Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
Discussion Paper ล่าสุด
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
เงินเฟ้อไทยมาจากไหน? Shock แบบไหนที่ธนาคารกลางควรกังวล?
aBRIDGEd ล่าสุด
เงินเฟ้อไทยมาจากไหน? Shock แบบไหนที่ธนาคารกลางควรกังวล?
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
The Curse of a Strong Dollar
งานสัมมนาล่าสุด
The Curse of a Strong Dollar
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
งานสัมมนาล่าสุด
Who Gets It Wrong? Inflation Dynamics Following a Misperceived Energy Price Shock
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”
ประกาศล่าสุด
ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/97ce62fea1ca4392714eb08f36552fa5/41624/cover.jpg
1 ตุลาคม 2569
20261790812800000

เงินเฟ้อไทยมาจากไหน? Shock แบบไหนที่ธนาคารกลางควรกังวล?

ธนาคารกลางจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยทุกครั้งที่เงินเฟ้อสูงหรือไม่? บทความนี้มองลึกไปกว่าตัวเลขเงินเฟ้อรวม เพื่อศึกษาว่า shock ต่าง ๆ กระทบราคาสินค้าและบริการในวงกว้างหรือไม่ และทำให้เงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับสูงได้นานเพียงใด
พิม มโนพิโมกษ์นุวัต หนูขวัญ
เงินเฟ้อไทยมาจากไหน? Shock แบบไหนที่ธนาคารกลางควรกังวล?
excerpt

ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อโลกและไทยกลับมาสูงและผันผวนอีกครั้ง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อ (shock) ที่มีขนาดใหญ่ ซับซ้อนและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ทำให้หน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาของธนาคารกลางมีความท้าทายขึ้น บทความนี้ให้ความสำคัญกับที่มาของ shock ที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อไทยเพื่อทำความเข้าใจว่า shock เหล่านี้ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการแตกต่างกันอย่างไร โดยศึกษาถึงผลกระทบของปัจจัยมหภาคและปัจจัยเฉพาะสินค้าต่อราคาสินค้าและบริการรายย่อย 231 รายการ ผลวิจัยพบว่า แม้ปัจจัยเฉพาะสินค้ามีบทบาทสูงต่อความผันผวนของราคาสินค้ารายย่อย แต่ผลกระทบมักคลี่คลายได้ในระยะสั้น ในขณะที่ปัจจัยมหภาคมีการส่งผ่านที่กว้างและยืดเยื้อกว่าจึงมีบทบาทสำคัญต่อเงินเฟ้อในภาพรวม ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแหล่งที่มาของปัจจัยมหภาค พบว่า ปัจจัยภายนอกประเทศมีอิทธิพลต่อเงินเฟ้อไทยค่อนข้างมาก แต่ผลกระทบส่วนใหญ่จะส่งผ่านมายังราคาพลังงานในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเกิด shock ด้านอุปทานที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศที่มาจากด้านอุปสงค์ มักมีการส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้างและส่งผลต่อเงินเฟ้อยืดเยื้อกว่า ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินนโยบายการเงินของไทยในอดีตที่ธนาคารกลางให้ความสำคัญในการตอบสนองต่อ shock ด้านอุปสงค์มากกว่า shock ด้านอุปทาน

เงินเฟ้อไทยและการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่านมา

ในช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อโลกและไทยกลับมาสูงและผันผวนอีกครั้ง หลังจากอยู่ในระดับต่ำมากว่าทศวรรษ สาเหตุสำคัญมาจากผลกระทบของปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อ (shock) ต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่ ซับซ้อน และเกิดบ่อยขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกประเทศทั้งจากด้านอุปสงค์ อาทิ ความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเปิดเมืองหลังวิกฤตโควิด-19 และจากด้านอุปทาน เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลกจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงล่าสุด เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคามีความท้าทายขึ้น

การดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมจำเป็นต้องเข้าใจทั้งแหล่งที่มาและลักษณะของ shock ที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อ เนื่องจาก shock แต่ละประเภทมีการส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในระดับย่อย และส่งผลต่อเงินเฟ้อในภาพรวมแตกต่างกัน โดยทั่วไป ธนาคารกลางจะให้ความสำคัญกับ shock ที่ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง (broad-based) และมีแนวโน้มทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (persistent) เนื่องจากอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจ ในทางกลับกัน หากการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อเกิดจาก shock ที่มีแนวโน้มชั่วคราวและไม่ส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ ธนาคารกลางอาจเลือกที่จะมองผ่าน (look through) ความผันผวนดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องตอบสนองด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

แบบจำลองเพื่อศึกษาการส่งผ่านของ shock ต่อเงินเฟ้อไทย

ในงานวิจัย Nookhwun & Manopimoke (2023) นักวิจัยใช้แบบจำลอง Factor-augmented VAR (FAVAR) เพื่อศึกษาการส่งผ่านของ shock ที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อไทย โดยใช้ราคาสินค้าและบริการรายย่อย 231 รายการ ที่กระทรวงพาณิชย์ใช้ในการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2002 จนถึงไตรมาสที่ 4 ของปี 20191 โดยในแบบจำลองแบ่งปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่

  1. ปัจจัยเฉพาะสินค้า (sector-specific shock) ซึ่งส่งผลต่อราคาสินค้าหรือบริการบางประเภทเท่านั้น เช่น สภาพอากาศที่กระทบราคาผักและผลไม้ มาตรการอุดหนุนค่าน้ำหรือค่าไฟ และการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ เป็นต้น
  2. ปัจจัยร่วม (common shock) หรือปัจจัยมหภาค ซึ่งส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง ซึ่งมีทั้งหมด 7 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายในประเทศซึ่งประกอบด้วย shock ด้านอุปสงค์และอุปทาน นโยบายการเงิน และค่าเงินบาท และปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่งประกอบด้วย shock ด้านอุปสงค์และอุปทานโลก และการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน

ปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อแต่ละประเภทมีผลต่อทั้งความผันผวน (volatility) และ ความต่อเนื่อง (persistence) ของเงินเฟ้อ รวมถึงการส่งผ่านไปสู่ราคาในระดับย่อยแตกต่างกัน งานศึกษานี้จึงมุ่งตอบคำถามสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  1. Shock ประเภทใดมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเงินเฟ้อไทย ทั้งในระดับราคาสินค้าและบริการรายย่อย และเงินเฟ้อในภาพรวม
  2. ปัจจัยมหภาคแต่ละประเภท ไม่ว่าจะมีแหล่งที่มาจากในหรือนอกประเทศ หรือมาจากด้านอุปสงค์หรืออุปทาน มีการส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการแตกต่างกันอย่างไร
  3. นโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา ตอบสนองต่อ shock แต่ละประเภทแตกต่างกันหรือไม่ และอย่างไร

Shock ประเภทใดมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเงินเฟ้อไทย?

หากพิจารณาความผันผวนเงินเฟ้อไทยในภาพรวม จะเห็นได้จากรูปที่ 1 ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปผันผวนตามหมวดพลังงานเป็นสำคัญ และรองลงมาเป็นหมวดอาหารสด ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีความผันผวนน้อย และหากพิจารณาลึกลงไปอีกจะเห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปผันผวนน้อยกว่าราคาสินค้าและบริการที่ระดับย่อยค่อนข้างมาก โดยความผันผวนเฉลี่ยของราคาสินค้าและบริการที่ระดับย่อยสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปตัวรวมถึง 3 เท่า

ราคาสินค้าและบริการรายย่อยผันผวนตามปัจจัยเฉพาะสินค้า

เมื่อพิจารณาถึงแหล่งที่มาของความผันผวนราคาสินค้าและบริการในระดับย่อย พบว่า ราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยเฉพาะสินค้า โดยปัจจัยเฉพาะสินค้าสามารถอธิบายความผันผวนของราคาสินค้าและบริการรายย่อยได้โดยเฉลี่ยถึง 85% โดยเฉพาะราคาสินค้าอาหารสดที่มักได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศหรือโรคระบาด ขณะที่สินค้าในหมวดพื้นฐาน โดยเฉพาะสินค้าคงทนและบริการ สัดส่วนดังกล่าวสูงถึง 82% สอดคล้องกับงานศึกษาของ Manopimoke et al. (2022) ที่พบว่าปัจจัยเฉพาะสินค้ามีบทบาทสูงต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการของไทยตั้งแต่ปี 2543 เช่นเดียวกับงานศึกษาของ Reis & Watson (2010) กับ Borio et al. (2021) ในกรณีของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของไทย ราคาพลังงานเป็นข้อยกเว้นที่สำคัญ โดยปัจจัยเฉพาะสินค้าอธิบายความผันผวนของราคาได้เพียงครึ่งหนึ่ง และหากพิจารณาเฉพาะราคาน้ำมันในประเทศ (ไม่รวม LPG และค่าไฟฟ้า) ปัจจัยเฉพาะสินค้าอธิบายการเปลี่ยนแปลงของราคาได้เพียง 30% เท่านั้น สะท้อนว่า แม้ราคาสินค้าส่วนมากในตะกร้าเงินเฟ้อไทยมีปัจจัยเฉพาะสินค้าเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ราคาพลังงานมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยมหภาคสูงตามอิทธิพลของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

