Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Efficiency at a Cost: How a Fiscal Rule on Disbursement Timelines Shifted Public Investment Toward Repairs
Discussion Paper ล่าสุด
Efficiency at a Cost: How a Fiscal Rule on Disbursement Timelines Shifted Public Investment Toward Repairs
โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เราควรมองนโยบายแก้หนี้ของพรรคการเมืองอย่างไร?
PIER Blog ล่าสุด
โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เราควรมองนโยบายแก้หนี้ของพรรคการเมืองอย่างไร?
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
PIER Research Brief ล่าสุด
ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
Deposit Insurance: Believers and Doubters
งานสัมมนาล่าสุด
Deposit Insurance: Believers and Doubters
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2568 รอบที่ 2
ประกาศล่าสุด
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2568 รอบที่ 2
PIER Blogblog
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
/static/367f3edc0a58c25c2a1169f58beac09a/e9a79/cover.png
6 กุมภาพันธ์ 2569
20261770336000000
เศรษฐศาสตร์เข้า “ท่า”

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เราควรมองนโยบายแก้หนี้ของพรรคการเมืองอย่างไร?

โสมรัศมิ์ จันทรัตน์
โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เราควรมองนโยบายแก้หนี้ของพรรคการเมืองอย่างไร?

โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง นโยบายแก้หนี้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ทุกพรรคการเมืองหยิบยกขึ้นมาแข่งขันกันอย่างเข้มข้น คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า ใครช่วยมากกว่า แต่คือ ช่วยแบบไหน ถึงจะแก้หนี้ได้จริงในระยาว ไม่ใช่แค่เลื่อนปัญหาออกไป ดิฉันได้เรียบเรียงประเด็นเหล่านี้เพื่อให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง จึงขอนำมาชวนคิดต่อ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับการตัดสินใจในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้

1. ปัญหาหนี้ครัวเรือน “หนักกว่าที่ตัวเลขทางการบอกเรา”

เวลาพูดถึงปัญหาหนี้ เรามักมองจากตัวเลขทางการ เช่น หนี้เสีย (NPL) แต่ความจริงแล้ว ภาพหนี้ของคนไทย กว้างและลึกกว่านั้นมาก งานวิจัยของ PIER พบว่า ประมาณ 38% ของประชากรไทยมีหนี้ในระบบ (ข้อมูลเครดิตบูโร) แต่การสำรวจครัวเรือนตัวอย่างทั่วประเทศของเรา พบว่า ยังมีคนไทยอีกกว่า 40% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ และต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบหรือสถาบันการเงินชุมชนเป็นหลัก

ที่สำคัญ ปัญหาหนี้ไม่ได้สะท้อนผ่าน NPL เพียงอย่างเดียว แม้จะมีเพียงราว 22% ที่เป็น NPL อย่างเป็นทางการ แต่งานวิจัยของ PIER พบว่า เมื่อดูพฤติกรรมการชำระหนี้ย้อนหลัง จะพบว่า กว่า 30% ของลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL กำลัง “จ่ายหนี้แบบเสี่ยง” ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายขั้นต่ำ จ่ายไม่เต็มงวด หรือจ่ายแต่ดอกเบี้ย เช่น กว่า 40% ของลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลจ่ายแค่ขั้นต่ำ และกว่า 50% ของลูกหนี้เกษตรกรจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งลูกหนี้กลุ่มนี้จ่ายเท่าไรก็ไม่ตัดเงินต้น หนี้จึงเรื้อรังไม่จบ และพร้อมจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต นี่คือ “หนี้ใต้พรม” และเป็นระเบิดเวลาของระบบเศรษฐกิจการเงินไทย

2. ถ้าจะแก้หนี้ ต้องเริ่มจาก “เข้าใจว่าทำไมคนถึงจ่ายหนี้ไม่ได้”

หนี้ไม่ได้มีปัญหาแบบเดียวกัน นโยบายแก้หนี้จึงไม่ควรมีสูตรเดียว โดยสาเหตุที่ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้ ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดอย่างน้อยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่

