เกิด เก่ง ก้าว แกร่ง: บทบาทของสินเชื่อในวงจรชีวิตของ SMEs

excerpt
SMEs เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ที่ ณ วันนี้ กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทุกครั้งที่พูดถึงปัญหาของ SMEs ไทย “การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ” มักเป็นคำตอบแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมา แต่มีคำถามอีกขั้นหนึ่งที่ยังไม่ค่อยถูกถามนัก นั่นคือ เมื่อได้สินเชื่อแล้ว เกิดอะไรขึ้นต่อ ธุรกิจอยู่รอดได้นานขึ้นหรือไม่ ทำงานได้เก่งขึ้นหรือไม่ และเติบโตขึ้นจริงหรือเปล่า ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สินเชื่อไปถึงกิจการที่ควรได้รับแล้วหรือยัง บทความนี้ชวนมองคำถามดังกล่าวผ่านวงจรชีวิตของธุรกิจ เพราะธุรกิจไม่ได้ต้องการเงินทุนแบบเดียวกันตลอดอายุกิจการ ตั้งแต่การเกิดให้รอดผ่านช่วงเปราะบาง การเก่งขึ้นเมื่อตั้งหลักได้ การก้าวไปสู่การขยายกิจการ จนถึงการแกร่งพอที่เงินทุนไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป โดยอาศัยข้อมูลระดับกิจการที่ติดตามธุรกิจเดียวกันได้ตั้งแต่ก่อนจนถึงหลังได้รับสินเชื่อ ภาพที่ได้ชี้ว่าบทบาทของสินเชื่ออาจไม่ได้เป็นอย่างที่มักคาดกันไว้ทั้งหมด สินเชื่ออาจสร้างความแตกต่างได้ในบางช่วงของวงจรชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกช่วง และบางโจทย์ของ SMEs ไทยอาจต้องแก้ด้วยเครื่องมือที่มากกว่าสินเชื่อ
SMEs มักถูกเปรียบว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจไทย คำเปรียบเทียบนี้ไม่ได้เกินจริงนัก เพราะ SMEs เป็นฐานขนาดใหญ่ที่ค้ำจุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ ปัจจุบันไทยมี SMEs กว่า 3.28 ล้านกิจการ คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด แม้ SMEs จะสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 35% ของ GDP1 แต่ด้วยการจ้างงานประมาณ 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 69% ของการจ้างงานรวม ผลกระทบใดๆ ที่เกิดกับ SMEs ย่อมส่งผ่านโดยตรงไปยังรายได้และความเป็นอยู่ของคนจำนวนมากทั่วประเทศ อย่างไรก็ดี ฐานขนาดใหญ่ของ SMEs ไม่ได้แปลว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้โดยอัตโนมัติ กระดูกสันหลังนี้กำลังสูญเสียแรงส่งอย่างชัดเจน ในช่วงก่อนโควิด SMEs มีส่วนขับเคลื่อน GDP เฉลี่ยประมาณ 1.9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ในช่วงหลังโควิด แรงส่งจาก SMEs ลดลงเหลือประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ขณะที่บทบาทของธุรกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ใกล้เคียงเดิม (รูปที่ 1) การชะลอลงของ SMEs สอดคล้องกับแรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวมที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา
เพื่อตอบคำถามดังกล่าว งานศึกษานี้ใช้ข้อมูลระดับกิจการจากหลายแหล่งเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ได้แก่ ข้อมูลงบการเงินนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (CPFS) ปี 1999–2024 ข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่สถาบันการเงินรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (RDT)2 และข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) ประกอบกับข้อมูลภาพรวมของภาคธุรกิจจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาทำการวิเคราะห์ในหลายมิติ พบว่าในช่วงหลัง SMEs ไทยกำลังเผชิญความท้าทายพร้อมกันอย่างน้อยสามด้าน ได้แก่ รอดยาก โตยาก และมีภาระหนี้สะสมมากขึ้น
ประการแรก ธุรกิจเกิดใหม่จำนวนมากไม่สามารถผ่านช่วงตั้งต้นไปได้ จากการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลงบการเงินของธุรกิจในช่วงเวลากว่าสองทศวรรษ (รูปที่ 2) 3 ใน 10 ของกิจการ SMEs มักหยุดดำเนินงานภายในห้าปี และภายในสิบปีหลังเริ่มกิจการ SMEs จะเหลือรอดอยู่เพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น สะท้อนว่าช่วงแรกของวงจรชีวิตธุรกิจเต็มไปด้วยความเปราะบาง ซึ่งอาจมาจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น รายได้ที่ยังไม่แน่นอน ฐานลูกค้าที่ยังไม่มั่นคง รวมถึงปัจจัยในตัวธุรกิจเอง เช่น ประสิทธิภาพในการทำธุรกิจยังไม่คงที่ หรือเงินทุนสำรองที่มีจำกัด
ประการที่สอง ต่อให้ผ่านช่วงเริ่มต้นมาได้ ธุรกิจจำนวนมากก็ยังขยายกิจการได้ยาก ข้อมูลระดับรายได้โดยเฉลี่ยตามวงจรชีวิตของกิจการ (รูปที่ 3) ชี้ว่า SMEs รุ่นใหม่ (ดำเนินกิจการหลังปี 2013) มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีแรก แต่การเติบโตเริ่มชะงักเมื่อดำเนินกิจการไปประมาณห้าปี และหลังจากนั้นแทบไม่เพิ่มขึ้น ต่างจาก SMEs รุ่นก่อน (ดำเนินกิจการก่อนปี 2013) ที่รายได้ยังขยายตัวต่อเนื่องตามอายุธุรกิจ ภาพนี้สะท้อนว่าโจทย์ของ SMEs ไทยไม่ได้มีเพียงการช่วยให้ธุรกิจ “เกิด” หรือ “อยู่รอด” แต่รวมถึงการช่วยให้กิจการที่มีศักยภาพสามารถก้าวข้ามช่วงตั้งตัวและเติบโตต่อได้
ประการที่สาม SMEs จำนวนหนึ่งยังเผชิญภาระหนี้ที่ยืดเยื้อ จำนวนกิจการที่มีหนี้เสียเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (รูปที่ 4) ภาระหนี้ดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงต่อการปิดกิจการ แต่ยังจำกัดความสามารถในการลงทุน ปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือตอบสนองต่อการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น
รูปที่ 4: จำนวน SMEs ที่มีหนี้เสียเรื้อรังและหนี้เสียไม่เรื้อรัง
หมายเหตุ: NPL เรื้อรัง คือลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียติดต่อกัน ≥ 12 เดือน ที่มา: ข้อมูล NCB คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์คำอธิบายหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องผลิตภาพ ซึ่งในความหมายอย่างง่ายคือความสามารถของธุรกิจในการเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งเงินทุน เครื่องจักร แรงงาน และวัตถุดิบ ให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่ขายได้ ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่าคือธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรเท่ากันแต่สร้างผลลัพธ์ได้มากกว่า หรือสร้างผลลัพธ์เท่ากันโดยใช้ทรัพยากรน้อยกว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่กล่าวไปข้างต้น เพราะธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ากว่าย่อมมีกำไรเหลือสะสมเป็นกันชนยามรายได้สะดุด มีเงินเหลือไปลงทุนต่อ และรับมือกับการแข่งขันได้ดีกว่า ผลิตภาพจึงเป็นตัวเชื่อมระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกิจการกับโอกาสอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ผลิตภาพเป็นสิ่งที่วัดได้ยากและไม่มีตัวเลขใดตัวเลขเดียวที่บอกได้ครบทุกแง่มุม เพราะธุรกิจที่ดูว่าใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าอาจเป็นเพราะมีขนาดใหญ่จนได้เปรียบเรื่องต้นทุน ไม่ใช่เพราะบริหารจัดการเก่งกว่าจริง การประเมินจึงต้องใช้หลายตัวชี้วัดประกอบกัน ตารางที่ 1 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของธุรกิจตามขนาดผ่าน 2 ตัวชี้วัดที่ให้มุมมองต่างกัน ดังนี้
