Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Efficiency at a Cost: How a Fiscal Rule on Disbursement Timelines Shifted Public Investment Toward Repairs
Discussion Paper ล่าสุด
Efficiency at a Cost: How a Fiscal Rule on Disbursement Timelines Shifted Public Investment Toward Repairs
ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
aBRIDGEd ล่าสุด
ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Deposit Insurance: Believers and Doubters
งานสัมมนาล่าสุด
Deposit Insurance: Believers and Doubters
ดีเดย์มาตรการ CBAM 1 ม.ค. 69: ผู้ส่งออกไทยพร้อมแค่ไหนกับการคิดราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของยุโรป และควรรับมือเชิงรุกอย่างไร
PIER Research Brief ล่าสุด
ดีเดย์มาตรการ CBAM 1 ม.ค. 69: ผู้ส่งออกไทยพร้อมแค่ไหนกับการคิดราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของยุโรป และควรรับมือเชิงรุกอย่างไร
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2568 ประเภทเฉพาะเจาะจง (Targeted Research Grant)
ประกาศล่าสุด
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2568 ประเภทเฉพาะเจาะจง (Targeted Research Grant)
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Labor and Demographic Economics
Monetary Economics
...
/static/c3b9dd0d6c24888f52df2f7a2a211a61/41624/cover.jpg
23 มกราคม 2569
20261769126400000

ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ

สำรวจสถานการณ์เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคนไทย และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ทศพล อภัยทานโสมรัศมิ์ จันทรัตน์นฎา วะสีธนิสา ทวิชศรีวริษฐา ประจงการณัฐพร อุดมเกียรติกูลสมประวิณ มันประเสริฐวีระชาติ กิเลนทองนพพล วิทย์วรพงศ์วิษณุ อรรถวานิชธร ปีติดลสมชัย จิตสุชนปิติ ศรีแสงนามกรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์วรเวศม์ สุวรรณระดาอธิภัทร มุทิตาเจริญณรัณ โพธิ์พัฒนชัยธานี ชัยวัฒน์
ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ
excerpt

บทความพิเศษ จากผู้นำความคิดด้านเศรษฐศาสตร์ในสังคมไทย เพื่อสำรวจสถานการณ์เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคนไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

บทนำ

ในช่วงก่อนเลือกตั้งเมื่อปี 2566 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ออกบทความ aBRIDGEd พิเศษ “16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สิ่งที่เป็น ปัญหาที่เห็น และประเด็นชวนคิด” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมาร่วมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและเสนอแนวคิดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

บทความนี้จะชวนทุกท่านย้อนกลับไปสำรวจสถานการณ์อีกครั้ง ว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาโครงสร้างในประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้

สถานการณ์ปัจจุบัน

การประเมินสถานการณ์พบว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าไทยจะมีความคืบหน้าในบางเรื่อง เช่น โครงการนำร่อง Direct PPA เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถซื้อไฟจากผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง สินค้าเกษตรหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปเข้มแข็งและมาตรฐานชัดเจนได้โอกาสเติบโตจากตลาดโลก ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในกระบวนการร่างกฎหมาย แต่ผลของความคืบหน้าดังกล่าวยังอยู่ในวงจำกัด ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีความท้าทายใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา โดยเห็นพัฒนาการของปัญหาในภาพรวม ดังนี้

  • ความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาเดิมที่ยังไม่ถูกแก้ไขและโจทย์ใหม่ที่ปรับตัวตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพภาคเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้สินค้าเกษตรต้นน้ำสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และธุรกิจส่งออกที่เริ่มเสียเปรียบในตลาดโลกจากกติกาใหม่ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป
  • ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงรุนแรงและมีแนวโน้มแย่ลงอย่างชัดเจน จำนวนคนจนปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 1% ของประเทศมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะในชนบทไม่มีการพัฒนา ในภาคธุรกิจ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อทวีความรุนแรงขึ้น สะท้อนว่าการกระจายโอกาสในเศรษฐกิจไทยไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น
  • ความเปราะบางมีมากขึ้นและกระจุกตัวในกลุ่มรายย่อย ทั้งในระดับปัจเจก ครัวเรือนไทยมีปัญหาหนี้ในวงกว้าง และเกษตรกรกว่าครึ่งเริ่มมีหนี้เกินศักยภาพในการชำระคืน หนี้เสียของ SMEs สูงขึ้น ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันทางการเงิน ในขณะที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไปและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในระดับประเทศ ความเปราะบางทางการคลังก็สูงขึ้น โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสแตะเพดาน 70% เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งแรงกดดันด้านรายจ่ายจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ ทำให้พื้นที่ทางการคลังยิ่งมีจำกัด

ข้อเสนอเพื่อการพัฒนา

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว คณะนักวิชาการได้นำเสนอทางออกที่มุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายและเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยในภาพรวม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ดังนี้

  • การสร้างกลไกและแรงจูงใจที่ถูกต้อง: การออกแบบนโยบายต้องมุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทิศทางที่พึงประสงค์อย่างยั่งยืน แทนการอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด เช่น การอุดหนุนภาคเกษตรแบบมีเงื่อนไขเพื่อยกระดับผลิตภาพ หรือการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ถึงผู้ปกครองและนักเรียนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับทั้งครูและสถานศึกษา
  • การปรับบทบาทรัฐสู่การเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก”: รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำเอง มาเป็นผู้สร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เช่น การเปิดเสรีตลาดพลังงานสะอาดเพื่อให้เอกชนเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นเพื่อลดต้นทุนแฝงของประชาชนและภาคธุรกิจ
  • การมุ่งสู่นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล: รัฐต้องใช้ข้อมูลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบนโยบาย เพื่อระบุปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำแทนการใช้นโยบายแบบเหมาเข่ง และต้องวางระบบการเก็บข้อมูลเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของมาตรการนั้น ๆ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะขยายผลโครงการที่ได้ผลจริง หรือยุติโครงการที่ไม่คุ้มค่า
  • การออกนโยบายที่คำนึงถึงความยั่งยืน: ขณะที่การออกมาตรการที่จะตอบโจทย์ประเทศระยะสั้นยังมีความจำเป็น รัฐต้องไม่ลืมที่จะคิดถึงต้นทุน และความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวของประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องเร่งปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายภาครัฐเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อขยายฐานรายได้และกระจายภาระให้เป็นธรรม

สถาบันวิจัยป๋วยฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเท็จจริงและข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยเป็น "เข็มทิศเชิงนโยบาย" ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ธุรกิจการเกษตรแรงงานการเงินการศึกษาสาธารณสุขมลพิษความเหลื่อมล้ำสวัสดิการภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจสีเขียวสังคมสูงวัยภาษีกฎหมายคอร์รัปชันการผลิตคนทิศทางโลกภาครัฐ

ภาคธุรกิจไทย: การปรับตัวท่ามกลางมรสุมรอบด้าน

ทศพล อภัยทาน (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)
กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ (University of California San Diego)

ช่วงสามปีที่ผ่านมานับได้ว่าเป็นช่วงเวลายากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งสำหรับภาคธุรกิจไทย โดยมีความท้าทายทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานและเริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจน ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่ปัจจัยภายนอกมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง อาทิ ทิศทางนโยบายการเงินโลก สงครามการค้า การทะลักของสินค้าราคาถูกเข้ามาในประเทศไทย ความท้าทายต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนอยู่ในอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ และยังไม่มีวี่แววจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดได้

การกระจุกตัวและการแข่งขันยังคงเป็นแกนหลักของปัญหาในภาคธุรกิจไทย ภาคส่วนที่เปราะบางที่สุดอย่าง SMEs ยังคงเผชิญปัญหาเดิม ๆ อย่างต่อเนื่อง โดย GDP ของภาค SMEs ที่เคยเติบโตได้เฉลี่ยถึง 5.6% ในช่วงปี 2555–2562 ลดลงเหลือเพียง 3.1% ในปี 2567 ซึ่งเป็นการชะลอลงที่รุนแรงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่และมีแนวโน้มจะชะลอลงอีกในอนาคต และในบางมิติ เช่น ด้านสินเชื่อ สถานการณ์สำหรับ SMEs ยิ่งด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยสินเชื่อสำหรับ SMEs เริ่มหดตัวตั้งแต่ปลายปี 2565 ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ขณะที่สัดส่วน NPL เร่งตัวจากประมาณ 7.8% ใน 2565Q4 เป็น 9.1% ใน 2568Q3

แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในเชิงนโยบายในช่วงที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น โครงการ SMEs Credit Boost หรือ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่” ที่กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อธุรกิจโดยเฉพาะสินเชื่อ SME ซึ่งถูกออกแบบให้สอดรับกับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศตามโครงการ Reinvent Thailand ที่มุ่งพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ และการเร่งเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของผู้ประกอบการ แต่ความท้าทายในระยะข้างหน้า เช่น โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง การแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงมากขึ้น หรือการปรับเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีจากหน้ามือเป็นหลังมือดังเช่นที่เกิดในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้เห็นได้ชัดว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่และทันเวลา การแก้ปัญหาในมิติการเข้าถึงสินเชื่อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนหรือเร่งให้เกิดการปรับตัวดังกล่าวได้ ในท้ายที่สุด นโยบายเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ต้องมุ่งไปที่การเพิ่มศักยภาพและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้จริงผ่าน (1) การเพิ่มรายได้ ที่อาจจะมาจากการขายสินค้าและบริการที่ผลิตอยู่ให้มากขึ้น การเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น หรือหาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของโลกที่เปลี่ยนไป และ (2) การลดต้นทุน

3 ข้อเสนอเร่งด่วน: ช่วยภาคธุรกิจปรับตัวฝ่ามรสุม

  1. ด่วนที่สุด: ลดกฎระเบียบ ทำให้ SMEs เข้าสู่ระบบง่ายขึ้น มุ่งผลักดันการแข่งขันที่เป็นธรรม (level playing field) ระหว่างธุรกิจขนาดเล็กและรายใหญ่ และเพื่อให้ SMEs ปรับตัวได้และไม่เสียเปรียบในตลาดที่มีการแข่งขันสูง รวมถึงนำ SMEs ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่าง SMEs ด้วยกันเอง ผ่านการลดภาระขั้นตอนและต้นทุนของ SMEs เช่น การลดงานเอกสาร การใช้ผู้ให้บริการเอกชนช่วยด้านระบบบัญชี-ภาษี และการส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น