1. หนี้เกินศักยภาพตั้งแต่ต้น ลูกหนี้กลุ่มนี้มีภาระหนี้มากเกินกว่าที่รายได้จะรองรับ จ่ายเท่าไรก็ไม่ตัดเงินต้น ต้องหมุนหนี้จากที่หนึ่งไปจ่ายอีกที่หนี้ไปเรื่อย ๆ ดังนั้น การปรับโครงสร้างหนี้จึงเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่จำเป็น และเป็นการใช้งบประมาณรัฐที่คุ้มค่า หากช่วยให้ลูกหนี้กลุ่มนี้กลับมาปลดหนี้ได้ด้วยตัวเอง

2. ขาดความสามารถในการชำระหนี้ โดยกลุ่มนี้แบ่งได้อีกเป็น
ผู้ที่ยังพอทำงานได้ → ต้องแก้หนี้ควบคู่กับการสร้างรายได้
ผู้ที่ขาดศักยภาพจริง เช่น สูงอายุหรือเจ็บป่วย → การแก้หนี้อาจต้องตั้งต้นที่ทรัพย์สิน ว่าสามารถนำมาช่วยเปลี่ยนเป็นรายได้มาใช้หนี้ได้บ้างหรือไม่ ก่อนที่จะไปช่วยลดหรือสุดท้ายตัดหนี้ ซึ่งก็ต้องทำอย่างระวังไม่ให้สร้างแรงจุงใจไม่ดี (moral hazard)

3. ขาดวินัยและแรงจูงใจที่จะชำระหนี้ งานวิจัยของ PIER พบว่า ครึ่งหนึ่งของคนที่มีปัญหาหนี้ เกิดจากสาเหตุนี้ แต่ข้อดีคือ กลุ่มนี้แก้ได้ไม่ยาก หากออกแบบแรงจูงใจให้ตรงจริต เช่น งานวิจัยที่สถาบันวิจัยป๋วยไปทำโครงการ “ชำระดีมีโชค” กับ ธกส. ที่เปลี่ยนการจ่ายหนี้ทุก ๆ 1,000 บาทให้ได้สิ่งตอบแทนเป็นการลุ้น “รางวัล” และมีการจับรางวัลสม่ำเสมอ เกษตรกรกว่า 50% ที่เดิมไม่ได้จ่ายหนี้ หรือจ่ายหนี้เพียง 1 ครั้งต่อปี หันมาจ่ายหนี้มากขึ้นและบ่อยขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

4. ขาดการรับรู้ (awareness) ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่รู้สถานะหนี้ของตนเอง หรือไม่เข้าใจว่ามีทางเลือกแก้หนี้อะไรบ้าง ดังนั้น การสื่อสารนโยบายให้ลูกหนี้ “รับรู้และเข้าใจ” ในวงกว้าง อาจเป็นการแก้ last mile problem ที่ใช้ต้นทุนไม่มาก แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายได้อย่างมีนัยสำคัญ

3. นโยบายแก้หนี้ที่ดี ควรแก้ได้ “จริง” ในระยะยาว ไม่ใช่แค่ “ชั่วคราว”

หัวใจของนโยบายแก้หนี้ที่ดี คือ ควรมีอย่างน้อย 5 หลักคิดสำคัญ

1. ต้องช่วยให้ลูกหนี้ช่วยตัวเองได้ ไม่สร้างแรงจูงใจให้ไม่จ่ายหนี้ การช่วยเหลือต้องสอดคล้องกับศักยภาพลูกหนี้ เน้นปลดล็อกข้อจำกัด เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ให้เงินที่จ่ายสามารถตัดเงินต้นได้จริง ไม่ใช่ยกหนี้หรือพักหนี้ถ้วนหน้า ยกเว้นกรณีที่ลูกหนี้ไร้ศักยภาพจริง ๆ และควร reward กับลูกหนี้ที่ชำระหนี้ดีด้วย

2. แก้หนี้ต้องเชื่อมกับรายได้และการสร้างวินัยทางการเงิน หากรายได้ไม่พอ ต่อให้เข้าโครงการก็ชำระตามเงื่อนไขได้ยาก นโยบายแก้หนี้จึงต้องเดินควบคู่กับการสร้างรายได้ และสถาบันการเงินควรต้องมีกลไกกระตุ้นและสร้างวินัยให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการมาชำระหนี้ตามเงื่อนไข ดังนั้น นอกจากออกแบบมาตรการแล้ว ต้องสร้างแรงจูงใจ และสร้าง KPI ให้สถาบันการเงินช่วยลูกหนี้ด้วย หลักฐานจากงานวิจัยของ PIER สะท้อนชัดว่า การแก้หนี้เพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ โดยภายในระยะเวลาเพียง 12–18 เดือน มีลูกหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสีย (pre-emptive restructuring) ราว 20% กลับมาผิดนัดชำระหนี้ซ้ำ ขณะที่ลูกหนี้เสียที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ (troubled debt restructuring) มากกว่า 50% วนกลับไปสู่วังวนของการเป็นหนี้เสียซ้ำอีกครั้ง

