Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
Discussion Paper ล่าสุด
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
FDI มากขึ้น แต่ไทยได้ประโยชน์น้อยลง?
PIER Blog ล่าสุด
FDI มากขึ้น แต่ไทยได้ประโยชน์น้อยลง?
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
The Curse of a Strong Dollar
งานสัมมนาล่าสุด
The Curse of a Strong Dollar
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
งานสัมมนาล่าสุด
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
คุณเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง บรรยายในหัวข้อ “Trade Diversion, Supply-Chain Reconfiguration, and Rerouting During the U.S.–China Trade War”
ประกาศล่าสุด
คุณเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง บรรยายในหัวข้อ “Trade Diversion, Supply-Chain Reconfiguration, and Rerouting During the U.S.–China Trade War”
PIER Blogblog
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
/static/9bb20ee24847f66cd0ddb90744ad188f/e9a79/cover.png
8 กันยายน 2569
20261788825600000
เศรษฐศาสตร์เข้า “ท่า”

FDI มากขึ้น แต่ไทยได้ประโยชน์น้อยลง?

พรชนก เทพขามวสวัตติ์ ชัมพูนทะจิดาภา จันทศรีสวัสดิ์
FDI มากขึ้น แต่ไทยได้ประโยชน์น้อยลง?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราอาจเห็นข่าวการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร รวมถึงธุรกิจดิจิทัลต่าง ๆ แม้กระทั่ง data center ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ สะท้อนจากจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment: FDI) ในปี 2568 ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตัวเลขการลงทุนที่เติบโตขึ้น กลับมีคำถามสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้กำลังสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด เพราะการลงทุนในปัจจุบันบางส่วนอาจพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศสูง ใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น หรือมีการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศจำกัด ทำให้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับมูลค่าเงินลงทุนที่ไหลเข้ามา

ดังนั้นโจทย์สำคัญของไทยอาจไม่ใช่ว่า “FDI เข้ามาเท่าไร” แต่เป็นคำถามว่า FDI เหล่านั้นกำลังสร้างความสามารถใหม่ให้เศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่งคั่งของประเทศไม่ได้วัดจากจำนวนเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินลงทุนเหล่านั้นสามารถสร้างเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน ผู้ประกอบการ และฐานการผลิตที่เข้มแข็งภายในประเทศได้หรือไม่

เมื่อ FDI โต แต่คุณภาพอาจไม่ได้โตตาม

ในอดีต FDI เคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ตั้งแต่การเข้ามาของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มเติบโตอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2513 ซึ่งไม่ได้สร้างเพียงโรงงานประกอบรถยนต์ แต่ยังนำไปสู่การเกิดเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำนวนมาก เกิดการเรียนรู้มาตรฐานการผลิต การยกระดับเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก ไปจนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ในช่วงทศวรรษ 2540–2550 ซึ่งช่วยผลักดันให้ไทยพัฒนาฐานผู้ผลิตชิ้นส่วน วิศวกร และแรงงานทักษะเฉพาะทางจำนวนมาก

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นไม่ใช่เพียง "การลงทุน" แต่เป็น "การปลูกฝังความสามารถใหม่" ลงในระบบเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม โครงสร้าง FDI ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไป แม้ว่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรมสมัยใหม่ แต่ข้อมูลในช่วงปี 2553-2567 สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเหล่านั้นกลับสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (value added: VA) ลดลง (รูปที่ 1) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง การลงทุนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในกิจกรรมที่เน้นการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์ ขณะที่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่า เช่น การวิจัย การออกแบบ และการพัฒนาเทคโนโลยี ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก ผลคือแม้เม็ดเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ส่วนของมูลค่าที่หลงเหลืออยู่ในประเทศไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่าง “การมี FDI มากขึ้น” กับ “การได้รับประโยชน์จาก FDI มากขึ้น”

รูปที่ 1: การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าคงค้าง FDI สุทธิ เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าเพิ่มรายอุตสาหกรรม ระหว่างปี 2553–2567

การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าคงค้าง FDI สุทธิ เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าเพิ่มรายอุตสาหกรรม ระหว่างปี 2553–2567

หมายเหตุ: size ของ scatter plot คำนวณจากสัดส่วนของ GDP จำแนกตามภาคธุรกิจที่มา: BOT และ ADB คำนวณโดย ธปท.

