Thailand Competition Index: ดัชนีชี้วัดการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

excerpt
การแข่งขันที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจระบบตลาด เมื่อผู้ประกอบการมีการแข่งขันกัน ผู้บริโภคก็จะได้ประโยชน์จากสินค้าและบริการที่หลากหลาย มีคุณภาพที่ดีขึ้นและราคาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่เคยมีดัชนีชี้วัดการแข่งขันในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ จึงเกิดเป็นแนวคิดในการสร้างดัชนีชี้วัดการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย (Thailand Competition Index: TCI) ขึ้นมา TCI มีขั้นตอนการคำนวณที่เป็นระบบ โปร่งใส และทำซ้ำได้ จึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ภาคธุรกิจ และนักวิจัย ใช้ติดตามสภาวะตลาดและประเมินผลของนโยบายการแข่งขันได้
ประเทศไทยมีการติดตามพลวัตทางเศรษฐกิจในหลายด้าน เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ฯลฯ แต่เรายังขาดดัชนีที่ใช้ติดตามสภาวะการแข่งขันในแต่ละตลาด การกำกับดูแลการแข่งขันจะมีประสิทธิผลได้ต้องอาศัยตัวชี้วัดที่ต่อเนื่อง เป็นระบบ เชื่อถือได้ และสามารถประยุกต์ใช้ได้กับอุตสาหกรรมในวงกว้าง TCI จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยจะช่วยตอบคำถามที่สำคัญ เช่น การแข่งขันในบางอุตสาหกรรมน้อยลงจนต้องจับตาหรือไม่ การกำกับดูแลการแข่งขันที่ผ่านมามีประสิทธิผลเพียงใด และควรมีการกำกับดูแลอุตสาหกรรมใดเพิ่มเติม เป็นต้น
แนวคิดในการสร้าง TCI เป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างหลักการเชิงทฤษฎีและการนำไปใช้จริงในทางปฏิบัติ ในเชิงทฤษฎี TCI มุ่งเน้นไปที่ "อำนาจในการตั้งราคา" หรือ "อำนาจเหนือตลาด" ของผู้ประกอบการ หากผู้ประกอบการหนึ่งสามารถตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าผู้ประกอบการดังกล่าวเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งน้อย ในทางกลับกัน หากราคาและต้นทุนใกล้เคียงกัน ก็มักสะท้อนว่าการแข่งขันบีบให้ผู้ประกอบการไม่สามารถตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากนัก
แนวคิดพื้นฐานที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้วัดอำนาจเหนือตลาดคือ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (price elasticity of demand) หากผู้บริโภคมีสินค้าทดแทนให้เลือกมาก อุปสงค์ที่ผู้ประกอบการรายหนึ่งเผชิญจะมีความยืดหยุ่นสูง กล่าวคือ เพียงขึ้นราคาเล็กน้อย ผู้บริโภคก็จะหันไปซื้อจากคู่แข่ง ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากนัก ในทางกลับกัน หากอุปสงค์มีความยืดหยุ่นต่ำ ผู้ประกอบการจะขึ้นราคาได้โดยไม่สูญเสียลูกค้ามากนัก จึงมีอำนาจในการตั้งราคาสูงกว่าต้นทุน
งานวิจัยต่าง ๆ ได้นำเสนอแนวทางการวัดการแข่งขันอยู่หลายแนวทาง เช่น ประเมินความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา สร้างตัวชี้วัดเทียบเคียง เป็นต้น ซึ่งแต่ละแนวทางก็มีจุดแข็งและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป แนวทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ การใช้มาตรวัดการกระจุกตัวของตลาด เช่น ดัชนี HHI (Herfindahl-Hirschman Index) และส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการ 4 หรือ 8 รายใหญ่ที่สุด (CR4, CR8) เพราะคำนวณง่ายและต้องการข้อมูลไม่มาก แต่ดัชนีเหล่านี้สะท้อนเพียงโครงสร้างตลาด ไม่ใช่อำนาจเหนือตลาดที่แท้จริง นอกจากนี้ เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ส่วนแบ่งตลาดอาจโยกไปสู่ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ทำให้ค่าการกระจุกตัวสูงขึ้นทั้ง ๆ ที่การแข่งขันโดยรวมดีขึ้น (Boone, 2008) นอกจากนี้ ตัวชี้วัดการกระจุกตัวจำเป็นต้องนิยามขอบเขตตลาดให้ชัดเจนและมีข้อมูลของผู้เล่นทุกรายในตลาด ด้วยข้อจำกัดของข้อมูล ค่าการกระจุกตัวจึงสะท้อนเฉพาะภาพของธุรกิจในระบบเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการในระบบและนอกระบบมักแข่งขันเพื่อลูกค้ากลุ่มเดียวกัน มาตรวัดเหล่านี้จึงมีแนวโน้มจะประเมินอำนาจตลาดของผู้ประกอบการในระบบสูงเกินจริง อีกแนวทางที่สำคัญคือแนวทางเชิงโครงสร้าง (structural approach) ที่ประเมินพฤติกรรมการแข่งขันโดยตรงจากแบบจำลองอุปสงค์และต้นทุน จึงให้ผลลัพธ์ที่ละเอียดกว่า แต่ก็ต้องอาศัยข้อมูลราคา ปริมาณ และตัวแปรเสริมที่หาได้ยาก จึงไม่เหมาะกับการติดตามในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง (Bresnahan, 1982; Lau, 1982)
งานวิจัยหลายชิ้นได้นำเสนอวิธีการที่ประยุกต์ใช้งานได้ภายใต้ข้อมูลที่จำกัด ได้แก่ De Loecker & Warzynski (2012) ซึ่งพัฒนาวิธีประมาณค่า markup ของผู้ประกอบการโดยใช้เพียงข้อมูลด้านการผลิตและปัจจัยการผลิตโดยไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลด้านราคาและปริมาณที่มักหาได้ยาก อีกแนวทางหนึ่งที่นำเสนอโดย Aghion et al. (2005) จะใช้อัตราส่วนกำไรต่อราคา (price-cost margin) แทนดัชนี Lerner Index แล้วคำนวณโดยใช้ข้อมูลงบการเงิน
สำหรับการสร้าง TCI แนวทางที่เป็นจุดสมดุลที่ดีระหว่างหลักการทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติ คือ การประมาณค่า Lerner Index ตามแนวทางของ Aghion et al. (2005) เนื่องจากใช้เพียงข้อมูลงบการเงินซึ่งเข้าถึงได้ง่ายและมีความต่อเนื่อง เหมาะแก่การสร้างดัชนีในวงกว้าง นอกจากนี้ Lerner Index ยังสามารถสะท้อนแรงกดดันจากคู่แข่งนอกระบบได้บางส่วน แม้จะไม่มีข้อมูลธุรกิจนอกระบบโดยตรง ซึ่งเหมาะกับประเทศไทยที่เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่อีกด้วย
การสร้าง TCI เริ่มต้นจาก Lerner Index ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดความสามารถในการตั้งราคาเหนือต้นทุนของผู้ประกอบการ Lerner Index (L) มีสมการคือ
P คือราคาต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการ และ MC คือต้นทุนหน่วยสุดท้ายของสินค้าหรือบริการ (marginal cost) โดยค่าของ L จะอยู่ระหว่างศูนย์ (แข่งขันสมบูรณ์) กับหนึ่ง (ผูกขาดสมบูรณ์)
TCI ต่อยอดจาก Lerner Index ตามแนวทางของ Aghion et al. (2005) แล้วดัดแปลงเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง ขั้นตอนการสร้างโดยละเอียดสามารถดูได้ที่ technical appendix
ข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ TCI คือ งบกำไรขาดทุนของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูลงบการเงินและข้อมูลนิติบุคคล (Corporate Profile and Financial Statement: CPFS) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ฐานข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมนิติบุคคลที่จดทะเบียนทั้งหมดในประเทศไทย ปัจจุบันมีงบการเงินของบริษัทประมาณ 700,000 บริษัทในช่วงปี 2553–2566 ดัชนีปัจจุบันจึงจัดทำในระดับรหัสกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ISIC 2 หลัก เพื่อให้แต่ละสาขามีจำนวนบริษัทมากพอสำหรับการวัดที่น่าเชื่อถือ