  2. ด่วนมาก: มาตรการภาษีตรงเป้าที่เน้นให้เกิดการปรับตัว หรือภาษีเชิงรุก เช่น การให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนด้านดิจิทัลและการทำ digital transformation รวมถึงแรงจูงใจที่ออกแบบเฉพาะกลุ่มเพื่อกระตุ้นการลงทุนของ SMEs และ startup เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุน พัฒนาเทคโนโลยี และขยายกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  3. ด่วน: ลงทุนในนวัตกรรม ทักษะ และระบบนิเวศสตาร์ทอัพ เพื่อผลักดัน SMEs ไทยให้แข่งขันได้ในเศรษฐกิจใหม่ เช่น เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจใช้ AI และระบบอัตโนมัติได้จริง การขยายแหล่งทุนสำหรับสตาร์ทอัพและ SMEs ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการสร้างหลักสูตรอบรมทักษะดิจิทัลและทักษะผู้ประกอบการเพื่อยกระดับแรงงาน ตลอดจนการปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการแข่งขัน การลงทุน และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ SMEs ก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าสมัยใหม่ได้อย่างมั่นคง และลดอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการเติบโตของธุรกิจเกิดใหม่ในไทย

ภาคเกษตรไทย: ปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง สู่การขยายผลการพัฒนาตลอดห่วงโซ่

โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)

ท่ามกลางความต้องการอาหารที่มั่นคง ยั่งยืน และมีคุณภาพสูงขึ้น ควบคู่กับพลังงานสะอาด ภาคเกษตรไทยมีศักยภาพสูงในการต่อยอดโอกาสจากตลาดโลก อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้ก็มาพร้อมการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเช่นกัน ที่ผ่านมา เราได้เห็นสินค้าเกษตรหลายกลุ่มที่สามารถปรับตัวและตอบรับโอกาสเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปเข้มแข็งและมาตรฐานชัดเจน แต่การพัฒนายังจำกัดอยู่ในกลุ่มรายใหญ่ ขณะที่สินค้าเกษตรต้นน้ำกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากผลิตภาพที่ต่ำ ต้นทุนที่สูง และคุณภาพที่ไม่แตกต่างจากคู่แข่ง ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ต่ำ แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น และกว่าครึ่งเริ่มมีหนี้เกินศักยภาพในการชำระคืน จนกลายเป็นข้อจำกัดต่อการปรับตัว

แม้นโยบายเกษตรที่ผ่านมาได้พยายามยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน และส่งเสริมการผลิตสินค้าคุณภาพสูงเพื่อรองรับตลาดโลก แต่ยังไม่สามารถขยายผลเป็นรูปธรรมในวงกว้างได้ เนื่องจากยังติดหล่มสำคัญ 3 ด้าน

  1. ขาดการเชื่อมโยงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ นโยบายมักเริ่มจากการส่งเสริมเกษตรกรต้นน้ำ แต่กลับไม่เชื่อมถึงตลาดและอุตสาหกรรมปลายน้ำ อีกทั้งยังขาดผู้ประกอบการกลางน้ำที่เข้มแข็ง ส่งผลให้สินค้าเกษตรจำนวนมากไม่มีตลาดรองรับ ขยายผลยาก และสูญเสียโอกาสในตลาดโลก เพราะผู้เล่นตลอดห่วงโซ่ไม่สามารถเชื่อมกันได้
  2. ติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรายย่อยที่ขาดการประหยัดต่อขนาด เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กมีต้นทุนสูงในการเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐานการค้า ระบบโลจิสติกส์ และตลาดสินค้าคุณภาพสูง ทำให้ปรับตัวและแข่งขันได้ยาก เช่น การพัฒนาสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีต้นทุนสูงในกระบวนการตรวจวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เกินกว่าที่รายย่อยจะรับภาระได้
  3. ติดข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพรัฐและประชานิยม รัฐมักลงมือทำเองภายใต้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค แก้ปัญหาเป็นจุด ๆ แต่ไม่ได้ปลดล็อคข้อจำกัดทั้งระบบ และขาดการบูรณาการข้ามกระทรวง ทำให้นโยบายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น การใช้เทคโนโลยีมาปฏิรูปนโยบายอย่างการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โซนนิ่ง หรือระบบประกันภัยพืชผล ไม่สามารถเกิดผลได้จริง อีกทั้งนโยบายที่ผ่านมายังคงเน้นการอุดหนุนเป็นหลัก

สามข้อเสนอ: เราต้องทำอะไรต่อ และทำอะไรเพิ่ม?

  1. ต้องเร่งเชื่อมผู้เล่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน และออกแบบนโยบายเกษตร-อาหาร-อุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ รัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนในการขึ้นทะเบียนและพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมผู้เล่น ตั้งแต่ตลาดผู้รับซื้อ อุตสาหกรรมปลายน้ำ ผู้ประกอบการกลางน้ำ และเกษตรกร เพื่อนำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์ประเทศ และร่วมกันขับเคลื่อน model การพัฒนาแบบตลาดนำและตลอดห่วงโซ่ แพลตฟอร์มนี้ยังจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ สามารถเห็นช่องทางใหม่ ๆ และเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น นำไปสู่การขยายผลที่มีทิศทางชัดเจน และเอื้อต่อการพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันในตลาดโลก

  2. ต้องเร่งสร้างองคาพยพเพื่อให้ ‘รายย่อย’ แข่งได้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาในวงกว้างขึ้น โดยการส่งเสริมและยกระดับตัวกลางในการรวมแปลง รวบรวม แปรรูป และเชื่อมโยงผลผลิตในห่วงโซ่อุปทาน เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ให้บริการด้านการเกษตร หรือผู้ประกอบการกลางน้ำอื่น ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ควรมีการสร้างแต้มต่อในตลาดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หลักการของโครงการ Made in Thailand ที่ผลักดันโดยภาครัฐและเอกชน รวมถึงการพัฒนาและส่งเสริมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์และเข้าถึงได้

  3. ต้องปรับบทบาทรัฐ สู่ผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตลอดห่วงโซ่ โดยรัฐควรมุ่งลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ควบคู่กับการส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น แหล่งน้ำ ระบบโลจิสติกส์ การพัฒนา การถ่ายทอดนวัตกรรม และระบบบริหารจัดการความเสี่ยง นอกจากนี้ ควรปรับเปลี่ยนจากการอุดหนุนให้เปล่า เป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและตรงกลุ่ม เพื่อสนับสนุนกลุ่มที่มีศักยภาพให้เติบโตพึ่งตนเองได้ และช่วยให้กลุ่มอื่น ๆ เปลี่ยนผ่านได้อย่างเหมาะสม และต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำนโยบายให้มีประสิทธิภาพขึ้น ให้สามารถมุ่งเป้าและสร้างเงื่อนไขในการช่วยเหลือได้ เช่น การใช้ข้อมูลดาวเทียม และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อติดตามการผลิตรายแปลง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้รัฐสามารถคาดการณ์ผลผลิตได้แม่นยำขึ้น ส่งเสริมการจัดการความเสี่ยงด้านราคา ตรวจจับความเสียหายของผลผลิตและพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลที่มีประสิทธิภาพ และออกแบบการช่วยเหลือที่เชื่อมโยงกับการปรับตัวของเกษตรกร รวมถึงป้องกันการสวมสิทธิ์ได้

ตลาดแรงงานไทย: สร้างคน สร้างงาน สร้างโอกาส สร้างธรรมาภิบาล

นฎา วะสี (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)
ธนิสา ทวิชศรี (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์)
วริษฐา ประจงการ (ธนาคารแห่งประเทศไทย)
ณัฐพร อุดมเกียรติกูล (ธนาคารแห่งประเทศไทย)

ค่าจ้างเฉลี่ยที่เติบโตช้ายังเป็นภาพของตลาดแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง แรงงานไทยเกินครึ่งยังกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ เช่น ภาคบริการและภาคเกษตร งานที่ใช้ทักษะสูงคิดเป็นเพียงร้อยละ 13 ของงานทั้งหมดเท่านั้น แม้สัดส่วนของผู้ที่จบมัธยมศึกษาและปริญญาตรีของไทยจะสูงขึ้นแต่ดัชนีด้านทุนมนุษย์ของไทยยังต่ำกว่าของประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะวัดจากระดับการศึกษา คะแนน PISA หรือทักษะภาษาอังกฤษ ดังนั้น ปัญหา “งานดีมีน้อย” ดูจะเป็นปัญหาไก่กับไข่ เมื่อเราไม่มีแรงงานทักษะสูงจำนวนมากพอ ก็ไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตภาพสูงได้ สะท้อนจากสัดส่วนทุนต่อแรงงานของไทยขยายตัวต่ำกว่าประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเมื่อเราไม่มีอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ทักษะสูง แรงงานที่พอจะมีทักษะก็ไม่มีงานที่ดีทำหรือไม่กลับเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศไทย

นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมสูงวัยสร้างความกังวลให้หลายภาคส่วน ทั้งในเรื่องการขาดแคลนแรงงาน และสัดส่วนผู้พึ่งพิงต่อวัยทำงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานไทยยังมักจะใช้ “อายุ” เป็นตัวตั้ง มากกว่าการประเมินทักษะและความสามารถที่แท้จริงแรงงาน เช่น การกำหนดว่าผู้สมัครงานต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี ยังมีอยู่แพร่หลาย การกำหนดอายุที่เริ่มขอรับบำนาญของประกันสังคมไว้ที่ 55 ปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศทั่วโลก ในภาวะการณ์ที่คนไทยทำงานได้นานขึ้นเรื่อย ๆ โดยอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มเป็น 77 ปี และอายุที่ยังมีสุขภาพดีอยู่ที่ 66 ปี จริงอยู่ว่าเรายังมีเศรษฐกิจนอกระบบที่อาจรองรับคนกลุ่มนี้ได้อยู่บ้าง แต่งานนอกระบบมีความคุ้มครองทางสังคมน้อยกว่า

ปัจจัยภายนอก เช่น การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตโดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นราว 18% ของมูลค่าส่งออกและมีการจ้างงานอยู่กว่า 1.5 ล้านคน การส่งออกที่ชะลอตัวลงจะสร้างแรงกดดันต่อการจ้างงานและค่าจ้างของแรงงานกลุ่มนี้ ส่วนการเข้ามาของเทคโนโลยีด้าน AI และ robotics แม้จะยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก แต่มีการประเมินว่า robotics นั้นน่าจะกระทบตลาดแรงงานไทยมากกว่า เพราะถูกนำมาใช้ทดแทนงานที่ทำซ้ำได้ เช่น งานเสมียน พนักงานขาย ขณะที่ AI นั้น มักจะเข้ามาแทนงานที่ใช้ทักษะสูงกว่า ซึ่งในปัจจุบันสัดส่วนงานเหล่านั้นของไทยยังไม่มากนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังและเตรียมปรับตัวให้พร้อม

สามข้อเสนอ

  1. สร้างคน สร้างโอกาส คุณภาพของแรงงานเป็นหัวใจของตลาดแรงงาน การพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งกลุ่มที่อยู่ในตลาดแรงงานและกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้าตลาดแรงงานจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก การเข้ามาของเทคโนโลยีเป็นความท้าทายแต่ก็เป็นโอกาสในการเพิ่มผลิตภาพ ทักษะ critical thinking และภาษาอังกฤษ จะเป็นส่วนสำคัญสำหรับงานในอนาคต นอกจากนี้ รัฐควรสนับสนุนให้นายจ้างประเมินผู้สมัครงานตามทักษะและความสามารถที่แท้จริงเป็นหลัก และควรกำหนดให้การกีดกันทางอายุ (age discrimination) เป็นเรื่องผิดกฎหมายดังในต่างประเทศ

  2. สร้างงาน สร้างธรรมาภิบาล งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าธรรมาภิบาลและคุณภาพของแรงงานส่งผลต่อการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่าแรงจูงใจทางภาษี ดัชนีคุณภาพของภาครัฐไทย ซึ่งรวมถึงเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ประสิทธิภาพ กฎระเบียบต่าง ๆ ของภาครัฐว่าเอื้อให้เอกชนทำธุรกิจได้ง่ายขนาดไหน ยังด้อยกว่าประเทศอื่นอยู่มาก (Lathapipat et al., 2023; Muthitacharoen, 2019) ดังนั้น การพัฒนาเรื่องธรรมาภิบาลจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น ภาคเอกชนทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น

  3. ถอดบทเรียนจากนโยบายที่ผ่านมาเพื่อหาทางตอบโจทย์ว่าเราจะสร้างคน สร้างงาน ได้อย่างไร ภาครัฐมีนโยบายที่จะพัฒนาทักษะแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง เช่น พรบ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557, Digital Skill Roadmap ที่มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลผ่านความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยังไม่เคยมีหน่วยงานใดประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายเหล่านี้มากนักว่าช่วย upskill/reskill แรงงานไทยได้มากน้อยแค่ไหน ค่าจ้างเติบโตขึ้นหรือไม่ การถอดบทเรียนเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะหากนโยบายเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จ รัฐก็ไม่ควรทำซ้ำ กลับกัน หากนโยบายช่วยแรงงานไทยได้จริง การศึกษาดังกล่าวก็จะช่วยสนับสนุนให้รัฐนำไปขยายผลต่อไปในวงกว้าง

ระบบสถาบันการเงินไทย: บทบาทในการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

สมประวิณ มันประเสริฐ (บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน))

บทความฉบับแรกที่ตีพิมพ์ในปี 2566 กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยต้องการระบบสถาบันการเงินที่กระจายทรัพยากรทางการเงินให้ทั่วถึงขึ้น อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ผู้เขียนพบว่าปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs กลับรุนแรงขึ้น

รายงานภาวะและแนวโน้มสินเชื่อของสถาบันการเงิน (senior loan Officer survey) สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารสถาบันการเงิน 47 แห่งว่าแนวโน้มการอนุมัติสินเชื่อ (approval rate) มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ผลสำรวจพบว่าสถาบันการเงินอนุมัติคำขอสินเชื่อธุรกิจ SMEs น้อยลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับธุรกิจขนาดใหญ่ โดยสถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่อ SMEs น้อยลงในช่วงไตรมาสที่ 2–3 ของปี 2567 และตั้งแต่ไตรมาสที่ 1–3 ของปี 2568 ในขณะที่สถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้นในปี 2567 โดยเพิ่งมาอนุมัติน้อยลงในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 เป็นต้นมา

ในช่วงปลายปี 2568 ผู้ดำเนินนโยบายหลายภาคส่วนร่วมกันออกนโยบายสภาพคล่องเพื่อลดภาระหนี้ของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาภาระของธุรกิจได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ปัญหาพื้นฐานของการเข้าถึงสินเชื่อยังคงอยู่ นั่นคือความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทำให้สถาบันการเงินไทยไม่สามารถให้สินเชื่อกับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีประวัติทางการเงินหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญคือ แรงจูงใจและเงื่อนไขของสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินมีแรงจูงใจที่จะระมัดระวังต่อความเสี่ยง เนื่องจากได้รับบทเรียนจากจากวิกฤตการเงินในปี 2540 จึงหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเข้มข้น ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภายในให้ป้องกันความเสี่ยงได้ดีขึ้น เช่น หลังวิกฤตการเงิน สถาบันการเงินย้ายอำนาจในการอนุมัติสินเชื่อจากสาขามาเป็นของส่วนกลาง ซึ่งทำให้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อมีความเข้มงวดมากขึ้น แต่กลายเป็นปัญหาคอขวดแทน

สามข้อเสนอ

  1. ซ่อมแซมงบดุลของธุรกิจโดยการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิด moral hazard โดยหนึ่งในแนวทางคือ การเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดซื้อขายหนี้เสีย ซึ่งรวมถึงการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการซื้อขาย เช่น ปรับปรุงข้อกำหนดการจัดทำประมาณการกระแสเงินสด (cash flow) ของ NPL เพื่อให้การทำ securitization มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

  2. สร้างระบบการเงินที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนดีขึ้น เช่น การสร้างแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลเครดิต ให้เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บรวบรวมและส่งต่อข้อมูลเครดิตของ SMEs ระหว่างสถาบันการเงิน เพื่อให้ SMEs สามารถจับคู่กับสถาบันการเงินที่เหมาะสมได้ หรือการตั้ง National Credit Mediator เพื่อทำหน้าที่เป็นคนกลางที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนและใช้ข้อมูลในการประเมินสินเชื่อมีประสิทธิภาพ และสามารถสะท้อนผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อและความเสี่ยงของผู้กู้ได้ดีขึ้น

  3. ทบทวนผลของการกำกับดูแลต่อแรงจูงใจของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยชั่งน้ำหนักระหว่างการป้องกันความเสี่ยงและค่าเสียโอกาสจากการลดบทบาทของสถาบันการเงินในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ

การศึกษาไทย: ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขและทางออกที่ควรจะเป็น

วีระชาติ กิเลนทอง (สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย: RIPED, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย)

การศึกษาเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข เนื่องจากเกี่ยวพันกับคนและหน่วยงานจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านคุณภาพการศึกษาซึ่งยังเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ชนบท และเป็นประเด็นที่รัฐบาลควรให้ความสนใจมากที่สุด นอกจากนี้ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือการอภิปรายเกี่ยวกับแรงจูงใจ (incentive) ของภาคส่วนต่าง ๆ ในระบบการศึกษา แม้ว่าจะมีการอภิปรายเรื่องการกระจายอำนาจด้านการศึกษาอยู่บ้าง แต่บทบาทของผู้ปกครองยังไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร ที่สำคัญยัง ไม่มีความคืบหน้าในการเพิ่มการแข่งขันในระบบการศึกษา หรือการนำคูปองการศึกษา (school voucher) มาทดลองใช้

สามข้อเสนอ

  1. รัฐบาลควรออกแบบระบบการศึกษาให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษามีแรงจูงใจ ในการยกระดับทักษะหรือสมรรถนะของผู้เรียนอย่างจริงจัง โดย ระบบแรงจูงใจที่ดี หมายถึง ระบบที่ครูที่มุ่งมั่นตั้งใจและสามารถพัฒนาผู้เรียนได้จริง ต้องได้รับการตอบแทนมากกว่าผู้ที่ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน โดยอาจดำเนินการในรูปของการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ถึงผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุด และควรดำเนินการควบคู่กับการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์หรืออำนาจที่ได้รับมาให้สามารถช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ หรืออาจพิจารณาถึงการใช้คูปองการศึกษา (school voucher) เพื่อเพิ่มการแข่งขันในระบบการศึกษา อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม

  2. รัฐบาลควรมองว่า การศึกษา เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ (human capital) ที่เป็น “ระบบเปิด” ซึ่งครอบคลุมมากกว่าการเรียนรู้ในโรงเรียน โดยรวมถึงการพัฒนาตั้งแต่ในครรภ์มารดา และการพัฒนาทักษะการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองด้วย การพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่องระหว่างช่วงวัยจะช่วยให้สามารถพัฒนาคนให้มีคุณภาพได้ เพราะคนเราจะเรียนรู้ได้ดีต้องมีทักษะที่ดีมาก่อน ดังนั้น การพัฒนาตั้งแต่ช่วงปฐมวัยจึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง (parenting) ในทำนองเดียวกัน การผลิตและพัฒนาครูหรือนักพัฒนาเด็กก็ควรเป็น “ระบบเปิด” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์ทางสมอง เข้ามาร่วมให้ความรู้ด้วย เนื่องจากบทบาทหน้าที่สำคัญของการศึกษา คือ การส่งเสริมให้ผู้เรียน "คิดเป็น" ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับจิตใจและสมองของผู้เรียน ดังนั้น การปิดกั้นให้ผู้สอนในสถาบันผลิตครูต้องเรียนจบเฉพาะด้านการศึกษาหรือครูเท่านั้น จึงเป็นแนวคิดที่ไม่ตอบโจทย์ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง

  3. ระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต้องมีนโยบายและแนวปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนหลักฐานจากข้อมูลและงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ (evidence-based policies) ภาครัฐจึงจำเป็นต้องดำเนินการรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลที่เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ (human capital) จากทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข การศึกษา และการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์ไปจนถึงวัยทำงาน และควรกำหนดให้ทุกนโยบายที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยต้องมีผลสัมฤทธิ์หรือสมรรถนะของผู้เรียนประกอบด้วยเสมอ ที่สำคัญ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อศึกษาวิจัยได้โดยสะดวก นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีกรอบแนวคิดเชิงทดลอง (experimental mindset) กล่าวคือ พร้อมที่จะยอมรับว่า บางนโยบายที่ต้องการดำเนินการอาจไม่ประสบความสำเร็จ และควรสนับสนุนให้มีการการทดลองสุ่มแบบมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials: RCT) ก่อนขยายผลไปใช้ในระดับประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการนำนโยบายที่ไม่มีประสิทธิภาพมาใช้ซ้ำในอนาคต และเพื่อให้ได้บทเรียนที่ชัดเจนเพียงพอในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีคุณภาพ

ระบบสาธารณสุขไทย: ได้เวลายกเครื่องนโยบายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพ

นพพล วิทย์วรพงศ์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมทางสุขภาพของคนไทยยังมีปัญหา การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 28.0% ในปี 2564 เป็น 35.2% ในปี 2567 ขณะที่การสูบบุหรี่ลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 17.4% ในปี 2564 เป็น 16.5% ในปี 2567 นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายด้านสุขภาพใหม่หลายประการ ตัวอย่างที่สำคัญ คือ การสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่พบว่าเพิ่มสูงขึ้นจาก 0.14% ในปี 2564 เป็น 1.5% ในปี 2567 โดยมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มเยาวชนที่มีอายุ 15–24 ปี (National Statistical Office of Thailand, 2025)

