ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
เนื้อหาการบรรยายในงาน PIER Research Brief นี้ เป็นส่วนหนึ่งของบทความ "ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ"
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ได้จัดงานเสวนาสำหรับสื่อมวลชนในหัวข้อ "ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ" เพื่อเป็นการอัพเดทสถานการณ์อีกครั้ง ว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา ปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และทางออกที่ต้องร่วมกันเร่งแก้ไขมีอะไรบ้าง หลังจากที่เคยออกบทความ “16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สิ่งที่เป็น ปัญหาที่เห็น และประเด็นชวนคิด” ไปเมื่อปี 2566 เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและเสนอแนวคิดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย
งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.วีระชาติ กิเลนทอง จากสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ และ ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ซึ่งเป็นผู้ร่วมเขียนบทความทั้งสองบทความ
การประเมินสถานการณ์พบว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าไทยจะมีความคืบหน้าในบางเรื่อง เช่น โครงการนำร่อง Direct PPA เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถซื้อไฟจากผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง สินค้าเกษตรหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปเข้มแข็งและมาตรฐานชัดเจนได้โอกาสเติบโตจากตลาดโลก ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในกระบวนการร่างกฎหมาย แต่ผลของความคืบหน้าดังกล่าวยังอยู่ในวงจำกัด ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีความท้าทายใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา โดยเห็นพัฒนาการของปัญหาในภาพรวม ดังนี้
- ความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาเดิมที่ยังไม่ถูกแก้ไขและโจทย์ใหม่ที่ปรับตัวตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพภาคเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้สินค้าเกษตรต้นน้ำสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และธุรกิจส่งออกที่เริ่มเสียเปรียบในตลาดโลกจากกติกาใหม่ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป
- ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงรุนแรงและมีแนวโน้มแย่ลงอย่างชัดเจน จำนวนคนจนปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 1% ของประเทศมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะในชนบทไม่มีการพัฒนา ในภาคธุรกิจ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อทวีความรุนแรงขึ้น สะท้อนว่าการกระจายโอกาสในเศรษฐกิจไทยไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น
- ความเปราะบางมีมากขึ้นและกระจุกตัวในกลุ่มรายย่อย ทั้งในระดับปัจเจก ครัวเรือนไทยมีปัญหาหนี้ในวงกว้าง และเกษตรกรกว่าครึ่งเริ่มมีหนี้เกินศักยภาพในการชำระคืน หนี้เสียของ SMEs สูงขึ้น ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันทางการเงิน ในขณะที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไปและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในระดับประเทศ ความเปราะบางทางการคลังก็สูงขึ้น โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสแตะเพดาน 70% เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งแรงกดดันด้านรายจ่ายจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ ทำให้พื้นที่ทางการคลังยิ่งมีจำกัด
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว คณะนักวิชาการได้นำเสนอทางออกที่มุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายและเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยในภาพรวม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ดังนี้
- การสร้างกลไกและแรงจูงใจที่ถูกต้อง: การออกแบบนโยบายต้องมุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทิศทางที่พึงประสงค์อย่างยั่งยืน แทนการอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด เช่น การอุดหนุนภาคเกษตรแบบมีเงื่อนไขเพื่อยกระดับผลิตภาพ หรือการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ถึงผู้ปกครองและนักเรียนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับทั้งครูและสถานศึกษา
- การปรับบทบาทรัฐสู่การเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก”: รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำเอง มาเป็นผู้สร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เช่น การเปิดเสรีตลาดพลังงานสะอาดเพื่อให้เอกชนเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นเพื่อลดต้นทุนแฝงของประชาชนและภาคธุรกิจ
- การมุ่งสู่นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล: รัฐต้องใช้ข้อมูลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบนโยบาย เพื่อระบุปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำแทนการใช้นโยบายแบบเหมาเข่ง และต้องวางระบบการเก็บข้อมูลเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของมาตรการนั้น ๆ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะขยายผลโครงการที่ได้ผลจริง หรือยุติโครงการที่ไม่คุ้มค่า
- การออกนโยบายที่คำนึงถึงความยั่งยืน: ขณะที่การออกมาตรการที่จะตอบโจทย์ประเทศระยะสั้นยังมีความจำเป็น รัฐต้องไม่ลืมที่จะคิดถึงต้นทุนของมาตรการเหล่านั้น และความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวของประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ ปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายภาครัฐเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อขยายฐานรายได้และกระจายภาระให้เป็นธรรม
การเสวนาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพราะสถานการณ์ที่เป็นอยู่มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นหากไม่ได้รับการแก้ไข สถาบันวิจัยป๋วยฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเท็จจริงและข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยเป็น "เข็มทิศเชิงนโยบาย" ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป












