา สองวิธีจึงปิดจุดอ่อนของกันและกัน หากการจับคู่ยังไม่สมบูรณ์ การวัดแบบก่อน–หลังและตัวแปรควบคุมจะช่วยชดเชย และหากแบบจำลองระบุรูปความสัมพันธ์ผิด การจับคู่จะช่วยลดความคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดี ทั้งสองวิธีไม่ได้แก้ reverse causality โดยตรง เพราะหากกิจการขอสินเชื่อเพราะกำลังจะเติบโตอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงหลังได้รับสินเชื่อก็ยังรวมการเติบโตนั้นไว้ การจับคู่ด้วยข้อมูลก่อนได้รับสินเชื่อและการตรวจสอบแนวโน้มคู่ขนานช่วยบรรเทาข้อกังวลนี้ได้เพียงบางส่วน (ดูข้อจำกัดประการที่สอง) ผลที่ได้จึงเข้าใกล้ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลมากกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงลำพัง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเชิงเหตุและผลที่สมบูรณ์

ประโยชน์อีกด้านมาจากตัวข้อมูล การเชื่อมข้อมูลงบการเงินนิติบุคคล สำมะโนอุตสาหกรรม และสินเชื่อรายสัญญาเข้าด้วยกัน ทำให้ติดตามกิจการเดียวกันก่อนและหลังได้รับสินเชื่อได้ ซึ่งข้อมูลมหภาคหรือข้อมูลภาคตัดขวางทำไม่ได้ และเปิดทางให้แยกดูผลตามขนาดธุรกิจ ประเภทสินเชื่อ และอุตสาหกรรม ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบนโยบายที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ข้อจำกัดของวิธีการ

ข้อจำกัดสำคัญประการแรกคือ การจับคู่ทำได้เฉพาะกับสิ่งที่สังเกตได้ในข้อมูล หากธนาคารใช้ข้อมูลที่ผู้วิจัยมองไม่เห็น เช่น ความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือแผนธุรกิจ คัดเลือกกิจการที่ดีอยู่แล้ว ผลที่วัดได้ย่อมสูงเกินจริง อย่างไรก็ดี ข้อกังวลนี้น่าจะมีน้ำหนักน้อยลงในกรณีของ SMEs เพราะการตรวจสอบเชิงลึกรายกิจการมีต้นทุนสูงเมื่อเทียบกับวงเงิน ธนาคารจึงมักอาศัยงบการเงิน ประวัติการชำระหนี้ และหลักประกันเป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่การศึกษานี้ใช้จับคู่ ช่องว่างระหว่างข้อมูลที่ธนาคารเห็นกับที่ผู้วิจัยเห็นในกลุ่ม SMEs จึงน่าจะแคบกว่ากรณีธุรกิจขนาดใหญ่มาก

