Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
Discussion Paper ล่าสุด
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
Thailand Competition Index: ดัชนีชี้วัดการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
aBRIDGEd ล่าสุด
Thailand Competition Index: ดัชนีชี้วัดการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
The Curse of a Strong Dollar
งานสัมมนาล่าสุด
The Curse of a Strong Dollar
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
งานสัมมนาล่าสุด
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
คุณเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง บรรยายในหัวข้อ “Trade Diversion, Supply-Chain Reconfiguration, and Rerouting During the U.S.–China Trade War”
ประกาศล่าสุด
คุณเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง บรรยายในหัวข้อ “Trade Diversion, Supply-Chain Reconfiguration, and Rerouting During the U.S.–China Trade War”
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/7ef21ef155cc8ced60bdf6b2aaad1000/41624/cover.jpg
3 กันยายน 2569
20261788393600000

Thailand Competition Index: ดัชนีชี้วัดการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

เข้าใจอุตสาหกรรมไทยผ่านการติดตามระดับการแข่งขันอย่างเป็นระบบ
พัชรสุทธิ์ สุจริตตานนท์ดล ตะวันพิทักษ์ฉัตร คำแสง
Thailand Competition Index: ดัชนีชี้วัดการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
excerpt

การแข่งขันที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจระบบตลาด เมื่อผู้ประกอบการมีการแข่งขันกัน ผู้บริโภคก็จะได้ประโยชน์จากสินค้าและบริการที่หลากหลาย มีคุณภาพที่ดีขึ้นและราคาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่เคยมีดัชนีชี้วัดการแข่งขันในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ จึงเกิดเป็นแนวคิดในการสร้างดัชนีชี้วัดการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย (Thailand Competition Index: TCI) ขึ้นมา TCI มีขั้นตอนการคำนวณที่เป็นระบบ โปร่งใส และทำซ้ำได้ จึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ภาคธุรกิจ และนักวิจัย ใช้ติดตามสภาวะตลาดและประเมินผลของนโยบายการแข่งขันได้

ทำไมถึงต้องสร้าง TCI

ประเทศไทยมีการติดตามพลวัตทางเศรษฐกิจในหลายด้าน เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ฯลฯ แต่เรายังขาดดัชนีที่ใช้ติดตามสภาวะการแข่งขันในแต่ละตลาด การกำกับดูแลการแข่งขันจะมีประสิทธิผลได้ต้องอาศัยตัวชี้วัดที่ต่อเนื่อง เป็นระบบ เชื่อถือได้ และสามารถประยุกต์ใช้ได้กับอุตสาหกรรมในวงกว้าง TCI จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยจะช่วยตอบคำถามที่สำคัญ เช่น การแข่งขันในบางอุตสาหกรรมน้อยลงจนต้องจับตาหรือไม่ การกำกับดูแลการแข่งขันที่ผ่านมามีประสิทธิผลเพียงใด และควรมีการกำกับดูแลอุตสาหกรรมใดเพิ่มเติม เป็นต้น

แนวคิดในการสร้าง TCI

แนวคิดในการสร้าง TCI เป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างหลักการเชิงทฤษฎีและการนำไปใช้จริงในทางปฏิบัติ ในเชิงทฤษฎี TCI มุ่งเน้นไปที่ "อำนาจในการตั้งราคา" หรือ "อำนาจเหนือตลาด" ของผู้ประกอบการ หากผู้ประกอบการหนึ่งสามารถตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าผู้ประกอบการดังกล่าวเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งน้อย ในทางกลับกัน หากราคาและต้นทุนใกล้เคียงกัน ก็มักสะท้อนว่าการแข่งขันบีบให้ผู้ประกอบการไม่สามารถตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากนัก

แนวคิดพื้นฐานที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้วัดอำนาจเหนือตลาดคือ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (price elasticity of demand) หากผู้บริโภคมีสินค้าทดแทนให้เลือกมาก อุปสงค์ที่ผู้ประกอบการรายหนึ่งเผชิญจะมีความยืดหยุ่นสูง กล่าวคือ เพียงขึ้นราคาเล็กน้อย ผู้บริโภคก็จะหันไปซื้อจากคู่แข่ง ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากนัก ในทางกลับกัน หากอุปสงค์มีความยืดหยุ่นต่ำ ผู้ประกอบการจะขึ้นราคาได้โดยไม่สูญเสียลูกค้ามากนัก จึงมีอำนาจในการตั้งราคาสูงกว่าต้นทุน

งานวิจัยต่าง ๆ ได้นำเสนอแนวทางการวัดการแข่งขันอยู่หลายแนวทาง เช่น ประเมินความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา สร้างตัวชี้วัดเทียบเคียง เป็นต้น ซึ่งแต่ละแนวทางก็มีจุดแข็งและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป แนวทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ การใช้มาตรวัดการกระจุกตัวของตลาด เช่น ดัชนี HHI (Herfindahl-Hirschman Index) และส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการ 4 หรือ 8 รายใหญ่ที่สุด (CR4, CR8) เพราะคำนวณง่ายและต้องการข้อมูลไม่มาก แต่ดัชนีเหล่านี้สะท้อนเพียงโครงสร้างตลาด ไม่ใช่อำนาจเหนือตลาดที่แท้จริง นอกจากนี้ เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ส่วนแบ่งตลาดอาจโยกไปสู่ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ทำให้ค่าการกระจุกตัวสูงขึ้นทั้ง ๆ ที่การแข่งขันโดยรวมดีขึ้น (Boone, 2008) นอกจากนี้ ตัวชี้วัดการกระจุกตัวจำเป็นต้องนิยามขอบเขตตลาดให้ชัดเจนและมีข้อมูลของผู้เล่นทุกรายในตลาด ด้วยข้อจำกัดของข้อมูล ค่าการกระจุกตัวจึงสะท้อนเฉพาะภาพของธุรกิจในระบบเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการในระบบและนอกระบบมักแข่งขันเพื่อลูกค้ากลุ่มเดียวกัน มาตรวัดเหล่านี้จึงมีแนวโน้มจะประเมินอำนาจตลาดของผู้ประกอบการในระบบสูงเกินจริง อีกแนวทางที่สำคัญคือแนวทางเชิงโครงสร้าง (structural approach) ที่ประเมินพฤติกรรมการแข่งขันโดยตรงจากแบบจำลองอุปสงค์และต้นทุน จึงให้ผลลัพธ์ที่ละเอียดกว่า แต่ก็ต้องอาศัยข้อมูลราคา ปริมาณ และตัวแปรเสริมที่หาได้ยาก จึงไม่เหมาะกับการติดตามในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง (Bresnahan, 1982; Lau, 1982)

งานวิจัยหลายชิ้นได้นำเสนอวิธีการที่ประยุกต์ใช้งานได้ภายใต้ข้อมูลที่จำกัด ได้แก่ De Loecker & Warzynski (2012) ซึ่งพัฒนาวิธีประมาณค่า markup ของผู้ประกอบการโดยใช้เพียงข้อมูลด้านการผลิตและปัจจัยการผลิตโดยไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลด้านราคาและปริมาณที่มักหาได้ยาก อีกแนวทางหนึ่งที่นำเสนอโดย Aghion et al. (2005) จะใช้อัตราส่วนกำไรต่อราคา (price-cost margin) แทนดัชนี Lerner Index แล้วคำนวณโดยใช้ข้อมูลงบการเงิน

สำหรับการสร้าง TCI แนวทางที่เป็นจุดสมดุลที่ดีระหว่างหลักการทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติ คือ การประมาณค่า Lerner Index ตามแนวทางของ Aghion et al. (2005) เนื่องจากใช้เพียงข้อมูลงบการเงินซึ่งเข้าถึงได้ง่ายและมีความต่อเนื่อง เหมาะแก่การสร้างดัชนีในวงกว้าง นอกจากนี้ Lerner Index ยังสามารถสะท้อนแรงกดดันจากคู่แข่งนอกระบบได้บางส่วน แม้จะไม่มีข้อมูลธุรกิจนอกระบบโดยตรง ซึ่งเหมาะกับประเทศไทยที่เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่อีกด้วย

