บูมเมอแรงคิดส์? เมื่อลูกย้ายกลับเข้าบ้าน… ผลเชิงบวกของการอยู่อาศัยร่วมกับพ่อแม่ต่อการเข้าร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงไทย

เนื้อหาการบรรยายในงาน PIER Research Brief นี้ ถูกกลั่นกรองจากบทความ บูมเมอแรงคิดส์? เมื่อลูกย้ายกลับเข้าบ้าน
งานวิจัยของ ผศ. ดร.ศศิวิมล วรุณศิริ ปวีณวัฒน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ Ms. Lusi Liao ได้ศึกษาโดยใช้ข้อมูลจากการสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนและข้อมูลจากการสำรวจภาวะการทํางานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ภายหลังจากการมีลูก คนไทยมีแนวโน้มที่จะย้ายกลับเข้าไปอยู่อาศัยกับพ่อแม่มากขึ้น ซึ่งการอยู่ร่วมกันนี้ส่งผลทางบวกต่อการเข้าร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิง ทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าร่วมในตลาดแรงงานและเพิ่มจำนวนชั่วโมงการทำงานของแรงงานผู้หญิง
ดร.ศศิวิมล ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์ที่คนมีแนวโน้มที่จะย้ายกลับเข้าไปอยู่กับพ่อแม่ ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนในตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการถูกเลิกจ้างหรือถูกลดชั่วโมงทำงาน มีชื่อเรียกว่า ปรากฏการณ์ “บูมเมอแรงคิดส์” (Boomerang Kids) ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา งานวิจัยชิ้นนี้ได้พบปรากฎการณ์ “บูมเมอแรงคิดส์” ในประเทศไทยเช่นกัน แต่เป็นในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยในกรณีของประเทศไทยนั้น พบว่า ภายหลังจากการมีลูก คนไทยมีโอกาสที่จะย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวพ่อแม่ตนเองหรือฝ่ายสามีมากขึ้นถึง 32–34%
นอกจากนั้นแล้ว การอยู่อาศัยร่วมกับพ่อแม่ยังส่งผลทางบวกต่อแรงงานผู้หญิง โดยเพิ่มโอกาสในการเข้าร่วมในตลาดแรงงานถึง 21% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้อาศัยร่วมกับพ่อแม่ ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ร่วมกับพ่อแม่นั้นจะเพิ่มจำนวนชั่วโมงการทำงานอีกประมาณ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งการอยู่ร่วมกันกับพ่อแม่นั้นทำให้ได้รับความช่วยเหลือในการเลี้ยงดูบุตร รวมถึงการแบ่งเบาภาระงานบ้าน ทำให้ผู้หญิงมีเวลาในการเข้าร่วมตลาดแรงงานมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบในหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและจีน
ดร.ศศิวิมล ยังกล่าวอีกว่า ผู้หญิงไทยที่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจะได้รับผลกระทบทางบวกจากการอยู่ร่วมกับพ่อแม่มากที่สุด โดยเพิ่มโอกาสที่จะเข้าร่วมในตลาดแรงงานถึง 28% และเพิ่มจำนวนชั่วโมงการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่ผู้หญิงไทยกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาเพิ่มโอกาสที่จะเข้าร่วมในตลาดแรงงานเพียง 9% และเพิ่มจำนวนชั่วโมงการทำงาน 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่การอยู่ร่วมกันนั้นไม่มีผลกับโอกาสในการเข้าร่วมตลาดแรงงานของกลุ่มผู้หญิงที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการศึกษาที่สูงทำให้ผู้หญิงมีรายได้สามารถที่จะจ่ายค่าสถานเลี้ยงดูเด็กได้และทำให้มีภาวะการพึ่งพิงพ่อแม่ในการเลี้ยงดูบุตรหลานค่อนข้างน้อย
ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า ความช่วยเหลือในการเลี้ยงดูบุตรยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อแรงงานผู้หญิงไทย เนื่องจากประเทศไทยยังขาดแคลนสถานเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม ทำให้ผู้หญิงไทยที่อยู่ในตลาดแรงงานยังต้องพึ่งพิงพ่อแม่ ดังนั้น หากต้องการเพิ่มการเข้าร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงไทย ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือผู้หญิงกลุ่มนี้ในด้านการเลี้ยงดูบุตร โดยมาตรการช่วยเหลือจำเป็นที่จะต้องมีมิติที่กว้างและครอบคลุมมากกว่าเพียงการให้เงินอุดหนุน การจัดหาสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน การจัดเงินอุดหนุนหรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่หน่วยงานที่มีการจัดสรร สถานเลี้ยงดูเด็กในที่ทำงาน น่าจะเป็นมาตรการที่ยั่งยืนกว่าการให้เงิน นอกจากนี้ นโยบายการสนับสนุนเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นอาจส่งผลทางบวกต่อการกระตุ้นให้ผู้หญิงเข้าร่วมในตลาดแรงงานมากขึ้น เนื่องจากจะช่วยให้ผู้หญิงกลุ่มนี้สามารถจัดสรรเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในท้ายที่สุดแล้ว ภาครัฐอาจจำเป็นต้องเพิ่มนโยบายสนับสนุนสถาบันครอบครัว การอยู่อาศัยร่วมกันหรือการอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงกับพ่อแม่ ดังเช่นที่ Housing and Development Board ของประเทศสิงคโปร์ มีนโยบายให้เงินสนับสนุนสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับพ่อแม่ (Proximity Housing Grant) เป็นต้น