ข้อจำกัดสำคัญประการที่สองคือ การวัดแบบก่อน–หลังตัดออกได้เฉพาะปัจจัยที่คงที่ตามเวลา หากมีเหตุการณ์เฉพาะกิจการเกิดพร้อมกับการได้รับสินเชื่อ เช่น การได้คำสั่งซื้อก้อนใหญ่ การเปลี่ยนผู้บริหาร หรือการเข้าสู่ตลาดใหม่ ผลที่วัดได้ย่อมรวมส่วนนั้นไว้ด้วย และเหตุการณ์เช่นนี้มักมาพร้อมความต้องการสินเชื่อโดยธรรมชาติ กล่าวคือ เป็นรูปแบบของ reverse causality ที่ DiD แก้ไม่ได้ การตรวจสอบแนวโน้มคู่ขนาน (parallel trends) ช่วยบรรเทาข้อกังวลนี้ได้บางส่วน โดยพบว่าก่อนได้รับสินเชื่อ ผลประกอบการของสองกลุ่มที่จับคู่แล้วเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีสัญญาณว่ากลุ่มที่ได้รับสินเชื่ออยู่บนเส้นทางที่ดีกว่าอยู่ก่อน แต่การตรวจสอบนี้ยืนยันได้เฉพาะช่วงก่อนหน้า ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ใหม่ที่เกิดพร้อมการได้รับสินเชื่อพอดี จุดนี้จึงยังเป็นจุดอ่อนที่ข้อมูลและวิธีการที่มีอยู่แก้ไม่ได้ทั้งหมด และเป็นเหตุผลที่ควรตีความผลอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดรองที่ควรรับทราบ ได้แก่ การศึกษามุ่งที่ extensive margin คือได้หรือไม่ได้สินเชื่อ ยังไม่ได้พิจารณาขนาดวงเงินเทียบกับความต้องการลงทุน ผลด้านการอยู่รอดไม่ใช่การวัดแบบก่อน–หลังเต็มรูปแบบ ข้อมูลครอบคลุมเฉพาะนิติบุคคลที่นำส่งงบการเงินและสินเชื่อในระบบที่รายงานต่อหน่วยงานกำกับ จึงไม่รวม SMEs นอกระบบและการกู้ยืมจากญาติพี่น้อง และค่าประมาณยังอ่อนไหวต่อทางเลือกเชิงเทคนิคอยู่บ้าง ทั้งการตัดค่าผิดปกติ ชุดตัวแปรที่ใช้จับคู่ และช่วงเวลาที่ศึกษาซึ่งมีโควิด-19 คาบเกี่ยว

นัยต่อการอ่านผลการศึกษา

เมื่อประมวลเข้าด้วยกัน การจับคู่ การเปรียบเทียบก่อน–หลัง การใส่ตัวแปรควบคุมซ้ำ และการตรวจสอบแนวโน้มคู่ขนาน ช่วยลดข้อกังวลว่ากิจการที่ได้รับสินเชื่อดีกว่าอยู่แล้วได้มาก ส่วนข้อกังวลว่าผลที่พบเป็นเพียงการที่ธุรกิจที่กำลังเติบโตกู้ได้ง่ายกว่านั้น บรรเทาได้เพียงบางส่วน ผลในบทความนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าความสัมพันธ์เชิงสถิติทั่วไป และเข้าใกล้คำตอบเชิงเหตุและผลได้เท่าที่ข้อมูลระดับกิจการของไทยเอื้อให้ทำได้

อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม และจุดอ่อนที่เหลืออยู่ทำให้ค่าประมาณยังมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่ การอ่านผลจึงควรให้น้ำหนักกับทิศทางและลำดับความสำคัญของผลมากกว่าความแม่นยำของตัวเลขรายจุด ข้อสรุปว่าสินเชื่อมีบทบาทในช่วงต้นของวงจรชีวิตธุรกิจมากกว่าช่วงหลัง ช่วยด้านสภาพคล่องและผลิตภาพมากกว่าด้านการขยายกิจการ และสินเชื่อหมุนเวียนสำคัญกว่าสินเชื่อระยะยาว เป็นรูปแบบที่สอดคล้องกันในหลายตัวชี้วัดและหลายการตรวจสอบ จึงทนทานพอจะใช้ประกอบการออกแบบนโยบาย ขณะที่ขนาดของผลควรถือเป็นค่าประมาณคร่าว ๆ มากกว่าตัวเลขสำหรับคำนวณต่ออย่างเคร่งครัด

สุดท้าย ควรระวังขอบเขตของข้อสรุปสามด้าน ประการแรก ผลที่ได้เป็นผลเฉลี่ยของกิจการที่ได้รับสินเชื่อจริง มิใช่ผลที่จะเกิดกับทุกกิจการหากขยายสินเชื่อออกไปในวงกว้าง ประการที่สอง เป็นผลของ “การเข้าถึงสินเชื่อ” มิใช่ขนาดวงเงิน การไม่พบผลต่อการขยายกิจการจึงอาจสะท้อนว่าวงเงินที่ SMEs ได้รับยังเล็กเกินกว่าจะรองรับการลงทุน มากพอ ๆ กับที่สินเชื่ออาจไม่ใช่ข้อจำกัดหลักในระยะนั้น และประการที่สาม กรณีที่ไม่พบผลอย่างมีนัยสำคัญ ควรอ่านว่าข้อมูลยังไม่ให้หลักฐานชัดเจนพอ มากกว่าสรุปว่าสินเชื่อไม่มีผล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ตัวอย่างจำกัดหรือข้อมูลผันผวนสูง

