Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Parenting Home Visitation versus Cash Transfers for Preschoolers: An RCT in Rural Thailand
Discussion Paper ล่าสุด
Parenting Home Visitation versus Cash Transfers for Preschoolers: An RCT in Rural Thailand
เมื่อระเบียบโลกเปลี่ยน: นัยต่อการค้า การลงทุน และกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ
PIER Blog ล่าสุด
เมื่อระเบียบโลกเปลี่ยน: นัยต่อการค้า การลงทุน และกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
IMF Economic Review Conference: Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order
งานประชุมวิชาการต่อไป
IMF Economic Review Conference: Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order
Global Fragmentation, Fiscal Policy, and Economic Growth: A Cross-country Analysis
งานสัมมนาล่าสุด
Global Fragmentation, Fiscal Policy, and Economic Growth: A Cross-country Analysis
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
ประกาศล่าสุด
PIER’s Targeted Research Grant 2026 – Call for Proposal
PIER Blogblog
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
/static/5fc987605b63f440008803633df35888/41624/cover.jpg
8 มิถุนายน 2569
20261780876800000
เศรษฐศาสตร์เข้า “ท่า”

เมื่อระเบียบโลกเปลี่ยน: นัยต่อการค้า การลงทุน และกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

นุวัต หนูขวัญฐิติ ทศบวร
เมื่อระเบียบโลกเปลี่ยน: นัยต่อการค้า การลงทุน และกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือในระดับภูมิภาค การค้าเสรี และระบบการเงินโลกที่เชื่อมโยงกัน คือเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างโอกาสให้แก่เศรษฐกิจโลก ทว่าวันนี้ระเบียบโลกดังกล่าวกำลังถูกท้าทายจากความแตกแยกในเศรษฐกิจโลกที่กำลังก่อตัว เมื่อประเด็นด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศ เข้ามามีน้ำหนักเหนือ "ประสิทธิภาพ" ทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ โจทย์สำคัญคือ ในสถานการณ์แบบนี้ ประเทศต่าง ๆ ควรปรับนโยบายอย่างไร เพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง “การคว้าประโยชน์จากการเชื่อมโยงโลก” ควบคู่ไปกับ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ให้ธุรกิจและภาคครัวเรือน ซึ่งประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันในเวทีวิชาการนานาชาติที่กรุงเทพฯ เดือนนี้

ระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

โลกกำลังเคลื่อนจากยุคที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2018 และทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงยุค "ทรัมป์ 2.0" ที่สหรัฐฯ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในวงกว้าง

ในขณะเดียวกัน อีกปรากฏการณ์สำคัญคือการกลับมาของนโยบายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่นำมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบและปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของตน โดยจำนวนของนโยบายอุตสาหกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2020 ขณะเดียวกัน บางประเทศนำมาตรการเศรษฐกิจเชิงบีบบังคับมาใช้ เช่น มาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมการส่งออก เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ1

ล่าสุด ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงต้นปี 2026 ทำให้เห็นชัดเจนว่าความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็วเพียงใด ผ่านทั้งการเร่งขึ้นของราคาน้ำมันและพลังงานอื่น ๆ รวมถึงการขาดแคลนปัจจัยการผลิต

ดังนั้น ระเบียบโลกที่เคยถูกค้ำจุนด้วยสถาบันพหุภาคี อย่างองค์การการค้าโลก (WTO) และข้อตกลงการค้าเสรีจำนวนมาก จึงกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก นโยบายเศรษฐกิจ การค้าและลงทุนในอนาคตกำลังถูกเชื่อมโยงไปที่ประเด็นด้านยุทธศาสตร์ชาติ ภูมิรัฐศาสตร์ และการสร้างอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้น

คลื่นกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ความแตกแยกในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ส่งออกเข้าถึงตลาดส่งออกยากขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้าหลายรูปแบบ การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องหาทางระบายสินค้าเมื่อถูกกีดกันจากตลาดส่งออกหนึ่ง รวมถึงมีการใช้นโยบายอุตสาหกรรมเพื่ออุดหนุนสินค้าของตน เม็ดเงินลงทุนและห่วงโซ่อุปทานโลกมีการโยกย้ายไปสู่ฐานการผลิตใหม่ นอกจากนี้ ธุรกิจต้องเผชิญความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งย่อมกระทบต่อการตัดสินใจผลิตและลงทุน

ไทยได้หรือเสียจากการแตกแยกของเศรษฐกิจโลก?