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ด้วยสาเหตุ 2 ประการ

  1. ระบบสุขภาพและการเงินการคลังด้านสุขภาพอยู่ในภาวะเปราะบาง เนื่องจาก a. ความต้องการการรักษาพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากวิถีชีวิตของประชาชนและโครงสร้างทางประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป (สัดส่วนของผู้สูงอายุ ปัจจุบันสูงถึง 21–22% ของประชากรทั้งหมด) b. ต้นทุนของการรักษาพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ค่าแรงของบุคลากร และการขาดกลไกการควบคุมราคา โดยในปี 2568 มีการประมาณว่าค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 14–15% c. เกราะป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพ (risk protection) มีแนวโน้มอ่อนแอลง ระบบประกันสุขภาพและผู้ให้บริการภาครัฐประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทประกันสุขภาพภาคเอกชนก็พบกับการเคลมประกันที่สูง จนเริ่มประกาศยกเลิกแผนประกันสุขภาพบางประเภท (เช่น ประกันเหมาจ่ายของบางบริษัท เป็นต้น)
  2. การส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพเป็นเครื่องมือเพียงไม่กี่อย่างที่รัฐสามารถนำมาใช้เพื่อลดอุปสงค์ของการรักษาพยาบาล ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนได้

อย่างไรก็ดี ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา ทิศทางของนโยบายของรัฐมักไม่สอดคล้องกับการสนับสนุนพฤติกรรมทางสุขภาพที่ดี ตัวอย่างเช่น กรณีบุหรี่ไฟฟ้า ที่แม้จะมีกฎหมายห้ามนำเข้า จำหน่าย และครอบครอง แต่ไม่มีกลไกควบคุมที่ชัดเจน นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายบางกลุ่มยังมีแนวโน้มที่จะยอมรับความเสี่ยงด้านสุขภาพเพื่อแลกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เห็นได้จากการถกเถียงในประเด็นการสร้างคาสิโนและ Entertainment Complex และการออกประกาศขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

สามข้อเสนอ

  1. กำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายสุขภาพในระยะยาวที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง (policy coherence) และลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย (policy uncertainty) กล่าวคือ หากจะควบคุมพฤติกรรมด้านสุขภาพ รัฐก็ควรส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าการควบคุมพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชาชนมีความจำเป็น เพราะเป็นการปกป้องกลุ่มเปราะบาง (อันรวมถึงเด็ก เยาวชน และผู้ที่มีรายได้และการศึกษาน้อย) หรือหากจะลดระดับการควบคุม ก็ควรให้สิทธิและเงื่อนไขการใช้สิทธิที่ชัดเจน พร้อมออกแบบการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าสิทธิมีต้นทุน และประชาชนอาจต้องร่วมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์หากการใช้สิทธินั้นกระทบผู้อื่นหรือส่งผลต่องบประมาณของรัฐ นโยบายกัญชาเป็นตัวอย่างของการดำเนินงานของรัฐที่มีเป้าประสงค์ขัดแย้งกัน โดยเริ่มจากการปลดล็อคโดยไม่มีกฎหมายควบคุม ในปี 2565 แล้วจึงออกกฎหมายควบคุมในปี 2568 หลังจากจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดความสับสนในด้านการดำเนินธุรกิจของร้านค้ากัญชาและแนวทางการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบัน

  2. สร้างแรงจูงใจในระดับบุคคลและครัวเรือน เพื่อให้เกิดการดูแลสุขภาพของตนเอง ตัวอย่างในภาคเอกชน คือ แผนประกันสุขภาพของบริษัทประกันที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนสามารถสะสมแต้มจากการดูแลสุขภาพและนำแต้มมาใช้แลกสิทธิประโยชน์บางประการได้ หากรัฐจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ ก็จำเป็นต้องสร้างกลไกการให้แรงจูงใจที่เหมาะสม พร้อมทั้งพัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพด้วย

  3. ลงทุนกับการบังคับใช้กฎหมาย ความสูญเสียจากพฤติกรรมด้านสุขภาพส่วนหนึ่งเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็ง (ตัวอย่าง เช่น การขับขี่บนท้องถนน) การจัดหาเครื่องมือให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบ เฝ้าระวัง และรายงานพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายได้ จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้คนปฏิบัติตามกฎหมายมากขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการลงทุนเชิงโครงสร้างและเทคโนโลยี และการออกแบบระบบที่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ข้อเสนอข้างต้นนี้ควรทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะทั้งการศึกษาและสุขภาพเป็นทุนมนุษย์ที่ส่งเสริมกันและกัน นอกจากนี้ หนึ่งในข้อถกเถียงที่ผ่านมา คือ หากประชาชนมีพฤติกรรมทางสุขภาพที่ดีและอายุยืนขึ้น ก็อาจทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศเพิ่มขึ้นได้ การพัฒนาทุนมนุษย์ในทุกมิติไปพร้อมกันก็น่าจะทำให้ประชาชนมีผลิตภาพที่สูงขึ้น และคิดเป็นมูลค่ามากกว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นจากการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้

มลพิษทางอากาศ: ทำไมอากาศสะอาดสำหรับทุกคนยังไม่เกิดขึ้นทั้งที่เรารู้วิธีแก้

วิษณุ อรรถวานิช (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา “มลพิษทางอากาศ” ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงข่าวตามฤดูกาล แต่เป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบทั้งในเขตเมืองและชนบท โดยมีตัวการสำคัญคือฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเชื่อมโยงกับโรคร้ายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงภาวะหัวใจล้มเหลว (Attavanich et al., 2020) และเป็นที่น่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อค่าฝุ่น PM2.5 ในทุกจังหวัดของไทยสูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกหลายเท่า (World Health Organization, 2021) และคุณภาพอากาศโดยรวมของประเทศก็แย่ลงต่อเนื่อง จากอันดับที่ 85 ของโลกในปี 2563 ตกลงมาเป็นอันดับที่ 93 ในปี 2565 และร่วงลงเป็นอันดับที่ 139 ในปี 2567 (Yale Center for Environmental Law and Policy, 2025) ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่สุขภาพ แต่ยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล โดยมูลค่าความเสียหายต่อครัวเรือนไทยถูกประเมินไว้สูงถึง 2.17 ล้านล้านบาทในปี 2562 และยังสูงถึง 2.06 ล้านล้านบาทในปี 2566 อีกทั้งยังทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว เมื่อภาพจำ “อากาศไม่ดี” กลายเป็นต้นทุนแฝงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Attavanich, 2021; Attavanich, 2019)

แม้รัฐบาลประกาศใช้ “แผนปฏิบัติการวาระฝุ่นแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2562 (Pollution Control Department, 2019) แต่การลดฝุ่นจากแหล่งกำเนิดยังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย เพราะสาเหตุหลักยังคงไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร เช่น รถบรรทุกเก่าอายุเกิน 20 ปีที่ปล่อยมลพิษสูง มีสัดส่วนเพิ่มต่อเนื่องจาก 21.6% ของรถบรรทุกทั้งหมดในปี 2555 เป็น 33.1% ในปี 2562 และ 38.6% ในปี 2568 (Department of Land Transport, 2026) ขณะที่พื้นที่เผาไหม้จากการเผาในภาคเกษตร ป่าไม้ และพื้นที่อื่น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราว 8 ล้านไร่ในปี 2562 เป็น 14 ล้านไร่ในปี 2568 (Geo-Informatics and Space Technology Development Agency, 2024; Pollution Control Department, 2025) นอกจากนี้ ยังมีมลพิษข้ามพรมแดนที่โยงกับห่วงโซ่อุปทาน เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมาร์และ สปป.ลาว และการส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปเมียนมาร์และกัมพูชา (International Trade Centre, 2026) ส่วนภาคอุตสาหกรรมยังขาด “ทําเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ” ทำให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูลการปล่อยมลพิษของโรงงานได้ยาก ปัญหาเชิงโครงสร้างยิ่งซ้ำเติมปัญหามลพิษ เพราะงบปกป้องสิ่งแวดล้อมมีน้อยมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (เพียง 8.5–13.5 พันล้านบาทต่อปี หรือ 0.27–0.49% ของงบประมาณแผ่นดิน) และรูปแบบการใช้งบประมาณยังไม่สร้างแรงจูงใจให้ลดมลพิษอย่างจริงจัง ที่สำคัญคือ ประเทศไทยยังขาดกฎหมายอากาศสะอาดที่บูรณาการ หน่วยงานกำกับที่มีอำนาจชัดเจน กลไก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” และเครื่องมือทางการเงินที่ยืดหยุ่นเพียงพอที่จะทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

คำถามสำคัญคือ “ทำไมต้องเร่งแก้” และ “ถ้าไม่แก้จะเกิดอะไรขึ้น”

คำตอบไม่ได้มีแค่ต้นทุนสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่คือการสูญเสียศักยภาพของคนไทยในหลายมิติ ตั้งแต่แรงงานที่ต้องหยุดงานบ่อยขึ้น ไปจนถึงเด็กและเยาวชนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมเสี่ยง ซึ่งกระทบต่อการเรียนรู้และผลิตภาพในระยะยาว อีกทั้งความเสี่ยงในการสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพสูง ทั้งจากการย้ายถิ่นฐานของผู้เชี่ยวชาญ หรือจากคุณภาพชีวิตที่ลดลงจนทำให้คนเก่งไม่อยากอยู่หรืออยากกลับมา หากไทยยังแก้ปัญหาอากาศสะอาดแบบ “ทำเป็นครั้งคราว” ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งไปกว่านั้น หากประเทศไทยตั้งเป้าหมายการยกระดับมาตรฐานประเทศเพื่อเข้าสู่กลุ่ม OECD (กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่) ในอนาคต การมุ่งสู่การผลิตที่สะอาดและการคุ้มครองสุขภาพประชาชนย่อมไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “เงื่อนไขพื้นฐาน” ของความน่าเชื่อถือเชิงนโยบายและธรรมาภิบาล

สี่ข้อเสนอ

“อากาศสะอาดสำหรับทุกคน” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยนจากการแก้ปลายเหตุไปสู่การแก้เชิงโครงสร้าง โดยข้อเสนอเชิงนโยบายที่ควรเร่งผลักดันมีอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่

  1. นำมาตรการจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์และหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายมาใช้ ให้ต้นทุนการก่อมลพิษสะท้อนในต้นทุนจริง และทำให้การลดมลพิษ “คุ้ม” กว่าการปล่อยต่อไป

  2. สร้างกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาได้ทันการณ์ ต่อเนื่อง และเพียงพอ ทั้งเพื่อการเปลี่ยนผ่าน เช่น การปรับเทคโนโลยี การช่วยเกษตรกรลดการเผา และการเสริมศักยภาพท้องถิ่น โดยทั้งหมดต้องดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดเพราะข้อจำกัดของงบประมาณรายปี

  3. เร่งผลักดันให้มีหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงาน และทำให้คำสั่ง/มาตรการมีผลจริง ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

  4. เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด เพื่อเป็นกติกากลางที่บูรณาการ ยืดหยุ่น เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และสามารถจัดการโครงสร้างแรงจูงใจของผู้เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ

เมื่อเรารู้แล้วว่าแหล่งกำเนิดอยู่ตรงไหน รู้แล้วว่าเครื่องมือเชิงนโยบายแบบใดทำให้การลดมลพิษเกิดขึ้นได้จริง และรู้แล้วว่าความสูญเสียมีมูลค่ามหาศาล คำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่ “ทำอย่างไร” แต่คือ “จะลงมือเมื่อไร” ได้เวลาหรือยังที่เราจะช่วยกันแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและมุ่งสู่การมีอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพที่ดีถ้วนหน้าของคนไทยทุกคน?

