
ทุกครั้งที่พูดถึงปัญหาของ SMEs ไทย “การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ” มักเป็นคำตอบแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการขาดหลักประกัน ประวัติทางการเงินที่จำกัด หรือเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด ข้อจำกัดเหล่านี้มีอยู่จริง แต่ยังมีอีกคำถามที่ไม่ค่อยถูกถาม คือ “สินเชื่อมีบทบาทต่อพัฒนาการของธุรกิจมากน้อยเพียงใด?”
งานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เรื่อง “เกิด เก่ง ก้าว แกร่ง: บทบาทของสินเชื่อในวงจรชีวิตของ SMEs” ตอบคำถามนี้ผ่านข้อมูลระดับกิจการ โดยมองว่าธุรกิจต้องการเงินทุนต่างกันไปตามช่วงชีวิต ตั้งแต่ช่วงเกิดที่ต้องประคองให้อยู่รอด ช่วงเก่งที่ต้องยกระดับผลิตภาพ ช่วงก้าวที่ต้องลงทุนขยายกิจการ จนถึงช่วงแกร่งที่กิจการมั่นคงและเงินทุนไม่ได้เป็นข้อจำกัดหลักอีกต่อไป
ข้อค้นพบสำคัญคือ สินเชื่อช่วยให้ SMEs “เกิด” และ “เก่ง” แต่ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้ “ก้าว” ไปสู่การขยายกิจการ โจทย์ของนโยบายจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การส่งเงินทุนให้ถึงธุรกิจที่มีศักยภาพในช่วงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่กับการแก้ข้อจำกัดด้านอื่นที่สินเชื่อแก้ไม่ได้
โจทย์นี้สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแรงส่งของ SMEs ต่อเศรษฐกิจไทยลดลงชัดเจน จากราว 1.9% ต่อปีก่อนโควิด เหลือราว 1% หลังโควิด ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีบทบาทใกล้เคียงเดิม ข้อมูลระดับกิจการชี้ว่า SMEs ติดขัดตลอดเส้นทาง ทั้งรอดยาก โดยราว 3 ใน 10 หยุดดำเนินงานภายใน 5 ปี โตยาก โดยกิจการที่เริ่มหลังปี 2013 มีรายได้ชะงักเมื่อดำเนินกิจการไปได้ประมาณ 5 ปี และหนี้สะสม โดยจำนวนกิจการที่มีหนี้เสียเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัญหารอดยากและโตยากเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของกิจการ ซึ่งเป็นช่วงที่กิจการเข้าถึงสินเชื่อได้ยากที่สุด ในกลุ่มกิจการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก งานศึกษา “Misallocation: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” ชี้ว่า SMEs ในกลุ่มดังกล่าวมีสินเชื่อเพียงราว 1 ใน 5 เทียบกับราว 60% ของธุรกิจขนาดใหญ่ และในกลุ่มเดียวกันนี้ กิจการอายุไม่เกิน 5 ปีเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์เพียงราว 12% เทียบกับกว่า 40% ของกิจการที่อยู่มานานกว่า 25 ปี ขณะที่สินเชื่อ SMEs โดยรวมหดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2022 ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของธุรกิจ แต่อยู่ที่ผู้ให้กู้ยังมองไม่เห็นศักยภาพของธุรกิจที่ยังใหม่
(2) สินเชื่อระบบ ธพ. รวมเครือ ภายใต้การกำกับของ ธปท. โดยขนาดสินเชื่อธุรกิจแบ่งตามนิยามปรับปรุงใหม่ของ สสว. ที่พิจารณาจากรายได้และการจ้างงานร่วมกับวงเงินสินเชื่อ ขณะที่สินเชื่อ non-bank ภายใต้การกำกับของ ธปท. ใช้นิยาม สสว. ที่อิงรายได้และการจ้างงาน
สำหรับกิจการที่เข้าถึงสินเชื่อได้ งานศึกษาประเมินบทบาทของสินเชื่อในสามช่วงแรกของวงจรชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่ข้อจำกัดด้านเงินทุนมีบทบาทสูง โดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของกิจการก่อนและหลังได้รับสินเชื่อ ระหว่างกลุ่มที่ได้รับสินเชื่อกับกลุ่มที่มีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกันแต่ยังไม่ได้รับสินเชื่อ วิธีการดังกล่าวช่วยควบคุมความแตกต่างที่มีอยู่เดิมระหว่างกิจการ ทำให้สามารถแยกผลของสินเชื่อได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผลการศึกษาสรุปได้ ดังนี้
- เกิด: การเข้าถึงสินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่สูงขึ้นในช่วงปีที่ 1–3 ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของเงินทุนในการรักษาสภาพคล่องของธุรกิจที่รายได้และเงินทุนสำรองยังจำกัด
- *เก่ง: การเข้าถึงสินเชื่อสัมพันธ์กับผลิตภาพ (Total Factor Productivity: TFP) ที่สูงขึ้นราว 4.2% โดยมาจากสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก ส่วนสินเชื่อระยะยาวยังไม่พบผลที่ชัดเจน