ความแตกแยกในเศรษฐกิจโลกเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อประเทศไทย ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์จากเป็นฐานการส่งออกสำคัญในภูมิภาค โดยเฉพาะไปที่สหรัฐฯ อีกทั้งมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาตั้งฐานการผลิตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่ปรับตัวอย่างจริงจัง ก็อาจสุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งจากนโยบายการค้าที่มีแนวโน้มกีดกันมากขึ้น2 จากการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน รวมถึงจากการที่ประเทศอื่น ๆ ล้วนต่างก็ต้องพัฒนาขีดความสามารถของตนให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการขยายตัวของการส่งออกก็อาจไม่มากเท่าที่ควร หากไทยยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในปริมาณมากหรือเป็นเพียงแค่ "ทางผ่าน" ในการส่งออกสินค้าของประเทศอื่น

ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความท้าทายทั้งหมดนี้ได้ดี คือผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ไม่ขยายตัวเลยตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมาแม้การส่งออกจะเร่งขึ้น สวนทางกับประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ (รูปที่ 1) ตอกย้ำถึงขีดความสามารถในการผลิตและแข่งขันของประเทศที่แย่ลง และเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งหาคำตอบ

รูปที่ 1: ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเทียบกับประเทศในภูมิภาค (ปรับฤดูกาล, มกราคม 2020 = 100)
ที่มา: CEIC, คำนวณโดย ธปท.หมายเหตุ: ข้อมูลของไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามปรับฤดูกาลโดย ธปท. ส่วนของประเทศอื่น ๆ เป็นข้อมูลที่ปรับฤดูกาลแล้วจาก CEIC

ความท้าทายต่อผู้ดำเนินนโยบาย

ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ทำให้ผู้ดำเนินนโยบายทุกประเทศจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป ความแตกแยกที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศให้แข็งแกร่งและทนทานต่อความผันผวนจากภายนอก ผ่านการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ผลิตภาพ รวมทั้งการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจ เช่น การกระจายตลาดส่งออกและแหล่งลงทุน การสะสมทุนสำรอง และการระมัดระวังไม่ก่อหนี้เกินตัว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือ ประเทศจะมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองอย่างไรโดยที่ไม่ไปลดทอนผลประโยชน์จากความร่วมมือกับต่างประเทศ รวมไปถึงจะวางแผนกลยุทธ์ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างไรที่จะสร้างประโยชน์ร่วมแก่ทุกฝ่าย

ร่วมหาคำตอบในงานประชุมวิชาการนานาชาติ

เพื่อตอบคำถามข้างต้น ธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) จึงร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติภายใต้หัวข้อ "Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order" ระหว่างวันที่ 11–12 มิถุนายน 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อถกเถียงผลกระทบจากระเบียบโลกที่เปลี่ยนไปต่อการค้า การลงทุน และกลยุทธ์ด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ

ในงานจะมีการนำเสนองานวิจัยรวม 12 บทความจากนักวิชาการชั้นนำจากต่างประเทศ ซึ่งครอบคลุมหัวข้อตั้งแต่นโยบายอุตสาหกรรม ภูมิรัฐศาสตร์กับความแตกแยกในเศรษฐกิจโลก มาตรการคว่ำบาตร ไปจนถึงเรื่องการเงินดิจิทัลและความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีปาฐกถาโดยศาสตราจารย์ Şebnem Kalemli-Özcan จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ในหัวข้อ “Economic Policies for a Globally Interdependent and Geopolitically Fragmented World”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้คือเวทีเสวนาหัวข้อ "Policy in a World of Strategic Interdependence" ซึ่งมุ่งตอบคำถามที่ว่า ผู้ดำเนินนโยบายจะรักษาประโยชน์จากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ รวมถึงปรับตัวต่อระเบียบโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งจะต้องเน้นสร้างสมดุลระหว่างการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศตนกับการแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวมา โดยผู้เสวนาจะไล่เรียงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเศรษฐกิจโลกและถกถึงนัยเชิงนโยบายทั้งนโยบายเศรษฐกิจในระดับประเทศ ความร่วมมือระดับภูมิภาค รวมทั้งบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาและ IMF

งานประชุมวิชาการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ‘Road to Thailand’ ก่อนการประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้ และจะช่วยวางรากฐานความรู้เชิงวิชาการที่จะเป็นประโยชน์ต่อแนวคิดหลัก (theme) ของประเทศไทยในงานประชุมประจำปีที่ว่า “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”

ในยุคที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจถูกกำหนดด้วยยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศมากขึ้น คำถามเหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกประเทศ รวมถึงไทย ต้องเร่งหาคำตอบ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและ PIER มีแผนเผยแพร่สาระสำคัญจากปาฐกถาหลักและเวทีเสวนาเชิงนโยบายต่อสาธารณะภายหลังการประชุม เพื่อชวนทุกคนร่วมคิดและขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ปีข้างหน้าไปด้วยกัน


  1. ตัวอย่างของมาตรการ เช่น ในปี 2022 สหรัฐฯ ได้จำกัดการส่งออก Semiconductor ไปจีน ขณะที่ประเทศตะวันตกได้ใช้ทั้งมาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมการส่งออกกับรัสเซีย ภายหลังการรุกรานยูเครน↩
  2. เช่น ภาษีนำเข้าที่อาจสูงขึ้นอีกจากการสอบสวนมาตรา 301 หรือการกำหนดมาตรฐานสินค้าให้เข้มงวดขึ้น↩
นุวัต หนูขวัญ
นุวัต หนูขวัญ
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ฐิติ ทศบวร
ฐิติ ทศบวร
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Topics: International Trade
Tags: global supply chainglobal fragmentation
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email