- Asset Turnover รายได้ที่สร้างได้จากสินทรัพย์ทุกหนึ่งบาท เช่น หากมีค่าเท่ากับ 1.5 หมายความว่าสินทรัพย์ 1 บาทสร้างรายได้ได้ 1.5 บาทต่อปี ตัวชี้วัดนี้บอกว่ากิจการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ ทั้งเครื่องจักร วัตถุดิบ และสินค้าคงคลัง ได้เต็มที่เพียงใด จึงอ่านง่ายและเชื่อมโยงโดยตรงกับการบริหารสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียน แต่เพราะเป็นการเทียบรายได้กับสินทรัพย์ตรง ๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงแรงงานและปัจจัยการผลิตอื่น ค่าที่ได้จึงขึ้นกับลักษณะการผลิตและขนาดกิจการด้วย เช่น กิจการที่ใช้ทุนเข้มข้นมักมีค่าต่ำกว่า ขณะที่กิจการขนาดใหญ่สามารถใช้สินทรัพย์ชุดเดียวกันรองรับยอดขายที่มากขึ้นได้ ความแตกต่างของตัวชี้วัดนี้จึงสะท้อนทั้งประสิทธิภาพและโครงสร้างของกิจการปนกันอยู่
- TFP3 หรือผลิตภาพการผลิตรวม คือส่วนของผลผลิตที่อธิบายไม่ได้ด้วยปริมาณทุนและแรงงานที่ใส่เข้าไป จึงเป็นตัวแทนของ “สิ่งที่ทำให้ธุรกิจสองแห่งซึ่งใช้ทรัพยากรเท่ากันได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน” เช่น เทคโนโลยี วิธีจัดการ หรือคุณภาพของกระบวนการผลิต เนื่องจากควบคุมปริมาณปัจจัยการผลิตที่ใช้ไปแล้ว ตัวชี้วัดนี้จึงได้รับอิทธิพลจากขนาดและโครงสร้างของกิจการน้อยกว่า และสะท้อนความสามารถในการผลิตของกิจการได้ตรงกว่า อย่างไรก็ดี TFP ก็ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สมบูรณ์ เพราะโดยทั่วไปวัดจากมูลค่าผลผลิต ค่าที่ได้จึงอาจมีผลของราคาขายปนอยู่บ้าง และธุรกิจขนาดใหญ่ยังได้เปรียบจากการประหยัดต่อขนาดอยู่
เมื่อเปรียบเทียบที่ค่ามัธยฐาน SMEs ด้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งสองตัวชี้วัด ทั้งประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์และผลิตภาพรวม ข้อเท็จจริงนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมได้เปรียบทั้งด้านการประหยัดต่อขนาด การเข้าถึงเทคโนโลยี และอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน
| ตัวชี้วัด | ค่ามัธยฐาน | P85 | ||
|---|---|---|---|---|
| SMEs | ขนาดใหญ่ | SMEs | ขนาดใหญ่ | |
| Asset Turnover* (เท่า) | 0.91 | 1.26 | 2.11 | 2.24 |
| TFP** (ค่ามาตรฐานของอุตสาหกรรม=100) | 96.6 | 108.0 | 151.2 | 161.4 |
** ข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม ปี 2022, weighted median และแสดงผลโดยปรับข้อมูลเป็นดัชนี
P85 เทียบเท่าค่ามัธยฐานของกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรกของธุรกิจทั้งหมด
แต่ค่ากลางเพียงค่าเดียวบดบังข้อเท็จจริงที่สำคัญกว่า นั่นคือความหลากหลายภายในกลุ่ม SMEs เอง เมื่อพิจารณาที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 พบว่า SMEs กลุ่มหัวแถวมีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วไปในทั้งสองตัวชี้วัด และเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่กลุ่มหัวแถวด้วยกัน ช่องว่างก็แคบกว่าที่เห็นจากการเทียบค่ามัธยฐาน กล่าวคือ ยิ่งพิจารณากิจการที่มีประสิทธิภาพสูง SMEs ยิ่งไล่ตามธุรกิจขนาดใหญ่ได้ใกล้ขึ้น และที่สำคัญภาพนี้ยังปรากฏแม้ใน TFP ซึ่งเป็นตัวแปรที่ได้รับอิทธิพลจากขนาดและโครงสร้างของกิจการน้อยกว่า ข้อค้นพบนี้ชี้ว่า SMEs กลุ่มหัวแถวมีขีดความสามารถไม่ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่มากนัก เพียงแต่ยังเป็นกิจการขนาดเล็ก ข้อจำกัดของกลุ่มนี้จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ หากแต่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการขยายกิจการ ซึ่งเงินทุนเป็นหนึ่งในนั้น
ภาพดังกล่าวชี้ว่า SMEs ไม่ได้มีโจทย์เดียวกันทั้งกลุ่ม กลุ่มหนึ่งยังต้องยกระดับขีดความสามารถ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีศักยภาพอยู่แล้วแต่ยังขาดทรัพยากรที่จะเติบโต การช่วยเหลือ SMEs อย่างเหมารวมอาจไม่ตรงโจทย์ของทั้งสองกลุ่ม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า SMEs ไทยเก่งพอหรือไม่ หากแต่เป็นว่าธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเติบโตได้มากน้อยเพียงใด บทความนี้มุ่งพิจารณาทรัพยากรด้านเงินทุน โดยส่วนถัดไปจะพาไปดูสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ไทยในภาพรวม ก่อนจะเจาะลงไปว่าเงินทุนไหลไปถึงกลุ่มที่มีศักยภาพแล้วหรือไม่
สินเชื่อธุรกิจ SMEs หดตัวต่อเนื่องมานาน สัญญาณแรกของข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งทุนคือทิศทางของสินเชื่อ โดยสินเชื่อ SMEs หดตัวมาตั้งแต่ปี 2022 และยังคงติดลบต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่กลับมาขยายตัวได้ในช่วงหลัง (รูปที่ 5) ภาพนี้อาจไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะหากเป็นเช่นนั้น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ก็น่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน แม้ความต้องการสินเชื่อของ SMEs อาจด้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่อยู่บ้างจากแรงกดดันด้านการแข่งขันและภาระหนี้ที่หนักกว่า แต่การที่สินเชื่อสองกลุ่มห่างออกจากกันอย่างชัดเจนก็ชี้ว่าเงื่อนไขด้านอุปทานสินเชื่อ โดยเฉพาะความเข้มงวดของเกณฑ์การปล่อยกู้ น่าจะมีบทบาทไม่น้อยไปกว่าด้านอุปสงค์
SMEs ที่มีหนี้กว่าหนึ่งในสามยังต้องพึ่งการกู้ยืมจากญาติพี่น้องหรือแหล่งทุนนอกระบบ ความตึงตัวของสินเชื่อในระบบสะท้อนออกมาในโครงสร้างแหล่งเงินทุนของ SMEs ด้วย โดยผลสำรวจสถานการณ์ด้านหนี้สินกิจการของ SME ชี้ว่า SMEs ไทยที่มีหนี้กว่าหนึ่งในสามยังอาศัยการกู้ยืมจากญาติพี่น้อง คนรู้จัก หรือแหล่งเงินนอกระบบ ขณะที่ส่วนที่เหลือกู้ผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (รูปที่ 6) ส่วนสาเหตุที่ต้องพึ่งแหล่งเงินนอกระบบ ผู้ประกอบการระบุว่ามาจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ทั้งเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด ขั้นตอนการกู้ที่ซับซ้อน การขาดความรู้ในการจัดเตรียมเอกสาร การไม่มีหลักประกัน และงบการเงินที่ยังไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ
การพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบในสัดส่วนสูงมีต้นทุนที่มองไม่เห็นตามมา ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่มักสูงกว่า วงเงินที่จำกัดตามฐานะของผู้ให้กู้ ระยะเวลาที่สั้นและไม่แน่นอน และการไม่มีประวัติทางการเงินสะสมไว้ในระบบ ซึ่งทำให้โอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบในอนาคตยิ่งลดลง กลายเป็นวงจรที่ตอกย้ำข้อจำกัดเดิมของกิจการ และข้อจำกัดนี้ไม่ได้ยกเว้นให้กับกิจการที่มีศักยภาพ เมื่อเจาะลงไปเฉพาะสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ โดยใช้ข้อมูลนิติบุคคลที่ครอบคลุมทั้งกิจการที่มีและไม่มีหนี้ ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่ต่างจากผลสำรวจข้างต้น โดยข้อมูลจากบทความก่อนหน้า (ดูรายละเอียดใน “Misallocation: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย”) ชี้ว่า แม้พิจารณาเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทัดเทียมธุรกิจขนาดใหญ่ กลับมี SMEs เพียงราว 1 ใน 5 เท่านั้นที่มีสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มเดียวกันที่เข้าถึงได้กว่า 60% และเมื่อเข้าถึงได้แล้วยังต้องจ่ายแพงกว่า โดยธุรกิจขนาดเล็กในกลุ่มประสิทธิภาพสูงจ่ายดอกเบี้ยราว 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายเพียงประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนต่างที่ความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานของกิจการอธิบายได้ไม่ทั้งหมด
สิ่งที่บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นเพิ่มเติมคือ ยิ่งอายุน้อย ยิ่งเข้าไม่ถึง4 ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้กระจายตัวเท่ากันตลอดวงจรชีวิตของธุรกิจ หากแต่เกิดหนักที่สุดกับกิจการอายุน้อย เมื่อพิจารณาในกลุ่มเดียวกันนี้และใช้นิยามเดียวกัน พบว่าธุรกิจอายุไม่เกินห้าปีมีเพียงประมาณ 12% เท่านั้นที่เข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้ สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอายุกิจการ เป็นราว 28% เมื่ออายุ 10 ปี และขึ้นไปถึงกว่า 40% ในกลุ่มที่ดำเนินกิจการมานานกว่า 25 ปี (รูปที่ 7) กล่าวอีกอย่างคือ ธุรกิจที่อยู่มานานมีโอกาสได้รับสินเชื่อมากกว่าธุรกิจเกิดใหม่ถึงสามเท่าตัว ทั้งที่อยู่ในกลุ่มประสิทธิภาพเดียวกัน
(2) สินเชื่อระบบ ธพ. รวมเครือ ภายใต้การกำกับของ ธปท. โดยขนาดสินเชื่อธุรกิจแบ่งตามนิยามปรับปรุงใหม่ของ สสว. ที่พิจารณาจากรายได้และการจ้างงานร่วมกับวงเงินสินเชื่อ ขณะที่สินเชื่อ non-bank ภายใต้การกำกับของ ธปท. ใช้นิยาม สสว. ที่อิงรายได้และการจ้างงาน
คำอธิบายของรูปแบบนี้ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของข้อมูล ธุรกิจอายุน้อยยังไม่มีงบการเงินย้อนหลังหลายปี ไม่มีประวัติการชำระหนี้ให้ประเมิน และมักยังไม่มีสินทรัพย์ถาวรมากพอจะใช้เป็นหลักประกัน เมื่อผู้ให้กู้ไม่สามารถแยกแยะได้ว่ากิจการใดมีศักยภาพจริง อายุกิจการและหลักประกันจึงกลายเป็นเกณฑ์ที่ใช้แทน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่วัดความอยู่รอดที่ผ่านมามากกว่าศักยภาพในอนาคต ผลที่ตามมาคือธุรกิจที่เก่งแต่ยังใหม่ต้องรอจนกว่าจะ “พิสูจน์ตัวเอง” ด้วยเวลา ทั้งที่ช่วงเวลาดังกล่าวคือช่วงที่เงินทุนน่าจะสร้างประโยชน์ได้มากที่สุด
ข้อค้นพบนี้ย้อนกลับไปเชื่อมกับภาพ “โตยาก” ในส่วนที่ 1 เพราะการที่ SMEs รุ่นใหม่มีรายได้ชะงักหลังดำเนินกิจการไปราวห้าปี เกิดขึ้นในช่วงวัยเดียวกันกับที่การเข้าถึงสินเชื่อยังอยู่ในระดับต่ำที่สุดพอดี ข้อสังเกตนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า เงินทุนมีบทบาทต่อเส้นทางการเติบโตของธุรกิจมากน้อยเพียงใดในแต่ละช่วงของวงจรชีวิต และหากกิจการอายุน้อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นของส่วนถัดไป
เงินทุนไม่ได้สำคัญเท่ากันในทุกช่วงของธุรกิจ การจะตอบคำถามดังกล่าว ต้องเริ่มจากการตั้งกรอบความคิดก่อนว่า ธุรกิจไม่ได้ต้องการเงินทุนในปริมาณและรูปแบบเดียวกันตลอดอายุกิจการ เมื่อโจทย์ที่ธุรกิจเผชิญเปลี่ยนไปตามระดับการพัฒนาของกิจการ บทบาทของเงินทุนก็เปลี่ยนตามไปด้วย กรอบวงจรชีวิตธุรกิจที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายคือแบบจำลองของ Churchill & Lewis (1983) ซึ่งแบ่งพัฒนาการของธุรกิจขนาดเล็กออกเป็นห้าระยะ ได้แก่ existence, survival, success, take-off และ resource maturity โดยแต่ละระยะมีปัญหาและความต้องการทรัพยากรที่แตกต่างกัน ขณะที่ในฝั่งการเงิน Berger & Udell (1998) เสนอแนวคิด financial growth cycle ซึ่งชี้ว่าโครงสร้างแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมของกิจการเปลี่ยนไปตามขนาดและอายุ เนื่องจากระดับความโปร่งใสของข้อมูลที่ผู้ให้กู้ประเมินได้เปลี่ยนไปตามพัฒนาการของธุรกิจ บทความนี้ปรับกรอบดังกล่าวให้สอดคล้องกับข้อมูลที่ใช้ โดยรวมระยะ existence กับ survival เข้าด้วยกันเป็นระยะตั้งต้นและอยู่รอด จึงเหลือสี่ระยะ ได้แก่ ระยะตั้งต้นและอยู่รอด (start & survival) ระยะตั้งหลักได้ (success) ระยะขยายกิจการ (take-off) และระยะอิ่มตัว (mature) ซึ่งแต่ละระยะมีเป้าหมาย ลักษณะสำคัญ และความต้องการเงินทุนที่แตกต่างกัน (ตารางที่ 2)
ระยะตั้งต้นและอยู่รอด (Start & Survival) ธุรกิจในระยะนี้มุ่งประคองตัวให้อยู่รอด ท่ามกลางรายได้ที่ยังไม่แน่นอน กำไรต่ำ และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ เนื่องจากยังไม่มีหลักประกันเพียงพอ และยังขาดประวัติทางการเงินให้ผู้ให้กู้ประเมิน หรือที่ Berger & Udell (1998) เรียกว่า “ความทึบของข้อมูล” ทำให้ต้องพึ่งเงินทุนของเจ้าของและแหล่งเงินใกล้ตัวเป็นหลัก เงินทุนในช่วงนี้ทำหน้าที่รักษาสภาพคล่องและช่วยให้กิจการดำเนินงานต่อไปได้จนกว่ารายได้จะมั่นคง มากกว่าจะใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต
ระยะตั้งหลักได้ (Success) เมื่อธุรกิจผ่านช่วงแรกมาได้และเริ่มเจาะตลาดจนมีรายได้สม่ำเสมอ โจทย์จะเปลี่ยนจากการอยู่รอดไปสู่การทำให้กิจการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักร การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการพัฒนาทักษะแรงงาน บทบาทหลักของเงินทุนในระยะนี้คือการยกระดับผลิตภาพของกิจการ ทั้งนี้ ในกรอบเดิมของ Churchill & Lewis (1983) ระยะนี้เน้นที่การตั้งหลักให้มั่นคงและการตัดสินใจว่าจะขยายกิจการต่อหรือไม่ การมองบทบาทของเงินทุนผ่านการยกระดับผลิตภาพเป็นการปรับกรอบของบทความนี้
ระยะขยายกิจการ (Take-off) ธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่เพื่อขยายกำลังการผลิตและฐานลูกค้า แต่เงินทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ การเติบโตในระยะนี้ยังขึ้นอยู่กับขนาดตลาด ความสามารถในการแข่งขัน นวัตกรรม และระบบบริหารจัดการที่รองรับกิจการที่ใหญ่ขึ้นได้
ระยะอิ่มตัว (Mature) ธุรกิจมีตำแหน่งในตลาดที่ชัดเจน ผลิตภาพอยู่ในระดับสูง และมีประวัติทางการเงินและหลักประกันมากพอจนเข้าถึงสินเชื่อได้โดยไม่ติดขัด ซึ่งสอดคล้องกับข้อสรุปของ Berger & Udell (1998) ที่ว่าเมื่อกิจการมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีอายุมากขึ้น ข้อมูลของกิจการจะโปร่งใสต่อผู้ให้กู้มากขึ้น ทำให้ทางเลือกของแหล่งเงินทุนกว้างขึ้นและต้นทุนลดลงตามลำดับ โจทย์หลักในระยะนี้จึงเปลี่ยนไปสู่การรักษาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน ส่วนเงินทุนไม่ใช่ข้อจำกัดที่ผูกมัดการเติบโตอีกต่อไป
| ระยะในวงจรชีวิต | เป้าหมาย | ลักษณะสำคัญ | บทบาทของเงินทุน |
|---|---|---|---|
| 1. Start & Survival | อยู่รอดผ่านช่วงตั้งต้น | รายได้ไม่แน่นอน ขนาดเล็ก ขาดทุนหรือกำไรต่ำ เข้าถึงสินเชื่อยาก | รักษาสภาพคล่อง ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด |
| 2. Success | เจาะตลาดได้ มีรายได้มั่นคง | รายได้เริ่มสม่ำเสมอ ลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักร พัฒนาทักษะแรงงาน | ยกระดับผลิตภาพ |
| 3. Take-off | ขยายตลาดและกำลังการผลิต | ขยายกำลังการผลิต รายได้เติบโตชัดเจน ต้องการเงินลงทุนก้อนใหญ่ | ลงทุนขยายกิจการ |
| 4. Mature | รักษาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน | ตำแหน่งในตลาดชัดเจน ผลิตภาพสูง เข้าถึงสินเชื่อได้ดีอยู่แล้ว | ไม่ใช่ข้อจำกัดหลักอีกต่อไป |
ทั้งนี้ การแบ่งระยะข้างต้นเป็นกรอบเชิงแนวคิดเพื่อให้เห็นภาพ มิใช่เส้นทางที่ธุรกิจทุกแห่งต้องเดินผ่านตามลำดับ ในทางปฏิบัติ กิจการจำนวนมากอาจหยุดอยู่ที่ระยะใดระยะหนึ่งเป็นเวลานาน บางแห่งถอยกลับไปสู่ระยะก่อนหน้าเมื่อภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไป และระยะในวงจรชีวิตก็ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรงจากข้อมูล การวิเคราะห์จึงใช้ตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับสามระยะแรกแทน ได้แก่ อัตราการอยู่รอดสำหรับระยะตั้งต้นและอยู่รอด ผลิตภาพสำหรับระยะตั้งหลักได้ และการเติบโตของรายได้และสินทรัพย์สำหรับระยะขยายกิจการ โดยใช้การเติบโตของสินทรัพย์สะท้อนการลงทุน ส่วนระยะอิ่มตัวไม่ได้นำมาพิจารณา เนื่องจากเป็นช่วงที่เงินทุนไม่ใช่ข้อจำกัดหลักอีกต่อไป ตัวชี้วัดชุดนี้ใช้สำหรับทั้ง (1) การเปรียบเทียบเบื้องต้นในส่วนนี้ และ (2) การประเมินผลเชิงเหตุและผล (causality) ในส่วนที่ 4 เพื่อตรวจสอบนัยสองข้อที่กรอบนี้ให้ไว้ ข้อแรก หากเงินทุนเป็นข้อจำกัดที่ผูกมัดจริงในช่วงต้นของกิจการ ผลของการเข้าถึงสินเชื่อควรปรากฏชัดที่สุดในมิติการอยู่รอดและผลิตภาพ และลดความสำคัญลงเมื่อธุรกิจเข้าสู่ระยะหลัง ซึ่งจะตรวจสอบโดยใช้ธุรกิจขนาดใหญ่เป็นตัวแทนของกิจการในระยะหลัง ข้อสอง หากสินเชื่อช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามไปสู่ระยะขยายกิจการได้จริง ก็ควรเห็นผลต่อรายได้และสินทรัพย์ตามมาด้วย
เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลเบื้องต้นผ่านตัวชี้วัดชุดนี้ ภาพที่ได้คือ กิจการที่เข้าถึงสินเชื่อไปได้ไกลกว่าในทุกมิติ โดย SMEs ที่เข้าถึงสินเชื่อในระบบมีผลลัพธ์ดีกว่ากลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงในทุกตัวชี้วัด ตั้งแต่การอยู่รอดผ่านช่วงตั้งต้น ไปจนถึงระดับผลิตภาพและการขยายกิจการ ตารางที่ 3 สรุปภาพดังกล่าว
| ระยะในวงจรชีวิต | ตัวชี้วัด | สถานะการเข้าถึงสินเชื่อ | |
|---|---|---|---|
| เข้าถึงสินเชื่อ | เข้าไม่ถึงสินเชื่อ | ||
| 1. Start & Survival | อัตราการอยู่รอด ณ ปีที่ 3 (%)* | 93 | 75 |
| อัตราการอยู่รอด ณ ปีที่ 5 (%)* | 87 | 65 | |
| 2. Success | Asset turnover (เท่า)** | 0.97 | 0.83 |
| TFP *** (ค่ามาตรฐาน=100) | 100.14 | 92.85 | |
| 3. Take-off | อัตราเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อปี (%)* | 1.83 | 0.89 |
| อัตราเติบโตของสินทรัพย์เฉลี่ยต่อปี (%)* | 4.35 | 3.16 | |
** ข้อมูล CPFS ปี 2024 เฉพาะหมวดอุตสาหกรรมการผลิต
*** ข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม ปี 2022, weighted median และแสดงผลโดยปรับข้อมูลเป็นดัชนี
นิยามการเข้าถึงคือการมีสินเชื่ออย่างน้อย 1 ครั้งตลอดช่วงที่ศึกษา ที่มา: ข้อมูลงบการเงิน CPFS ข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม และข้อมูลสินเชื่อ RDT คำนวณโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ภาพที่ได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งสามมิติ ในมิติแรก ความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มปรากฏค่อนข้างชัด กิจการที่เข้าถึงสินเชื่ออยู่รอดถึงปีที่สามราว 93% เทียบกับ 75% ของกลุ่มที่เข้าไม่ถึง หรือสูงกว่าราว 18 จุด และช่องว่างยิ่งกว้างขึ้นเป็นราว 22 จุดเมื่อวัดถึงปีที่ห้า (87% เทียบกับ 65%) ช่องว่างที่กว้างขึ้นตามเวลาเช่นนี้อาจสะท้อนว่ากลุ่มที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อไม่ได้เปราะบางเฉพาะช่วงแรก แต่ยังคงออกจากตลาดในอัตราที่สูงกว่าตลอดช่วงตั้งต้น
ในมิติที่สอง กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้เปรียบทั้งสองตัวชี้วัด asset turnover ของกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่ออยู่ที่ 0.97 เท่า เทียบกับ 0.83 เท่าของกลุ่มที่เข้าไม่ถึง หรือสูงกว่าราว 17% ขณะที่ผลิตภาพรวม (TFP) สูงกว่าราว 8% การที่ความได้เปรียบปรากฏแม้ใน TFP ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขนาดและโครงสร้างของกิจการน้อยกว่า ชี้ว่ากลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อไม่เพียงใช้สินทรัพย์สร้างรายได้ได้เข้มข้นกว่า แต่เมื่อเทียบที่ปัจจัยการผลิตเท่ากัน ก็ยังผลิตได้มากกว่าด้วย
ในมิติที่สาม กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อมีอัตราเติบโตของรายได้เฉลี่ยราว 1.8% ต่อปี เทียบกับราว 0.9% ของกลุ่มที่เข้าไม่ถึง หรือราวสองเท่า และสินทรัพย์เติบโตเร็วกว่าเช่นกัน (ราว 4.4% เทียบกับ 3.2% ต่อปี) อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ในกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อ รายได้ก็ยังเติบโตไม่ถึง 2% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับภาพ “โตยาก” ในส่วนที่ 1 ว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดยังเกิดขึ้นได้ยากสำหรับ SMEs ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มใด
อย่างไรก็ดี ตัวเลขข้างต้นเป็นการเปรียบเทียบเชิงพรรณนา ซึ่งบอกได้เพียงว่าสองกลุ่มต่างกันอย่างไร แต่ยังไม่อาจสรุปได้ว่าสินเชื่อเป็นเหตุของความแตกต่างนั้น เพราะกิจการที่เข้าถึงสินเชื่อได้อาจมีความพร้อมมากกว่าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ กิจการที่อยู่รอดได้นานกว่าย่อมมีเวลาและโอกาสได้รับสินเชื่อมากกว่า ทำให้ช่องว่างด้านการอยู่รอดในตารางที่ 3 อาจสูงกว่าผลที่แท้จริงอยู่บ้าง กล่าวโดยสรุป ความแตกต่างที่เห็นอาจสะท้อนคุณสมบัติของกิจการเองไม่น้อยไปกว่าผลของสินเชื่อ และการแยกสองส่วนนี้ออกจากกันคือโจทย์ของส่วนถัดไป
เหตุใดการเปรียบเทียบสองกลุ่มจึงยังไม่พอ ภาพจากตารางที่ 3 ชวนให้คิดได้ว่าสินเชื่อคือสิ่งที่ทำให้กิจการกลุ่มหนึ่งไปได้ไกลกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ข้อสรุปเช่นนั้นเร็วเกินไป เพราะการได้รับสินเชื่อไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม หากแต่เป็นผลของการคัดเลือกโดยสถาบันการเงินและการตัดสินใจของกิจการเอง ธุรกิจที่เข้าถึงสินเชื่อได้จึงอาจมีขนาดใหญ่กว่า อายุมากกว่า และมีฐานะการเงินที่มั่นคงกว่าอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสินเชื่อกับผลประกอบการยังเกิดขึ้นได้สองทาง เพราะธุรกิจที่กำลังเติบโตดีย่อมมีโอกาสได้รับสินเชื่อมากกว่า และยังมีปัจจัยที่สังเกตไม่ได้อีกจำนวนหนึ่ง เช่น ความสามารถของผู้ประกอบการหรือทำเลที่ตั้ง ซึ่งส่งผลต่อทั้งโอกาสได้รับสินเชื่อและผลประกอบการไปพร้อมกัน ช่องว่างที่เห็นในตารางที่ 3 จึงผสมผลของสินเชื่อเข้ากับคุณสมบัติที่ติดตัวกิจการมาตั้งแต่ต้น
การศึกษานี้จึงใช้วิธี Propensity Score Matching (PSM) ร่วมกับ Difference-in-Differences (DiD) เพื่อตัดสาเหตุอื่นที่อาจอธิบายช่องว่างข้างต้นออกไปเท่าที่ข้อมูลจะเอื้อให้ทำได้ ขั้นแรกคือการจับคู่กิจการที่ได้รับสินเชื่อกับกิจการที่ยังไม่ได้รับ โดยใช้ลักษณะพื้นฐานในช่วงก่อนได้รับสินเชื่อเป็นเกณฑ์ ทั้งขนาด อายุ รายได้ และฐานะการเงิน เพื่อให้การเปรียบเทียบเกิดขึ้นระหว่างธุรกิจที่เทียบเคียงกันได้จริง ขั้นนี้จึงลดผลของความแตกต่างที่สังเกตได้ระหว่างสองกลุ่มเป็นหลัก ขั้นที่สองคือการวัดการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการระหว่างก่อนและหลังได้รับสินเชื่อของทั้งสองกลุ่ม แล้วเทียบผลต่างของการเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งช่วยตัดแนวโน้มร่วมของภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยเฉพาะกิจการที่ไม่เปลี่ยนตามเวลา เช่น ความสามารถของผู้ประกอบการหรือทำเลที่ตั้ง ออกไปได้พร้อมกัน สิ่งที่ทั้งสองวิธีไม่ได้แก้คือเหตุการณ์เฉพาะกิจการที่เกิดขึ้นพร้อมกับการได้รับสินเชื่อพอดี เช่น กิจการที่เพิ่งได้คำสั่งซื้อใหม่จึงขอสินเชื่อมารองรับ ซึ่งทำให้ปัญหาความสัมพันธ์สองทางข้างต้นยังไม่หมดไปทั้งหมด รายละเอียดของวิธีการ สมมติฐานที่ต้องอาศัย ตลอดจนข้อจำกัดที่ยังเหลืออยู่ อธิบายไว้ใน BOX ท้ายบทความ
ตารางที่ 4 สรุปผลที่ได้จากวิธีดังกล่าว โดยใช้ตัวชี้วัดในทำนองเดียวกับตารางที่ 3 แต่แทนที่จะเทียบระดับผลประกอบการของสองกลุ่มโดยตรง ตารางนี้เทียบการเปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนและหลังได้รับสินเชื่อของกิจการที่ได้รับสินเชื่อ กับกิจการที่ยังไม่ได้รับแต่มีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกัน แยกระหว่าง SMEs กับธุรกิจขนาดใหญ่ ยกเว้นผลด้านการอยู่รอดซึ่งไม่มีค่าก่อนได้รับสินเชื่อให้เปรียบเทียบ จึงเทียบโอกาสอยู่รอดหลังได้รับสินเชื่อระหว่างกลุ่มที่จับคู่แล้วแทน ภาพรวมของผลสรุปได้สั้น ๆ ว่า สินเชื่อช่วยให้อยู่รอดและเก่งขึ้น แต่ยังไม่ช่วยให้โตขึ้น ดังรายละเอียดในแต่ละระยะต่อไปนี้
ระยะตั้งต้นและอยู่รอด: สินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่สูงขึ้นของ SMEs แม้ผลไม่มากนัก หลังจับคู่กิจการที่มีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกันแล้ว การเข้าถึงสินเชื่อยังคงสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่สูงขึ้นของ SMEs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอัตราส่วนโอกาสอยู่รอด (odds) สูงขึ้นราว 18.5% ที่ 1 ปี และราว 16.7% ที่ 3 ปีหลังได้รับสินเชื่อ หรือคิดเป็นโอกาสอยู่รอดที่เพิ่มขึ้นสูงสุดราว 4–5 จุดร้อยละ แม้ขนาดของผลจะเล็กกว่าการเปรียบเทียบในตารางที่ 3 แต่เมื่อพิจารณาว่า SMEs ราว 3 ใน 10 หยุดดำเนินงานภายในห้าปี ผลขนาดนี้ก็ยังมีความหมายในทางปฏิบัติ สอดคล้องกับบทบาทของเงินทุนในการรักษาสภาพคล่องตามกรอบในตารางที่ 2 โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนสำรองจำกัด อย่างไรก็ดี ผลตัวแปรควบคุมอื่น ๆ ชี้ว่าในกลุ่มที่มีภาระหนี้สินต่อทุนสูงอยู่ก่อนแล้ว การได้รับสินเชื่อเพิ่มกลับสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่ลดลง สะท้อนว่าสินเชื่อไม่ได้ให้ผลบวกเสมอไป
ระยะตั้งหลักได้: ผลิตภาพของ SMEs เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสินเชื่อหมุนเวียน หลังควบคุมความแตกต่างของกิจการแล้ว การเข้าถึงสินเชื่อยังสัมพันธ์กับผลิตภาพรวม (TFP) ของ SMEs ที่สูงขึ้นราว 4.2% และ asset turnover ที่เพิ่มขึ้นราว 0.09 เท่า แม้ผลทั้งสองจะเล็กกว่าส่วนต่างในตารางที่ 3 (ราว 8% และ 0.14 เท่า ตามลำดับ) เนื่องจากความแตกต่างในเบื้องต้นส่วนหนึ่งมาจากคุณสมบัติของกิจการเอง แต่ผลที่เหลืออยู่ก็ชี้ว่าสินเชื่อน่าจะมีส่วนช่วยยกระดับผลิตภาพได้จริง เมื่อแยกตามประเภทสินเชื่อ ผลดังกล่าวมาจากสินเชื่อหมุนเวียน (working capital) เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อระยะยาว (term loan) ยังไม่ให้ผลที่เด่นชัด กล่าวคือ เงินทุนช่วยให้กิจการบริหารสภาพคล่อง จัดการวัตถุดิบ และปรับปรุงการดำเนินงานประจำวันได้ดีขึ้น ข้อจำกัดที่ผูกมัด SMEs ไทยในปัจจุบันจึงน่าจะอยู่ที่เงินทุนหมุนเวียนมากกว่าเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ส่วนในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่พบผลที่ชัดเจนต่อผลิตภาพ ซึ่งอาจสอดคล้องกับกรอบในตารางที่ 2 ว่าเมื่อกิจการพัฒนาไปถึงระยะหลัง เงินทุนไม่ใช่ข้อจำกัดหลักอีกต่อไป
ระยะขยายกิจการ: ยังไม่พบผลที่ชัดเจน ในกลุ่ม SMEs ไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่าการเข้าถึงสินเชื่อนำไปสู่การเติบโตของรายได้หรือสินทรัพย์ ส่วนในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ พบผลต่อการเติบโตของรายได้เพียงเล็กน้อย และไม่พบผลที่ชัดเจนต่อการเติบโตของสินทรัพย์เช่นกัน ข้อสังเกตนี้ชี้ว่าภาพที่เห็นในเบื้องต้นน่าจะสะท้อนการที่สินเชื่อไหลไปหากิจการที่กำลังเติบโตอยู่แล้วเป็นสำคัญ มากกว่าจะเป็นผลของสินเชื่อเอง และอาจชี้ต่อไปว่า SMEs จำนวนมากใช้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและประคองการดำเนินงาน มากกว่านำไปลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต
| ระยะในวงจรชีวิต | ตัวชี้วัด | ขนาดธุรกิจ | |
|---|---|---|---|
| SMEs | ธุรกิจขนาดใหญ่ | ||
| 1. Start & Survival | อัตราส่วนอยู่รอด (odds) ณ ปีที่ 1 | เพิ่ม 18.5% (เทียบเท่าการเพิ่มโอกาสรอดได้สูงสุด 4.6 จุดร้อยละ) | n/a |
| อัตราส่วนอยู่รอด (odds) ณ ปีที่ 3 | เพิ่ม 16.7% (เทียบเท่าการเพิ่มโอกาสรอดได้สูงสุด 4.2 จุดร้อยละ) | n/a | |
| 2. Success | ผลิตภาพรวม (TFP) - Working capital - Term loan Asset turnover (ATO) | เพิ่ม 4.2% - มีผล - ไม่ชัดเจน เพิ่ม 0.09 เท่า | ไม่ชัดเจน |
| 3. Take-off | การเติบโตของรายได้ | ไม่ชัดเจน | มีผลเล็กน้อย |
| การเติบโตของสินทรัพย์ | ไม่ชัดเจน | ไม่ชัดเจน | |
เมื่อนำผลทั้งหมดมาวางบนกรอบวงจรชีวิตในส่วนที่ 3 จะเห็นว่าบทบาทของสินเชื่อต่างกันไปตามโจทย์ของแต่ละระยะ ในช่วงต้นของวงจรชีวิต ซึ่งเงินทุนทำหน้าที่รักษาสภาพคล่องและยกระดับผลิตภาพ สินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดและผลิตภาพที่สูงขึ้นของ SMEs แม้ขนาดของผลจะไม่มากนัก และผลด้านผลิตภาพมาจากสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก ขณะที่ในธุรกิจขนาดใหญ่ไม่พบผลต่อผลิตภาพที่ชัดเจน สอดคล้องกับแนวคิดว่าเงินทุนลดความสำคัญลงเมื่อกิจการพัฒนาไปถึงระยะหลัง แต่เมื่อถึงระยะขยายกิจการ ซึ่งเงินทุนควรทำหน้าที่เป็นเงินลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต กลับไม่พบว่า SMEs ที่ได้รับสินเชื่อมีรายได้หรือสินทรัพย์เติบโตเร็วขึ้น กล่าวคือ สินเชื่อช่วยให้ SMEs เกิดได้และเก่งได้ แต่ยังไม่ช่วยให้ก้าว อย่างไรก็ดี ผลนี้ไม่ได้แปลว่าสินเชื่อไม่มีผลต่อการเติบโตเลย และอธิบายได้อย่างน้อยสองทาง ทางแรก การศึกษานี้ดูเพียงว่ากิจการได้หรือไม่ได้สินเชื่อ ยังไม่ได้ดูขนาดวงเงิน เป็นไปได้ว่าวงเงินที่ SMEs ได้รับยังเล็กเกินกว่าจะนำไปขยายกิจการได้ ทางที่สอง การก้าวข้ามไปสู่ระยะขยายกิจการอาจติดขัดที่ปัจจัยอื่นนอกเหนือจากเงินทุน ทั้งขนาดตลาด ความสามารถในการแข่งขัน และระบบบริหารจัดการที่รองรับกิจการที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งกรอบวงจรชีวิตในส่วนที่ 3 ระบุว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของระยะนี้
ผลการศึกษาในส่วนก่อนหน้าให้ภาพที่ต่อเนื่องกัน SMEs ไทยกำลังเผชิญทั้งความยากในการอยู่รอด การเติบโต และภาระหนี้ที่สะสมมากขึ้น ขณะที่สินเชื่อในระบบยังไปไม่ถึงกิจการจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจการอายุน้อยที่มีศักยภาพ และเมื่อพิจารณาบทบาทของสินเชื่อในแต่ละช่วงของวงจรชีวิต พบว่าสินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดและผลิตภาพที่สูงขึ้นของ SMEs แต่ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้เติบโต ภาพเหล่านี้มีนัยต่อการออกแบบนโยบายสินเชื่อ SMEs ในหลายด้าน ทั้งการเลือกเครื่องมือให้ตรงกับโจทย์ของแต่ละระยะ การคัดแยกกลุ่มเป้าหมาย และการวัดผลของนโยบาย
นโยบายสินเชื่อ SMEs ควรแยกตามระยะ ไม่ใช่เหมารวมทั้งกลุ่ม การที่สินเชื่อไม่ได้ให้ผลเหมือนกันในทุกช่วงของวงจรชีวิตธุรกิจ ชี้ว่ามาตรการที่ใช้เครื่องมือชุดเดียวกับ SMEs ทั้งหมด อาจจะเป็นการให้เงินทุนแก่กลุ่มที่ไม่ได้มีข้อจำกัดอยู่แล้ว และให้เครื่องมือที่ไม่ตรงโจทย์แก่กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ข้อเสนอในส่วนนี้จึงจัดเรียงตามระยะของวงจรชีวิต เพราะแต่ละระยะมีข้อจำกัดและเครื่องมือที่เหมาะสมแตกต่างกัน
ระยะตั้งต้นและอยู่รอด: แก้ที่ความสามารถในการมองเห็นศักยภาพ ไม่ใช่เพียงเพิ่มปริมาณสินเชื่อ ระยะนี้เป็นจุดที่ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงรุนแรงที่สุด และเป็นจุดที่สินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่สูงขึ้น แต่ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณสินเชื่อในระบบเพียงอย่างเดียว หากยังอยู่ที่การที่ผู้ให้กู้แยกแยะกิจการที่มีศักยภาพออกจากกิจการอื่นได้ยาก เมื่อธุรกิจอายุน้อยยังไม่มีงบการเงินย้อนหลัง ไม่มีประวัติการชำระหนี้ และไม่มีหลักประกัน เกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้แทนจึงเป็นอายุกิจการและสินทรัพย์ ซึ่งวัดสิ่งที่ผ่านมาแล้วมากกว่าศักยภาพข้างหน้า แนวทางที่ตรงกับข้อจำกัดนี้จึงเป็นการเพิ่มข้อมูลที่ผู้ให้กู้ใช้ประเมินได้ เช่น การเปิดให้ใช้ข้อมูลธุรกรรมการชำระเงิน ข้อมูลภาษี หรือข้อมูลการค้าในห่วงโซ่อุปทาน มาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ควบคู่กับกลไกค้ำประกันสินเชื่อที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านหลักประกันในช่วงที่กิจการยังสร้างประวัติไม่ทัน ทั้งนี้ ผลที่พบเป็นผลเฉลี่ยของกิจการที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับสินเชื่อจริง ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดผลเช่นเดียวกันหากขยายสินเชื่อออกไปอย่างเป็นวงกว้าง การขยายการเข้าถึงจึงควรมาพร้อมกลไกคัดกรองที่ดีขึ้น มากกว่าการขยายสินเชื่อแบบเหมารวม
ระยะตั้งหลักได้: รักษาการไหลของสินเชื่อหมุนเวียน และผูกกับการยกระดับขีดความสามารถ ระยะนี้เป็นจุดที่สินเชื่อสัมพันธ์กับผลิตภาพของ SMEs ที่สูงขึ้น โดยผลมาจากสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อระยะยาวยังไม่พบผลที่ชัดเจน และในธุรกิจขนาดใหญ่ก็ไม่พบผลที่ชัดเจนเช่นกัน นโยบายจึงควรมุ่งไปที่ SMEs และให้ความสำคัญกับการรักษาการไหลของสินเชื่อหมุนเวียนให้ต่อเนื่อง มากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อระยะยาว ขณะเดียวกัน เงินทุนจะเปลี่ยนเป็นผลิตภาพได้ก็ต่อเมื่อกิจการมีช่องทางนำไปปรับปรุงการดำเนินงานได้จริง การเชื่อมมาตรการด้านสินเชื่อเข้ากับมาตรการยกระดับขีดความสามารถ เช่น การสนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการพัฒนาทักษะแรงงาน จึงน่าจะให้ผลมากกว่าการดำเนินสองด้านแยกจากกัน
ระยะขยายกิจการ: สินเชื่อเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ นโยบายที่มุ่งช่วยให้ SMEs ก้าวข้ามไปสู่ระยะขยายกิจการจึงต้องมองให้กว้างกว่าการเข้าถึงสินเชื่อ อย่างน้อยในสองด้าน ด้านแรกคือข้อจำกัดที่เงินทุนแก้ไม่ได้โดยตรง ทั้งขนาดของตลาดที่รองรับ การเข้าถึงห่วงโซ่มูลค่าที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และความสามารถในการบริหารจัดการกิจการที่ใหญ่ขึ้น ด้านที่สองคือกฎระเบียบและกฎหมายที่ไม่จูงใจให้กิจการเติบโต สิทธิประโยชน์และมาตรการช่วยเหลือจำนวนมาก ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี เกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการของรัฐ ผูกอยู่กับเพดานขนาดกิจการ เมื่อกิจการเติบโตข้ามเกณฑ์ ต้นทุนด้านภาษีและภาระในการปฏิบัติตามกฎระเบียบจึงเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ขณะที่สิทธิประโยชน์หายไปพร้อมกัน กิจการบางส่วนจึงอาจเลือกคงขนาดไว้ แยกกิจการออกเป็นหลายนิติบุคคล หรือไม่แสดงรายได้ทั้งหมดในระบบ แทนที่จะขยายกิจการอย่างเต็มศักยภาพ นโยบายที่มุ่งช่วยให้ SMEs เติบโตจึงต้องทำมากกว่าการเพิ่มสินเชื่อ โดยควรทบทวนกฎระเบียบที่ผูกสิทธิประโยชน์ไว้กับการเป็นกิจการขนาดเล็ก เช่น การทยอยลดสิทธิประโยชน์ลงเป็นขั้นแทนการตัดทิ้งทันทีเมื่อข้ามเกณฑ์ และการลดภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับกิจการที่กำลังเติบโต ควบคู่ไปกับมาตรการที่ไม่ใช่การเงินอื่น ๆ
คัดแยกกลุ่มก่อนขยายการเข้าถึง ผลด้านลบที่พบในกลุ่มกิจการที่มีภาระหนี้สินต่อทุนสูงอยู่ก่อนแล้ว มีนัยต่อการออกแบบนโยบายด้วยเช่นกัน กล่าวคือ การคัดแยกระหว่างกิจการที่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวกับกิจการที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการขยายการเข้าถึง เพราะกลุ่มหลังน่าจะได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างหนี้หรือการปรับรูปแบบธุรกิจมากกว่าการได้รับวงเงินเพิ่ม ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อจำนวน SMEs ที่มีหนี้เสียเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
วัดความสำเร็จของนโยบายให้ตรงกับระยะ ข้อสังเกตสุดท้ายเป็นเรื่องของการประเมินผล หากวัดความสำเร็จของมาตรการด้านสินเชื่อด้วยปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยได้หรือจำนวนกิจการที่เข้าถึง ตัวชี้วัดดังกล่าวจะไม่สามารถบอกได้ว่ามาตรการช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้จริงหรือไม่ ผลการศึกษาชี้ว่าตัวชี้วัดที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามระยะ กล่าวคือ ระยะตั้งต้นควรวัดที่โอกาสอยู่รอด ระยะตั้งหลักได้ควรวัดที่ผลิตภาพ และระยะขยายกิจการควรวัดที่การเติบโตของรายได้และสินทรัพย์ การกำหนดตัวชี้วัดให้ตรงกับระยะจะช่วยให้ประเมินได้ว่ามาตรการแต่ละชุดทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่
โดยรวมแล้ว ผลการศึกษาชี้ว่าสินเชื่อยังมีบทบาทสำคัญต่อ SMEs ไทย แต่เป็นบทบาทของเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจตั้งหลักและทำงานได้ดีขึ้น มากกว่าเครื่องมือที่จะเร่งให้ธุรกิจเติบโตขึ้นเป็นรายใหญ่ การคาดหวังให้มาตรการด้านสินเชื่อเพียงลำพังเปลี่ยนภาพรวมของ SMEs ไทยได้ จึงน่าจะเป็นความคาดหวังที่เกินกว่าที่เครื่องมือนี้จะทำได้ ขณะเดียวกัน การที่สินเชื่อยังเข้าไม่ถึงกิจการอายุน้อยที่มีศักยภาพ ก็เป็นช่องว่างที่นโยบายยังทำได้อีกมาก และเป็นช่วงที่เงินทุนน่าจะสร้างความแตกต่างได้มากที่สุด
ระเบียบวิธีที่ใช้ในการวิเคราะห์
คำถามหลักของบทความนี้คือ การเข้าถึงสินเชื่อช่วยให้ SMEs อยู่รอด มีผลิตภาพสูงขึ้น และเติบโตได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามเชิงเหตุและผล (causality) มิใช่เพียงความสัมพันธ์ (correlation) กล่องนี้อธิบายระเบียบวิธีที่ใช้ หลักคิด ปัญหาที่แก้ ข้อจำกัด และสมมติฐานที่ต้องอาศัยในการตีความผล
หากเปรียบเทียบธุรกิจที่ได้และไม่ได้รับสินเชื่อโดยตรง ผลต่างที่พบย่อมไม่ใช่ “ผลของสินเชื่อ” ทั้งหมด เพราะการได้รับสินเชื่อเป็นผลของการคัดเลือกโดยสถาบันการเงินและการตัดสินใจของกิจการเอง ธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อจึงมักมีขนาดใหญ่กว่า อายุมากกว่า และมีหลักประกันและงบการเงินที่ดีกว่าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น การเปรียบเทียบตรง ๆ จึงนับความแตกต่างที่ติดมากับตัวกิจการเป็นผลของสินเชื่อ หรือที่เรียกว่า selection bias
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ยังเกิดได้สองทาง เพราะธุรกิจที่กำลังเติบโตดีย่อมกู้ได้ง่ายกว่า (reverse causality) และยังมีปัจจัยที่สังเกตไม่ได้ เช่น ความสามารถของผู้ประกอบการ ทำเลที่ตั้ง เครือข่ายธุรกิจ หรือชื่อเสียงของกิจการ ซึ่งส่งผลต่อทั้งโอกาสได้รับสินเชื่อและผลประกอบการพร้อมกัน โจทย์เชิงระเบียบวิธีจึงอยู่ที่การหา “กลุ่มเปรียบเทียบที่เหมาะสม” ก่อน แล้วจึงวัดผลของสินเชื่อจากกลุ่มนั้น
การศึกษานี้ใช้ Propensity Score Matching (PSM) ควบคู่กับ Difference-in-Differences (DiD) ซึ่งใช้แพร่หลายในวรรณกรรมด้านผลของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อผลประกอบการของกิจการ (ยกเว้นกรณีข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นชุดข้อมูลที่มีจำนวนตัวอย่างไม่มากนัก จึงใช้วิธี Mahalanobis Distance Matching แทน เพื่อให้เกิดการจับคู่ได้มากขึ้น) ขั้นแรก ประมาณความน่าจะเป็นที่กิจการจะได้รับสินเชื่อจากลักษณะพื้นฐานก่อนได้รับสินเชื่อ (pre-treatment) ทั้งขนาดสินทรัพย์ รายได้ อายุกิจการ โครงสร้างหนี้สินและทุน สภาพคล่อง ความสามารถในการทำกำไร และสาขาธุรกิจ แล้วจับคู่กิจการที่ได้รับสินเชื่อกับกิจการที่ยังไม่ได้รับซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงที่สุด ขั้นที่สอง เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการก่อนและหลังได้รับสินเชื่อของทั้งสองกลุ่ม ซึ่งตัดทั้งแนวโน้มร่วมของภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยเฉพาะกิจการที่ไม่เปลี่ยนตามเวลาออกไปพร้อมกัน
การจับคู่ใช้ข้อมูลปีก่อนได้รับสินเชื่อ เช่น กิจการที่ได้รับสินเชื่อครั้งแรกในปี 2018 จะจับคู่ด้วยข้อมูลปี 2017 เพื่อไม่ให้ลักษณะที่ใช้จับคู่ปนผลของสินเชื่อไปแล้ว (ยกเว้นข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรมซึ่งมีข้อจำกัดด้านช่วงเวลา) ส่วนผลด้านการอยู่รอดซึ่งไม่มีค่าก่อนได้รับสินเชื่อให้เปรียบเทียบ ใช้แบบจำลอง logit บนกลุ่มที่จับคู่แล้ว เพื่อเทียบโอกาสอยู่รอดที่ 1, 3 และ 5 ปีหลังได้รับสินเชื่อ
PSM ลด selection bias โดยทำให้การเปรียบเทียบเกิดระหว่างกิจการที่มีลักษณะพื้นฐานทับซ้อนกันจริง ขณะที่ DiD ตัดผลของแนวโน้มร่วมและปัจจัยเฉพาะกิจการที่ไม่เปลี่ยนตามเวลา สองวิธีจึงปิดจุดอ่อนของกันและกัน หากการจับคู่ยังไม่สมบูรณ์ การวัดแบบก่อน–หลังและตัวแปรควบคุมจะช่วยชดเชย และหากแบบจำลองระบุรูปความสัมพันธ์ผิด การจับคู่จะช่วยลดความคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดี ทั้งสองวิธีไม่ได้แก้ reverse causality โดยตรง เพราะหากกิจการขอสินเชื่อเพราะกำลังจะเติบโตอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงหลังได้รับสินเชื่อก็ยังรวมการเติบโตนั้นไว้ การจับคู่ด้วยข้อมูลก่อนได้รับสินเชื่อและการตรวจสอบแนวโน้มคู่ขนานช่วยบรรเทาข้อกังวลนี้ได้เพียงบางส่วน (ดูข้อจำกัดประการที่สอง) ผลที่ได้จึงเข้าใกล้ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลมากกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงลำพัง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเชิงเหตุและผลที่สมบูรณ์