การสร้าง TCI

การสร้าง TCI เริ่มต้นจาก Lerner Index ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดความสามารถในการตั้งราคาเหนือต้นทุนของผู้ประกอบการ Lerner Index (L) มีสมการคือ

L=P−MCPL = \frac{P - MC}{P}L=PP−MC​

P คือราคาต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการ และ MC คือต้นทุนหน่วยสุดท้ายของสินค้าหรือบริการ (marginal cost) โดยค่าของ L จะอยู่ระหว่างศูนย์ (แข่งขันสมบูรณ์) กับหนึ่ง (ผูกขาดสมบูรณ์)

TCI ต่อยอดจาก Lerner Index ตามแนวทางของ Aghion et al. (2005) แล้วดัดแปลงเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง ขั้นตอนการสร้างโดยละเอียดสามารถดูได้ที่ technical appendix

ข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ TCI คือ งบกำไรขาดทุนของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูลงบการเงินและข้อมูลนิติบุคคล (Corporate Profile and Financial Statement: CPFS) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ฐานข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมนิติบุคคลที่จดทะเบียนทั้งหมดในประเทศไทย ปัจจุบันมีงบการเงินของบริษัทประมาณ 700,000 บริษัทในช่วงปี 2553–2566 ดัชนีปัจจุบันจึงจัดทำในระดับรหัสกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ISIC 2 หลัก เพื่อให้แต่ละสาขามีจำนวนบริษัทมากพอสำหรับการวัดที่น่าเชื่อถือ

TCI บอกอะไรเราบ้าง: ตัวอย่างจากข้อมูลจริง

รูปที่ 1 ดัชนีการแข่งขัน (TCI) ระหว่างปี พ.ศ. 2553–2566

ดัชนีการแข่งขัน (TCI) ระหว่างปี พ.ศ. 2553–2566

รูปที่ 2 ดัชนีการแข่งขัน (TCI) ของสี่สาขาที่เลือก ปี พ.ศ. 2553–2566

ดัชนี TCI ชุดเริ่มต้นจะครอบคลุมปี 2553–2566 แสดงให้เห็นความแตกต่างของความเข้มข้นในการแข่งขันอย่างชัดเจนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยทั่วไป การแข่งขันภายในแต่ละสาขามักค่อนข้างคงที่เมื่อเวลาผ่านไป ยกเว้นอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

รูปที่ 1 แสดงภาพรวมของ TCI ในช่วงปี 2553 ถึง 2566 โดยสีเขียวหมายถึงการแข่งขันสูง (ดัชนีเข้าใกล้ 1) และสีแดงหมายถึงการแข่งขันต่ำ (ดัชนีเข้าใกล้ 0) จุดที่สังเกตได้ชัดคือ ระดับการแข่งขันของหลายสาขาค่อนข้างคงที่ตามแนวนอน ซึ่งสะท้อนว่าการแข่งขันภายในสาขามักเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ตัวอย่างกลุ่มที่ TCI อยู่ในระดับที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สาขาการขุดเจาะปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติซึ่งมีลักษณะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผูกโยงกับสัมปทานและมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสูง และสาขาบริการทางกฎหมายและบัญชีซึ่งมีผู้เล่นรายใหญ่อยู่เพียงไม่กี่ราย อุตสาหกรรมทั้งสองสาขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อระดับการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างช่วงปีที่มีการคำนวณ TCI

ส่วน TCI ของภาคการผลิต (manufacturing) เกือบทั้งหมดอยู่ในระดับที่สูงและค่อนข้างสม่ำเสมอ สาเหตุหลักคือสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ค้าขายระหว่างประเทศได้ (tradable goods) ผู้ผลิตในประเทศจึงต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าและเผชิญแรงกดดันจากตลาดส่งออกไปพร้อมกัน ทำให้ไม่สามารถตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนได้มากนัก ประกอบกับหลายสาขามีผู้ผลิตจำนวนมาก TCI จึงอยู่ในระดับที่สูงโดยธรรมชาติ