3. แก้หนี้นอกระบบ ต้องเปิดทางเข้าสินเชื่อในระบบ ปัญหาหนี้นอกระบบเกิดจากการเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ การแก้อย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่ปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบ แต่ต้องทำให้ครัวเรือนและธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในวงกวาง

4. ต้องรวมศูนย์ข้อมูลเครดิตและการกำกับดูแลที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยระบบข้อมูลเครดิตที่ครบถ้วนครอบคลุมจะช่วยให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ตามศักยภาพลูกหนี้ได้จริง แยกคนที่ควรปล่อยออกจากคนที่ไม่ควรปล่อยเพิ่ม และสร้างแรงจูงใจให้ทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้มีความรับผิดชอบ

5. ต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสวัสดิการทางสังคมที่ทั่วถึง เพราะหากไม่มีตาข่ายรองรับความเสี่ยง ผู้คนก็จะหันกลับมาพึ่งพิงสินเชื่ออย่างไม่รู้จบ

4. แล้วเราควรมองนโยบายแก้หนี้ที่พรรคการเมืองเสนอมาอย่างไร?

อยากชวนมอง 5 ประเภทหลักของนโยบายแก้หนี้ที่พรรคการเมืองเสนอกันมา ดังนี้

1. การยกหนี้ให้ลูกหนี้สูงอายุ อาจทำได้เฉพาะกลุ่มที่ขาดศักยภาพจริง ต้องมีระบบคัดกรองที่เข้ม ป้องกันการสวมสิทธิ์และการก่อหนี้ใหม่ มิฉะนั้นจะสร้างแรงจูงใจที่ผิดและบั่นทอนวินัยทางการเงินในระยะยาว

2. การพักหนี้ทั้งต้นทั้งดอกแบบถ้วนหน้าและยาวนาน งานวิจัยของ PIER ที่ทบทวนมาตรการพักหนี้เกษตรกรกว่า 13 ปี พบว่าการพักแบบถ้วนหน้าและยาวนาน ทำให้เกษตรกรหนี้เพิ่มและหนี้เสียสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะลูกหนี้ขาดแรงจูงใจในการชำระ และเป็นใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า มาตรการพักหนี้จึงควรทำเฉพาะจุด เฉพาะกลุ่ม และชั่วคราวเท่านั้น

3. การกระตุ้นให้ชำระหนี้ งานวิจัยของ PIER ชี้ว่าเป็นมาตรการที่ใช้งบไม่มากแต่ได้ผล หากออกแบบแรงจูงใจให้ตรงจริตและเข้าถึงง่าย เช่น โครงการ “ชำระดีมีโชค” ของ ธกส. ซึ่งช่วยให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ถี่และสม่ำเสมอขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

4. การแก้หนี้นอกระบบ การปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบช่วยได้เพียงระยะสั้น งานวิจัยชี้ชัดว่าทางออกที่ยั่งยืนคือการทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

5. การลบประวัติเครดิต ไม่ควรทำ งานวิจัยของ PIER พบว่าการมีประวัติเครดิต – ถึงแม้จะเคยมีหนี้เสียมาก่อน – ยังดีกว่าไม่มีประวัติเลย เพราะลูกหนี้ที่กลับมาชำระดี สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติอย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบายแก้หนี้ไม่ควรถูกมองแค่ในมิติความใจดี แต่ควรถูกมองในมิติของ ความเข้าใจปัญหา ความคุ้มค่า และความยั่งยืน เพราะหนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของลูกหนี้ แต่คือเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งกรอบคิด สำหรับการตัดสินใจในโค้งสุดท้ายของประเทศเรา

โสมรัศมิ์ จันทรัตน์
โสมรัศมิ์ จันทรัตน์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Topics: Development
Tags: household financethailand election
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email