ดัชนี TCI ชุดเริ่มต้นจะครอบคลุมปี 2553–2566 แสดงให้เห็นความแตกต่างของความเข้มข้นในการแข่งขันอย่างชัดเจนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยทั่วไป การแข่งขันภายในแต่ละสาขามักค่อนข้างคงที่เมื่อเวลาผ่านไป ยกเว้นอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
รูปที่ 1 แสดงภาพรวมของ TCI ในช่วงปี 2553 ถึง 2566 โดยสีเขียวหมายถึงการแข่งขันสูง (ดัชนีเข้าใกล้ 1) และสีแดงหมายถึงการแข่งขันต่ำ (ดัชนีเข้าใกล้ 0) จุดที่สังเกตได้ชัดคือ ระดับการแข่งขันของหลายสาขาค่อนข้างคงที่ตามแนวนอน ซึ่งสะท้อนว่าการแข่งขันภายในสาขามักเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ตัวอย่างกลุ่มที่ TCI อยู่ในระดับที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สาขาการขุดเจาะปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติซึ่งมีลักษณะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผูกโยงกับสัมปทานและมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสูง และสาขาบริการทางกฎหมายและบัญชีซึ่งมีผู้เล่นรายใหญ่อยู่เพียงไม่กี่ราย อุตสาหกรรมทั้งสองสาขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อระดับการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างช่วงปีที่มีการคำนวณ TCI
ส่วน TCI ของภาคการผลิต (manufacturing) เกือบทั้งหมดอยู่ในระดับที่สูงและค่อนข้างสม่ำเสมอ สาเหตุหลักคือสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ค้าขายระหว่างประเทศได้ (tradable goods) ผู้ผลิตในประเทศจึงต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าและเผชิญแรงกดดันจากตลาดส่งออกไปพร้อมกัน ทำให้ไม่สามารถตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากนัก ประกอบกับหลายสาขามีผู้ผลิตจำนวนมาก TCI จึงอยู่ในระดับที่สูงโดยธรรมชาติ
รูปที่ 2 แสดง TCI ของสามอุตสาหกรรมที่เลือกมาเป็นตัวอย่าง ในสาขาการแพร่ภาพกระจายเสียง (broadcasting) แสดงให้เห็นว่า TCI สามารถจับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายได้ ในช่วงปี 2556 ถึง 2557 การประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลทำให้มีช่องรายการใหม่เข้าสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก การแข่งขันจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่รายได้ค่าโฆษณาตามไม่ทันต้นทุนใบอนุญาตและการดำเนินงาน อัตรากำไรถูกกดดันจน TCI พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในช่วงปี 2558 ถึง 2560 ต่อมาเมื่อผู้ประกอบการที่แบกรับต้นทุนไม่ไหวทยอยออกจากตลาด TCI จึงค่อยปรับลดลง
ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ดัชนีของสาขาที่พักแรมพุ่งขึ้นเข้าใกล้ 1 ในปี 2563 สะท้อนภาวะที่ผู้ประกอบการสูญเสียอำนาจในการตั้งราคา ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่หดตัวเนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทาง ในทางกลับกัน สาขาอาหารและเครื่องดื่มในภาพรวมแทบไม่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าผลประกอบการในระดับผู้ประกอบการจะแตกต่างกันมากก็ตาม คณะผู้วิจัยคาดว่าเป็นเพราะผู้ประกอบการบางส่วนมีการปรับตัวสู่แพลตฟอร์มจัดส่งออนไลน์ ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าไปในตัว ขณะที่ผู้ประกอบการอีกบางส่วนยังคงพึ่งพาการรับประทานในร้านเป็นหลัก ผลกระทบในระดับผู้ประกอบการจึงแตกต่างกัน แต่ผลกระทบในภาพรวมหักล้างกันจนดัชนีค่อนข้างคงที่
ประโยชน์หลักของ TCI คือการติดตามพลวัตการแข่งขันของแต่ละสาขาอุตสาหกรรมเมื่อเวลาผ่านไป โดยสามารถนำไปใช้ได้ในหลายลักษณะ เช่น
- ประเมินผลกระทบของนโยบาย เปรียบเทียบค่าดัชนีก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการปฏิรูปกฎระเบียบ เพื่อประเมินว่านโยบายดังกล่าวส่งผลต่อระดับการแข่งขันหรือไม่
- ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ติดตามความเคลื่อนไหวของดัชนีเพื่อระบุสาขาที่ระดับการแข่งขันต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญและอาจสมควรได้รับการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
- สนับสนุนงานวิจัย ใช้ศึกษาพลวัตของการแข่งขันของแต่ละอุตสาหกรรมและเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงเศรษฐกิจต่าง ๆ
นอกเหนือจากตัวอย่างการใช้งานข้างต้นแล้ว อาจมีการประยุกต์ใช้อื่น ๆ อีก ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าถึงชุดข้อมูลดัชนีและนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้
ค่า TCI แสดงถึงสัดส่วนของ marginal cost ต่อราคาขายต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการ ยกตัวอย่างเช่น TCI = 0.8 หมายความว่า marginal cost คิดเป็นสัดส่วน 0.8 ของราคาขายต่อหน่วย ค่า TCI ที่สูงย่อมแสดงถึงการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ค่าที่ต่ำไม่ได้แปลว่าการแข่งขันน้อยเสมอไป เพราะบางอุตสาหกรรมแม้จะมี marginal cost ต่ำ แต่ก็จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ต้องลงทุนสร้างเสาเครือข่ายสัญญาณใหม่อยู่เนือง ๆ ดังนั้นค่า TCI ที่ต่ำจึงเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นที่ผู้กำหนดนโยบายควรนำไปพิจารณาเพิ่มเติม มากกว่าจะสรุปได้ทันทีว่ามีปัญหาการแข่งขันหรือไม่
การเปรียบเทียบการแข่งขันระหว่างอุตสาหกรรมก็ควรทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างต้นทุน ความเข้มข้นของการใช้ทุน ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่แตกต่างกัน การนำค่าดัชนีของสองอุตสาหกรรมมาเทียบกันโดยตรงโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างเหล่านี้จึงอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนีที่ต่ำอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เมื่อมีคำอธิบายเชิงโครงสร้างรองรับ เช่น อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดหรือลักษณะสัมปทาน ยังคงเป็นสัญญาณที่มีประโยชน์สำหรับการติดตามเชิงนโยบาย
TCI ยังมีข้อจำกัดอยู่อย่างน้อยสามประการ ประการแรกคือ TCI สร้างขึ้นจากข้อมูลของผู้ประกอบการในระบบเท่านั้น ผู้ประกอบการนอกระบบยังไม่ถูกสังเกตโดยตรง แม้แรงกดดันจากภาคนอกระบบจะสะท้อนผ่านพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการในระบบอยู่บ้างก็ตาม