รูปที่ 2 แสดง TCI ของสามอุตสาหกรรมที่เลือกมาเป็นตัวอย่าง ในสาขาการแพร่ภาพกระจายเสียง (broadcasting) แสดงให้เห็นว่า TCI สามารถจับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายได้ ในช่วงปี 2556 ถึง 2557 การประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลทำให้มีช่องรายการใหม่เข้าสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก การแข่งขันจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่รายได้ค่าโฆษณาตามไม่ทันต้นทุนใบอนุญาตและการดำเนินงาน อัตรากำไรถูกกดดันจน TCI พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในช่วงปี 2558 ถึง 2560 ต่อมาเมื่อผู้ประกอบการที่แบกรับต้นทุนไม่ไหวทยอยออกจากตลาด TCI จึงค่อยปรับลดลง

ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ดัชนีของสาขาที่พักแรมพุ่งขึ้นเข้าใกล้ 1 ในปี 2563 สะท้อนภาวะที่ผู้ประกอบการสูญเสียอำนาจในการตั้งราคา ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่หดตัวเนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทาง ในทางกลับกัน สาขาอาหารและเครื่องดื่มในภาพรวมแทบไม่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าผลประกอบการในระดับผู้ประกอบการจะแตกต่างกันมากก็ตาม คณะผู้วิจัยคาดว่าเป็นเพราะผู้ประกอบการบางส่วนมีการปรับตัวสู่แพลตฟอร์มจัดส่งออนไลน์ ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าไปในตัว ขณะที่ผู้ประกอบการอีกบางส่วนยังคงพึ่งพาการรับประทานในร้านเป็นหลัก ผลกระทบในระดับผู้ประกอบการจึงแตกต่างกัน แต่ผลกระทบในภาพรวมหักล้างกันจนดัชนีค่อนข้างคงที่

การนำ TCI ไปใช้

ประโยชน์หลักของ TCI คือการติดตามพลวัตการแข่งขันของแต่ละสาขาอุตสาหกรรมเมื่อเวลาผ่านไป โดยสามารถนำไปใช้ได้ในหลายลักษณะ เช่น

  1. ประเมินผลกระทบของนโยบาย เปรียบเทียบค่าดัชนีก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการปฏิรูปกฎระเบียบ เพื่อประเมินว่านโยบายดังกล่าวส่งผลต่อระดับการแข่งขันหรือไม่
  2. ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ติดตามความเคลื่อนไหวของดัชนีเพื่อระบุสาขาที่ระดับการแข่งขันต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญและอาจสมควรได้รับการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
  3. สนับสนุนงานวิจัย ใช้ศึกษาพลวัตของการแข่งขันของแต่ละอุตสาหกรรมและเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงเศรษฐกิจต่าง ๆ

นอกเหนือจากตัวอย่างการใช้งานข้างต้นแล้ว อาจมีการประยุกต์ใช้อื่น ๆ อีก ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าถึงชุดข้อมูลดัชนีและนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้

ข้อควรระวังในการตีความค่า TCI

ค่า TCI แสดงถึงสัดส่วนของ marginal cost ต่อราคาขายต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการ ยกตัวอย่างเช่น TCI = 0.8 หมายความว่า marginal cost คิดเป็นสัดส่วน 0.8 ของราคาขายต่อหน่วย ค่า TCI ที่สูงย่อมแสดงถึงการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ค่าที่ต่ำไม่ได้แปลว่าการแข่งขันน้อยเสมอไป เพราะบางอุตสาหกรรมแม้จะมี marginal cost ต่ำ แต่ก็จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ต้องลงทุนสร้างเสาเครือข่ายสัญญาณใหม่อยู่เนือง ๆ ดังนั้นค่า TCI ที่ต่ำจึงเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นที่ผู้กำหนดนโยบายควรนำไปพิจารณาเพิ่มเติม มากกว่าจะสรุปได้ทันทีว่ามีปัญหาการแข่งขันหรือไม่