รูปที่ 1: ความผันผวนและที่มาของความผันผวนเงินเฟ้อไทย
Variance decompositionStandard deviation
(%)
Sector-specific shockCommon shock
Aggregate inflation series
Headline33%67%0.83
Core42%58%0.3
Raw food--1.7
Energy--6.08
Disaggregated price series
All items85%15%2.37
Raw food prices86%14%4.59
Energy prices49%51%7.34
EnergyX* prices30%70%7.88
Core prices82%18%0.74
หมายเหตุ: ความผันผวนแสดงโดย standard deviation และแหล่งที่มาของความผันผวน โดยแบ่งเป็นปัจจัยเฉพาะสินค้า (sector-specific shock) และปัจจัยร่วม (common shock) โดยในกรณีของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อยจะแสดงค่าเฉลี่ยที่ถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการนั้น ๆ ในตะกร้าสินค้าผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์ปี 2564 *EnergyX คือราคาสินค้าหมวดพลังงาน ไม่รวม LPG และค่าไฟ

ปัจจัยมหภาคเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเงินเฟ้อในภาพรวม

แม้ปัจจัยเฉพาะสินค้าจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อย แต่ปัจจัยมหภาคกลับเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเงินเฟ้อในภาพรวม โดยปัจจัยมหภาคสามารถอธิบายความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานได้ถึง 67% และ 58% ตามลำดับ เนื่องจากปัจจัยเฉพาะสินค้ามักมีความผันผวนสูงทั้งในด้านบวกและด้านลบและจำกัดอยู่ในสินค้าบางประเภท จึงมีแนวโน้มหักล้างกันเมื่อรวมเป็นเงินเฟ้อในภาพรวม ขณะที่ปัจจัยมหภาคสามารถส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการหลายประเภทในทิศทางเดียวกัน จึงมีบทบาทสำคัญกว่าในการขับเคลื่อนเงินเฟ้อในภาพรวม

ปัจจัยมหภาคใดสำคัญต่อเงินเฟ้อไทยในภาพรวม?

เมื่อพิจารณาปัจจัยมหภาคทั้ง 7 ประเภท (รูปที่ 2) พบว่า ปัจจัยมหภาคที่มีแหล่งที่มาจากต่างประเทศมีบทบาทสำคัญต่อความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และสามารถอธิบายความผันผวนได้กว่า 40% สอดคล้องกับลักษณะของเศรษฐกิจไทยที่เป็นเศรษฐกิจเปิดและมีขนาดเล็ก โดยปัจจัยต่างประเทศส่วนใหญ่มาจากปัจจัยด้านอุปสงค์โลกและราคาน้ำมันโลก (Global demand and oil price shock) ซึ่งรวมกันอธิบายความผันผวนได้ถึง 35% ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศมีบทบาทน้อยกว่าเพียง 26% โดยเฉพาะปัจจัยด้านอุปสงค์ในประเทศที่มีบทบาทจำกัดเพียง 5% สอดคล้องกับงานวิจัยในระยะหลังที่พบว่า ความเชื่อมโยงระหว่างเงินเฟ้อกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศตามกรอบ Phillips curve อ่อนแอลงเมื่อเทียบกับอดีต ซึ่งสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจไม่ได้เร่งตัวตาม

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยมหภาคที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อพื้นฐานกลับแตกต่างจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป โดยบทบาทของปัจจัยต่างประเทศลดลงเนื่องจากผลกระทบของปัจจัยต่างประเทศส่วนใหญ่จำกัดอยู่ที่หมวดพลังงาน ขณะที่ปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะด้านอุปทานมีบทบาทมากขึ้น และสามารถอธิบายความผันผวนของเงินเฟ้อพื้นฐานได้ถึง 36% สะท้อนว่า ปัจจัยในประเทศยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเงินเฟ้อไทยโดยเฉพาะในส่วนของเงินเฟ้อพื้นฐานที่ธนาคารกลางมักใช้ในการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อ