ประโยชน์อีกด้านมาจากตัวข้อมูล การเชื่อมข้อมูลงบการเงินนิติบุคคล สำมะโนอุตสาหกรรม และสินเชื่อรายสัญญาเข้าด้วยกัน ทำให้ติดตามกิจการเดียวกันก่อนและหลังได้รับสินเชื่อได้ ซึ่งข้อมูลมหภาคหรือข้อมูลภาคตัดขวางทำไม่ได้ และเปิดทางให้แยกดูผลตามขนาดธุรกิจ ประเภทสินเชื่อ และอุตสาหกรรม ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบนโยบายที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย
ข้อจำกัดสำคัญประการแรกคือ การจับคู่ทำได้เฉพาะกับสิ่งที่สังเกตได้ในข้อมูล หากธนาคารใช้ข้อมูลที่ผู้วิจัยมองไม่เห็น เช่น ความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือแผนธุรกิจ คัดเลือกกิจการที่ดีอยู่แล้ว ผลที่วัดได้ย่อมสูงเกินจริง อย่างไรก็ดี ข้อกังวลนี้น่าจะมีน้ำหนักน้อยลงในกรณีของ SMEs เพราะการตรวจสอบเชิงลึกรายกิจการมีต้นทุนสูงเมื่อเทียบกับวงเงิน ธนาคารจึงมักอาศัยงบการเงิน ประวัติการชำระหนี้ และหลักประกันเป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่การศึกษานี้ใช้จับคู่ ช่องว่างระหว่างข้อมูลที่ธนาคารเห็นกับที่ผู้วิจัยเห็นในกลุ่ม SMEs จึงน่าจะแคบกว่ากรณีธุรกิจขนาดใหญ่มาก
ข้อจำกัดสำคัญประการที่สองคือ การวัดแบบก่อน–หลังตัดออกได้เฉพาะปัจจัยที่คงที่ตามเวลา หากมีเหตุการณ์เฉพาะกิจการเกิดพร้อมกับการได้รับสินเชื่อ เช่น การได้คำสั่งซื้อก้อนใหญ่ การเปลี่ยนผู้บริหาร หรือการเข้าสู่ตลาดใหม่ ผลที่วัดได้ย่อมรวมส่วนนั้นไว้ด้วย และเหตุการณ์เช่นนี้มักมาพร้อมความต้องการสินเชื่อโดยธรรมชาติ กล่าวคือ เป็นรูปแบบของ reverse causality ที่ DiD แก้ไม่ได้ การตรวจสอบแนวโน้มคู่ขนาน (parallel trends) ช่วยบรรเทาข้อกังวลนี้ได้บางส่วน โดยพบว่าก่อนได้รับสินเชื่อ ผลประกอบการของสองกลุ่มที่จับคู่แล้วเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีสัญญาณว่ากลุ่มที่ได้รับสินเชื่ออยู่บนเส้นทางที่ดีกว่าอยู่ก่อน แต่การตรวจสอบนี้ยืนยันได้เฉพาะช่วงก่อนหน้า ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ใหม่ที่เกิดพร้อมการได้รับสินเชื่อพอดี จุดนี้จึงยังเป็นจุดอ่อนที่ข้อมูลและวิธีการที่มีอยู่แก้ไม่ได้ทั้งหมด และเป็นเหตุผลที่ควรตีความผลอย่างระมัดระวัง
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดรองที่ควรรับทราบ ได้แก่ การศึกษามุ่งที่ extensive margin คือได้หรือไม่ได้สินเชื่อ ยังไม่ได้พิจารณาขนาดวงเงินเทียบกับความต้องการลงทุน ผลด้านการอยู่รอดไม่ใช่การวัดแบบก่อน–หลังเต็มรูปแบบ ข้อมูลครอบคลุมเฉพาะนิติบุคคลที่นำส่งงบการเงินและสินเชื่อในระบบที่รายงานต่อหน่วยงานกำกับ จึงไม่รวม SMEs นอกระบบและการกู้ยืมจากญาติพี่น้อง และค่าประมาณยังอ่อนไหวต่อทางเลือกเชิงเทคนิคอยู่บ้าง ทั้งการตัดค่าผิดปกติ ชุดตัวแปรที่ใช้จับคู่ และช่วงเวลาที่ศึกษาซึ่งมีโควิด-19 คาบเกี่ยว
เมื่อประมวลเข้าด้วยกัน การจับคู่ การเปรียบเทียบก่อน–หลัง การใส่ตัวแปรควบคุมซ้ำ และการตรวจสอบแนวโน้มคู่ขนาน ช่วยลดข้อกังวลว่ากิจการที่ได้รับสินเชื่อดีกว่าอยู่แล้วได้มาก ส่วนข้อกังวลว่าผลที่พบเป็นเพียงการที่ธุรกิจที่กำลังเติบโตกู้ได้ง่ายกว่านั้น บรรเทาได้เพียงบางส่วน ผลในบทความนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าความสัมพันธ์เชิงสถิติทั่วไป และเข้าใกล้คำตอบเชิงเหตุและผลได้เท่าที่ข้อมูลระดับกิจการของไทยเอื้อให้ทำได้
อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม และจุดอ่อนที่เหลืออยู่ทำให้ค่าประมาณยังมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่ การอ่านผลจึงควรให้น้ำหนักกับทิศทางและลำดับความสำคัญของผลมากกว่าความแม่นยำของตัวเลขรายจุด ข้อสรุปว่าสินเชื่อมีบทบาทในช่วงต้นของวงจรชีวิตธุรกิจมากกว่าช่วงหลัง ช่วยด้านสภาพคล่องและผลิตภาพมากกว่าด้านการขยายกิจการ และสินเชื่อหมุนเวียนสำคัญกว่าสินเชื่อระยะยาว เป็นรูปแบบที่สอดคล้องกันในหลายตัวชี้วัดและหลายการตรวจสอบ จึงทนทานพอจะใช้ประกอบการออกแบบนโยบาย ขณะที่ขนาดของผลควรถือเป็นค่าประมาณคร่าว ๆ มากกว่าตัวเลขสำหรับคำนวณต่ออย่างเคร่งครัด
สุดท้าย ควรระวังขอบเขตของข้อสรุปสามด้าน ประการแรก ผลที่ได้เป็นผลเฉลี่ยของกิจการที่ได้รับสินเชื่อจริง มิใช่ผลที่จะเกิดกับทุกกิจการหากขยายสินเชื่อออกไปในวงกว้าง ประการที่สอง เป็นผลของ “การเข้าถึงสินเชื่อ” มิใช่ขนาดวงเงิน การไม่พบผลต่อการขยายกิจการจึงอาจสะท้อนว่าวงเงินที่ SMEs ได้รับยังเล็กเกินกว่าจะรองรับการลงทุน มากพอ ๆ กับที่สินเชื่ออาจไม่ใช่ข้อจำกัดหลักในระยะนั้น และประการที่สาม กรณีที่ไม่พบผลอย่างมีนัยสำคัญ ควรอ่านว่าข้อมูลยังไม่ให้หลักฐานชัดเจนพอ มากกว่าสรุปว่าสินเชื่อไม่มีผล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ตัวอย่างจำกัดหรือข้อมูลผันผวนสูง
เอกสารอ้างอิง
- ที่มา: สสว. และ NESDC คำนวณโดยธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับข้อมูลจำนวนกิจการและการจ้างงานจากรายงานสถานการณ์ SME ปี 2569 (ข้อมูลปี 2568) ประกอบด้วยนิติบุคคล 9.5 แสนกิจการ และบุคคลธรรมดาและอื่นๆ 2.3 ล้านกิจการ↩
- ข้อมูลสินเชื่อในงานศึกษานี้ก่อน ก.ค. 2024 ใช้ข้อมูลรายสัญญาจากระบบ Loan Arrangement (LAR) และ SMEs Data (SMD) ขณะที่ตั้งแต่ ก.ค. 2024 ใช้ข้อมูลรายสัญญาจากสินเชื่อตามระบบ Regulatory Data Transformation (RDT) ↩
- งานศึกษางานศึกษานี้วัดผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity: TFP) จากส่วนที่เหลือ (residual) ของสมการการผลิตแบบ Cobb-Douglas ซึ่งกำหนดให้ผลผลิตหรือยอดขายเป็นฟังก์ชั่นของปัจจัยการผลิต 3 ประเภท ได้แก่ ทุน (Capital: K) แรงงาน (Labor: L) และวัตถุดิบ (Material: M) ในรูปลอการิทึมธรรมชาติ โดย TFP คำนวณจากส่วนต่างระหว่างผลผลิตจริงและค่าผลผลิตที่แบบจำลอง และแปลงเป็นดัชนีเพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบ↩
- นิยามการเข้าถึงสินเชื่อคือมียอดค้างมากกว่า 10,000 บาท กำหนดเพื่อให้สะท้อนการเข้าถึงสินเชื่อที่มีนัยต่อการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ดี เมื่อขยายนิยามให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อแต่ไม่มีการเบิกใช้ ผลลัพธ์ยังคงสอดคล้องกับข้อค้นพบเดิม โดยสัดส่วนดังกล่าวในกลุ่มกิจการอายุน้อยกว่า 10 ปีเพิ่มขึ้นเพียง 2% ขณะที่กลุ่มอายุอื่นเพิ่มขึ้นราว 4–10%↩