เหตุใดการเชื่อมโยงจึงไม่เกิดขึ้นเอง

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า หากบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยก็น่าจะได้รับประโยชน์ตามไปด้วยไม่ใช่หรือ ในทางทฤษฎี คำตอบคือ "ใช่" แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ การพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นให้สามารถตอบสนองมาตรฐานของบริษัทข้ามชาติจำเป็นต้องใช้เวลา เงินลงทุน และความเสี่ยง หากบริษัทสามารถใช้เครือข่ายคู่ค้าระดับโลกที่มีอยู่เดิมได้ทันที ย่อมมีแรงจูงใจน้อยกว่าที่จะเริ่มสร้างเครือข่ายใหม่ในประเทศ

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ทำให้ไม่สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตได้เร็วเท่าที่ตลาดต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลยังทำให้ทั้งสองฝ่ายหาเจอกันได้ยาก บริษัทต่างชาติอาจไม่มีข้อมูลว่าผู้ผลิตไทยรายใดมีศักยภาพเพียงพอ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยเองก็ไม่ทราบว่าบริษัทต่างชาติแต่ละแห่งกำลังต้องการสินค้าและบริการประเภทใด ผลที่เกิดขึ้นคือการลงทุนเกิดขึ้นจริง แต่การเรียนรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงภายในประเทศกลับเกิดขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

จากการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเดิมซึ่งไทยเคยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนการลงทุนจากต่างชาติให้เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก และสร้างฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไปสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI และดิจิทัล คำถามสำคัญคือไทยจะสามารถเปลี่ยนการลงทุนระลอกใหม่นี้ให้กลายเป็นความสามารถใหม่ของประเทศได้อีกครั้งหรือไม่

แล้วไทยควรทำอย่างไร?

1. เปลี่ยนจากการแข่งขันเรื่อง “ปริมาณ FDI” ไปสู่ “คุณภาพ FDI”

หากเป้าหมายของไทยไม่ใช่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน แต่คือการสร้างความสามารถใหม่ให้ประเทศ วิธีคิดในการส่งเสริมการลงทุนอาจต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ที่ผ่านมา ความสำเร็จของนโยบายมักถูกวัดจากจำนวนโครงการลงทุนหรือมูลค่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือหลังจากได้รับสิทธิประโยชน์ไปแล้ว โครงการเหล่านั้นได้สร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจไทยมากเพียงใด

แนวคิด FDI Qualities ของ OECD เสนอว่าการประเมินคุณภาพของ FDI ควรคำนึงถึงหลายมิติร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน คุณภาพแรงงาน มูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี ความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หลายประเทศเริ่มตระหนักว่า FDI ที่มีมูลค่าสูงที่สุดอาจไม่ใช่ FDI ที่สร้างประโยชน์มากที่สุด ตัวอย่างเช่น มาเลเซีย ที่นำระบบ Investment Project Scorecard มาใช้ในการประเมินโครงการลงทุน โดยพิจารณาว่าโครงการนั้นสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้มากน้อยเพียงใด ทั้งในด้านการสร้างงานทักษะสูง การยกระดับเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และความยั่งยืนของเศรษฐกิจในระยะยาว แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จของนโยบาย FDI ไม่ได้วัดจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าการลงทุนเหล่านั้นช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศได้มากเพียงใด

หากประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบประเมินคุณภาพ FDI อย่างเป็นรูปธรรมได้ สิทธิประโยชน์ของภาครัฐก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจูงใจให้เกิดการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศมากขึ้น แทนที่จะแข่งขันกันเพียงในมิติของเม็ดเงินลงทุน

2. สร้างการเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการไทย

การประเมินคุณภาพของ FDI เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ โจทย์สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างกลไกให้บริษัทต่างชาติและธุรกิจไทยเชื่อมโยงกันจริง ในอดีตไทยเคยประสบความสำเร็จผ่านกลไกเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น สถาบันยานยนต์และสถาบันฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่มีบทบาทในการเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาครัฐ แต่ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าเดิมมาก กลไกแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หลายประเทศจึงมีนโยบายเชิงรุกในการสร้าง "supplier linkage" ระหว่างบริษัทต่างชาติและผู้ประกอบการท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์มีโครงการที่ให้บริษัทข้ามชาติช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และยกระดับศักยภาพผู้ผลิตท้องถิ่น จนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้ ขณะที่มาเลเซียมีโครงการที่ช่วยยกระดับผู้ผลิตในประเทศให้สามารถเข้าไปเป็นคู่ค้ากับบริษัทชั้นนำระดับโลกได้

ในทำนองเดียวกัน มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยอาจต้องมีบทบาทมากกว่าการผลิตงานวิจัย แต่ต้องเป็นตัวกลางสำคัญในการรับ ถ่ายทอด และต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสู่ภาคธุรกิจไทย

3. ลงทุนในคน เพื่อดึงดูดกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ท้ายที่สุด ต่อให้มีสิทธิประโยชน์มากเพียงใด หรือมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเพียงใด หากประเทศไม่มีบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีก็จะเกิดขึ้นได้ยาก สำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ AI พลังงานสะอาด หรือศูนย์ข้อมูล ทุนมนุษย์กลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้เงินทุน

ประสบการณ์ของหลายประเทศสะท้อนว่า การดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาคนต้องดำเนินควบคู่กันไป ตัวอย่างเช่น ไต้หวันไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลกเพียงเพราะให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุน แต่เกิดจากการลงทุนระยะยาวด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และสถาบันวิจัยอย่าง ITRI ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้กับภาคธุรกิจ ขณะที่เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง จนสามารถรองรับการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย การพัฒนาทักษะจึงต้องไปไกลกว่าการผลิตแรงงานจำนวนมาก แต่ต้องสร้างแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติ เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และนำความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดภายในประเทศได้ เพราะในโลกปัจจุบัน ประเทศที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เป็นเพียงที่ตั้งของโรงงาน แต่เป็นแหล่งสะสมความรู้ ความสามารถ และนวัตกรรมที่เติบโตไปพร้อมกับการลงทุนจากต่างประเทศ

FDI ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ

ในยุคที่หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าใครได้รับ FDI มากที่สุด แต่คือใครสามารถเปลี่ยน FDI เหล่านั้นให้กลายเป็นขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศได้ดีที่สุด

สำหรับประเทศไทย การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนยังคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการทำให้การลงทุนเหล่านั้นเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างทักษะแรงงาน และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของนโยบายส่งเสริมการลงทุนไม่ใช่การมี FDI มากที่สุด แต่คือการเปลี่ยน FDI ให้กลายเป็นเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และบุคลากรที่เข้มแข็งขึ้นภายในประเทศ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าไทยดึงดูด FDI ได้มากเพียงใด แต่คือเมื่อเวลาผ่านไป ประเทศไทยจะได้อะไรติดตัวจาก FDI เหล่านั้นบ้าง

พรชนก เทพขาม
พรชนก เทพขาม
ธนาคารแห่งประเทศไทย
วสวัตติ์ ชัมพูนทะ
วสวัตติ์ ชัมพูนทะ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
จิดาภา จันทศรีสวัสดิ์
จิดาภา จันทศรีสวัสดิ์
ธนาคารแห่งประเทศไทย
Topics: DevelopmentProductivity and Technological ChangeInternational Finance
Tags: fdiinvestmentinvestment
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email