รูปที่ 2: แหล่งที่มาของความผันผวนเงินเฟ้อไทย
หมายเหตุ: รูปแสดงแหล่งที่มาของความผันผวนราคาสินค้าและบริการในระดับย่อย และอัตราเงินเฟ้อในภาพรวม โดยแบ่งปัจจัยขับเคลื่อนออกเป็นปัจจัยเฉพาะสินค้า (sector-specific shock) และปัจจัยมหภาค (common shock) 7 ปัจจัย โดยในกรณีของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อย รูปจะแสดงค่าเฉลี่ยที่ถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการนั้น ๆ ในตะกร้าสินค้าผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์ปี 2564

Shock ไหนมีผลยืดเยื้อ?: ปัจจัยเฉพาะสินค้าหรือปัจจัยมหภาค

นอกจากจะพิจารณาว่า shock ประเภทใดมีบทบาทสำคัญต่อความผันผวนเงินเฟ้อแล้ว ยังต้องคำนึงถึงว่า shock เหล่านั้นส่งผลต่อเงินเฟ้อนานเพียงใด เพราะหากผลของ shock คลี่คลายได้เร็ว ก็อาจมีนัยต่อนโยบายการเงินจำกัด ในขณะที่ shock ที่ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นหรือลงต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อและมีนัยต่อนโยบายการเงิน ซึ่งจากผลการศึกษาในรูปที่ 3 พบว่า ปัจจัยเฉพาะสินค้ามักส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงสั้น โดยเมื่อเกิด shock ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงทันทีก่อนที่จะทรงตัว ในขณะที่ปัจจัยมหภาคสามารถทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวต่อเนื่องได้ โดยผลกระทบจะค่อย ๆ ส่งผ่านไปจนกว่าราคาจะปรับเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ จึงสะท้อนว่า นอกจากปัจจัยมหภาคจะสามารถอธิบายความผันผวนของเงินเฟ้อในภาพรวมได้มากกว่า ยังส่งผลต่อเงินเฟ้อได้ค่อนข้างยืดเยื้อด้วย

รูปที่ 3: การตอบสนองของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อยต่อปัจจัยเฉพาะสินค้าและปัจจัยมหภาค

การตอบสนองของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อยต่อปัจจัยเฉพาะสินค้าและปัจจัยมหภาค

หมายเหตุ: รูปแสดง impulse response ของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อย 231 รายการต่อปัจจัยเฉพาะสินค้า (sector-specific shock) (รูปซ้าย) และต่อปัจจัยมหภาค (common shock) (รูปขวา) ขนาด 1 SD เส้นทึบสีดำแสดงค่าเฉลี่ยของการตอบสนองของราคาสินค้าและบริการทั้งหมดถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการนั้น ๆ ในตะกร้าสินค้าผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์ปี 2564

ปัจจัยมหภาคแต่ละประเภทส่งผ่านไปยังราคาสินค้าต่างกันอย่างไร?

เมื่อพบว่าปัจจัยมหภาคมีบทบาทสำคัญต่อทั้งความผันผวนของเงินเฟ้อในภาพรวม และความต่อเนื่องของการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการในระดับย่อยแล้ว คำถามสำคัญ 3 คำถามต่อมาคือ

  1. ปัจจัยมหภาคแต่ละประเภทส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการกลุ่มใดเป็นหลัก
  2. การส่งผ่านมีลักษณะกระจายตัวไปสู่ราคาสินค้าเป็นวงกว้าง (broad-based) หรือกระจุกตัวอยู่ในสินค้าบางกลุ่ม
  3. ผลกระทบต่อราคาดังกล่าวเกิดขึ้นนานเพียงใด (persistence)

ราคาสินค้าหรือบริการใดได้รับผลกระทบ

ประการแรก ช่องทางการส่งผ่านแตกต่างกันไปตามแหล่งที่มาของ shock โดยผลการศึกษาพบว่า กลุ่มสินค้าที่ตอบสนองต่อปัจจัยภายในประเทศมักเป็นกลุ่มอาหารเป็นหลัก โดยเฉพาะอาหารสด (รูปที่ 4a) อย่างไรก็ดี shock ต่ออัตราแลกเปลี่ยนมีช่องทางการส่งผ่านที่แตกต่างออกไป โดยจะส่งผลต่อราคาน้ำมันในประเทศเป็นลำดับแรกก่อนที่จะทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในกลุ่มอาหารในระยะต่อมา การส่งผ่านดังกล่าวจึงสะท้อนถึงความยืดหยุ่น (flexibility) ในการปรับราคาของสินค้ากลุ่มอาหารและพลังงานเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าประเภทอื่น

สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่าราคาน้ำมันในประเทศเป็นช่องทางหลักในการส่งผ่านมายังเงินเฟ้อ ดังแสดงในรูปที่ 4b แต่กลไกการส่งผ่านแตกต่างกันตามประเภทของ shock กล่าวคือ global demand shock ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์โลก จะกระทบต่อราคาน้ำมันผ่านความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ขณะที่ global supply shock ซึ่งเกิดจากปัจจัยด้านอุปทานโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงของประสิทธิภาพการผลิตหรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก แม้จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งทั่วโลก แต่ก็อาจส่งผลทางอ้อมต่อราคาน้ำมันผ่านการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก ส่วน oil price shock มีช่องทางการส่งผ่านมายังราคาน้ำมันโลกโดยตรง เช่น จากการปรับกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก

รูปที่ 4: การตอบสนองของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อยต่อปัจจัยมหภาค

การตอบสนองของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อยต่อปัจจัยมหภาค

หมายเหตุ: รูปแสดง impulse response ของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อย 231 รายการต่อปัจจัยมหภาค (common shock) ต่าง ๆ 7 ปัจจัย ขนาด 1 SD ทั้งนี้ สินค้าและบริการในระดับย่อยแบ่งเป็นอาหารสด (สีเขียว) พลังงาน (สีแดง) และกลุ่มพื้นฐาน (สีน้ำเงิน) เส้นทึบหนาแสดงค่าเฉลี่ยของการตอบสนองของราคาสินค้าและบริการในกลุ่มต่าง ๆ ถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการนั้น ๆ ในตะกร้าสินค้าผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์ปี 2564 ขณะที่เส้นประสีดำแสดงค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาสินค้าและบริการทั้งหมด

การส่งผ่านกระจายเป็นวงกว้างหรือกระจุกตัว

ประการที่สอง ปัจจัยมหภาคบางประเภทสามารถส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้างได้ โดย Nookhwun & Manopimoke (2023) พบว่าโดยรวมแล้ว ปัจจัยภายในประเทศ ยกเว้นความผันผวนของค่าเงินบาท ส่งผลต่อราคาสินค้าในวงกว้างกว่าปัจจัยภายนอกประเทศ สะท้อนจากการที่ราคาสินค้าและบริการกว่าครึ่งหนึ่งของตะกร้า CPI ตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญ (รูปที่ 5) ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบผลกระทบของ shock ในไตรมาสที่ 1 กับ 8 ไตรมาสข้างหน้า จะเห็นว่า สัดส่วนของสินค้าที่ได้รับผลกระทบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะปานกลางในกรณีของปัจจัยด้านอุปสงค์และนโยบายการเงิน ขณะที่ในกรณีของปัจจัยด้านอุปทาน สัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มลดลง สะท้อนว่าปัจจัยด้านอุปทานส่งผลต่อราคาสินค้าบางกลุ่มเพียงแค่ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี แม้ปัจจัยภายในประเทศจะส่งผลต่อราคาสินค้าในวงกว้างกว่าปัจจัยต่างประเทศ แต่โดยรวมแล้ว การส่งผ่านยังมีขอบเขตค่อนข้างจำกัด โดยส่งผ่านไปเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของตะกร้า CPI ส่วนหนึ่งเป็นการสะท้อนว่า เมื่อเกิด shock เงินเฟ้อคาดการณ์ของประชาชนและธุรกิจในไทยยึดเหนี่ยวได้ค่อนข้างดี ทำให้แรงกดดันด้านราคาจาก shock ไม่กระจายไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง

รูปที่ 5: สัดส่วนของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อยที่ตอบสนองต่อปัจจัยมหภาค
หมายเหตุ: รูปแสดงสัดส่วนของราคาสินค้าและบริการในระดับย่อยรวม 231 รายการที่ตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญต่อปัจจัยมหภาค (common shock) ต่าง ๆ 7 ปัจจัย โดยพิจารณาการตอบสนองของราคาภายหลังจากที่เกิด shock ทันทีไปจนถึง 8 ไตรมาสข้างหน้า ทั้งนี้ สัดส่วนของราคาสินค้าและบริการคำนวณมาจากน้ำหนักของสินค้าและบริการนั้น ๆ ในตะกร้าสินค้าผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์ปี 2564