เอกสารอ้างอิง

Berger, A. N., & Udell, G. F. (1998). The Economics of Small Business Finance: The Roles of Private Equity and Debt Markets in the Financial Growth Cycle.
Churchill, N. C., & Lewis, V. L. (1983). The Five Stages of Small Business Growth. Harvard Business Review, 61(3), 30–50.

  1. ที่มา: สสว. และ NESDC คำนวณโดยธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับข้อมูลจำนวนกิจการและการจ้างงานจากรายงานสถานการณ์ SME ปี 2569 (ข้อมูลปี 2568) ประกอบด้วยนิติบุคคล 9.5 แสนกิจการ และบุคคลธรรมดาและอื่นๆ 2.3 ล้านกิจการ↩
  2. ข้อมูลสินเชื่อในงานศึกษานี้ก่อน ก.ค. 2024 ใช้ข้อมูลรายสัญญาจากระบบ Loan Arrangement (LAR) และ SMEs Data (SMD) ขณะที่ตั้งแต่ ก.ค. 2024 ใช้ข้อมูลรายสัญญาจากสินเชื่อตามระบบ Regulatory Data Transformation (RDT) ↩
  3. งานศึกษางานศึกษานี้วัดผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity: TFP) จากส่วนที่เหลือ (residual) ของสมการการผลิตแบบ Cobb-Douglas ซึ่งกำหนดให้ผลผลิตหรือยอดขายเป็นฟังก์ชั่นของปัจจัยการผลิต 3 ประเภท ได้แก่ ทุน (Capital: K) แรงงาน (Labor: L) และวัตถุดิบ (Material: M) ในรูปลอการิทึมธรรมชาติ โดย TFP คำนวณจากส่วนต่างระหว่างผลผลิตจริงและค่าผลผลิตที่แบบจำลอง และแปลงเป็นดัชนีเพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบ↩
  4. นิยามการเข้าถึงสินเชื่อคือมียอดค้างมากกว่า 10,000 บาท กำหนดเพื่อให้สะท้อนการเข้าถึงสินเชื่อที่มีนัยต่อการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ดี เมื่อขยายนิยามให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อแต่ไม่มีการเบิกใช้ ผลลัพธ์ยังคงสอดคล้องกับข้อค้นพบเดิม โดยสัดส่วนดังกล่าวในกลุ่มกิจการอายุน้อยกว่า 10 ปีเพิ่มขึ้นเพียง 2% ขณะที่กลุ่มอายุอื่นเพิ่มขึ้นราว 4–10%↩
ทศพล อภัยทาน
ทศพล อภัยทาน
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
กานพลู บุรินทรรัตน์
กานพลู บุรินทรรัตน์
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนภูมิ นิศามณีวงศ์
ธนภูมิ นิศามณีวงศ์
ธนาคารแห่งประเทศไทย
รวิภา ไวยาวัจกร
รวิภา ไวยาวัจกร
ธนาคารแห่งประเทศไทย
พรพิพัฒน์ ลีลัคนาวีระ
พรพิพัฒน์ ลีลัคนาวีระ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ทศพล ต้องหุ้ย
ทศพล ต้องหุ้ย
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ปัญจพัฒน์ ประสิทธิ์เดชสกุล
ปัญจพัฒน์ ประสิทธิ์เดชสกุล
ธนาคารแห่งประเทศไทย
Topics: Financial InstitutionsProductivity and Technological ChangeIndustrial Organization
Tags: smesaccess to financefirm life cycle
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email