โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เราควรมองนโยบายแก้หนี้ของพรรคการเมืองอย่างไร?

โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง นโยบายแก้หนี้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ทุกพรรคการเมืองหยิบยกขึ้นมาแข่งขันกันอย่างเข้มข้น คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า ใครช่วยมากกว่า แต่คือ ช่วยแบบไหน ถึงจะแก้หนี้ได้จริงในระยาว ไม่ใช่แค่เลื่อนปัญหาออกไป ดิฉันได้เรียบเรียงประเด็นเหล่านี้เพื่อให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง จึงขอนำมาชวนคิดต่อ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับการตัดสินใจในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้
เวลาพูดถึงปัญหาหนี้ เรามักมองจากตัวเลขทางการ เช่น หนี้เสีย (NPL) แต่ความจริงแล้ว ภาพหนี้ของคนไทย กว้างและลึกกว่านั้นมาก งานวิจัยของ PIER พบว่า ประมาณ 38% ของประชากรไทยมีหนี้ในระบบ (ข้อมูลเครดิตบูโร) แต่การสำรวจครัวเรือนตัวอย่างทั่วประเทศของเรา พบว่า ยังมีคนไทยอีกกว่า 40% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ และต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบหรือสถาบันการเงินชุมชนเป็นหลัก
ที่สำคัญ ปัญหาหนี้ไม่ได้สะท้อนผ่าน NPL เพียงอย่างเดียว แม้จะมีเพียงราว 22% ที่เป็น NPL อย่างเป็นทางการ แต่งานวิจัยของ PIER พบว่า เมื่อดูพฤติกรรมการชำระหนี้ย้อนหลัง จะพบว่า กว่า 30% ของลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL กำลัง “จ่ายหนี้แบบเสี่ยง” ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายขั้นต่ำ จ่ายไม่เต็มงวด หรือจ่ายแต่ดอกเบี้ย เช่น กว่า 40% ของลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลจ่ายแค่ขั้นต่ำ และกว่า 50% ของลูกหนี้เกษตรกรจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งลูกหนี้กลุ่มนี้จ่ายเท่าไรก็ไม่ตัดเงินต้น หนี้จึงเรื้อรังไม่จบ และพร้อมจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต นี่คือ “หนี้ใต้พรม” และเป็นระเบิดเวลาของระบบเศรษฐกิจการเงินไทย
หนี้ไม่ได้มีปัญหาแบบเดียวกัน นโยบายแก้หนี้จึงไม่ควรมีสูตรเดียว โดยสาเหตุที่ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้ ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดอย่างน้อยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่
1. หนี้เกินศักยภาพตั้งแต่ต้น ลูกหนี้กลุ่มนี้มีภาระหนี้มากเกินกว่าที่รายได้จะรองรับ จ่ายเท่าไรก็ไม่ตัดเงินต้น ต้องหมุนหนี้จากที่หนึ่งไปจ่ายอีกที่หนี้ไปเรื่อย ๆ ดังนั้น การปรับโครงสร้างหนี้จึงเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่จำเป็น และเป็นการใช้งบประมาณรัฐที่คุ้มค่า หากช่วยให้ลูกหนี้กลุ่มนี้กลับมาปลดหนี้ได้ด้วยตัวเอง
2. ขาดความสามารถในการชำระหนี้ โดยกลุ่มนี้แบ่งได้อีกเป็น
ผู้ที่ยังพอทำงานได้ → ต้องแก้หนี้ควบคู่กับการสร้างรายได้
ผู้ที่ขาดศักยภาพจริง เช่น สูงอายุหรือเจ็บป่วย → การแก้หนี้อาจต้องตั้งต้นที่ทรัพย์สิน ว่าสามารถนำมาช่วยเปลี่ยนเป็นรายได้มาใช้หนี้ได้บ้างหรือไม่ ก่อนที่จะไปช่วยลดหรือสุดท้ายตัดหนี้ ซึ่งก็ต้องทำอย่างระวังไม่ให้สร้างแรงจุงใจไม่ดี (moral hazard)
3. ขาดวินัยและแรงจูงใจที่จะชำระหนี้ งานวิจัยของ PIER พบว่า ครึ่งหนึ่งของคนที่มีปัญหาหนี้ เกิดจากสาเหตุนี้ แต่ข้อดีคือ กลุ่มนี้แก้ได้ไม่ยาก หากออกแบบแรงจูงใจให้ตรงจริต เช่น งานวิจัยที่สถาบันวิจัยป๋วยไปทำโครงการ “ชำระดีมีโชค” กับ ธกส. ที่เปลี่ยนการจ่ายหนี้ทุก ๆ 1,000 บาทให้ได้สิ่งตอบแทนเป็นการลุ้น “รางวัล” และมีการจับรางวัลสม่ำเสมอ เกษตรกรกว่า 50% ที่เดิมไม่ได้จ่ายหนี้ หรือจ่ายหนี้เพียง 1 ครั้งต่อปี หันมาจ่ายหนี้มากขึ้นและบ่อยขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
4. ขาดการรับรู้ (awareness) ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่รู้สถานะหนี้ของตนเอง หรือไม่เข้าใจว่ามีทางเลือกแก้หนี้อะไรบ้าง ดังนั้น การสื่อสารนโยบายให้ลูกหนี้ “รับรู้และเข้าใจ” ในวงกว้าง อาจเป็นการแก้ last mile problem ที่ใช้ต้นทุนไม่มาก แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายได้อย่างมีนัยสำคัญ
หัวใจของนโยบายแก้หนี้ที่ดี คือ ควรมีอย่างน้อย 5 หลักคิดสำคัญ