หากพิจารณาเฉพาะปัจจัยต่างประเทศ ปัจจัยด้านอุปสงค์โลก (global demand shock) มีการส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้างที่สุด โดยสัดส่วนราคาที่ตอบสนองต่อ shock เพิ่มขึ้นจากประมาณ 45% หลังเกิด shock เป็น 55% ในระยะ 2 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับการส่งผ่านของปัจจัยภายในประเทศ ขณะที่ปัจจัยด้านอุปทานมีการส่งผ่านที่จำกัดกว่ามาก โดยเฉพาะ oil price shock ที่แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป แต่ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการเพียงประมาณ 29% ของตะกร้า CPI ในระยะสั้น และลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ในระยะปานกลาง ผลดังกล่าวสะท้อนว่าขนาดของผลกระทบต่อเงินเฟ้อในภาพรวมไม่ได้สะท้อนความกว้างของการส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการเสมอไป กล่าวคือ แม้ว่าทั้ง global demand และ oil price shock จะมีบทบาทที่สูงต่อเงินเฟ้อผ่านช่องทางราคาน้ำมันในประเทศ (รูป 4b) แต่มีเพียง global demand shock ที่ทำให้ราคาสินค้าและบริการทยอยปรับตัวในวงกว้าง ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการปรับราคา เช่น เศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลบวกจากอุปสงค์โลกที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านต้นทุนราคาน้ำมันไปยังราคาผู้บริโภค

ผลกระทบยืดเยื้อเพียงใด

สุดท้าย ระยะเวลาที่ shock ส่งผลต่อเงินเฟ้อก็แตกต่างกันตามแหล่งที่มา โดยปัจจัยภายในประเทศมีแนวโน้มส่งผลต่อเงินเฟ้อไทยได้ยืดเยื้อกว่า รูปที่ 6 แสดงให้เห็นว่าความหนืด (persistence) ของเงินเฟ้อจะสูงกว่าเมื่อเผชิญกับปัจจัยมหภาคในประเทศเมื่อเทียบกับปัจจัยต่างประเทศ สอดคล้องกับผลการศึกษาข้างต้นที่พบว่า ปัจจัยภายในประเทศมีแนวโน้มการส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการได้ในวงกว้างกว่า ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อมีความยืดเยื้อ ขณะที่การส่งผ่านของปัจจัยต่างประเทศนั้นค่อนข้างจำกัด ทำให้เงินเฟ้อคลี่คลายได้เร็วกว่า นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยต่างประเทศด้วยกันเอง ผลวิจัยพบว่า Global demand shock ส่งผลต่อเงินเฟ้อยืดเยื้อกว่า shock ภายนอกประเทศประเภทอื่นเล็กน้อย

รูปที่ 6: ค่าความหนืด (persistence) ของอัตราเงินเฟ้อไทยเมื่อเผชิญกับปัจจัยมหภาค
หมายเหตุ: รูปแสดงค่าความหนืด (persistence) ของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเผชิญกับปัจจัยมหภาค (macro shock) ต่าง ๆ 7 ปัจจัย โดยคำนวณมาจากค่า autocorrelation ของการตอบสนองของอัตราเงินเฟ้อไทยต่อปัจจัยมหภาคต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 120 ไตรมาส

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าปัจจัยมหภาคที่มีแหล่งที่มาจากภายในประเทศส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการรายย่อยในลักษณะที่กระจายตัวเป็นวงกว้างมากกว่า และก่อให้เกิดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศ มีเพียงปัจจัยด้านอุปสงค์โลกที่ส่งผลต่อราคาได้เป็นวงกว้าง ดังนั้น ธนาคารกลางจึงอาจตัดสินใจรับมือกับ shock ต่อเงินเฟ้อประเภทต่าง ๆ แตกต่างกัน

ธนาคารกลางรับมือกับ shock ต่อเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมาอย่างไร?

ในช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อไทยเผชิญกับ shock หลายประเภทตามที่จำแนกในรูปที่ 7 โดยจะเห็นได้ว่า ในช่วงที่เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น แรงกดดันส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอกประเทศ แต่ลักษณะของ shock แตกต่างกันในแต่ละช่วง ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2565 ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 8% แรงกดดันส่วนหนึ่งมาจาก global demand shock จากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตโควิด-19 ซึ่งผลการศึกษาพบว่าเป็น shock ที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้างและมีความต่อเนื่องมากกว่า shock ด้านอุปทาน ในช่วงดังกล่าว ธนาคารกลางได้ทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพื่อดูแลแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ในช่วงล่าสุด แรงกดดันเงินเฟ้อส่วนหนึ่งมาจาก oil price shock จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลการศึกษาพบว่ามีการส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่น ๆ ค่อนข้างจำกัดและมีแนวโน้มคลี่คลายได้เร็วกว่า อีกทั้งปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยเฉพาะในสินค้ากลุ่มน้ำมันดีเซล ธนาคารกลางจึงสามารถ look-through แรงกดดันดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