การเปรียบเทียบการแข่งขันระหว่างอุตสาหกรรมก็ควรทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างต้นทุน ความเข้มข้นของการใช้ทุน ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่แตกต่างกัน การนำค่าดัชนีของสองอุตสาหกรรมมาเทียบกันโดยตรงโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างเหล่านี้จึงอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนีที่ต่ำอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เมื่อมีคำอธิบายเชิงโครงสร้างรองรับ เช่น อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดหรือลักษณะสัมปทาน ยังคงเป็นสัญญาณที่มีประโยชน์สำหรับการติดตามเชิงนโยบาย

ข้อจำกัดและงานในอนาคต

TCI ยังมีข้อจำกัดอยู่อย่างน้อยสามประการ ประการแรกคือ TCI สร้างขึ้นจากข้อมูลของผู้ประกอบการในระบบเท่านั้น ผู้ประกอบการนอกระบบยังไม่ถูกสังเกตโดยตรง แม้แรงกดดันจากภาคนอกระบบจะสะท้อนผ่านพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการในระบบอยู่บ้างก็ตาม

ประการที่สองคือ TCI ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าต้นทุนของเงินทุนคงที่เท่ากันทุกบริษัท การจัดทำในระดับ ISIC 2 หลักอาจกลบความแตกต่างภายในสาขาที่มีความหลากหลายสูง และที่สำคัญที่สุด TCI จะวัดอำนาจในการตั้งราคาซึ่งเป็นเพียงมิติเดียวของการแข่งขัน แต่ไม่ได้วัดมิติอื่นโดยตรง เช่น อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด การแข่งขันที่ไม่ใช่ด้านราคา หรือกิจกรรมด้านนวัตกรรม

ประการที่สามคือ TCI ยังไม่เหมาะที่จะใช้กับอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถนับจำนวนสินค้าหรือบริการ (Q) ได้ เช่น ภาคการเงิน ที่เราไม่สามารถบอกได้ว่าจำนวน Q คืออะไร

อย่างไรก็ดี แนวคิดของ TCI ยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้อีกหลายประการในอนาคต การสร้างดัชนีที่มีความละเอียดขึ้น เช่น ระดับ ISIC 4 โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายสูง หรือการจัดทำดัชนีรายจังหวัดหรือรายภูมิภาคจะเผยให้เห็นความแตกต่างเชิงพื้นที่ของสภาวะการแข่งขัน นอกจากนี้ การเปรียบเทียบ TCI กับมาตรวัดอื่น เช่น ดัชนี HHI และมาตรวัดเชิงโครงสร้าง จะช่วยให้เข้าใจจุดแข็งและข้อจำกัดของดัชนีได้ดียิ่งขึ้น และการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างระดับ TCI กับตัวแปรทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การลงทุน นวัตกรรม ค่าจ้าง และผลิตภาพ จะช่วยสะท้อนความสำคัญเชิงนโยบายของการแข่งขันต่อสมรรถนะทางเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป

Technical Appendix

การสร้าง TCI ของผู้ประกอบการ i ในอุตสาหกรรม j เริ่มจาก Lerner Index (L) ซึ่งมีสมการคือ

Lij=Pij−MCijPijL_{ij} = \frac{P_{ij} - MC_{ij}}{P_{ij}}Lij​=Pij​Pij​−MCij​​

จากนั้นทำการดัดแปลงสมการข้างต้นตาม Aghion et al. (2005) ดังนี้

Lij=Pij×Qij−MCij×QijPij×Qij≈Sales revenueij−Cost of salesijSales revenueij\begin{aligned} L_{ij} &= \frac{P_{ij} \times Q_{ij} - MC_{ij} \times Q_{ij}} {P_{ij} \times Q_{ij}}\\ &\approx \frac{\text{Sales revenue}_{ij} - \text{Cost of sales}_{ij}} {\text{Sales revenue}_{ij}} \end{aligned}Lij​​=Pij​×Qij​Pij​×Qij​−MCij​×Qij​​≈Sales revenueij​Sales revenueij​−Cost of salesij​​​