1. ต้องช่วยให้ลูกหนี้ช่วยตัวเองได้ ไม่สร้างแรงจูงใจให้ไม่จ่ายหนี้ การช่วยเหลือต้องสอดคล้องกับศักยภาพลูกหนี้ เน้นปลดล็อกข้อจำกัด เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ให้เงินที่จ่ายสามารถตัดเงินต้นได้จริง ไม่ใช่ยกหนี้หรือพักหนี้ถ้วนหน้า ยกเว้นกรณีที่ลูกหนี้ไร้ศักยภาพจริง ๆ และควร reward กับลูกหนี้ที่ชำระหนี้ดีด้วย
2. แก้หนี้ต้องเชื่อมกับรายได้และการสร้างวินัยทางการเงิน หากรายได้ไม่พอ ต่อให้เข้าโครงการก็ชำระตามเงื่อนไขได้ยาก นโยบายแก้หนี้จึงต้องเดินควบคู่กับการสร้างรายได้ และสถาบันการเงินควรต้องมีกลไกกระตุ้นและสร้างวินัยให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการมาชำระหนี้ตามเงื่อนไข ดังนั้น นอกจากออกแบบมาตรการแล้ว ต้องสร้างแรงจูงใจ และสร้าง KPI ให้สถาบันการเงินช่วยลูกหนี้ด้วย หลักฐานจากงานวิจัยของ PIER สะท้อนชัดว่า การแก้หนี้เพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ โดยภายในระยะเวลาเพียง 12–18 เดือน มีลูกหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสีย (pre-emptive restructuring) ราว 20% กลับมาผิดนัดชำระหนี้ซ้ำ ขณะที่ลูกหนี้เสียที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ (troubled debt restructuring) มากกว่า 50% วนกลับไปสู่วังวนของการเป็นหนี้เสียซ้ำอีกครั้ง
3. แก้หนี้นอกระบบ ต้องเปิดทางเข้าสินเชื่อในระบบ ปัญหาหนี้นอกระบบเกิดจากการเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ การแก้อย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่ปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบ แต่ต้องทำให้ครัวเรือนและธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในวงกวาง
4. ต้องรวมศูนย์ข้อมูลเครดิตและการกำกับดูแลที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยระบบข้อมูลเครดิตที่ครบถ้วนครอบคลุมจะช่วยให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ตามศักยภาพลูกหนี้ได้จริง แยกคนที่ควรปล่อยออกจากคนที่ไม่ควรปล่อยเพิ่ม และสร้างแรงจูงใจให้ทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้มีความรับผิดชอบ
5. ต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสวัสดิการทางสังคมที่ทั่วถึง เพราะหากไม่มีตาข่ายรองรับความเสี่ยง ผู้คนก็จะหันกลับมาพึ่งพิงสินเชื่ออย่างไม่รู้จบ
อยากชวนมอง 5 ประเภทหลักของนโยบายแก้หนี้ที่พรรคการเมืองเสนอกันมา ดังนี้
1. การยกหนี้ให้ลูกหนี้สูงอายุ อาจทำได้เฉพาะกลุ่มที่ขาดศักยภาพจริง ต้องมีระบบคัดกรองที่เข้ม ป้องกันการสวมสิทธิ์และการก่อหนี้ใหม่ มิฉะนั้นจะสร้างแรงจูงใจที่ผิดและบั่นทอนวินัยทางการเงินในระยะยาว
2. การพักหนี้ทั้งต้นทั้งดอกแบบถ้วนหน้าและยาวนาน งานวิจัยของ PIER ที่ทบทวนมาตรการพักหนี้เกษตรกรกว่า 13 ปี พบว่าการพักแบบถ้วนหน้าและยาวนาน ทำให้เกษตรกรหนี้เพิ่มและหนี้เสียสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะลูกหนี้ขาดแรงจูงใจในการชำระ และเป็นใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า มาตรการพักหนี้จึงควรทำเฉพาะจุด เฉพาะกลุ่ม และชั่วคราวเท่านั้น
3. การกระตุ้นให้ชำระหนี้ งานวิจัยของ PIER ชี้ว่าเป็นมาตรการที่ใช้งบไม่มากแต่ได้ผล หากออกแบบแรงจูงใจให้ตรงจริตและเข้าถึงง่าย เช่น โครงการ “ชำระดีมีโชค” ของ ธกส. ซึ่งช่วยให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ถี่และสม่ำเสมอขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
4. การแก้หนี้นอกระบบ การปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบช่วยได้เพียงระยะสั้น งานวิจัยชี้ชัดว่าทางออกที่ยั่งยืนคือการทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในระบบ
5. การลบประวัติเครดิต ไม่ควรทำ งานวิจัยของ PIER พบว่าการมีประวัติเครดิต – ถึงแม้จะเคยมีหนี้เสียมาก่อน – ยังดีกว่าไม่มีประวัติเลย เพราะลูกหนี้ที่กลับมาชำระดี สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติอย่างมีนัยสำคัญ
การเลือกตั้งครั้งนี้ นโยบายแก้หนี้ไม่ควรถูกมองแค่ในมิติความใจดี แต่ควรถูกมองในมิติของ ความเข้าใจปัญหา ความคุ้มค่า และความยั่งยืน เพราะหนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของลูกหนี้ แต่คือเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งกรอบคิด สำหรับการตัดสินใจในโค้งสุดท้ายของประเทศเรา