รูปที่ 7: ปัจจัยขับเคลื่อนอัตราเงินเฟ้อไทยตั้งแต่ปี 2551–2569
หมายเหตุ: รูปแสดงแหล่งที่มาของการเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย (%QoQ) โดยแบ่งปัจจัยขับเคลื่อนออกเป็นปัจจัยเฉพาะสินค้า (sector-specific shock) และปัจจัยมหภาค (common shock) 7 ปัจจัย เส้นประสีดำแสดงอัตราเงินเฟ้อในภาพรวมซึ่งคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการ 231 รายการที่ใช้ในงานศึกษาของ Nookhwun & Manopimoke (2023)

เหตุการณ์ทั้งสองสะท้อนว่า แม้เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นเร็วและแรงทั้งสองช่วงแต่การดำเนินนโยบายการเงินอาจแตกต่างกันตามแหล่งที่มาของ shock โดยธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อทุกครั้ง แต่ให้ความสำคัญกับแรงกดดันที่มีแนวโน้มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง และอาจทำให้เงินเฟ้ออยู่นอกกรอบเป้าหมายเป็นระยะเวลานาน งานวิจัยของ Nookhwun & Manopimoke (2023) จึงประมาณค่า Taylor Rule (Hofmann et al., 2024) โดยใช้ปัจจัยมหภาคที่จำแนกมาจากแบบจำลอง FAVAR แทนค่าเงินเฟ้อตัวรวมในแบบจำลอง เพื่อทำความเข้าใจว่าธนาคารกลางมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในช่วงที่ผ่านมาเพื่อตอบสนองต่อปัจจัยมหภาคที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร

ผลการศึกษาในรูปที่ 8 ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารกลางคำนึงถึงแหล่งที่มาของเงินเฟ้อในการดำเนินนโยบาย โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อการเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อมาจากฝั่งอุปสงค์ แต่ไม่ตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวที่มาจากปัจจัยด้านอุปทาน และเมื่อแยกแยะปัจจัยด้านอุปสงค์เพิ่มเติมออกเป็นปัจจัยที่มาจากภายในและภายนอกประเทศ พบว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่เพียงตอบสนองต่อปัจจัยด้านอุปสงค์ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่มาจากปัจจัยด้านอุปสงค์โลกด้วยเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของ shock ดังกล่าวที่ส่งผ่านมายังราคาสินค้าและบริการในประเทศในวงกว้าง โดยเฉพาะในระยะปานกลาง นอกจากนี้ ปัจจัยด้านอุปสงค์ยังส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินเมื่อเกิด shock ด้านอุปสงค์ ไม่จำเป็นต้องเผชิญกับ trade-off ระหว่างการดูแลเงินเฟ้อกับการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ในทางตรงกันข้าม อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญต่อปัจจัยด้านอุปทาน เนื่องจากผลกระทบของ shock ประเภทนี้มักกระจุกตัวอยู่ในสินค้าบางกลุ่มโดยเฉพาะในกลุ่มน้ำมัน และมีแนวโน้มคลี่คลายได้เมื่อเวลาผ่านไป การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชดเชยการเพิ่มขึ้นของราคาจากปัจจัยด้านอุปทานโดยตรงจึงอาจไม่ช่วยลดแรงกดดันด้านราคาได้มากนัก ในขณะที่อาจไปเพิ่มต้นทุนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น ผลดังกล่าวสอดคล้องกับงานของ Hofmann et al. (2024) ซึ่งศึกษาในกรณีของสหรัฐฯ และพบว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะ look through ความผันผวนของเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งอุปทานเช่นกัน

รูปที่ 8: ผลการประมาณค่า Taylor Rule ของนโยบายการเงินไทย
(1)(2)(3)(4)(5)(6)
Lagged policy rate0.89***
(0.00)
0.86***
(0.00)
0.89***
(0.00)
0.83***
(0.00)
0.81***
(0.00)
0.84***
(0.00)
Inflation0.78***
(0.05)
1.42***
(0.09)
Demand-driven inflation1.07***
(0.11)
1.42***
(0.09)
Supply-driven inflation0.67
(0.21)
0.46
(0.42)
0.50
(0.01)
0.49
(0.01)
Domestic-demand-driven inflation2.57***
(0.39)
1.21
(1.06)
Global-demand-driven inflation0.77***
(0.04)
1.48***
(0.20)
Output gap0.23
(0.02)
0.33***
(0.01)
0.23
(0.02)
0.26**
(0.01)
0.12
(0.01)
0.27**
(0.02)
หมายเหตุ: ตารางแสดงค่าสัมประสิทธิ์ของสมการ Taylor Rule ซึ่งแสดงการตอบสนองของอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ออัตราเงินเฟ้อและช่องว่างของผลผลิต (output gap) โดยในงานศึกษาของ Nookhwun & Manopimoke (2023) พิจารณาทั้งอัตราเงินเฟ้อในภาพรวมและที่แบ่งแยกตามประเภทของปัจจัยขับเคลื่อน column ที่ 1, 3 และ 5 แสดงผลการตอบสนองต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ขณะที่ column ที่ 2, 4 และ 6 แสดงผลการตอบสนองต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน

บทสรุปและนัยเชิงนโยบาย

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและไทยทำให้หน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาของธนาคารกลางมีความท้าทายขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อได้รับผลกระทบจาก shock ที่มีขนาดใหญ่ ซับซ้อนและเกิดบ่อยครั้งขึ้น บทความนี้ให้ความสำคัญกับที่มาของ shock ที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อไทย เพื่อทำความเข้าใจว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการแตกต่างกันอย่างไร โดยข้อค้นพบมีนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงินอย่างน้อยสามประการ

ประการแรก การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการรายย่อยส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยเฉพาะและมีผลเพียงชั่วคราว จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของราคาในเชิงเปรียบเทียบ (relative price change) มากกว่าจะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในวงกว้าง นโยบายการเงินจึงไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อ shock เหล่านี้ เพราะอาจสร้างความผันผวนทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น แต่ควรให้น้ำหนักกับปัจจัยมหภาคที่ส่งผลเป็นวงกว้างและเป็นปัจจัยสำคัญต่อเงินเฟ้อในภาพรวมมากกว่า

ประการที่สอง แม้เป็น common shock นโยบายการเงินยังต้องพิจารณาแหล่งที่มาและกลไกการส่งผ่านของ shock ด้วย โดย shock จากด้านอุปทานมักส่งผลต่อเงินเฟ้อในวงจำกัดและคลี่คลายได้เร็ว ทำให้สามารถ look-through ได้ ขณะที่ shock ที่มาจากด้านอุปสงค์สามารถส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้างและต่อเนื่องกว่า ทำให้นโยบายการเงินจะต้องให้น้ำหนักกับ shock ด้านอุปสงค์

ประการที่สาม แม้เงินเฟ้อไทยจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ แต่การที่ shock อยู่นอกเหนือการควบคุมของไทยไม่ได้แปลว่านโยบายการเงินจะไม่สามารถมีบทบาทในการดูแลเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเมื่อ shock มีการส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้างและอาจทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อสูงค้างนาน เช่นในกรณีของ global demand shock ทั้งนี้ นโยบายการเงินสามารถเข้ามามีบทบาทในการรับมือกับผลกระทบได้ ผ่านการยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านราคากลายเป็นเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานจนควบคุมได้ยาก

เอกสารอ้างอิง

Borio, C., Disyatat, P., Xia, D., & Zakrajšek, E. (2021). Monetary policy, relative prices and inflation control: flexibility born out of success. BIS Quarterly Review, None(None), None.
Hofmann, B., Manea, C., & Mojon, B. (2024). Targeted Taylor rules: some evidence and theory (BIS Working Papers No. 1234). Bank for International Settlements.
Manopimoke, P., Nookhwun, N., & Jirophat, C. (2022). เจาะลึกเงินเฟ้อไทยผ่านข้อมูลราคาสินค้าและบริการรายย่อย (aBRIDGEd No. 11/2022). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
Nookhwun, N., & Manopimoke, P. (2023). Disaggregated Inflation Dynamics in Thailand: Which Shocks Matter? (Discussion Paper No. 211). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
Reis, R., & Watson, M. W. (2010). Relative Goods’ Prices, Pure Inflation, and the Phillips Correlation. American Economic Journal: Macroeconomics, 2(3), 128–157.

  1. ข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อผันผวนมากในช่วงวิกฤตโควิด-19 ผู้วิจัยจึงเลือกใช้ข้อมูลก่อนหน้านั้นในการศึกษา เพื่อลดผลกระทบจาก outlier และความผันผวนดังกล่าว↩
พิม มโนพิโมกษ์
พิม มโนพิโมกษ์
ธนาคารแห่งประเทศไทย
นุวัต หนูขวัญ
นุวัต หนูขวัญ
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Topics: MacroeconomicsMonetary Economics
Tags: inflationdisaggregated pricemacroeconomic shock
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email