QijQ_{ij}Qij​ คือจำนวนของสินค้าหรือบริการที่ขายได้ สมการที่ดัดแปลงแล้วนี้สามารถนำไปใช้ได้ง่ายกว่ามาก เพราะทั้งยอดขายและต้นทุนการขายของสินค้าหรือบริการนั้นมีบันทึกอยู่แล้วในงบกำไรขาดทุนของบริษัท

ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการสามารถขาดทุนได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวจะทำให้ค่า L ลดลงต่ำกว่าศูนย์ แต่ในทางทฤษฎี ค่า L จะต้องอยู่ระหว่างศูนย์กับหนึ่ง ดังนั้นเราจึง winsorize ค่า L ให้เป็น

Lˉij=max⁡{Lij,0}\bar{L}_{ij} = \max\{L_{ij}, 0\}Lˉij​=max{Lij​,0}

สุดท้าย เราต้องการวัดระดับการแข่งขัน แต่ Lerner index วัดระดับการผูกขาด ซึ่งเป็นด้านกลับของการแข่งขัน เราจึงนิยาม TCI ดังนี้

TCIij=1−LˉijTCI_{ij} = 1 - \bar{L}_{ij}TCIij​=1−Lˉij​

เมื่อเป็นเช่นนี้ TCI จึงมีค่าอยู่ระหว่างศูนย์กับหนึ่ง โดยหนึ่งหมายถึงผู้ประกอบการอยู่ในสภาวะแข่งขันสมบูรณ์ ยิ่งค่า TCI เข้าใกล้ศูนย์ยิ่งแสดงว่าผู้ประกอบการมีอำนาจตลาดใกล้เคียงกับการผูกขาด (อุตสาหกรรมยังสามารถถูกผูกขาดได้แม้ว่าค่า TCI จะไม่เป็นศูนย์)

อย่างไรก็ดี TCI ยังคงมีข้อจำกัดตรงที่เราไม่สามารถหาค่าดัชนีของธุรกิจนอกระบบได้ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่สามารถสร้าง TCI ในระดับอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ได้ แต่เรายังพอจะสร้าง TCI สำหรับอุตสาหกรรมในระบบได้ดังนี้

TCIj=∑i(TCIij×sij)∑isijTCI_j = \frac{\sum_i (TCI_{ij} \times s_{ij})} {\sum_i s_{ij}}TCIj​=∑i​sij​∑i​(TCIij​×sij​)​

sijs_{ij}sij​ คือส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการ i ในอุตสาหกรรม j โดยส่วนแบ่งดังกล่าวอาจจะเป็นส่วนแบ่งจากทั้งตลาดหรือเฉพาะตลาดในระบบก็ได้ (แต่ต้องใช้นิยามเดียวกันตลอดการคำนวณ)

เอกสารอ้างอิง

Aghion, P., Bloom, N., Blundell, R., Griffith, R., & Howitt, P. (2005). Competition and Innovation: an Inverted-U Relationship. The Quarterly Journal of Economics, 120(2), 701–728.
Boone, J. (2008). A New Way to Measure Competition. The Economic Journal, 118(531), 1245–1261.
Bresnahan, T. F. (1982). The Oligopoly Solution Concept is Identified. Economics Letters, 10(1–2), 87–92.
De Loecker, J., & Warzynski, F. (2012). Markups and Firm-Level Export Status. American Economic Review, 102(6), 2437–2471.
Lau, L. J. (1982). On Identifying the Degree of Competitiveness from Industry Price and Output Data. Economics Letters, 10(1–2), 93–99.
พัชรสุทธิ์ สุจริตตานนท์
พัชรสุทธิ์ สุจริตตานนท์
VA Partners
ดล ตะวันพิทักษ์
ดล ตะวันพิทักษ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ฉัตร คำแสง
ฉัตร คำแสง
101 Public Policy Think Tank (101 PUB)
Topics: Industrial Organization
Tags: competitionthai economymarket powerlerner index
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email