ประการที่สองคือ TCI ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าต้นทุนของเงินทุนคงที่เท่ากันทุกบริษัท การจัดทำในระดับ ISIC 2 หลักอาจกลบความแตกต่างภายในสาขาที่มีความหลากหลายสูง และที่สำคัญที่สุด TCI จะวัดอำนาจในการตั้งราคาซึ่งเป็นเพียงมิติเดียวของการแข่งขัน แต่ไม่ได้วัดมิติอื่นโดยตรง เช่น อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด การแข่งขันที่ไม่ใช่ด้านราคา หรือกิจกรรมด้านนวัตกรรม
ประการที่สามคือ TCI ยังไม่เหมาะที่จะใช้กับอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถนับจำนวนสินค้าหรือบริการ (Q) ได้ เช่น ภาคการเงิน ที่เราไม่สามารถบอกได้ว่าจำนวน Q คืออะไร
อย่างไรก็ดี แนวคิดของ TCI ยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้อีกหลายประการในอนาคต การสร้างดัชนีที่มีความละเอียดขึ้น เช่น ระดับ ISIC 4 โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายสูง หรือการจัดทำดัชนีรายจังหวัดหรือรายภูมิภาคจะเผยให้เห็นความแตกต่างเชิงพื้นที่ของสภาวะการแข่งขัน นอกจากนี้ การเปรียบเทียบ TCI กับมาตรวัดอื่น เช่น ดัชนี HHI และมาตรวัดเชิงโครงสร้าง จะช่วยให้เข้าใจจุดแข็งและข้อจำกัดของดัชนีได้ดียิ่งขึ้น และการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างระดับ TCI กับตัวแปรทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การลงทุน นวัตกรรม ค่าจ้าง และผลิตภาพ จะช่วยสะท้อนความสำคัญเชิงนโยบายของการแข่งขันต่อสมรรถนะทางเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป
การสร้าง TCI ของผู้ประกอบการ i ในอุตสาหกรรม j เริ่มจาก Lerner Index (L) ซึ่งมีสมการคือ
จากนั้นทำการดัดแปลงสมการข้างต้นตาม Aghion et al. (2005) ดังนี้
คือจำนวนของสินค้าหรือบริการที่ขายได้ สมการที่ดัดแปลงแล้วนี้สามารถนำไปใช้ได้ง่ายกว่ามาก เพราะทั้งยอดขายและต้นทุนการขายของสินค้าหรือบริการนั้นมีบันทึกอยู่แล้วในงบกำไรขาดทุนของบริษัท
ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการสามารถขาดทุนได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวจะทำให้ค่า L ลดลงต่ำกว่าศูนย์ แต่ในทางทฤษฎี ค่า L จะต้องอยู่ระหว่างศูนย์กับหนึ่ง ดังนั้นเราจึง winsorize ค่า L ให้เป็น
สุดท้าย เราต้องการวัดระดับการแข่งขัน แต่ Lerner index วัดระดับการผูกขาด ซึ่งเป็นด้านกลับของการแข่งขัน เราจึงนิยาม TCI ดังนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ TCI จึงมีค่าอยู่ระหว่างศูนย์กับหนึ่ง โดยหนึ่งหมายถึงผู้ประกอบการอยู่ในสภาวะแข่งขันสมบูรณ์ ยิ่งค่า TCI เข้าใกล้ศูนย์ยิ่งแสดงว่าผู้ประกอบการมีอำนาจตลาดใกล้เคียงกับการผูกขาด (อุตสาหกรรมยังสามารถถูกผูกขาดได้แม้ว่าค่า TCI จะไม่เป็นศูนย์)
อย่างไรก็ดี TCI ยังคงมีข้อจำกัดตรงที่เราไม่สามารถหาค่าดัชนีของธุรกิจนอกระบบได้ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่สามารถสร้าง TCI ในระดับอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ได้ แต่เรายังพอจะสร้าง TCI สำหรับอุตสาหกรรมในระบบได้ดังนี้
คือส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการ i ในอุตสาหกรรม j โดยส่วนแบ่งดังกล่าวอาจจะเป็นส่วนแบ่งจากทั้งตลาดหรือเฉพาะตลาดในระบบก็ได้ (แต่ต้องใช้นิยามเดียวกันตลอดการคำนวณ)