- ยังไม่ก้าว: ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าสินเชื่อทำให้รายได้หรือสินทรัพย์ของ SMEs เติบโตเร็วขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะวงเงินที่ได้รับยังเล็กเกินกว่าจะนำไปขยายกิจการ หรือการขยายกิจการยังติดข้อจำกัดอื่นนอกจากเงินทุน
| ช่วง | ผลลัพธ์ที่ดู | SMEs | ธุรกิจขนาดใหญ่ |
|---|---|---|---|
| เกิด | โอกาสอยู่รอด | ✔ มีผล (ช่วงปีที่ 1–3) | — ไม่ได้ประเมิน |
| เก่ง | ผลิตภาพ | ✔ มีผล (TFP +4.2% มาจากสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก) | ✖ ไม่ชัดเจน |
| ก้าว | รายได้ | ✖ ไม่ชัดเจน | ◐ มีผลเล็กน้อย |
| สินทรัพย์ | ✖ ไม่ชัดเจน | ✖ ไม่ชัดเจน |
ผลข้างต้นสะท้อนว่า บทบาทของสินเชื่อแตกต่างกันในแต่ละช่วงของวงจรชีวิต นโยบายสนับสนุน SMEs จึงไม่ควรถามเพียงว่า “จะทำอย่างไรให้ SMEs ได้สินเชื่อมากขึ้น?” แต่ควรถามต่อว่า “สินเชื่อควรไปถึงใคร เมื่อไร และเพื่ออะไร?” ซึ่งคำตอบแตกต่างกันไปในแต่ละระยะ
เกิด: ทำให้ผู้ให้กู้ “มองเห็นศักยภาพ” ธุรกิจอายุน้อยเข้าถึงสินเชื่อยาก เพราะผู้ให้กู้ประเมินศักยภาพไม่ได้เมื่อกิจการยังไม่มีประวัติทางการเงินหรือหลักประกัน นโยบายจึงควรเพิ่มข้อมูลที่ใช้ประเมินกิจการ เช่น ข้อมูลธุรกรรมการชำระเงิน ข้อมูลภาษี หรือข้อมูลการค้าในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับกลไกค้ำประกันสินเชื่อ เป้าหมายไม่ใช่การปล่อยสินเชื่อแบบทั่วถึง แต่คือทำให้สถาบันการเงินหรือธนาคารมองเห็นธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ยังใหม่และสามารถจัดสรรเงินทุนให้ได้
เก่ง: รักษาเงินทุนหมุนเวียนและเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นผลิตภาพ ผลของสินเชื่อต่อผลิตภาพปรากฏชัดจากสินเชื่อหมุนเวียน สะท้อนความสำคัญของการมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โจทย์จึงอยู่ที่การรักษาการไหลของเงินทุนหมุนเวียนให้ต่อเนื่อง มากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อทุกประเภท ขณะเดียวกัน ควรผูกเงินทุนหรือมาตรการด้านสินเชื่อเข้ากับการยกระดับขีดความสามารถ เช่น การปรับปรุงกระบวนการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้ “เงินทุน” เปลี่ยนเป็น “ผลิตภาพ” ได้จริง
ก้าว: สินเชื่อเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ข้อจำกัดของการขยายกิจการอาจอยู่ที่ตลาด การเข้าถึงห่วงโซ่มูลค่า ความสามารถในการแข่งขัน และระบบบริหารจัดการ รวมถึงกฎระเบียบที่ผูกสิทธิประโยชน์หรือภาระไว้กับเกณฑ์ขนาดกิจการ เมื่อการเติบโตข้ามเกณฑ์อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด บางกิจการจึงเลือกคงขนาดธุรกิจไว้แทนที่จะขยายกิจการเต็มศักยภาพ ดังนั้น การผลักดันให้ SMEs “ก้าว” จึงต้องใช้ทั้งมาตรการด้านการเงินและมาตรการที่เอื้อต่อการขยายกิจการ
และที่สำคัญ ควร “คัดแยก” ก่อน “ขยายการเข้าถึง” เพราะสินเชื่อไม่ได้ให้ผลดีเสมอไป โดยเฉพาะในกิจการที่มีภาระหนี้ต่อทุนสูงอยู่แล้ว การได้สินเชื่อเพิ่มกลับสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดที่ลดลง กิจการกลุ่มนี้อาจเหมาะกับการปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับรูปแบบธุรกิจมากกว่าการได้วงเงินเพิ่ม ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อจำนวน SMEs ที่มีหนี้เสียเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังที่เห็นในช่วงต้น
สุดท้าย ควรวัดความสำเร็จให้ตรงกับแต่ละช่วง ตัวชี้วัดของมาตรการไม่ควรหยุดอยู่ที่ปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยได้ แต่ควรดูผลลัพธ์ที่ตรงกับเป้าหมายของแต่ละช่วงของวงจรชีวิต ได้แก่ การอยู่รอดในช่วงเกิด ผลิตภาพในช่วงเก่ง และการขยายกิจการในช่วงก้าว เพื่อให้รู้ว่าสินเชื่อไปถึงกิจการที่ใช่และสร้างผลได้จริงหรือไม่
ข้อค้นพบจากงานศึกษานี้ชี้ว่า สินเชื่อมีบทบาท แต่บทบาทนั้นเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิตของธุรกิจ สินเชื่อสัมพันธ์กับโอกาสอยู่รอดและผลิตภาพที่สูงขึ้น แต่ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่การขยายกิจการ เป้าหมายของนโยบายจึงไม่ใช่การทำให้ “ทุกธุรกิจได้สินเชื่อมากขึ้น” แต่คือการทำให้ ธุรกิจที่มีศักยภาพได้รับทรัพยากรที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่กับการแก้ข้อจำกัดที่สินเชื่อแก้ไม่ได้ เพื่อให้ SMEs ไทยไม่เพียง “เกิด” และ “เก่ง” แต่ไปต่อได้จนถึง “ก้าว” และ “แกร่ง” และกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง