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทย: จะเติบโตได้ดี ต้องมีความเสมอภาค

ธร ปีติดล (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสามปีก่อน ประเทศไทยยังคงมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ปัญหานี้มีรากฐานมาจากปัญหาการกระจายโอกาสและประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยังขาดความเป็นธรรม

ข้อมูลจาก World Inequality Database สะท้อนว่านับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ช้า แต่คนรายได้ระดับบนสุด 1% ของประเทศไทยกลับได้ส่วนแบ่งรายได้ของประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงระหว่างปี 2562 ถึง 2565 ส่วนแบ่งของคนกลุ่มดังกล่าวเพิ่มจาก 15.6% เป็น 19.7% การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งรายได้ของคนกลุ่มดังกล่าวสวนทางกลับสถานการณ์ของคนกลุ่มรายได้อื่น ๆ ของประเทศไทย ที่ส่วนแบ่งของประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจอยู่ในทิศทางที่ลดลง โดยในช่วงเวลาเดียวกันนั้นคนชั้นกลาง 40% ของไทย (มีรายได้อยู่ในระหว่างเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 51–90) มีส่วนแบ่งรายได้ของประเทศลดลงจาก 40.2% เหลือเพียง 36.8% ในขณะที่คนกลุ่มรายได้ 50% ล่างมีส่วนแบ่งรายได้ลดลงจาก 11.7% เหลือ 11.1%

การกระจายโอกาสในเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น โดยจำนวนคนยากจนเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในปี 2566 มาเป็น 4.8% ในปี 2567 การเพิ่มขึ้นของจำนวนคนยากจนนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับประเทศรายได้ปานกลางระดับบน และสะท้อนให้เห็นถึงสภาพที่กลุ่มด้อยโอกาสในสังคมไทยปัจจุบันนั้นยังคงติดอยู่ในวังวนของความยากจนแบบเรื้อรัง ปัญหาความยากจนยังกระจุกตัวในเชิงพื้นที่ โดยในปี 2567 จังหวัดแม่ฮ่องสอนและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีอัตราความยากจนสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ อย่างชัดเจน ความยากจนที่กระจุกตัวนี้ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา โดยพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนสูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศ

สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนความล้มเหลวของประเทศไทยในการผลักดันนโยบายที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับนโยบายคุ้มครองทางสังคมโดยเฉพาะกับการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสที่เสมอภาคให้กับเด็ก การปรับโครงสร้างการกระจายอำนาจบริหารราชการและงบประมาณเพื่อให้เอื้อต่อการสร้างความเสมอภาคระหว่างพื้นที่ นโยบายเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกมาผลักดันเท่าที่ควร ด้วยความสนใจของผู้กำหนดนโยบายมุ่งอยู่กับความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น

สามข้อเสนอ

ประเทศไทยควรหันมาทบทวนการผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นไปที่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เป้าหมายนี้จะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับโครงสร้างและปัจจัยเชิงสถาบันของเศรษฐกิจสังคมไทยให้สามารถจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดีขึ้น ข้อเสนอสำคัญที่ควรต้องพิจารณาคือ

  1. สนับสนุนนโยบายที่ยึดโยงกับการสร้างความเท่าเทียมทางโอกาส โดยเฉพาะนโยบายการคุ้มครองทางสังคม เช่น การอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า และการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม ควรได้รับการลงทุนมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะถือเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ

  2. ควรมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจให้กระจายประโยชน์ได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดสินค้าและบริการ การสนับสนุนให้แรงงานมีช่องทางในการต่อรองเพื่อผลักดันนโยบายด้านค่าจ้าง รวมถึงการผลักดันให้มีการกระจายอำนาจและงบประมาณไปสู่พื้นที่มากขึ้น

  3. การผลักดันนโยบายลดความเหลื่อมล้ำยากที่จะประสบผลสำเร็จได้หากสถาบันทางการเมืองขาดความเป็นประชาธิปไตย ประเทศไทยยังควรต้องมีการปรับกติกาทางการเมืองให้ผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมถึงองค์กรอิสระ มีที่มาที่ยึดโยงและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

สวัสดิการคนไทย: นโยบายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประชากร

สมชัย จิตสุชน (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย)

หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ของครัวเรือนไทยเพิ่มช้าไปด้วย และบางกลุ่มถึงกับมีรายได้ลดลง เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนคนจนในปี 2561 และ 2567 เสี่ยงที่จะเกิดภาวะความยากจนเรื้อรังในสังคมไทย สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มประชากรที่สูงวัยอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดที่ลดลงมาก และสัดส่วนประชากรวัยทำงานลดลง ในขณะที่สถานะการคลังของประเทศก็ไม่เอื้อต่อการดูแลด้านสวัสดิการได้อย่างที่ควรจะเป็น ทำให้การออกแบบนโยบายสวัสดิการมีความท้าทายเพิ่มขึ้นมาก

แม้ว่าในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาจะมีบางนโยบายที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อบางกลุ่มเป้าหมาย เช่นการส่งเสริมให้ผู้พิการมีงานทำ แต่ในภาพรวมนโยบายดูแลคนไทยยังมีความก้าวหน้าน้อยมาก และยังถูกซ้ำเติมด้วยนโยบายประชานิยม เช่น การแจกเงินดิจิทัลที่เบียดบังงบประมาณไปมาก ส่วนนโยบายอื่นก็ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องข้อดีข้อเสีย เช่น นโยบายบัตรทองรักษาทุกที่ ที่อาจเพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชน แต่สร้างแรงกดดันต่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีปัญหาทรัพยากรไม่เพียงพออยู่แล้ว ที่น่าเป็นห่วงสุดคือ ไม่มีนโยบายที่มุ่งป้องกันไม่ให้ประชากรจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลังเลย ตัวอย่างเช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็นแบบถ้วนหน้ามาหลายรอบก็ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

สี่ข้อเสนอ

  1. ออกแบบมาตรการที่สามารถเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเพิ่มสวัสดิการกลุ่มเปราะบางไปพร้อมกัน ที่สำคัญคือ ควรเร่งเพิ่มทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มทักษะระดับต่ำถึงระดับกลางที่มีจำนวนมากที่สุดในกำลังแรงงาน (labor force) เพื่อให้ไม่ถูกทอดทิ้งจากการผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ อันจะทำให้รายได้ครอบครัวลดลง โดยประกาศให้การพัฒนาทักษะตลอดชีวิตที่ตอบสนองต่อความต้องการตลาดอย่างแท้จริงเป็นนโยบายระดับชาติ เพิ่มงบประมาณอีกไม่น้อยกว่า 5–10 เท่าจากปัจจุบัน ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อย 5 ล้านคนในแต่ละปี

  2. ฝึกอบรมทักษะที่เหมาะกับผู้สูงอายุ และส่งเสริมการจ้างงานที่ยืดหยุ่นด้านอายุและเวลางาน

  3. ให้ความสำคัญกับการลงทุนในคุณภาพคนตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เร่งการพัฒนาเด็กเล็กในทุกมิติ

  4. เพิ่มสัดส่วนการลงทุนภาครัฐในคนและสวัสดิการ ทดแทนการลงทุนในการก่อสร้างถนนและตึก ที่ไม่คุ้มค่า ไม่โปร่งใส และมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ภูมิรัฐศาสตร์: ประเด็นท้าทายประเทศไทยท่ามกลางสภาวะโลกไร้ระเบียบ

ปิติ ศรีแสงนาม (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

โลกกำลังเข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มหาอำนาจต่างก็ใช้เครื่องมือทางภูมิเศรษฐศาสตร์ในการห้ำหั่นซึ่งกันและกัน ประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐขนาดกลางจึงกำลังต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตรอบด้าน (poly-crisis) ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็นอย่างน้อย 6 ประเด็นดังนี้

  1. De-Stabilization Multiplex World Order โลกที่มีมหาอำนาจหลายขั้ว (multi-polarity) จะเป็นโลกที่อยู่ในสภาวะที่ศาสตราจารย์ Amitav Acharya เรียกว่า “Multiplex World”1 คือโลกที่ไม่มีผู้จัดระเบียบ ทำให้การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มีความแตกต่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน มิติเหล่านี้ต่างก็เชื่อมโยงทุกประเทศและทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ผู้เล่นหลัก ทั้งที่เป็นผู้สร้างและผู้ทำลายระเบียบโลก จะไม่ใช่ภาครัฐของประเทศมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งอีกต่อไป แต่จะเป็นบทบาทขององค์การและความร่วมมือระดับภูมิภาค รวมถึงผู้เล่นที่มิใช่ภาครัฐ เช่น บรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ และเครือข่ายต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกลุ่มผลประโยชน์เข้าไว้ด้วยกัน

    การรุกรานซึ่งอำนาจอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกราชทางการเมือง จะเกิดขึ้นในจุดปะทุความขัดแย้งทั่วโลก2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่สหรัฐอเมริกามีผู้นำที่นิยมชมชอบแนวทางอำนาจนิยม ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรใกล้ชิดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ คำถามสำคัญคือในโลกที่ผู้อยู่รอดคือคนที่อึดที่สุด (survival of the fittest) ประเทศไทยของเราวางยุทธศาสตร์ได้เหมาะสมเพียงใด

  1. Disrupted Disruptive Technology การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังพลิกโฉมทั้งโลกรอบข้างและตัวเทคโนโลยีเองอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการประมวลผลที่ก้าวจาก semiconductor ไปสู่ quantum computing กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการผลิต การบริโภค การใช้ชีวิต และการทำงานของคนอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเหล่านี้เองก็กำลังเดินหน้าสู่การปรับฐานครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้ เช่น การระเบิดของฟองสบู่ AI ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ระบบ blockchain อาจถูกคุกคามจากเทคโนโลยีควอนตัม รวมถึงภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นต้น

  2. De-coupling Global Value Chains ห่วงโซ่มูลค่าระดับนานาชาติกำลังจะแตกออกเป็นอย่างน้อย 3 ห่วงโซ่ คือ ห่วงโซ่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ ห่วงโซ่ที่จีนเป็นผู้นำ และห่วงโซ่ที่เหลือของทั้งโลก ซึ่งสองห่วงโซ่แรกกำลังแยกตัวออกจากกันภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชาตินิยม แนวทางการทำธุรกิจจากวิธีคิดแบบโลกาภิวัตน์ที่สามารถซื้อสินค้าและวัตถุดิบจากแหล่งไหนในโลกก็ได้กำลังถดถอยลง ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มิได้กล่าวถึงเฉพาะด้านความมั่นคงทางทหาร หากแต่ประเด็นใหญ่ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็มีการเปลี่ยนเป้าหมายไป จากเดิมที่เน้นความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ เป็นเน้นความมีอิสระและลดการพึ่งพาทางเศรษฐจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีน) แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังไม่ได้ถอนตัวจากองค์การการค้าโลก (WTO) แต่การที่สหรัฐฯ ใช้สิทธิยับยั้งกระบวนการต่าง ๆ ในเวที WTO การประกาศสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกดดันนานาประเทศ ก็เป็นการแสดงออกเชิงพฤตินัยอยู่แล้วว่าสหรัฐฯ ไม่สนใจระเบียบโลกทางการค้าและการลงทุนในแนวทางโลกาภิวัฒน์อีกต่อไป

    เช่นเดียวกับที่จีนเองก็เร่งสร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยที่สุดภายใต้หนึ่งในสี่เสาหลักของนโยบายการต่างประเทศ คือ Global Development Initiative (GDI) ที่เน้นการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่มีเป้าหมายสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (UN SDGs 2030)

    สำหรับประเทศในอาเซียน สิงคโปร์ดูจะเป็นประเทศเดียวที่สามารถวางยุทธศาสตร์และดำเนินการสื่อสารให้กับสาธารณชนได้ชัดเจน ว่าคนสิงคโปร์ต้องยกระดับทักษะตนเอง เพื่อให้ประเทศมีศักยภาพในการเชื่อมโยงทั้ง 3 ห่วงโซ่ภายใต้ระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้

    คำถามที่สำคัญคือ ประเทศไทยจะสามารถกำหนดบทบาทของตนเองให้เป็นผู้เชื่อมโยงทั้งสามห่วงโซ่ได้หรือไม่ และหากต้องการบรรลุเป้าหมายนั้น ไทยจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือและพันธมิตรกับประเทศหรือกลุ่มใดบ้าง

  3. De-Dollarization หนึ่งในพลังอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยในการวัดค่า สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และเป็นเครื่องสะสมมูลค่าในการซื้อขาย ชำระส่งมอบ และลงทุนระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การบริหารนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ไม่มีความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้มีปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในระบบสูงเพิ่มขึ้นถึงกว่า 478% ในระหว่างปี 2543–2568 ผ่านนโยบาย quantitative easing ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ยังเพิ่มขึ้นกว่า 6.6 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2543 จนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างปรับลดเครดิตของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการชำระหนี้สาธารณะ ควบคู่ไปกับการมาถึงของเครื่องมือทางการเงินและการลงทุนใหม่ ๆ ในตลาดเงินและตลาดทุน รวมทั้งความไม่แน่นอนในเสถียรภาพความมั่นคงระหว่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากต้องการค้าขายและลงทุนโดยใช้สกุลเงินอื่น ๆ แทน ธนาคารกลางของหลายประเทศเริ่มทบทวนแนวทางการชำระเงินระหว่างประเทศ ลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และลดการถือครองสินทรัพย์ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลหลายประเทศลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

    คำถามคือ ประเทศไทยมีนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไรในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้

  4. Demographic Structural Change การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจะกระทบต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ทั้งผ่านด้านการผลิตที่เกิดจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน และผ่านด้านการบริโภค ที่เกิดจากการลดลงของกำลังซื้อภายในประเทศตามจำนวนประชากรที่ลดลง รวมไปถึงกำลังซื้อต่อหัวที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมซึ่งอาจลดทอนสัดส่วนชนชั้นกลางที่เป็นกำลังซื้อสำคัญ ดังนั้น การเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานกลุ่มทักษะสูงและทักษะต่ำอย่างโปร่งใสและมีการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาจเป็นมาตรการสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของภาคการผลิตไทย

    ในขณะเดียวกัน ปัญหาทางสังคมที่เกิดจากจากช่องว่างและความแตกต่างระหว่างประชากรในแต่ละกลุ่มอายุ และความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมก็เป็นปัญหาสำคัญเช่นเดียวกัน ยุทธศาสตร์การพัฒนาทักษะของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ จำเป็นต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคการผลิต และเพื่อให้ผู้ผลิตสามารถปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง เหล่านี้คือโจทย์สำคัญของประเทศหากต้องการการขับเคลื่อนประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง

  5. Degradation of Environment การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศรอบใหญ่จากเอลนีโญ (แห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ ไฟไหม้ป่า) สู่ลานีญา (น้ำท่วม พายุฝน) ที่เกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกเดือด (global boiling) ทำให้รัฐต้องเตรียมแผนเผชิญเหตุและภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในระยะยาว ส่วนระยะสั้น รัฐก็ต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมผู้ผลิตและผู้บริโภคไทยให้เท่าทันกับเครื่องมือทางการค้าและมาตรฐานใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ความท้าทายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่อภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่ปล่อยก๊าซเรือกระจกต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลกกลับปฏิเสธความร่วมมือในการต่อต้านภัยเงียบนี้ ขณะที่ยุโรปกำลังเดินหน้าบังคับใช้มาตรฐานใหม่ในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็น EU Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ที่จะเริ่มทดลองใช้ โดยให้ทุกประเทศคู่ค้าต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละขั้นตอนการผลิต การเริ่มระบบบันทึกข้อมูลของมาตรการ Corporate Sustainable Reporting Directive (CSRD) และการเริ่มต้นมาตรการ Regulation on Deforestation-Free Products (EUDR) ในบางรายการสินค้า และยังจะมีมาตรการอีกจำนวนหนึ่งที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2570 ในขณะที่ผู้ประกอบการไทย (โดยเฉพาะ SMEs) และผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักรู้ในประเด็นสำคัญนี้ เช่นเดียวกับที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อบันทึกข้อมูล (national traceability system) ก็ยังไม่เป็นรูปธรรม

ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่มียุทธศาสตร์ในการรับมือกับ (อย่างน้อยที่สุด) 6 ประเด็นนี้ และยุทธศาสตร์นั้นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีแนวทางการดำเนินยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้จริง เข้าใจถึงบริบทและเงื่อนไขที่เป็นอยู่ของสังคมไทย และมีการวางเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในด้านคน งบประมาณ องค์ความรู้ และเวลา

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: เมื่อไทยต้องรับมือกับอากาศแปรปรวนและกติกาโลกใหม่

กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย)

ประเทศไทยเผชิญสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่รุนแรงหลายครั้ง หลายพื้นที่ในประเทศไทยเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ

แม้ว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา ไทยมีความก้าวหน้าด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการปรับเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมปี 2608 เป็นปี 2593 อีกทั้งมีการเริ่มโครงการนำร่องสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนกับผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และมีการจัดทำ National Adaptation Plan ซึ่งให้แนวทางการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาพใหญ่ แต่มาตรการรับมือในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ โดย Direct PPA ยังคงอยู่ในวงจำกัด ส่วน National Adaptation Plan ก็ยังไม่มีการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่และสาขาที่เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ประเทศไทยเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ให้เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำมากขึ้นในหลายด้าน

  • กฎระเบียบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น เช่น CBAM, EUDR ฯลฯ ซึ่งกระทบต่อสินค้าที่ส่งออกจากไทย โดยมูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM ไป EU ของผู้ส่งออกไทยลดลง 14% เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกสินค้าอื่น ๆ ไป EU หลังจากที่มีการประกาศว่าจะใช้มาตรการ CBAM และลดลง 24% หลังจากที่มาตรการ CBAM เริ่มบังคับใช้ในปี 2566 ซึ่งสะท้อนว่าหากผู้ส่งออกไทยปรับตัวช้า อาจเสียความสามารถในการแข่งขัน (Thampanishvong et al., 2026)
  • แรงกดดันจากบริษัทข้ามชาติและนักลงทุนจากต่างประเทศ บริษัทที่ลงทุนตรงจากต่างประเทศที่ต้องการไฟฟ้าสีเขียว 100% โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกลุ่มที่ต้องการไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน 100% ในการดำเนินธุรกิจ (RE100)
  • ความต้องการตลาดและผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคโดยเฉพาะในต่างประเทศมีความต้องการสินค้าคาร์บอนต่ำมากขึ้น

สามข้อเสนอ

  1. เร่งผลักดัน พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้เกิดระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ในประเทศไทยเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคส่วนต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเพื่อลดภาระค่าธรรมเนียม CBAM ที่ต้องจ่ายให้กับประเทศที่นำเข้าสินค้าจากไทย

  2. เร่งเปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดในไทยและปลดล็อคกฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวย เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ต้องการไฟฟ้าสีเขียว 100% สามารถซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนโดยตรง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

  3. เร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการเกิดการรับรู้-วัดค่า-ปรับตัว โดยสื่อสารเชิงรุกกับผู้ประกอบการถึงผลกระทบจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น มาตรการ CBAM, EUDR เป็นต้น สนับสนุนให้ผู้ประกอบการประเมินความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ และปรับตัวโดยการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจบ ควบคู่กับการหาตลาดส่งออกเพิ่มเติม

สังคมสูงวัย: หลักประกันยามชราภาพที่มั่นคงภายใต้ระบบบำนาญที่มีอยู่และข้อจำกัดทางการคลัง

วรเวศม์ สุวรรณระดา (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ประเทศไทยในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ยุค “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยจากสถิติประชากรไทยทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568) พบว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14.07 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.71 ของประชากรไทยรวม ผู้สูงอายุเหล่านี้มีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น ขณะเดียวกัน จำนวนเด็กเกิดใหม่ก็ลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือไม่ถึง 4 แสนคนต่อปี ขณะที่ประชากรรุ่น “เกิดล้าน”3 ปัจจุบันกำลังทยอยเข้าสู่ช่วงวัยชราภาพ ทำให้สถานการณ์การสูงวัยทางประชากรของประเทศไทยจากนี้ไปจะทวีความเข้มข้นเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ประเด็นหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพจึงทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การที่คนไทยมีลูกน้อยลงทำให้คาดการณ์ได้ว่าในอนาคตจะมีผู้สูงอายุส่วนหนึ่งไม่มีหลักประกันจากการเกื้อหนุนของลูกหลานเหมือนอย่างผู้สูงอายุหลายคนในอดีตที่ผ่านมา คนเหล่านี้จำเป็นต้องพึ่งระบบบำนาญ การออม และ/หรือการทำงาน เพื่อสร้างความมั่นคงยามชราภาพ

ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบบำนาญหลากหลายระบบที่บริหารจัดการแบบแยกส่วน แต่ละระบบแตกต่างกันทั้งในแง่ของวิธีการทางการเงินการคลัง (ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรจากรัฐ การประกันสังคม หรือการออม) หน่วยงานรับผิดชอบ แหล่งที่มาของเงิน (เช่น งบประมาณแผ่นดิน เงินสมทบ เงินออม) และระดับของสิทธิประโยชน์ที่ได้ ทำให้ภาพรวมของระบบบำนาญไทยมีความซับซ้อนและหลากหลาย หากพิจารณาภาพรวมโดยยึด “คน” เป็นศูนย์กลาง ระบบบำนาญที่มีอยู่จะมีลักษณะคล้าย “ปิ่นโต” ประชาชนบางคนได้รับประโยชน์จากระบบเดียว บางคนได้รับประโยชน์จากหลายระบบพร้อมกัน ตามแต่เส้นทางเดินชีวิต สถานภาพการทำงาน และ/หรืออาชีพของแต่ละคน คำถามที่สำคัญคือ ระบบบำนาญปิ่นโตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สามารถสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับผู้สูงอายุในวันนี้และผู้สูงอายุในวันหน้าได้จริงหรือไม่

สามข้อเสนอ

  1. ผลักดันให้มีกลไกบูรณาการที่สามารถพิจารณาภาพรวมของระบบบำนาญที่หลากหลายในปัจจุบัน เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพที่มั่นคงทั้งสำหรับผู้สูงอายุในวันนี้และผู้สูงอายุในวันหน้า

  2. เร่งปรับปรุงระบบบำนาญที่มีอยู่ให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงระหว่างกันให้มากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อตลาดแรงงานสมัยใหม่และการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงาน การเปลี่ยนงาน/อาชีพ/สถานภาพการทำงาน และการใช้ชีวิตของคนแต่ละรุ่น

  3. ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง ควรใช้ประโยชน์สูงสุดจากระบบบำนาญในปัจจุบันที่มีความหลากหลายของรูปแบบของวิธีการทางการเงินการคลัง เพื่อให้เกิดการประนีประนอมเชิงนโยบายระหว่างแนวคิดแบบรัฐจัดสรรและแนวคิดการมีส่วนร่วมจ่ายได้อย่างสมดุล

ภาษี: คำสัญญาทางการเมือง กับความจริงทางการคลังของประเทศ

อธิภัทร มุทิตาเจริญ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูเลือกตั้ง เรามักได้ยินข้อเสนอนโยบายที่เน้นเอาใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การเติมเงิน หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ นโยบายเหล่านี้มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ประชานิยม’ และอาจช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้บ้าง แต่คำถามที่สังคมไทยควรถามให้ชัดก่อนหย่อนบัตร คือ ฐานะการคลังของประเทศวันนี้รองรับนโยบายเหล่านี้ได้แค่ไหน

ความท้าทายระยะสั้น: หนี้สาธารณะจะชนเพดานเร็วกว่าที่คิด

กรอบการคลังระยะกลางของประเทศ (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ตั้งสมมติฐานว่าในปีงบประมาณ 2569 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตราว 1.7% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.5% อย่างไรก็ตาม หลายสำนักรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินแนวโน้มการเติบโตและเงินเฟ้อที่ต่ำกว่านั้นพอสมควร

ผลที่ตามมาคือ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสแตะเพดาน 70% ได้เร็วขึ้น ตั้งแต่ปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ซึ่งเร็วกว่าที่ MTFF คาดไว้ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2571 การขยับเพดานหนี้อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่คือความเสี่ยงสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องเตรียมรับมืออย่างเป็นระบบและมีกลยุทธ์ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นโดยปราศจากแผนรองรับด้านความน่าเชื่อถือทางการคลัง

ความท้าทายระยะกลาง: การขาดดุลเรื้อรังและแรงกดดันจากสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์

แม้ MTFF จะวางเส้นทางลดการขาดดุลจาก 4.4% ของ GDP ในปี 2569 ลงสู่ระดับประมาณ 2.1% ในปี 2573 แต่ตั้งแต่หลังวิกฤตโควิดเป็นต้นมา ประเทศไทยขาดดุลเฉลี่ยราว 4% ของ GDP ต่อเนื่องทุกปี การลดการขาดดุลจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมืองอย่างแท้จริง

ด้านรายได้ MTFF คาดว่ารายได้รัฐจะเติบโตเฉลี่ยราว 4% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่เพียง 2–3% อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อาจต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ด้านรายจ่าย MTFF มีข้อสมมติว่ารายจ่ายของภาครัฐจะเติบโตไม่เกิน 1% ต่อปี ซึ่งสวนทางกับความเป็นจริงหลังโควิดที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นราว 3–4% ต่อปี นอกจากนี้ แรงกดดันด้านรายจ่ายของภาครัฐจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (super-aged society) ในปี 2572 ภาระงบประมาณทั้งในส่วนของสาธารณสุข บำนาญ และสวัสดิการต่าง ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกราว 3–4% ของรายจ่ายประจำ หากไม่เริ่มวางแผนเชิงโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ การลดการขาดดุลจะยิ่งทำได้ยากขึ้นในอนาคต

สามข้อเสนอ

ภายใต้สถานการณ์การคลังที่เปราะบางเป็นอย่างมาก รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับอย่างน้อยสามประเด็นหลัก ดังนี้

  1. ปรับโครงสร้างการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพของการลงทุนภาครัฐ ให้เป็นการลงทุนที่ยกระดับผลิตภาพในระยะยาว

  2. วางแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี ซึ่งครอบคลุมทั้งการดึงผู้มีศักยภาพจากนอกระบบ การกระจายภาระภาษีอย่างเป็นธรรม และการทำให้ระบบภาษีง่ายขึ้นโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

  3. ยกระดับกติกาและกลไกถ่วงดุลทางการคลัง ผ่านการจัดตั้งสถาบันการคลังอิสระ เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือและทำให้วินัยการคลังบังคับใช้ได้จริงมากขึ้น

กฎหมายกับการพัฒนา: ความสำคัญของยุทธศาสตร์ทางกฎหมายเพื่อรับมือกับระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลง

ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)

โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในปี 2569 เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากเมื่อสามปีที่แล้ว ไทยควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

*การสร้างนโยบายและธรรมาภิบาลด้านกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศจัดการกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างยั่งยืน* กล่าวคือ การออกกฎหมายต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ต้นทุนและความคุ้มค่า และการเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับปัญหาทางสังคมหรือเศรษฐกิจที่ต้องการแก้ไขและผ่านการพิจารณาจากการรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อนำกฎหมายไปบังคับใช้ หน่วยงานต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของการออกกฎหมายโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เป็นตัวชี้วัด เมื่อกฎหมายหมดความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคม หรือแก้ไขปัญหาของสังคมได้สำเร็จแล้ว ก็ควรมีกระบวนการแก้ไขหรือยกเลิก เพื่อลดจำนวนกฎหมาย และนำไปสู่สังคมที่ไม่สร้างต้นทุนที่ไม่จำเป็นให้แก่ประชาชน และเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา (2566–2568) หน่วยงานของรัฐเริ่มคุ้นชินกับ “กระบวนการ” ของการมีกฎหมายที่ดี ข้อมูลสถิติการใช้งานระบบกลางทางกฎหมายพบว่า หน่วยงานของรัฐนำร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวงเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยเฉลี่ยมากกว่า 1,000 โครงการต่อปี สูงขึ้นกว่าปี 2565 ที่มีเพียง 407 โครงการ นอกจากนี้ สถิติการใช้งานระบบกลางทางกฎหมายยังสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อการแสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง (ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... (2568) ได้รับความเห็นจากประชาชนกว่า 77,000 ครั้ง ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พ.ศ. .... (2568) ที่มีผู้ร่วมแสดงความเห็นเกือบ 30,000 ครั้ง) นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบบังคับใช้กฎหมายได้ดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบตามรอบการประเมินทุกห้าปี ซึ่งเป็นหน้าที่ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายฯ (ระหว่างปี 2566–2568 มีกฎหมายที่ผ่านการประเมินผลสัมฤทธิ์จำนวนรวม 566 ฉบับหรือร้อยละ 59 ของจำนวนกฎหมายแม่บททั้งหมดของประเทศ)

กระบวนการครบถ้วน แต่คำถามต่อไปคือ แล้วประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากการดำเนินนโยบายกฎหมายเหล่านี้

หากต้องการให้นโยบายด้านกฎหมายช่วยสร้างธรรมาภิบาลภาครัฐที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม ควรมีการผลักดันให้มีการนำบทวิเคราะห์ผลกระทบและความจำเป็นของร่างกฎหมาย รวมทั้งความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการพิจารณาอย่างจริงจังมากกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการประชุมของคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐควรเปลี่ยนทัศนคติ จากการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดเป็นหลัก มาเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวกประชาชน และเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องตลอดระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อใช้ประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่อาจดำเนินการได้ทันทีตามสถานการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ

หากทำได้ ระบบกฎหมายไทยจะมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว (agile regulatory system) มีกลไกในการชำระล้างกฎหมาย กฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในยุคแห่งพลวัตการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างโลก

สามข้อเสนอ

  1. กำหนดให้บทวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมายและสรุปผลการรับฟังความเห็นเป็นเอกสารที่คณะรัฐมนตรีต้อง “อ่าน” ก่อนพิจารณาอนุมัติหลักการในการประชุมคณะรัฐมนตรี (prioritise regulatory proposals based on hard evidence) และให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบนำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์และข้อมูลอ้างอิงอื่นที่แสดงให้เห็นว่าร่างกฎหมายที่เสนอน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย

  2. ผลักดันให้หน่วยงานพิจารณาลด ตัด และเลิกกระบวนการ เอกสาร และแนวปฏิบัติที่ไม่จำเป็นหรือไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย (eliminate regulatory slush) เพื่อให้การออกใบอนุญาต การรับจดทะเบียน หรือการให้บริการอื่นของรัฐเป็นไปอย่างรวดเร็ว สนับสนุนการประกอบอาชีพ และการดำรงชีพของประชาชน

  3. นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในการดำเนินรัฐกิจ (adopt technology to improve administrative efficiency) โดยเน้นปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการกำหนดแผนการพัฒนาที่ต่อเนื่อง มากกว่าการลงทุนในเทคโนโลยีที่ให้ผลลัพธ์ที่ฉาบฉวย แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว

คอร์รัปชันไทย: คะแนนนิ่ง แต่อันดับถอย และต้นทุนแข่งขันสูงขึ้น

ธานี ชัยวัฒน์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

เมื่อพูดถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เรามักนึกถึงการเพิ่มเงินลงทุน การลดภาษี หรือการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เรามักถูกตีกรอบให้นึกถึงการปลูกฝังคุณธรรมและการทำให้คนเป็น "คนดี" มีคุณธรรม

การมองภาพที่แยกขาดจากกันเช่นนี้ทำให้เรามองไม่เห็นว่า แท้จริงแล้วคอร์รัปชันคือปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนการแข่งขันในระยะยาว เพราะมันบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากรออกจากการผลิตสินค้าสาธารณะที่มีคุณภาพ สร้างแรงจูงใจที่ผิดในการสะสมทุน ทั้งทุนทางธุรกิจที่ไปทำให้สนามแข่งขันไม่เป็นธรรม จนความเหลื่อมล้ำพุ่งสูงขึ้น และทุนทางการเมืองที่สร้างสภาพแวดล้อมกลับมาเอื้อต่อการคอร์รัปชันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทบความมั่นคงของสังคมในระยะยาว

คะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ของไทยอยู่ที่ราว 32–38 คะแนน (ค่อนไปทางคอร์รัปชันสูง) ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อันดับของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ มีแนวโน้มแย่ลงเรื่อย ๆ นี่คือความหมายของคำว่า “แย่ไปกว่าเดิม” โดยไม่จำเป็นต้องเกิดวิกฤตฉับพลัน แต่เกิดจากการที่ประเทศอื่นยกระดับความโปร่งใสและคุณภาพสถาบันได้เร็วกว่าจนแซงหน้าเราไป เมื่อโลกวิ่งเร็วขึ้น ความนิ่งของไทยจึงเท่ากับการถอยหลัง และต้นทุนของการอยู่กับที่กลับสะสมทบต้นทบดอกทุกปี ทั้งในรูปของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและโอกาสที่หายไป

ในด้านหนึ่ง อันดับคอร์รัปชันที่ถอยลงย่อมกระทบการตัดสินใจลงทุนจากต่างชาติ เพราะนักลงทุนไม่ได้พิจารณาแค่ผลตอบแทน แต่ยังให้ความสำคัญกับความแน่นอนของกติกา ต้นทุนการทำสัญญา และความเสี่ยงด้านเวลา ประเทศที่คอร์รัปชันสูงย่อมทำให้ต้นทุนธุรกรรมและต้นทุนการกำกับดูแลเพิ่มขึ้น ทำให้การดึงดูดการลงทุนต้อง “จ่ายแพงขึ้น” ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ การอำนวยความสะดวก หรือการแบกรับความเสี่ยงบางส่วนแทนเอกชน

อีกด้านหนึ่ง คอร์รัปชันที่คงอยู่ในระดับสูงมายาวนานสะท้อนว่าโครงสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับรัฐยิ่งปรับเปลี่ยนได้ยาก ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่เข้าถึงอำนาจรัฐ แรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดต่างประเทศอ่อนแอลง และซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยที่มีศักยภาพสูง ทั้งจากทรัพยากรมนุษย์ ทำเลที่ตั้ง และโครงสร้างพื้นฐาน กลับใช้ศักยภาพเหล่านั้นได้ไม่เต็มที่ เพราะระบบแรงจูงใจถูกบิดให้ธุรกิจหันมาให้คุณค่ากับ “สายสัมพันธ์” มากกว่า “ประสิทธิภาพ”

สามข้อเสนอ

เพื่อให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันเกิดขึ้นและได้ผลจริง สามข้อเสนอที่รัฐควรดำเนินการ มีดังนี้

  1. เร่งทำให้การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐไม่ใช่แค่ข้อมูลที่เปิดเผย แต่เป็น “ข้อมูลที่ใช้การได้จริง” สามารถเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานได้ (applicative open data) โดยเชื่อมงบประมาณ โครงการ TOR ผู้ยื่นเสนอ สัญญา การเบิกจ่าย และผลลัพธ์ ให้สามารถค้นหา เปรียบเทียบ และตรวจสอบได้จริง เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง

  2. สร้างความโปร่งใสที่มีขั้นตอนชัดเจนและติดตามได้ออนไลน์ (practical transparency system) ให้เห็นสถานะ เวลา ผู้รับผิดชอบ และเหตุผลการตัดสินใจ เพื่อทำให้ตามรอยการตัดสินใจได้ และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกผลประโยชน์

  3. สร้างการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายที่เข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้วและมีหลักฐานการตอบสนอง (operational policy dialogue) ให้ประชาชนได้รับคำตอบที่ตรวจสอบได้ว่า หน่วยงานใดรับหรือไม่รับข้อเสนอของประชาชน พร้อมเหตุผลประกอบ

เทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดสามกลไกนี้มีต้นทุนถูกลงเรื่อย ๆ และประเทศไทยมีเครื่องมืออยู่แล้วจำนวนมาก คำถามจึงไม่ใช่ “จะมีระบบหรือไม่” แต่คำถามคือเราจะเปลี่ยนเจตจำนงทางการเมืองมาทำให้กลไกเหล่านี้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้จริงในทางปฏิบัติ จนประชาชนเห็นผลเป็นรูปธรรม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศเริ่มฟื้นกลับมา

เอกสารอ้างอิง

Attavanich, W. (2019). ต้นทุนของสังคมไทยจากมลพิษทางอากาศและมาตรการรับมือ (aBRIDGEd No. 7/2019). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
Attavanich, W. (2021). Willingness to pay for air quality in Thailand: An analysis of multiple pollutants (Techreport No. 15/2021). Department of Economics, Faculty of Economics, Kasetsart University.
Attavanich, W., Sribuaiam, K., Sirimongkonlertkul, N., Khajitvichyanukul, P., Saetang, P., Nasanit, R., Limsawart, W., & Pongpiachan, S. (2020). สมุดปกฟ้าอากาศสะอาด ประเทศไทย (Clean Air Blue Paper, Thailand). เครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย.
Department of Land Transport. (2026). จำนวนรถจดทะเบียน (สะสม) จำแนกตามอายุรถ ณ วันที่ 31 ธันวาคม. กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน.
Geo-Informatics and Space Technology Development Agency. (2024). พื้นที่เผาไหม้ของประเทศไทย. GISTDA Open Data.
International Trade Centre. (2026). Trade statistics for international business development.
Lathapipat, D., Wasi, N., Udomkiattikul, N., & Chenphuengpawn, J. (2023). พลวัตและความท้าทายของตลาดแรงงานไทย (aBRIDGEd No. 20/2023). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
Muthitacharoen, A. (2019). ถอดบทเรียนนโยบายภาษีผ่านพฤติกรรม: นัยต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย.
National Statistical Office of Thailand. (2025). การสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากร พ.ศ. 2567. National Statistical Office of Thailand.
Pollution Control Department. (2019). แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
Pollution Control Department. (2025). แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568-2570 และระยะ 5 ปีต่อไป. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
Thampanishvong, K., Tontiwachwutthikul, T., Samphantharak, K., Saengchote, K., & Chandrasakha, J. (2026). มาตรการ CBAM น่ากังวลแค่ไหนสำหรับสำนักบริหารสินค้าส่งออกของไทย? และเราควรรับมือกันอย่างไร? In PIER Blog. Puey Ungphakorn Institute for Economic Research.
World Health Organization. (2021). WHO global air quality guidelines: particulate matter (PM2.5 and PM10), ozone, nitrogen dioxide, sulfur dioxide and carbon monoxide. World Health Organization.
Yale Center for Environmental Law and Policy. (2025). 2024 Environmental Performance Index. Yale University.

  1. Multiplex มาจากคำว่า complex คือโลกที่อยู่ในภาวะยุ่งยากซับซ้อน multiple คือความยุ่งยากซับซ้อนที่ทบเท่าทวีคูณ↩
  2. จุดปะทุความขัดแย้งสำคัญ อาทิ อเมริกากลาง กรีนแลนด์ และแคนาดา (ซึ่งจะเป็นภาวะปรปักษ์ต่อพันธมิตรของสหรัฐ) เอเชียตะวันตก (โดยเฉพาะระหว่างคู่ขัดแย้งของอิสราเอล อย่างโลกอาหรับและเปอร์เซีย) แอฟริกากลาง (ซึ่งเป็นแหล่งผลประโยชน์ของอดีตเจ้าอาณานิคม) และที่ใกล้บ้านเราคือ เมียนมา ช่องแคบมะละกา-ทะเลจีนใต้ และช่องแคบไต้หวัน↩
  3. กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2506–2526 ซึ่งมีจำนวนเด็กเกิดใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี↩
กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์
กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์
University of California San Diego
ทศพล อภัยทาน
ทศพล อภัยทาน
ธนาคารแห่งประเทศไทย
โสมรัศมิ์ จันทรัตน์
โสมรัศมิ์ จันทรัตน์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
นฎา วะสี
นฎา วะสี
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ธนิสา ทวิชศรี
ธนิสา ทวิชศรี
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
วริษฐา ประจงการ
วริษฐา ประจงการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ณัฐพร อุดมเกียรติกูล
ณัฐพร อุดมเกียรติกูล
ธนาคารแห่งประเทศไทย
สมประวิณ มันประเสริฐ
สมประวิณ มันประเสริฐ
ธนาคารไทยพาณิขย์
วีระชาติ กิเลนทอง
วีระชาติ กิเลนทอง
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
นพพล วิทย์วรพงศ์
นพพล วิทย์วรพงศ์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิษณุ อรรถวานิช
วิษณุ อรรถวานิช
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ธร ปีติดล
ธร ปีติดล
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สมชัย จิตสุชน
สมชัย จิตสุชน
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ปิติ ศรีแสงนาม
ปิติ ศรีแสงนาม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์
กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
วรเวศม์ สุวรรณระดา
วรเวศม์ สุวรรณระดา
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อธิภัทร มุทิตาเจริญ
อธิภัทร มุทิตาเจริญ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย
ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ธานี ชัยวัฒน์
ธานี ชัยวัฒน์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Topics: Development EconomicsPublic EconomicsOthers
Tags: thai economyinstitutional economics
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email